เพียงน้ำหยดแรก
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

15 : ขีดจำกัดความสัมพันธ์

ชื่อตอน : 15 : ขีดจำกัดความสัมพันธ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2562 21:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,000
× 0
× 0
แชร์ :
15 : ขีดจำกัดความสัมพันธ์
แบบอักษร

 

เช้าวันนี้อากาศช่างสดใส ท้องฟ้าปลอดโปร่งปราศจากกลุ่มเมฆมาบดบังทัศนวิสัย มันช่างแตกต่างจากความรู้สึกของฉันในตอนนี้ ที่คล้ายกับว่ามีกลุ่มก้อนเมฆพายุขนาดใหญ่ลอยไหลเข้ามารวมตัวกันจนมันอัดแน่นจุกในอก พาลทำให้หายใจติดขัดไปหมด

ฉันนั่งมองร่างหนาของโซ่ที่นอนคว่ำซุกใบหน้าลงบนหมอนนุ่ม แสงแดดสาดส่องลอดจากหน้าต่างแบบกระจกบานใหญ่เข้ามา ผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีขาวลงมากระทบกับตัวเขาที่ทั้งตัวปราศจากเสื้อผ้าที่ควรจะสวมใส่ มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่ทำหน้าที่ปกปิดร่างกายเปลือยเปล่าท่อนล่างเอาไว้เท่านั้น ทำให้แผ่นหลังกว้างที่เต็มไปรอยสีแดงจางๆจากการถูกเล็บคมๆข่วนเอาเป็นทางยาว โผล่พ้นออกมาประจานว่าเมื่อคืนนี้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง

"ฮึก..ไม่น่าเลยจริงๆ"

ฉันได้แต่นั่งกอดเข่าปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมา เพื่อระบายความรู้สึกอัดอั้นทั้งหลายในใจ เรื่องเมื่อคืน...มันไม่ควรเกิดขึ้นเลย ไม่ควรเลยจริงๆ

เป็นฉันอีกแล้วที่ยอมอ่อนโอนไปกับเขา เป็นฉันเองที่ไม่หักห้ามใจ เป็นเพราะฉันคนเดียว

 

เหมือนฝันกระชับวงแขนที่กอดเข่าเอาไว้แน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะซุกใบหน้าลงไปปล่อยให้น้ำตาใสไหลอาบแก้มเนียนจนเปียกปอนอยู่เงียบๆนานหลายนาที ไหล่บางสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ก่อนที่จะหยุดชะงัก เงยใบหน้าที่ดวงตาเริ่มบวมช้ำน้อยๆขึ้นมา มือบางถูกยกขึ้นปาดคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนตามแก้มใสทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

เธอจะมามัวอ่อนแอเอาแต่ร้องไห้ไม่ได้แล้วนะเหมือนฝัน ตอนนี้เธอไม่เหลือใครให้พึ่งพาและคอยปลอบโยนแล้วนะ เพราะคนที่เคยทำหน้าที่นั้นมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโตตอนนี้ เขาได้กลายเป็นเหมือนคนอื่นไปแล้ว...

เมื่อคิดได้ดังนั้นเธอจึงลุกออกจากเตียงนุ่มลงไปยืนที่พื้น คว้าเสื้อผ้าที่มันถูกถอดกองเอาไว้ขึ้นมา แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างเงียบเชียบไร้เสียงใด

แกร๊ก!

พอฉันได้เข้าไปสงบอารมณ์ความรู้สึกต่างๆและชำระล้างร่างกายในห้องน้ำสักพัก น้ำเย็นๆทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยขับไล่ความรู้สึกแย่ๆในอกทิ้งไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

"ไง!"

เสียงเข้มของอีกคนที่นอนตะแคงใช้ข้อมือท้าวคางอยู่บนเตียงกว้างก็เอ่ยทักทายขึ้นมา เมื่อฉันเดินพ้นออกมาจากเขตห้องน้ำ ทำให้ฉันต้องเบนสายตาไปมองสบเข้ากับสายตาคมของเขาที่จ้องมองกันมาอยู่ก่อนแล้ว

"อืม ไง"

ฉันทำได้แค่ยิ้มบางๆแล้วเอ่ยทักทายเขากลับไปด้วยเสียงเอื่อยๆพอเป็นมารยาทเท่านั้น

"ไม่โกรธรึไงเรื่องเมื่อคืนน่ะ"

เขาเลิกคิ้วหรี่ตาถามอย่างจับผิดด้วยเสียงนิ่งๆและทำท่าทางเหมือนสงสัยเสียเต็มประดาเมื่อเห็นว่าร่างบางยังคงยิ้มให้เขาราวกับว่าไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้น

เธอจึงเดินเข้าไปใกล้ๆเขาที่ยอมลุกขึ้นมานั่งอยู่บนเตียงช้าๆ ก่อนจะยิ้มบางๆส่งให้อีกครั้งแล้วพูดตอบ

"โกรธสิ โกรธมาก ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งทั้งโกรธทั้งเกลียดการกระทำของเธอเลย"

คำตอบที่ได้รับจากร่างบางทำให้โซ่รู้สึกว่าร่างกายมันชาไปแทบทุกอณู แล้วไหนจะไอ้คำเรียกแทนชื่อเขานั่นอีก เธอไม่ยอมเรียกชื่อเขาออกมาเหมือนเคย

"แล้วท..."

"เพราะเรื่องเมื่อคืนพี่เองก็ผิด และอีกอย่างพี่ก็มีความเป็นผู้ใหญ่มากพอ พี่อยากจะคุยกับเธอด้วยเหตุผลมากกว่าที่จะตีโพยตีพายโวยวายใส่เธอเหมือนเด็กๆเข้าใจใช่ไหม?"

"..."

เมื่อเขาเอาแต่นิ่งไม่ไหวติง เหมือนฝันก็เริ่มหมดความอดทน คำพูดต่างๆได้พรั่งพรูออกมาราวกับธารน้ำหลาก เพื่อหวังจะให้เขาได้เข้าใจและรับรู้กับสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้

 

"ฟังนะ เรื่องเมื่อคืนน่ะ ถ้าเธอทำเพราะอยากจะแก้แค้นเพราะคิดว่าพี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอกับแฟนทะเลาะกันล่ะก็ บอกเลยเธอคิดผิดแล้วล่ะ"

ฉันมองหน้าของคนบนเตียงที่ตอนนี้ขมวดคิ้วยุ่งแทบจะพันกันเป็นปมพร้อมกับทำสีหน้าสับสนก่อนจะพูดต่อ

"เมื่อวานพี่แค่มาทานข้าวและมาเยี่ยมน้าพิมพ์เฉยๆ เพราะท่านโทรมาขอร้อง พี่ไม่รู้ว่าเธอกับแฟนจะเข้ามาที่นี่ด้วย และไม่รู้ว่าแฟนเธอจะ..."

"ไม่! ไม่ใช่! หวานไม่ใช่แฟน!"

ฉันตกใจที่อยู่ๆเขาก็ตะโกนแทรกขึ้นมาปฏิเสธเสียงหนัก ได้แต่งงหนักกับการกระทำและคำพูดของเขา ที่มันฟังดูย้อนแย้งกันไปหมด เขาว่าไม่ใช่แฟนหรอ? แล้วไอ้ที่เดินหัวร่อต่อกระซิกกันเข้ามาเมื่อวานล่ะ มันคืออะไร? ถ้าไม่ใช่แฟนแล้วทำไมต้องโกรธขนาดนั้นตอนผู้หญิงคนนั้นร้องไห้ล่ะ? ทำไมต้องโกรธแล้วมาลงกับเธอแบบนี้ด้วยกัน!

"หรอ?...งั้นก็ช่างมันเถอะ งั้นพี่ก็คงไม่มีอะไรจะคุยกับเธอแล้ว"

ฉันกรอกตาขึ้นมองบนก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ ถึงในหัวจะสงสัยและมีคำถามอีกมากมายแต่ ฉันก็เลือกที่จะตัดบทไม่พูดไม่ถามอะไรเขาออกไปอีก เพราะไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด กลัวว่าถ้ายิ่งพูดยิ่งถามซักไซ้มากไป เขาจะพาลรำคาญและคิดหาความผิดอะไรมาโยนใส่หัวกันอีก แล้วอีกอย่างฉันก็ทนมองหน้าเขาต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงเอ่ยลาก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินออกไปจากห้องนี้เสียที

หมับ!

ขาข้างที่กำลังจะก้าวเดินไปข้างหน้าหยุดชะงักทันที เพราะมือใหญ่ของอีกคนเขาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือฉันเอาไว้เสียก่อน

"เลิกแทนตัวเองว่าพี่ แล้วกลับมาเรียกว่าฝันตามเดิมซะ"

เขากระชากเสียงสั่งอย่างจริงจังเหมือนไม่พอใจ ฉันอยากจะทำตามที่เขาบอกนะ แต่ว่า....

"อย่าเลย มันคงไม่เหมาะเท่าไหร่ พี่อายุมากกว่าเธอนะ แล้วอีกอย่าง เธอก็ควรเรียกพี่ว่าพี่ด้วย"

ฉันบอกเสียงนุ่มทั้งที่ยังหันหลังให้เขา พร้อมกับก้าวขาเดินไปข้างหน้าจนข้อมือข้างที่ถูกเขารั้งเอาไว้หลุดออกเป็นอิสระ

ให้เขาเรียกฉันว่าพี่มันดีแล้วล่ะ เพราะว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว ให้กลับไปแทนตัวว่าฝันอย่างโน่นฝันอย่างนี้เหมือนตอนที่ยังเป็นแฟนกัน มันคงไม่ดีต่อใจฉันเท่าไหร่นัก บอกตรงๆว่าเรื่องเมื่อคืนนี้มันทำให้ฉันคิดได้ ว่าทั้งฉันและเขาควรที่จะขีดเส้นแบ่งขีดจำกัดความสัมพันธ์กันใหม่ให้มันชัดเจนได้แล้ว

แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักอีกครั้งในท่าที่มือกำลูกปิดประตูเอาไว้เมื่อนึกอะไรขึ้นได้

"อีกอย่าง ช่วยดีกับพี่หน่อยได้มั้ยโซ่? เธออยากให้เราเลิกกัน พี่ก็ยอมเลิกให้แล้ว เพราะฉะนั้นอย่าทำร้ายความรู้สึกของพี่ไปมากกว่านี้เลยนะ"

"......."เมื่อเห็นว่าเขายังเงียบไม่ตอบโต้ ฉันจึงพูดขึ้นอีกครั้ง

"ถือว่าพี่ขอนะ หลังจากนี้พวกเรามาดีต่อกันในฐานะพี่น้องกันเถอะนะ ส่วนเรื่องเมื่อคืนก็ช่วยลืมๆมันไปเสียเถอะ คิดซะว่ามันเป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่ง มันไม่ใช่ความจริงอย่างนั้นก็ได้"

ร่างบางทิ้งคำพูดเอาไว้เท่านั้น ก่อนจะเดินออกไปอย่างแผ่วเบา

ฉันเปิดประตูออกแล้วพาร่างกายที่รู้สึกโหวงๆกับคำพูดของตัวเองออกมา ได้ยินเสียงเขาสะอึกเล็กๆลอยแว่วมาตามหลัง แต่ก็ต้องทำใจแข็งไม่หันกลับไปมอง ก่อนปิดประตูเบาๆแล้วยืนพิงมันอย่างหมดแรง

"ดีแล้วล่ะ เธอทำดีแล้วเหมือนฝัน"

ฉันยิ้มมุมปากเล็กๆแล้วพูดให้กำลังใจตัวเองออกมาเบาๆ มันคงดีแล้วจริงๆแหละที่ฉันเลือกที่จะทำแบบนี้...ดีแล้ว ใช่ไหมนะ? แต่อย่างน้อยก็ถือว่าพวกเราได้เคลียร์กันนี่ ฉันก็ได้พูดทุกๆอย่างที่ควรจะพูด สะสางเรื่องยุ่งเหยิงน่าปวดหัวนี่ให้มันได้เป็นไปในทางที่มันควรจะเป็นแล้ว เหลือแต่ตัวเขานั่นแหละที่จะยอมทำความเข้าใจกับมันหรือเปล่า...ก็เท่านั้น

 

"...ฝัน...หนูฝัน...เหมือนฝัน!!!"

ร่างบางที่เดินเหม่อลงบันไดมาจนถึงชั้นล่างสุดถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อมีเสียงหนึ่งตะโกนร้องเรียกชื่อเธออย่างดัง

ฉันหันไปมองรอบๆเพื่อหาที่มาของเสียง แล้วก็พบผู้หญิงร่างเล็กอย่างน้าพิมพ์อรที่นั่งจิบกาแฟอยู่ตรงโซฟาในห้องรับแขก มองมาที่ฉันอยู่

คงเป็นน้าพิมพ์สินะ ที่เรียกฉันเอาไว้

"เอ่อ คะ...คะน้าพิมพ์"

เมื่อตั้งสติได้ ฉันก็รีบขานตอบน้าพิมพ์ไปอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะเดินเข้าไปหาตรงที่ท่านนั่งอยู่

"พึ่งตื่นหรอลูก...มาๆ มานั่งข้างๆน้าก่อนสิ"

ฉันมองน้าพิมพ์ที่วางถ้วยกาแฟสีขาวลงบนโต๊ะเล็กๆ แล้วยกมือขึ้นมากวักเร็วๆให้ฉันเข้าไปหาอย่างลังเลเล็กน้อย เพราะตอนนี้ฉันอยากจะกลับไปร้านจะแย่แล้ว

"เฮ้อ...ค่ะ"

แต่สุดท้ายฉันก็ต้องแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกับยอมเดินเข้าไปหาแล้วนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆท่านอย่าอดเสียมิได้อีกตามเคย

"หิวมั้ยจ้ะ...ทานข้าวเลยมั้ย น้าให้ป้าบัวทำข้าวต้มกุ้งที่หนูชอบไว้ด้วยนะ ทานเลยแล้วกันเนอะ ป้าบะ!!!..."

"เอ่อ!! น้าพิมพ์คะไม่เป็นไรค่ะ...ฝันว่าจะกลับเลย"

ฉันรีบร้องห้ามน้าพิมพ์ที่กำลังจะเอ่ยเรียกป้าบัวอย่างรีบร้อน แล้วบอกเธอว่าจะกลับแล้วด้วยเสียงอ้อมแอ้มอย่างเกรงใจในประโยคท้ายพร้อมกับยิ้มแหยๆออกมาแก้เก้อ

"โถ...ทำไมรีบกลับนักล่ะลูก น้ายังไม่หายคิดถึงเลย"

น้าพิมพ์ยื่นมือของท่านมากุมมือของฉันเอาไว้หลวมๆแล้วพูดด้วยเสียงหงอยๆ ทำเอาฉันทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอ้างดี จะให้บอกว่าที่รีบกลับ เพราะไม่อยากจะอยู่เจอหน้าลูกชายของเธอ มันก็ดูจะไม่สมควรสักเท่าไหร่

"เนี้ย...อยู่นั่งคุยเป็นเพื่อนน้าอีกสักพักไม่ได้หรอจ้ะ แล้วบ่ายๆค่อยกลับก็ได้" น้าพิมพ์ยังไม่หยุดที่จะหว่านล้อม ยังพยายามที่จะรั้งฉันให้อยู่กับท่านต่อให้ได้

"ไม่ได้จริงๆค่ะน้า ฝันต้องรีบกลับไปดูร้าน"

"แต่ว่าวันนี้วันเสาร์นะฝัน ยังจะต้องเปิดร้านอีกหรอ"

น้าพิมพ์ถามเสียงสูง เสียงแบบนี้คงใกล้จะหงุดหงิดเต็มทีแล้วสินะน้าพิมพ์น่ะ

"ค่ะ...ถึงจะเป็นวันหยุด แต่ก็ยังมีนักศึกษาบางส่วนเข้า ม.ไปทำกิจกรรมบ้าง อ่านหนังสือบ้างประปรายค่ะน้าพิมพ์"

"...แต่...เห้อออ~~ช่างเถอะน้าคงรั้งเราไว้ไม่ได้แล้วล่ะ"

ฉันยิ้มกว้างให้คนที่ยอมแพ้ถอนหายใจออกมายาวๆอย่างหมดหนทาง ก่อนที่ท่านจะยกมือขึ้นมาลูบหัวฉันเบาๆอย่างอบอุ่น

"แต่ถ้าเป็นไปได้น้าก็อยากจะให้หนูย้ายกลับมาอยู่ด้วยกันเสียที่นี่เลยมากกว่า...เผื่อว่าอะไรๆที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันจะดีขึ้นมาบ้าง...เผื่อน้าพอจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง"

ฉันขมวดคิ้วมองน้าพิมพ์ที่มีสีหน้าหม่นแสงลง เธอหลุบตาลงต่ำไม่สบตากับฉันเลย พร้อมกับเอื้อนเอ่ยประโยคแปลกๆที่ฉันไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจกับมันได้เลยออกมา ทำไมท่านถึงได้พูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้กัน แล้วไหนจะไอ้ประโยคท้ายๆที่พูดออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบานั่นอีก...ฉันงงไปหมดแล้ว

"เอ่อ! น้าลืมบอกไปอีกอย่าง ว่า ตาโซ่เองก็ย้ายกลับมาอยู่บ้านแล้วนะจ้ะ เหลือแต่หนูนี่แหละที่ไม่ว่าน้าจะหลอกล่อยังไงหนูก็ไม่ยอมใจอ่อนกลับมาเสียที"

คนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยเสียงคล้ายคนกับอ่อนใจเต็มที พร้อมกับยกมือขึ้นมา ใช้นิ้วชี้ของเธอจิ้มลงมาที่ปลายจมูกของฉันแผ่วเบาอย่างเอ็นดู

ฉันจึงย่นจมูกพร้อมกับยิ้มกว้างส่งไป ถือเสียว่าเป็นรางวัลปลอบใจท่าน ที่เอาแต่ร้องประท้วงว่าไม่สามารถล่อลวงฉันได้สำเร็จ แต่ในสมองก็คอยแต่ประมวลผลถึงคำบอกเล่าของน้าพิมพ์ ว่าเขาย้ายกลับมาอยู่ที่นี่แล้วหรอ? ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันถึงไม่รู้...

แต่พอมาคิดๆดูแล้ว ว่าหากเขาจะทำอะไร อยู่ที่ไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันควรจะต้องรู้แล้วนี่นา ฮ่าๆรู้แค่ว่าเขากลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้แล้วก็พอ ฉันจะได้ไม่หลวมตัวมาที่นี่บ่อยๆตามคำล่อลวงของน้าพิมพ์อีก

 

"คุณพิมพ์ป้าจัดโต๊ะทานข้าวเรียบร้อยแล้วค่ะ จะทานเลย...อ้าว!!!คุณฝัน"

ฉันหันไปยิ้มให้กับผู้หญิงร่างท้วมที่เดินออกมาจากห้องทานอาหาร แล้วเธอก็เรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนจะประหลาดใจมากๆ

"สวัสดีค่ะป้าบัว" ฉันยกมือขึ้นไปไหว้เธอเหมือนอย่างเคย

"ไหว้พระเถอะค่ะคุณ" แล้วป้าแกก็ยกมือขึ้นรับไหว้ฉันในแทบจะทันที

"แล้วนี่คุณโซ่เธอไปไหนแล้วล่ะคะ ป้าคิดว่าจะลงมาพร้อมกันเลยเสียอีก?"

คำถามของคนอายุมาก ทำให้ฉันถึงกับสะดุ้งเกร็งทันทีเพราะ ไม่รู้จะตอบแกกลับไปว่ายังไงดี

"เมื่อคืนตาโซ่กลับมาด้วยหรอ? ไม่ได้ไปค้างกับเพื่อนเขาหรอป้าบัว!!"

และเสียงของน้าพิมพ์ที่พูดโพล่งขึ้นมาอย่างร้อนรนก็เปรียบเหมือนดั่งระฆังที่ช่วยชีวิต ทำให้ฉันไม่ต้องตอบอะไรป้าแกอีก

"ค่ะคุณพิมพ์ ป้าเป็นคนเปิดประตูให้คุณโซ่เองกับมือ" เธอพยักหน้าแรงๆหลายครั้งเป็นการยืนยัน

"ตายแล้ว แล้วทำไมสายป่านนี้ตาโซ่ยังไม่ลงมาอีกเนี้ย! ป้าบัว ป้าบัวตามมากับฉันนะ ขึ้นไปดูตาโซ่กัน!!"

"คะ...ได้ค่ะ"

แล้วน้าพิมพ์ก็ผุดลุกขึ้นแล้วออกตัวเดินขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วโดยที่มีป้าบัวแกที่ทำหน้าเหมือนว่าพึ่งนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนจะทำหน้าตาตื่น แล้วซอยเท้าเดินตามผู้เป็นเจ้านายไปอย่างเร่งรีบ จนฉันได้แต่มองตามทั้งสองคนไปอย่างงงๆ แค่โซ่ยังไม่ลงมาจากห้องมันดูน่าตกใจขนาดนั้นเลยหรือไงนะ? ป่านนี้ก็คงเข้าไปนอนซุกหมอนอยู่ในห้องของตัวเองแล้วล่ะมั้ง

ฉันได้แต่คิดแล้วยกมือขึ้นมาเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่ตัวเองจะลุกขึ้นยืนบ้างแล้วก็เดินออกจากบ้านไปที่รถของตัวเองที่จอดอยู่ในโรงรถ เปิดประตูเข้าไปนั่งที่ประจำคนขับ แล้วสตาร์ทมัน ขับออกไปจากที่นี่ทันที....

 

.............................................................................

มาแล้วจ้า....วันนี้คอมเม้นท์ก็คือเดือดอีกแล้วฮ่าๆ เค้ารู้ว่าหมั่นไส้นังโซ่กันจะแย่แล้ว แต่ว่าใจเย็นๆน้า คือว่าสองคนเค้าคบกันมา3ปี รู้จักกันมาเกือบทั้งชีวิต ความผูกพันธ์มันก็ยิ่งแน่นแฟ้นมาก เสียจนน่ากลัว แล้วก็พึ่งเลิกกันได้ไม่นาน ฝันฝันของเรายังไม่สามารถตัดใจได้เร็วขนาดนั้นแน่นอนค่ะ อาจจะมีใจอ่อนให้อิโซ่มันไปบ้าง แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ฝันฝันของพวกเราจะต้อง(ใจ)แข็งขึ้นเรื่อยๆแน่นอนจ้า เชื่อมือเค้าได้เลยน้า งานนี้ต้องมีคนดิ้น และต้องมีคนเจ็บแน่555 เพราะเรื่องม่าม่าเค้าถนัดนักล่ะ อิอิ

ปอลอลิง ขอบคุณที่ติดตามกันน้าขอบคุณทุกอย่างเลย รักทุกคนจ้า จ๊วบบบบบ

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น