snufflehp

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2562 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2
แบบอักษร

“ฮายยยยย” เสียงทักทายที่เต็มไปด้วยความร่าเริงตามแบบฉบับของเฮียทอง เพื่อนรักเพื่อนไม่มีสติของพี่โปรดดังขึ้นในเช้าวันศุกร์ แต่หน้าตาที่โผล่มาให้เห็นหลังจากเสียงทักทายนั้นดูอิดโรยแตกต่างจากน้ำเสียง

“สวัสดีครับเฮีย” ผมยกมือไหว้คนอายุมากกว่าที่รับไหว้ด้วยท่าทีงกๆ เงิ่นๆ อาจเพราะมีเป้ใบใหญ่ถ่วงน้ำหนักไว้ข้างหลัง “มาทำอะไรแต่เช้าครับ”

“มาหาข้าวเช้ากินจ้าน้องมหา ว่าแต่นี่เพื่อนรักของเฮียยังไม่ตื่นอีกเหรอ” เฮียทองถามต่อ สายตาก็สอดส่องหาเพื่อนหัวโล้นของเขา

“ไม่รู้ครับ” ผมให้คำตอบ ในขณะที่เฮียทองได้แต่ร้อง “เอ๊ๆๆๆ” อย่างกวนอารมณ์

“ว่าแต่เฮียเข้าบ้านได้ยังครับ น้องชงโคใจอ่อนมั้ย”

คำถามของผมคงไปแทงใจดำคนที่กำลังพยายามทำตัวร่าเริงเข้า ตอนนี้ถึงได้ทำหน้าเหมือนลูกโป่งโดนเข็ม “เนี่ย ก็เรามันเป็นอย่างนี้อะ เช้าๆ อย่างนี้ใครเขาให้ถามเรื่องเครียดๆ กัน”

“ขอโทษทีครับ”

เฮียทองพยักหน้าอย่างคนไม่ถือสา ก่อนถามถึงเพื่อนรักของเขาอีกครั้ง “แล้วพ่อตัวดีมันไปไหนนะ”

“ไม่รู้ครับ” ผมก็ยังให้คำตอบเดิม

“ทะเลาะกันเร๊อออ”

“เปล่าครับ” ผมปฏิเสธพร้อมคลี่ยิ้ม “ปกติกันดี”

“อืมๆ ไอ้โปรดคงนอนโซฟาเป็นปกติเนอะ”

ผมหัวเราะเบาๆ เพราะไม่รู้จะให้คำตอบอย่างไร การนอนโซฟาเป็นปกติหรือไม่ก็คงต้องถามพี่โปรดเอง เพราะเขาเลือกที่จะนอน ทั้งที่มีห้องนอนตั้งหลายห้อง เตียงนอนแต่ละห้องก็พร้อมที่จะให้เขาใช้บริการโดยที่ไม่ต้องมานอนคุดคู้อยู่ที่โซฟาอย่างนี้ อีกทั้งผมก็ไม่ได้ออกปากไล่ให้เขาไปนอนที่อื่น จะนอนด้วยกันเหมือนที่ผ่านมาก็ได้ แต่เขาก็เลือกที่จะนอนโซฟา ซึ่งผมก็ไม่ได้ห้ามปราม ไม่ได้ถามด้วยว่าหลับสบายดีไหม ในเมื่อเขาเลือกเอง

“แล้วนี่ทำอะไรกินบ้างเหรอน้องมหา”

“ผมจะทำแซนวิชน่ะครับ เพราะช่วงนี้ไม่ได้ทำข้าวเช้า” ผมหยุดพูดไปเล็กน้อยเมื่อมองไปที่โซฟาในห้องนั่งเล่น “ไม่มีคนกินด้วย”

เฮียทองมีสีหน้าคลางแคลงใจ “เป็นอย่างนี้มากี่วันแล้วเนี่ย”

“ก็สี่ห้าวันแล้วครับ” เป็นสีห้าวันที่ผมกับพี่โปรดพูดคุยกันนับประโยคได้ ทั้งที่ผมก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร สองวันแรกผมก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองตามปกติด้วยซ้ำ แต่เป็นเขาเองที่ทำให้มันไม่ปกติ ทำข้าวเช้าให้ก็ไม่กิน เตรียมเสื้อผ้าให้ก็ไม่ใส่ ไปเลือกใส่เอง ถามคำก็ตอบคำ แถมยังกลับดึกทุกวัน กลับมาก็กลิ่นเหล้าหึ่ง พอถามนิดถามหน่อยก็อารมณ์เสียใส่

นั่นแหละครับ ผมก็เลยไม่อยากยุ่งด้วย

“หนักสิคราวนี้”

“เพื่อนเฮียน่าจะอาการหนัก”

“ง้อสิ”

“พยายามแล้วครับ แต่ทำได้ไม่นาน” ผมคลี่ยิ้มตอบเฮียทอง “เพราะผมไม่รู้ว่าผมผิดอะไร”

“น่ะ ใจเย็นก่อน อย่าร้องไห้เด้อ ฮึบก่อน”

“มั่วแล้วครับเฮีย ใครจะร้องไห้”

“ก็น้ำตาคลอ” เฮียทองเถียง ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “ไม่เอาๆ ไม่คุยเรื่องเครียดแล้ว วันนี้น้องมหาทำข้าวเช้าได้มั้ย แบบว่าแซนวิชคงไม่ทำให้เฮียสู้แรงน้องฮิปโปที่สวนสัตว์ได้ วันนี้เฮียมีออกตรวจด้วย เงินเฮียก็ไม่มีแล้ว ยังไงขอมาพึ่งใบบุญน้องมหาด้วยนะ”

“ได้ครับ เดี๋ยวผมทำข้าวกล่องสำหรับตอนเที่ยงให้ด้วย แล้วตอนเย็นถ้าไม่ติดอะไรก็กลับมากินที่นี่ก็ได้”

“น่ะ ก็เรามันน่ารักอย่างนี้ เพื่อนเฮียจะไปไหนรอด”

“อาจจะอยากไปใจแทบขาดแล้วก็ได้ครับ”

“ก็พูดไป๊ อะๆ ไปทำอาหารเช้านะ เดี๋ยวเฮียไปหาไอ้โปรดก่อน จะไปดูซิ งอนอะไรนักหนา”

“ครับๆ ฝากด้วยนะครับเฮีย”

ผมกับเฮียทองแยกกันที่ตรงโถงกลาง เฮียทองแบกเป้ใบใหญ่ไปที่ห้องนั่งเล่น ดูเหมือนจะไม่ได้มาแค่ฝากท้อง แต่สัมภาระขนาดนั้นคงมาขอนอนด้วยแน่ๆ ส่วนผมก็เดินมาที่ครัว หยุดยืนอยู่หน้าตู้เย็นอย่างคิดไม่ตกว่าจะทำอะไรกินดี ของสดในตู้เย็นที่ยังพอมีก็คงทำเมนูดีๆ ได้ไม่มากนัก ทว่าในขณะที่กำลังแงะหมูออกจากช่องแช่แข็ง เสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากข้างหลัง แม้ว่าหลายวันมานี้จะไม่ค่อยได้ยินเสียงนี้บ่อยๆ เลยก็ตาม

“ไม่ต้องทำ” เขาพูดด้วยความเคร่งขรึม “เดี๋ยวออกไปกินข้างนอก”

“อ่า...ครับ” ผมชะงักไปเพียงครู่ แล้วปิดประตูตู้เย็นลง ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเขา “แล้วข้าวเที่ยงของเฮียทองล่ะครับ”

“ให้มันหากินเอง เอาเงินให้มันแล้ว”

“อ๋อ โอเคครับ”

“อืม”

ผมไม่ชินกับพี่โปรดที่เป็นแบบนี้ จะแปลกไหมหากผมจะชินกับการที่เขาโมโหร้าย เพราะการที่เขานิ่งเงียบเป็นอะไรที่น่าอึดอัดกว่าจนผมก็อยากจะระเบิดออกมาสักทีว่าเป็นเหี้ยอะไรนัก

“แล้ววันนี้จะกลับมากินข้าวเย็นมั้ยครับ”

“คงไม่”

“อ๋อ...ครับ แล้วพี่โปรดจะอาบน้ำเลยมั้ย ปลื้มจะได้ไปเตรียมเสื้อผ้าให้”

“ไม่ต้อง” เขาบอกเสียงห้วนสั้นและเมื่อโดนผมจ้อง เขาก็หลบตา “ลำบากเปล่าๆ แค่เรื่องเสื้อผ้า พี่ทำเองได้”

งั้นตอนนี้...ถ้าไม่มีผมก็คงดีกว่าใช่มั้ย ในเมื่อผมไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว

“หมายความว่าพี่อยากให้พัก ไม่ต้องลำบากเพราะพี่”

“ปลื้มทำให้มาเป็นสิบๆ ปี ไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องลำบากเลยครับ หรือพี่มีคนที่อยากให้ทำแทนแล้ว”

“สมองก็คิดแค่เรื่องนี้ พี่ถึงได้อยากให้พัก พักแล้วก็ใช้ความคิดบ้าง ไม่ใช่อยู่บ้านไปวันๆ แล้วสมองฝ่อลงเรื่อยๆ”

ผมคลี่ยิ้ม ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ายินดีเลยสักนิด “ขอโทษครับที่ไม่มีสมอง ไม่มีความคิด งั้นพี่ก็ไปหาคนฉลาดๆ เถอะครับ เป็นหมอด้วยกันก็คงเข้าที”

“ปลื้ม!”

“เฮ้ๆๆๆ พอก่อนๆๆ” เฮียทองร้องลั่นแล้วรีบเข้ามาแทรกกลางก่อนที่คอเสื้อของผมจะโดนมือของพี่โปรดเข้าประชิด ผมไม่รู้หรอกว่าถ้าเฮียทองไม่มากั้นกลางไว้ เขาจะทำอะไร แต่ที่แน่ๆ คงไม่ได้ดึงไปกอดปลอบเหมือนที่เคยทำหรอก “ทะเลาะอะไรกันวะ”

“มึงก็ดูน้องรักมึง พูดจาแดกดันเก่ง กูบอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่เชื่อ เดี๋ยวกูทำให้มันมีจริงขึ้นมาก็อย่ามาโทษกู”

“ใครจะกล้าโทษพี่ล่ะครับ ตัวของพี่ ใจของพี่ จะให้ใคร มันก็สิทธิ์ของพี่” ผมไม่ได้โมโหเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกที่รู้สึกในตอนนี้ก็มีแค่ความเสียใจเท่านั้นที่เด่นชัด “แต่ก่อนที่จะทำอย่างนั้นก็ทำให้เรื่องของเรามันจบลงก่อนละกัน คนของพี่จะได้ไม่โดนตราหน้าว่าเป็นชู้”

“ปากเก่งไอ้สัส”

“มึงก็ใจเย็นๆ สิวะไอ้เหี้ยโปรด เป็นเหี้ยอะไรเนี่ย ไปด่าน้องทำไมวะ” เฮียทองที่จับตัวพี่โปรดไว้พูดขึ้นด้วยความหัวเสีย “น้องมหาก็ใจเย็นๆ ก่อน ค่อยพูดค่อยจา”

“ผมใจเย็นอยู่ครับเฮียทอง” เย็นกว่านี้ก็คงบวชไม่สึกแล้ว “มีแต่เพื่อนของเฮียนั่นแหละครับที่ใจร้อน โมโหอยู่คนเดียว”

“ดูตัวเองก่อนมั้ยก่อนจะว่าคนอื่น”

“แล้วผมทำอะไรไม่ดีอย่างนั้นเหรอ”

พี่โปรดไม่ตอบ เขาจ้องผมเขม็ง ริมฝีปากสุขภาพดีนั่นเผยอขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังจะเปล่งเสียงพูดแต่กลับไม่มีถ้อยคำใดเล็ดลอดออกมา

“ไม่รู้หรอกว่าทะเลาะอะไรกัน” เฮียทองตัดสินใจพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าทั้งผมและพี่โปรดปล่อยให้ความเงียบโอบล้อมพวกเรามาหลายนาทีแล้ว “แต่ตอนนี้ต่างคนต่างสงบสติอารมณ์ก่อนนะ เข้ามุมทั้งคู่เลย เดี๋ยวถ้าจะชกกันอีกจะลั่นระฆังให้ ตอนนี้หมดยกแล้วเนอะ”

“บอกเพื่อนเฮียเถอะครับ ผมไม่อยากทะเลาะด้วยอยู่แล้ว แต่หลังจากนี้จะเอายังไงก็ว่ามา”

“เก่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน”

ผมไม่เก่งหรอกครับ แค่เห็นสีหน้าของพี่ ผมก็ไม่ใช่คนเก่งแล้ว

“ครับ ผมเก่ง” ผมยิ้ม “ยังไงก็ไม่ต้องห่วงผมหรอก ไม่ว่าพี่จะตัดสินใจยังไง ผมก็ยอมรับการตัดสินใจของพี่”

ผมไม่ได้คิดถึงวันที่เราต้องเลิกรา แม้ในสักวันเดียวก็ไม่เคยนึกถึง ผมกับเขาไม่ใช่แค่คนรักกัน แต่เราตกลงที่จะเป็นคู่ชีวิตของกันและกันแล้ว ระหว่างเราไม่ได้มีแค่เรา แต่ยังมีครอบครัวของเรา พ่อแม่ของผม พ่อแม่ของเขา มีคนที่เราต้องรักษาความรู้สึกเอาไว้ แต่ในบางครั้งผมก็คิดว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร หากวันหนึ่งเขาจะตัดสินใจเลิกรากับผม ที่จริงมันเป็นเรื่องง่ายดายมากๆ แค่จบความสัมพันธ์

“รีบไปอาบน้ำเถอะครับ เดี๋ยวจะสายเอา” ผมพูดแล้วก็เดินเลี่ยงออกจากห้องครัว แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นธรณีประตู เสียงของพี่โปรดก็ดังขึ้น

“ถ้าจะเป็นอย่างนี้ ก็ต่างคนต่างอยู่มั้ย”

ผมหยุดยืนนิ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจ

“ไอ้โปรด คิดดีๆ ก่อนพูด” เฮียทองส่งเสียงเตือน

“กูคิดมาหลายวันแล้ว” เสียงของพี่โปรดดังขึ้นต่อ ในขณะที่ผมยังไม่กล้าที่จะหันไปมองเขา “กูทุ่มเทให้มาสิบๆ ปี ยอมเหนื่อยทุกอย่าง แต่สิ่งที่กูได้กลับมาคือความไม่เชื่อใจ กูอธิบายก็ไม่ฟัง ขุดแต่เรื่องเก่าๆ มาทะเลาะ แล้วอย่างนี้จะอยู่กันไปทำไมวะ อยู่กันไปก็ไม่มีความสุข”

คงเป็นครั้งแรกเลยที่พี่โปรดเป็นฝ่ายตัดสินใจสำหรับความสัมพันธ์ของเรา น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย แต่ผมคิดว่าเขาคงตัดสินใจดีแล้ว ทั้งที่เป็นเรื่องยากกับการจบความสัมพันธ์หลายปีของเรา แต่เขาก็ทำแล้ว เพราะฉะนั้นที่ผมต้องทำก็คือการยอมรับการตัดสินใจ

“ครับ” ผมหันกลับไปยิ้มให้เขา “ผมแล้วแต่พี่”

“อืม”

“ให้ผมย้ายออกมั้ยครับ เพราะยังไงบ้านหลังนี้ก็เป็นของพี่”

“ไม่ต้อง” เขาบอกเสียงห้วน “ซื้อให้แล้วไม่เอาคืน ยังไงพี่ย้ายออกเอง”

“มันไปกันใหญ่แล้วนา” เฮียทองมีสีหน้าไม่สู้ดี เขามองผมกับพี่โปรดสลับกันไปมา “แกล้งอะไรกูกันหรือเปล่าวะ ใจไม่ดีแล้วนะเว้ย แค่เมียไม่ให้เข้าบ้านก็เครียดจะตายห่าอยู่แล้ว พวกมึงจะมาเลิกกันต่อหน้ากูไม่ได้มั้ย”

“ขอโทษครับเฮีย แต่ยังไงมาช่วยพี่โปรดเก็บของด้วยก็แล้วกัน”

“หึ” เขามองผมตาขวางแล้วหันไปที่หาเฮียทอง “ได้ยินแล้วใช่มั้ย มาช่วยกูเก็บของ”

“กูอยากหูหนวกไปตอนนี้เลยไอ้เวร มึงเล่นขายของกันหรือไง เลิกกันมันง่ายนักเหรอวะ” เฮียทองโวยวาย เขากำลังทึ้งหัวตัวเองอย่างน่าสงสาร

“ง่ายครับ” ผมเป็นคนให้คำตอบ “ถ้าคบกันต่อมันยาก ก็เลิกกันคงง่ายที่สุด”

“เก่งว่ะ” น้ำเสียงของเขาฟังดูประชดประชัน “เก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ อ๋อ ตั้งแต่เจอไอ้คุณชายนั่น”

ผมไม่ได้โต้เถียงหรือแย้งอะไร ทำได้แค่ยิ้มรับกับคำกล่าวหาของเขา

“ยังไงเรื่องนี้ก็ยังไม่ต้องบอกพ่อกับแม่ ไว้ถึงเวลาก็ค่อยบอก”

“ครับ ตามใจพี่”

“ไปนะ”

“ครับ โชคดี”

“ดูแลตัวเอง”

“พี่ก็ด้วยนะ”

“อืม”

ที่จริงก็อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นแค่เรื่องแกล้งเฮียทองเล่น แต่ความปรารถนาของผมไม่เป็นจริงเมื่อในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาพี่โปรดออกจากบ้านไปพร้อมกระเป๋าเป้ใบใหญ่ เขาบอกว่าจะเอาแค่เสื้อผ้าไปก่อน ส่วนของอื่นๆ ที่จำเป็นจะมาเอาไปทีหลัง

บอกตามตรงว่าผมยังคงงงๆ ชาๆ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่มันคงเป็นอารมณ์เหมือนทำของสำคัญหล่นหายมากกว่าจะฟูมฟายว่ากำลังจะกลับไปใช้สถานะโสดอีกครั้ง

หากถามว่าครั้งนี้ผมรู้สึกผิดมั้ย ผมก็คงต้องขอยอมรับว่าผมไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลย อาจจะเป็นผมเองที่ทำลายความสัมพันธ์ แต่ผมไม่ได้คิดว่าผมทำผิด เพราะผมมีสิทธิ์ในฐานะคู่ชีวิตของเขา แต่ในมุมของเขา ผมอาจจะผิดอย่างที่ไม่น่าให้อภัยก็ได้

“น้องมหา” เสียงของเฮียทองทำให้ผมสะดุ้งเล็กน้อย

“อ้าวเฮีย ผมนึกว่าเฮียออกไปพร้อมพี่โปรดแล้ว”

“เฮียกลัวน้องมหาร้องไห้คนเดียวแล้วคิดสั้น เป็นห่วง”

ผมคลี่ยิ้มให้เฮียทอง ความเป็นห่วงที่ฉายชัดทำให้รู้สึกซึ้งใจขึ้นมา “ขอบคุณครับ แต่ผมไม่เป็นไร”

“น้องมหาจะไม่ง้อมันหน่อยเหรอ เฮียว่าที่มันพูดออกมาน่ะอารมณ์ล้วนๆ เลย อย่างไอ้โปรดเหรอจะปีกกล้าขาแข็ง มันรักน้องมหามากๆ เลยนะ”

ผมเข้าใจความเป็นห่วงของเฮียทองเป็นอย่างดี แต่จะทำไงได้ เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว “ปล่อยเขาเถอะครับ ผมก็ไม่รู้จะง้อยังไง เขาอยากออกไปเอง ผมไม่ได้ไล่เลย อีกอย่างให้เวลาเขาหน่อยก็ดีครับ เพราะผมก็อยากได้เวลาเหมือนกัน”

“แต่จะไม่เลิกกันจริงๆ ใช่มั้ย”

“ผมแล้วแต่เขาครับ”

“เฮียไม่รู้จะช่วยยังไง แต่ก็อยากช่วย”

“ไม่เป็นไรหรอกครับเฮีย ผมโอเคนะตอนนี้ ไม่ได้แย่อะไร”

“เข้าวัดทำบุญแล้วก็อย่าผิดศีล”

“อ่า...ครับ” ผมหยุดรอยยิ้มที่กำลังฝืน รู้สึกได้ว่าตอนนี้ความจริงเริ่มกัดกินหัวใจทีละนิด “รู้สึกแย่สุดๆ เลยครับเฮีย ผมคงนิสัยไม่ดีจริงๆ พี่โปรดก็เลยหมดความอดทน”

“เฮียจะไม่บอกว่าเข้าใจหรอก เพราะเฮียก็ไม่เข้าใจชงโคที่ระแวงเฮียกับฟ้าเหมือนกัน ทั้งที่ฟ้าก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว”

“เฮียเบื่อน้องชงโคที่เป็นแบบนี้มั้ยครับ”

“ก็มีบ้าง แต่เฮียเป็นคนคิดบวก เห็นหน้าน้องเซ็กซี่เฮียก็ลืมหมดแล้ว” เฮียทองบอกอย่างร่าเริง ก่อนจะถาม “ว่าแต่คุณชายที่ไอ้โปรดพูดถึงคือใครเหรอน้องมหา”

“ไม่รู้สิครับ อาจจะหมายถึงหลานของเพื่อนคุณแม่ผมก็ได้”

“อ๋อๆ”

“แล้วเฮียไม่รีบไปสวนสัตว์เหรอครับ สายกว่านี้รถติดนะ”

“เออๆ ใช่ๆ เกือบลืมไปเลย งั้นเฮียไปก่อนนะ ถ้าอยู่คนเดียวไม่ไหวก็เรียกน้องดอกไม้ของเฮียได้เลย อีเฝ้าร้านทองทุกวันคงเบื่อ ชวนกันออกไปเที่ยวบ้างก็ได้นะ”

“ได้ครับเฮีย เดินทางปลอดภัยครับ”

“จ้า ตอนเย็นถ้าไม่มีข้าวกิน เฮียอาจต้องมาขอรบกวนเด้อ”

“ยินดีครับเฮีย”

เฮียทองรีบเร่งเดินออกจากบ้านไปแล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่ผมที่ต้องอยู่ตามลำพังในบ้านหลังใหญ่ที่เป็นเรือนหอของผมกับเขา

บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ ผมจะอยู่คนเดียวได้ยังไงกันนะ

:

พี่เท็นอยู่ไหนวะ (3)

Fri,11.30 AM

ชงโค: มีคำถามครับ

PP: พี่เท็นอยู่ไหนไม่รู้ครับ ไม่ได้ข่าวมาสามเดือนแล้ว

ชงโค: ไม่ใช่คำถามนี้ครับพี่ปลื้ม

PP: อ้าว แล้วมีคำถามอะไรครับ

ชงโค: ขึ้นอ่านสอง แสดงว่าาาาาพี่เท็นมึงงงง คัมแบ็กแล้วเหรออออ

Tenth: ยัง แต่มือถือเพิ่งมีสัญญาณ มึงมีคำถามอะไรก็รีบถาม ก่อนที่ลมจะพัดสัญญาณกูปลิว

PP: สัญญาณหรือหัวใจของพี่เมลเหรอครับพี่

ชงโค: แหนะ แซวเก่งอย่างนี้น้องก็ไม่กล้าถามแล้วนะครับ น้องน่าจะโดนหลอก อาจจะเป็นมุกเรียกร้องความสนใจ เห็นร่าเริงอย่างนี้ก็โอเคคคคค

Tenth: ลีลานังดอก รีบถามมา

ชงโค: อะๆ ก็ได้ พอดีว่าน้องเพิ่งได้รับข้อความจากผู้ชายคนหนึ่ง

PP: ผู้ชายคนหนึ่ง = เฮียทอง

ชงโค: เอ้อ นั่นแหละครับ แต่ถ้าพี่ปลื้มรู้อย่างนี้ก็คงรู้ใช่มั้ยครับว่าน้องจะถามอะไร

Tenth: กูกลับไทยเมื่อไหร่มึงโดนยันหน้านะชงโค รีบถาม กูอยากรู้!

PP: น่ะ เสือกอะเรา

Tenth: เป็นเหี้ยไรไอ้ปลื้ม สมองมึงกลับเรอะ

PP: 5555

ชงโค: เนี่ย น้องว่าพี่ปลื้มไม่ปกติแล้ว พี่เท็น ไอ้พี่หมอหัวโล้นนั่นบอกเลิกพี่ปลื้มอะ

Tenth: what?

PP: 555

ชงโค: เรื่องจริงใช่มั้ยครับพี่ปลื้ม

PP: จริง 555

Tenth: หัวเราะเหี้ยไรไอ้สัส จมน้ำตาตายไปแล้วมั้งมึงอะ

PP: โหพี่เท็น ผมโอเคพี่

ชงโค: แต่น้องว่าพี่ปลื้มไม่โอเคแน่อะ พี่ดูแปลกไป

PP: ทำไม 555

Tenth: พิมพ์คำถามแล้วมึงจะหัวเราะทำไมวะ

PP: พี่เท็นอยู่ไหนอะครับ ไปหาได้มั้ยๆ

Tenth: ไม่รู้ว่าอยู่ส่วนไหนของแอฟริกาใต้ มึงจะมามั้ยล่ะ

PP: ไม่ไป 555

ชงโค: ใช่ๆ พี่ปลื้มอย่าไปเลย แล้วก็นะพี่เท็น ถ้าไม่รีบกลับพี่เมลมีเมียใหม่แน่

Tenth: ปากเหรอ

ชงโค: ก็ปากน่ะซี่

PP: ไม่เกี่ยวหรอกชงโค คนจะมีใหม่อะครับ ยังไงก็มี ดูพี่สิ ขนาดใกล้กันยังโดนทิ้งเลย 555

ชงโค: พี่ปลื้มม TT น้องกอดๆๆ

Tenth: กูรำคาญเลขห้ามึงไอ้เวร

PP: อย่ารำคาญผมเลย แค่นี้ก็รำคาญตัวเองจะแย่

ชงโค: อาการหนักแล้ว

Tenth: โตแล้ว จะทำไรก็เรื่องของพวกมึง กูไปเก็บตัวอย่างเคสละ ถ้ามีสัญญาณค่อยคุยกันใหม่

PP: ดูแลตัวเองด้วยพี่

Tenth: เออๆ แล้วเจอกัน

ชงโค: ไปแล้วใช่มั้ยนั่น

ชงโค: อะ ขึ้นอ่านคนเดียวแล้ว ว่าแต่พี่ปลื้มทำไรอยู่อะพี่

PP: ก็เคลียร์อะไรหลายอย่างครับ

ชงโค: ว่าแต่เลิกกันจริงๆ เหรอ

PP: ก็เขาบอกว่าต่างคนต่างอยู่นะ แต่ว่างานหลายๆ อย่างก็ยังต้องรับผิดชอบด้วยกัน พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ไหนจะบัญชีของร้าน ของบริษัทเงินกู้ ปกติพี่เป็นคนทำอะครับ ไม่รู้ว่าพอเป็นแบบนี้แล้วต้องทำยังไง

ชงโค: ยากเลยเนอะ อยู่ในชีวิตของกันมานาน

PP: ก็ยากครับ แต่คงไม่ยากเกินความสามารถหรอก

ชงโค: พี่อยู่ได้ปะพี่ปลื้ม ไหวมั้ยอะ ถามจริง

PP: โอเคอยู่นะ ไม่ได้เฮิร์ตเท่าไร เพราะยังรู้สึกอยู่เลยว่ามันเป็นเรื่องไม่จริง ทั้งที่เขาก็เก็บเสื้อผ้าออกไปจากบ้านแล้ว

ชงโค: เรื่องหมอปราณอีกแล้วรึเปล่าพี่

PP: อืม ก็ช่วงนี้หมอปราณเขามาทำงานที่ กทม. แล้วอะครับ ช่วงสงกรานต์พวกเขาก็เพิ่งไปกินข้าวด้วยกันมา

ชงโค: เขาทำที่ไหนอะพี่ปลื้ม

PP: โรงพยาบาลของบ้านพี่อะ 555

ชงโค: เอ้า ทำไมงั้นวะพี่

PP: ไม่รู้ครับ แต่ถ้าอีกไม่นานพี่โปรดมีข่าวดี พี่ก็คงต้องยินดีด้วยอะ

ชงโค: ไม่เอา ไม่พูดงี้ดิ อยู่คนเดียวแล้วคิดมากแน่ๆ อะ ออกมาหาน้องมาพี่ น้องเฝ้าร้านอยู่ เหงาๆ

PP: ได้ครับๆ เดี๋ยวพี่ทำงานบ้านเสร็จแล้วไปหานะ

ชงโค: โอเคครับ แล้วเจอกันพี่

:

ผมวางโทรศัพท์มือถือลงข้างตัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องแล้วถอนหายใจออกมา ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยๆ ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น งานบ้านที่บอกชงโคไว้ก็แค่ข้ออ้าง เพราะผมก็แค่ต้องการเวลาตั้งหลักก่อนที่จะออกไปพบเจอผู้คน

ครืดด..ด ครืดด...ด ครืดด..ด

โทรศัพท์มือถือสั่นเตือนในขณะที่ผมทำได้แค่เหลือบมอง ที่หน้าจอปรากฏเบอร์โทรเข้าจากพ่อ บางทีอาจมีงานให้ผมเข้าไปเคลียร์ เพราะผมก็ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบในโรงพยาบาลของพ่ออยู่ เพียงแต่ว่าไม่ได้เข้าไปทำงานทุกวัน ผมจะเข้าไปก็ต่อเมื่อมีประชุมสำคัญหรือมีเรื่องด่วนที่เกี่ยวกับงานในส่วนรับผิดชอบของผมโดยตรงเท่านั้น

“ครับพ่อ” ผมกดรับสายแล้วส่งเสียงตอบกลับไป

“ออกจากบ้านหรือยัง” พ่อถามกลับมาด้วยเสียงเคร่งขรึม

“ให้ออกไปไหนครับ”

“แกลืมเหรอว่ามีประชุมบอร์ดตอนบ่าย”

ผมคิดทบทวนก่อนจะรีบกล่าวขอโทษ “ขอโทษครับพ่อ ปลื้มลืม”

“งั้นก็รีบๆ มา จะได้มากินข้าวเที่ยงกับพ่อด้วย นานแล้วที่ไม่ได้กินข้าวกับแก”

“ครับๆ ได้ครับ” ผมรีบรับปากอย่างเอาใจ “ว่าแต่กินที่ไหนครับ ให้ปลื้มจองร้านให้มั้ย”

“ไม่ต้องๆ มาโปรดจองแล้ว”

“อ่า...ครับ”

“มีคนอื่นไปด้วยอีกสองสามคนนะ เป็นหมอมาใหม่ของแผนกศัลย์ฯ แกก็รู้จักไว้ ถึงจะอยู่ฝ่ายบริหาร แต่ยังไงก็ต้องรู้จัก หมอในโรงบาลของเราก็เหมือนคนในครอบครัวของเรา”

พ่อมักจะพูดแบบนี้เสมอ เขารักพนักงานทุกคนในโรงพยาบาล ในขณะที่ผมไม่คิดว่าผมจะทำได้เหมือนพ่อ เพราะผมคงไม่สามารถรู้สึกดีกับหมอที่ชื่อปราณปรียาได้

“ได้ครับพ่อ” ผมตอบรับส่งๆ ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อจะขอวางสาย “ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ยครับ”

“อืม รีบมาละกัน”

ถึงไม่อยากเจอ ผมก็ต้องเจอ แม้จะขอเวลาตั้งหลัก แต่เวลานั้นก็คงมีได้ไม่นาน ในเมื่อผมกับพี่โปรดอยู่ในชีวิตของกันมานานเกินกว่าที่เราจะแยกโลกของเราออกจากกันได้ ผมยังต้องเห็นเขา และเขาก็ยังต้องทนเจอผมไปอีกนาน

เมื่อวางสาย ผมก็นั่งถอนหายใจจนพอใจแล้วก็ลุกขึ้นไปหยิบกุญแจรถ อย่างไรเสียผมก็ต้องไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ แม้จะอยากเกเรมากแค่ไหน แต่ผมในตอนนี้ก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบที่มีทิ้งได้

อย่างที่พี่เท็นบอก ผมโตแล้ว ทุกเรื่องที่ผมตัดสินใจก็คือการเลือกวิธีการที่จะใช้ชีวิตของผมและคนที่โตแล้วก็ต้องยอมรับผลลัพธ์ของการตัดสินใจให้ได้

ผมส่งข้อความไปบอกน้องชงโคว่าเข้าไปหาไม่ได้แล้ว ก่อนจะรีบขับรถมุ่งตรงไปที่โรงพยาบาลและเมื่อผมมาถึง สิ่งแรกที่ผมเจอก็คือสิ่งเดียวที่ผมไม่ปรารถนา

หมอปราณปรียาในชุดเสื้อกาวน์สีขาว ปักตราโรงพยาบาลของที่บ้านผมกำลังยืนคุยกับพี่โปรดอยู่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาล มีพี่พยาบาลอีกสองสามคนร่วมวงพูดคุยด้วย

ผมชะงักเท้าเพียงครู่ สบตากับพี่โปรดที่หันมามอง แต่ในตอนนี้ผมเป็นฝ่ายที่หลบเลี่ยงสายตา ผมไม่ได้ยิ้มหรือกล่าวทักทาย ทำเพียงแค่เดินสบายๆ มาที่หน้าลิฟต์

“สวัสดีครับคุณปลื้ม” พี่รปภ. หน้าลิฟต์กล่าวทักทาย

“สวัสดีครับ” ผมตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

“วันนี้มีประชุมบอร์ดสินะครับ” พี่รปภ. ชวนคุยต่อ

“ครับ ผมต้องปวดหัวแน่เลยวันนี้”

พี่รปภ. หัวเราะเบาๆ ก่อนจะให้กำลังใจ “สู้ๆ นะครับ ถ้าเครียดมากๆ ก็แกล้งหลับเลยครับ”

“ขอบคุณครับพี่ แต่ถ้าผมแกล้งหลับ พ่อคงได้แพ่นกบาลแยก ผมไปก่อนนะครับ”

“ครับ ขอให้เป็นวันที่ดีนะครับ”

“เช่นกันครับพี่”

วันที่ดี อืม...คงไม่ทันแล้ว เพราะวันนี้สำหรับผม มันเป็น bad day ไปแล้วเรียบร้อย

“เดี๋ยวค่ะ รอด้วย!” เสียงหวานใสร้องตะโกนมาจากทางด้านหลัง ประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดลงถูกผมกดปุ่มให้เปิดออก แต่เมื่อปรากฏเจ้าของเสียง ผมก็ต้องคิดผิดกับการมีน้ำใจของตัวเอง

“ขอบคุณค่ะ อ้าว สวัสดีค่ะน้องปลื้ม” รอยยิ้มกว้างที่แสนจริงใจของหมอปราณส่งมาให้ผมพร้อมกับคำทักทายที่ผมทำได้แค่ยิ้มรับ

“กดชั้นสี่ให้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ” หมอปราณบอกเสียงหวาน ก่อนที่ใครอีกคนจะเข้ามาในลิฟต์ ในขณะที่ผมกดปุ่มเลขสี่ให้ตามคำขอแล้วยืนเงียบๆ ฟังพวกเขาคุยกันในเรื่องที่ผมไม่สามารถเข้าใจได้

พวกเขายืนอยู่ข้างหลังผม เห็นภาพสะท้อนจากประตูลิฟต์ที่ปิดสนิทแล้วผมก็รู้สึกจริงๆ ว่าพวกเขาเหมาะสมกันดี สายตาของหมอปราณก็เปิดเผยว่ายินดีแค่ไหนที่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น แต่สายตาของพี่โปรด ผมอ่านไม่ออก แม้เราจะสบตากันผ่านเงาสะท้อน แต่ผมกับเขาก็ไม่ได้พูดคุยกันแม้สักคำเดียว

ผมรู้สึกทรมานทุกขณะที่ลิฟต์เคลื่อนขึ้นไป น้ำเสียงหวานของหมอปราณไม่ได้ช่วยให้ผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย แต่กลับทำให้ผมรู้สึกอึดอัด ผมได้ยินเสียงของพี่โปรดตอบกลับ แต่ก็ไม่ใช่เสียงที่ผมปรารถนาจะได้ยิน เพราะในตอนนี้ผมอยากหูหนวก อยากตาบอด หรือแม้กระทั่งอยากหายตัวออกไปจากลิฟต์ในตอนนี้

เขาคิดว่าผมเก่ง และผมก็คิดว่าผมเก่งมากแล้วที่ยืนมองพวกเขาด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอาการใดๆ แม้จะดูไม่ปกติแต่ผมก็ไม่ใช่คนช่างพูด การปิดปากเงียบคงทำให้ดูปกติมากกว่าจะพาตัวเองไปอยู่ในบทสนทนาของพวกเขา

ประตูลิฟต์เปิดที่ชั้นสี่ หมอปราณปรียาบอกลาผมแล้วก้าวออกไป ผมกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เมื่อเห็นว่าพี่โปรดไม่ได้ตามออกไปด้วย ความอึดอัดก็ครอบงำอีกครั้ง

“พ่อนัดกินข้าว” เขาพูดขึ้นในความเงียบ “รู้หรือยัง”

“ครับ” ผมตอบรับสั้นๆ

“หมอปราณไปด้วย” เขาพูดขึ้นมาอีก “โอเคไหม”

“โอเคครับ”

“ก็ให้โอเคอย่างที่พูด ไม่ใช่ไปทำตัวไม่น่ารักใส่เขาเพราะหมอคนอื่นก็ไป จะคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องก็อย่าให้กระทบงานหรือทำให้ใครเดือดร้อน”

“ผมแยกแยะได้ครับ อีกอย่าง...ผมคงไม่ตามหึงหวงคนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแล้วหรอกครับ”

“ก็ดี” น้ำเสียงของเขาห้วนสั้น “ไม่ทำตัวน่ารำคาญก็ดีแล้ว”

“ครับ ขอโทษถ้าที่ผ่านมาผมทำตัวน่ารำคาญ”

“อืม ตอนอยู่ต่อหน้าพ่อก็ทำหน้าดีๆ หน่อยก็แล้วกัน”

“ไม่ต้องสั่งผมหรอกครับ ผมรู้ว่าต้องทำยังไง”

“ก็ลืมไปว่าเก่งมากแล้ว”

ต่อให้ผมเก่งมากแค่ไหน พี่ก็คงเก่งกว่าผมหลายเท่า เพราะไม่ว่ายังไงผมก็แพ้ให้พี่อยู่ดี

“พี่ก็เก่งครับ” ผมหันกลับไปคลี่ยิ้มให้เขา “ใจร้ายได้เก่งดี”

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ผมก็รีบเดินออกมา

อาจมีหลายครั้งที่เราทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน แต่ผมคิดว่าครั้งนี้คงรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พี่โปรดเป็นคนตัดสินใจเพื่อกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์ของเรา ในขณะที่ผมทำได้เพียงยิ้มรับกับความเป็นไปก็เท่านั้น

:

Mars: knock knock knock

PP: ??

Mars: ปะ กินข้าว

PP: มีนัดแล้วครับ

Mars: TT

PP: ไปถามพี่เมลเลย รายนั้นว่างแน่ๆ

Mars: อยากไปกับคุณ

PP: ผมนัดกับพ่อไว้แล้วครับ ขอโทษด้วยนะ

Mars: โอเค ผมไม่สู้พ่อของคุณ

PP: 555

Mars: ปลื้ม

PP: ว่าไงครับ

Mars: คุณโสดแล้วเหรอ

PP: ไม่รู้สิครับ

Mars: nah

PP: แล้วทักพี่เมลไปหรือยังเนี่ย เดี๋ยวก็ไม่มีเพื่อนกินข้าวหรอกครับ

Mars: เดี๋ยวค่อยทัก คุยกับคุณก่อน

PP: ผมจะไม่ว่างแล้ว ต้องเข้าประชุม

Mars: อย่าใจร้ายกับคนที่เพิ่งกลับมาอยู่ไทยได้แค่ห้าวันได้มั้ยครับคุณ

PP: ผมใจดีที่สุดแล้ว ไปเป็นเพื่อนกินข้าวตั้งสามสี่มื้อ

Mars: เหรอๆๆ

PP: กวน...

Mars: ไม่เอา ไม่หยาบคายกับผมนะ

PP: 555

Mars: ถ้าคุณโสดแล้วผมก็อนุญาตให้กวนใจได้อย่างเดียว :)

PP: จีบเหรอครับ

Mars: ได้มั้ยอะคุณ

PP: X

Mars: แปลว่าตกลง ถ้าไม่ก็แปลว่าตกลง

PP: ที่จริงชื่อซันเหรอเรา

Mars: ทำไมครับ

PP: ก็ทำตัวเป็นจุดศูนย์กลาง

Mars: มันเขี้ยวอะเรา

PP: ไปแล้วครับ ไปทำงานก่อน คนไม่มีงานทำก็ไปหาเพื่อนกินข้าวไป

Mars: งั้นข้าวเที่ยงไม่ได้ ข้าวเย็นได้มั้ย

PP: กลับไปกินกับแม่บ้างเนอะ กลับไทยมาแม่ยังไม่เห็นหน้าเลยมั้งคุณ

Mars: รู้มั้ยปลื้ม ผมชอบคนปากจัด

PP: คนอื่นก็ปากจัด

Mars: งั้น ผมชอบคุณ

PP: 555

PP: มาเป็นหมอโรงบาลผมสิ แล้วผมจะรับพิจารณา

Mars: โรงบาลอื่นให้ผมเยอะกว่า

PP: แต่โรงบาลอื่นไม่มีผม

Mars: เค คุณชนะ แล้วเจอกันครับ

PP: :)

Mars: คุณน่ะตัวร้ายเลย

:

P: ถ้าไม่ตั้งใจก็ออกจากห้องไปดิ มานั่งประชุมทำไม คนเขาเครียดกัน มานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

PP: ขอโทษครับ

P: คุยกับใคร

PP: พี่จะอยากรู้ไปทำไม

P: แค่ถาม ไม่ตอบก็เรื่องของปลื้ม

PP: ครับ ผมไม่ตอบ

P: เก่งดี

PP: ไม่เท่าพี่หรอกครับ

P: หมายถึงอะไร

PP: ปาก

PP: เก่ง

:

ถ้าไม่ติดว่าอยู่กลางห้องประชุม พี่โปรดคงลุกมาบีบคอผมแล้ว ผมเห็นสีหน้าของเขา ความโกรธขึ้งที่ไม่มีทีท่าจะลดลง แต่พอเห็นแบบนี้ก็ไม่รู้ทำไม ผมถึงอยากหัวเราะออกมา

 

TBC

ความคิดเห็น