ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 115 เลิกเป็นกังวลเรื่องคนอื่นได้แล้ว

ชื่อตอน : บทที่ 115 เลิกเป็นกังวลเรื่องคนอื่นได้แล้ว

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง,เผิงหลง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 224

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2562 20:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 115 เลิกเป็นกังวลเรื่องคนอื่นได้แล้ว
แบบอักษร

ผู้เขียนบอกกล่าว 

  ขอออกตัวไว้ก่อนว่า ตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ เป็นตัวละครสมมุติ ซึ่งมีนักแสดงที่มีตัวตนจริงๆเป็นต้นแบบ แต่ถึงแม้ว่าตัวละครเหล่านี้จะถูกสมมุติขึ้น ผู้เขียนก็พยายามเขียนให้เขาเหล่านั้น มีความใกล้เคียงกับคนจริงๆ นั่นคือ ตัวละครแต่ละตัวจะมีทั้งสีดำสีขาวและสีเทาอยู่ในตัวเอง 

  ไป๋อวี่ จูอี้หลง ตลอดจนเผิงกวนอิงในนิยายเรื่องนี้ ถูกสร้างขึ้นตามจินตนาการของผู้เขียน ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับจินตนาการของหลายๆคน แต่เราได้พยายามเขียนให้ตัวละครเหล่านี้ มีความใกล้เคียง กับมนุษย์จริงๆให้มากที่สุด ให้พวกเขามีทั้งด้านที่ดี ด้านที่ร้าย เหมือนอย่างคนทั่วๆไป... 

  นักแสดงที่ท่านรัก ท่านย่อมมองเห็นเขาขาวสะอาดและสูงส่ง แต่อย่าเพิ่งถอดใจ หากในนิยายเรื่องนี้ พวกเขาจะไม่ขาวสะอาดและสูงส่งเหมือนอย่างที่ท่านจินตนาการไว้ โปรดระลึกไว้เสมอว่า คนที่ท่านรักก็คือมนุษย์ปุถุชน เป็นคนเหมือนคนอื่นๆ ผายลมออกมาก็ย่อมมีกลิ่น แต่ที่เราเห็นเป็นสีรุ้งก็เพราะเรารักพวกเขาเหล่านั้น 

  นิยายเรื่องนี้ไม่ได้มีสีรุ้ง.... ขอโทษด้วยนะคะ .... แต่นิยายเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นมาด้วยความรักที่เรามีให้ศิลปินในดวงใจของเรา... อันนี้เรื่องจริง 😊 

 

บทที่ 115 เลิกเป็นกังวลเรื่องคนอื่นได้แล้ว 

  "ผมไม่ได้มาแทนที่เผิงกวนอิง" ไป๋อวี่เอ่ยด้วยเสียงนิ่งๆ ไม่รู้ว่าในใจเขากำลังคิดอะไรอยู่ ...ใครจะรู้ ตัวไป๋อวี่เองยังไม่รู้เลยว่าทำไมจู่ๆเขาก็พูดขึ้นมาอย่างนั้น 

  จูอี้หลงหรี่ตามอง เหมือนกำลังประเมินอะไรอยู่ แล้วเขาก็พยักหน้ารับทราบ หมุนตัวจะเดินไปอีกทาง 

  เผิงกวนอิงไม่อยู่ที่นี่แล้ว หลังจากเขาอาบน้ำเสร็จ เขาก็เก็บข้าวของใส่กระเป๋าอยู่พักหนึ่งก่อนที่จูอี้หลงจะเริ่มช่วยเขาเก็บ 

  คนสองคน ค่อยๆช่วยกันหยิบจับข้าวของยื่นให้กัน การเคลื่อนไหวที่สอดประสานกัน ความเข้าใจที่ส่งผ่านให้กันท่ามกลางความเงียบงัน กดดันจนไป๋อวี่ต้องถอยไปนั่งแต่เพียงลำพังที่สตูลหน้าเคาน์เตอร์ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน... 

  เขาเป็นคนที่จะรั้งอยู่ที่นี่ แต่ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน คนที่กำลังจะจากไปนั่นต่างหาก... คนนั้นต่างหาก.... 

 

  "ทำไม .... เกอว่าผมแทนที่เผิงเกอไม่ได้อย่างนั้นใช่ไหม" ไป๋อวี่ปราดเข้าขยุ้มหัวไหล่จูอี้หลง 

  จูอี้หลงหันกลับมา ใช้มือเชยคางไป๋อวี่ 

  "ไม่มีใครแทนที่ไป๋อวี่ได้เหมือนกัน" เขาบีบคางสากๆนั้นเล่น 

  "...โตเสียทีเถอะเหล่าไป๋ นายไม่เข้าใจหรือยังไง ว่าไม่มีใครแทนที่ใครได้..." จูอี้หลงทอดถอนใจ จ้องมองใบหน้าร้าวรานที่เปี่ยมเสน่ห์ของคนที่อยู่ตรงหน้า 

  "ถ้าไม่ใช่นาย เกอก็จะไม่มายืนอยู่ตรงนี้..." เขาบอก 

  ไป๋อวี่รั้งจูอี้หลงเข้ามากอด 

  "ผมจะดีกับเกอ ผมจะดีมากๆ มากจนเกอไม่นึกถึงใครอีกนอกจากผม" ไป๋อวี่บอก น้ำเสียงแทบจะเป็นการคร่ำครวญแล้ว 

  "โอเค" จูอี้หลงยิ้ม โถมเบียดร่างเข้าไปในอ้อมแขนของไป๋อวี่จนเขาเสียการทรงตัว จูอี้หลงรีบคว้าเขาไว้ ดึงเข้ามากอด คนสองคนต่างกอดกันกลม แบ่งปันความอบอุ่นให้กันและกัน 

  เกอ ...เกอ... ผมไม่คิดเลยว่าผมจะไม่เข้าใจเกอมากถึงขนาดนี้.... ไป๋อวี่คำนึง... 

  "ผม ไม่เข้าใจเกอเลย...." ความคิดหลุดออกมาเป็นคำพูดแผ่วเบา จูอี้หลงตอบด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ เหมือนเย้ยหยันตนเองมากกว่าที่จะขบขันเรื่องอะไร 

  "เกอก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน...." ... ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอ้อมกอดที่เขาโหยหาเป็นนักหนาทำไม่ถึงไม่สามารถลบล้างความทุกข์ที่เกิดจากการที่จะต้องสูญเสียอีกอ้อมกอดหนึ่งไป... 

  เขาเคยคิด ...หากเขาแยกร่างเป็นสองคนได้.... แต่ก็ต้องรีบปัดความคิดนั้นออกไปจากสมอง ...เพราะเขาคงไม่ยอมให้จูอี้หลงอีกคนหนึ่งมาชุบมือเปิปเอาเหล่าเผิงหรือเหล่าไป๋ไปแน่ๆ.... ให้ตายเถอะ เขาคงเป็นพันจินเหลียนเหมือนอย่างที่เผิงกวนอิงกลัวจริงๆ 

  การที่สองแขนโอบกอดคนคนหนึ่งไว้แล้วยังมีอีกคนหนึ่งอยู่ข้างๆ คงเป็นอะไรที่ใครๆก็รับไม่ได้สินะ อย่างน้อยกวนอิงก็รับไม่ได้ เหล่าไป๋ยิ่งรับไม่ได้ใหญ่ ....นายคงเกิดผิดยุคแล้วจูอี้หลง... นายควรไปเกิดในยุคขุนศึก หรือไม่ก็ในยุคหลายร้อยปีก่อนโน้น.... นายอยากมีใครข้างตัวจะกี่คนก็มีได้อย่างไม่มีใครครหา ...แต่ตอนนี้.. ฉันบอกนายได้อย่างเดียว ว่านายมันทุเรศ นายมันเหี้ย เหมือนอย่างที่ไจ๋เกอว่าไว้จริงๆ ....จูอี้หลงก่นด่าตัวเอง 

  เขาควรปล่อยกวนอิงไปได้แล้ว.... เพราะเขาเลือกแล้ว... เขาเลือกไป๋อวี่แล้ว 

  แล้วทำไมเขาถึงเลือกไป๋อวี่... เขาเลือกไป๋อวี่เพราะเขาคิดว่ากวนอิงจะไม่มีวันไปจากข้างกายเขาไม่ใช่หรือ... แต่ตอนนี้กวนอิงจะไปแล้ว ...แล้วเขาจะยังเลือกไป๋อวี่อยู่ไหม... จูอี้หลงถามตัวเอง 

  ใช่... ไม่ว่ายังไง เขาก็จะยังเลือกไป๋อวี่อยู่... 

  ทำไมล่ะ...? 

  จูอี้หลงยิ้มเหี้ยมเกรียมให้ตัวเอง... แววตาดูคล้ายวิกลจริตเล็กๆ หัวที่ซบอยู่บนบ่าไป๋อวี่เอียงหันหน้าเข้าหาลำคอขาว เพื่อซ่อนรอยยิ้มที่แสนบิดเบี้ยว... 

  ...เพราะยังไงยังไง.... 

  กวนอิงก็ต้องกลับมา! 

  ไม่ว่าจะไปไกลแค่ไหน ...ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน.... 

  เผิงกวนอิงจะต้องกลับมา! 

 

  นายบ้าแล้ว จูอี้หลง! 

 

  จูอี้หลงกระชับอ้อมแขน ฝั่งใบหน้าลงบนไหล่ของไป๋อวี่ 

  "เกอรักนายนะ เสี่ยวไป๋ เกอรักนาย..." เขาบอก 

  "เลิกเป็นกังวลเรื่องคนอื่นได้แล้ว" ... เขาบอกอีก... บอกใครล่ะ เสี่ยวไป๋? หรือว่าตัวเขาเอง? 

 

  หากชาตินี้ นายไม่กลับมา... ชาติหน้านายก็ต้องกลับมาอยู่ดี ...กวนอิง 

  เพราะอย่างนั้น อะไรที่ฉันติดค้างนายในตอนนี้ ฉันค่อยชดใช้ให้นาย... เมื่อตอนที่นายกลับมาก็แล้วกัน... ตอนนี้ ตอนนี้ ฉันขอมีเสี่ยวไป๋แต่เพียงคนเดียวเท่านั้น... ฉันสูญเสียเขาไปไม่ได้... นายยกโทษให้ฉันด้วย...กวนอิง 

... 

... 

 

  "ทำไมเกอถึงไม่คิดว่าผมจะรักเกอตลอดไป ไม่ว่าตอนนี้หรือเมื่อไหร่ ชาตินี้หรือชาติไหน" ไป๋อวี่กระซิบถาม ฝ่ามือทั้งสองข้างลูบไล้แผ่นหลังที่เปลือยเปล่าของจูอี้หลง 

  "เกอเลวร้ายอย่างนี้... นายไม่รักเกออีกหรอก เสี่ยวไป๋ นายคงเข็ด..." จูอี้หลงตอบ พลิกตัวออกจากอ้อมกอดของไป๋อวี่แล้วยันตัวขึ้นนั่ง ขยับเสื้อนอนที่ถูกปลดจากหัวไหล่ลงไปกองอยู่ในระดับข้อศอกขึ้นมาสวม 

"แล้วทำไมเกอถึงคิดว่าเผิงเกอไม่เข็ดล่ะ..." ไป๋อวี่คว้าจับข้อมือจูอี้หลงไว้แล้วกระตุกเล็กน้อย ทำให้จูอี้หลงต้องหันมามอง เจอเข้ากับสายตาของไป๋อวี่ที่จ้องอยู่ เขายิ้มตอบบางๆ หันหน้าหนีพร้อมกระตุกข้อมือออกจากการเกาะกุม 

  "....... ไม่รู้....... ไม่รู้เหมือนกัน ..." จูอี้หลงเหมือนพูดกับตัวเอง เขาสอดมือเข้าใต้ผ้าห่ม โน้มตัวมาข้างหน้าควานหากางเกงที่ถูกรูดลงไปพันตรงข้อเท้าแล้วดึงขึ้นมา 

  "คงเพราะว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา กวนอิงไม่เคยจะแสดงให้เห็นสักครั้งว่าเขา...เข็ดแล้วกับการมีเกอเป็นเพื่อน... ล่ะมั้ง" เขาตอบ น้ำเสียงฟังดูกระจ่างใสขึ้น หันมาสบตาไป๋อวี่ยิ้มๆ 

  "งั้นอีกสิบปีต่อจากนี้ไป เกอมาคอยดูผมบ้าง ว่าผมจะเข็ดกับความสัมพันธ์ของเราหรือเปล่า" ไป๋อวี่บอกอย่างหนักแน่น แล้วเม้มริมฝีปาก ไม่ยอมยิ้มตอบ 

  "ได้ ... ได้..." จูอี้หลงรับคำ ขดตัวลงนอนหนุนอกเปลือยของไป๋อวี่ 

  "เกออยากนอนแล้ว" .... เขาบอก 

  ไป๋อวี่ตบแผ่นหลังจูอี้หลงเบาๆ เป็นจังหวะก่อนจะค่อยๆสูดหายใจ ร้องเพลงกล่อมเขา ไป๋อวี่ร้องจนจบเพลง จูอี้หลงก็ยังนอนหายใจหนักๆอยู่ ไป๋อวี่เริ่มร้องเพลงเดิมอีกรอบหนึ่ง เขาร้องไปไม่ถึงครึ่งเพลงจูอี้หลงก็ผุดลุกขึ้นลงจากเตียง เดินอ้อมมาทางด้านที่ไป๋อวี่นอนเพื่อเปิดลิ้นชักโต๊ะริมเตียง หยิบยานอนหลับออกมา 

  "เกอนึกถึงแต่เผิงเกอ" ไป๋อวี่ต่อว่า 

  "ไม่ใช่เกอ แต่เป็นนายต่างหากที่นึกถึง 'เผิงเกอ' " จูอี้หลงไม่ยอมรับ เขาส่งยาเข้าปากก่อนยกขวดน้ำที่วางไว้บนโต๊ะขึ้นดื่ม 

  "หัวใจนายเต้นแรงแล้วเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมออย่างนั้น นายกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ แม้แต่เพลงที่นายร้อง นายก็คงจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าร้องไปถึงตรงไหน ยังไง นายก็แค่ร้องไปอย่างอัตโนมัติ" จูอี้หลงว่า เขาเดินอ้อมตีนเตียงกลับขึ้นมาทิ้งตัวลงนอนข้างๆไป๋อวี่ 

  "ช่างเถอะ นายอย่าเหนื่อยร้องเพลงอีกเลย กินยานอนหลับสักสองเม็ดแล้วก็พักผ่อนเสีย พรุ่งนี้นายยังต้องเดินทางไกลอีก" จูอี้หลงบอกไป๋อวี่ก่อนจะดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นคลุมตัว นอนหงายหลับตาพริ้มลง 

  ไป๋อวี่จุกไปทั้งอก จิตใจเขาไม่สงบจริงๆ มันจะสงบได้ยังไง... 

... 

... 

 

  จูไฉ่หงเคาะซองแดงในมือกับโต๊ะ เธอเคาะแรงและเร็วขึ้นเหมือนอยากให้มันแหลกคาโต๊ะ ...แต่งงานเหรอ.... ไม่นึกว่าสองคนนั่นจะลุกขึ้นมาทำเรื่องเสี่ยงๆแบบนี้... โดยเฉพาะในตอนนี้.. ตอนที่ชื่อเสียงกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วยังถูกเพ่งเล็งจากหลายๆฝ่ายอีก 

  "มันไม่ใช่ความรักแล้ว มันคือความลุ่มหลง" หลินชิงหูที่นั่งอยู่บนโต๊ะรับแขกตัวเตี้ยบอก มือข้างหนึ่งกดเหนือราวนมด้านซ้ายไว้แน่น เขากลัวจะเผลอทำการ์ดเชิญที่ได้รับหล่นหาย ตั้งแต่เอามันใส่ไว้ในอกเสื้อ เขาคอยคลำมันอยู่เรื่อยๆจนเหมือนคนเป็นโรคประสาท 

  "เธอไม่เห็นสายตาเขาเหรอ เขามองไป๋อวี่ด้วยสายตาที่ลุ่มหลงขนาดนั้น .... เหมือนแมงเม่าที่เอาแต่บินเข้าหาไฟไม่มีผิด" หลินชิงหูเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่น 

  "จะปล่อยให้เขาไหม้ตายอย่างนั้นเหรอ" จูไฉ่หงมองหน้า หัวคิ้วขมวดจนเป็นปม 

  "เผิงเหล่าซือยังปล่อยมือ เราจะมีหน้าไปทำอะไร" หลินชิงหูถอนใจ เลื่อนมือข้างนั้นจากหน้าอกลงมาวางที่หัวเข่า แล้วตบเข่าทั้งสองข้างดังฉาด 

  "ตอนนี้ก็ได้แค่หวังว่า อะไรอะไรมันจะดีขึ้น ถ้าเผิงเหล่าซือไม่อยู่แล้ว ไป๋เหล่าซือก็คงจะรู้สึกมั่นคงขึ้นกระมัง เขาคงไม่ทำร้ายจูเหล่าซืออีกหรอก อีกอย่าง คุณพ่อจูเหล่าซือบอกว่าไม่มีใครทำร้ายลูกชายท่านได้แน่ๆถ้าเขาไม่เป็นฝ่ายยอมให้ทำร้ายน่ะ" ระหว่างที่พูด เขาก็ขยับตัวลุกจากโต๊ะ 

  "ไม่เข้าใจ ใครที่ไหนจะยอมให้คนอื่นทำร้าย" จูไฉ่หงแหงนหน้ามองตาม 

  "ถ้าเธอทั้งรักทั้งหลงใครสักคน เธอคงยอมทุกอย่างแหละอาหง" หลินชิงหูถอนใจซ้ำ 

  "แล้วคนที่ลงมือทำร้ายคนอื่นล่ะ" 

  "รักมากไปจนยอมที่จะทำลายมันทิ้งมากกว่าที่จะยอมให้คนอื่นได้ไปครอบครองไง" 

  "เขาออกจะเหมาะสมกันอย่างนั้น เผิงเหล่าซือถึงได้ถอยสินะ" จูไฉ่หงมองซองแดงในมืออย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันดี 

  "เผาทิ้งดีกว่า" เธองึมงำ 

  สองคนเดินเข้าไปในครัว เผาบัตรเชิญร่วมพิธีแต่งงานทิ้ง ทั้งคู่ยืนดูจนซองแดงสองซองนั้นมอดไหม้กลายเป็นเถ้าสีดำ จูไฉ่หงเทเถ้าทั้งหมดลงในซิ้งค์ล้างจาน เธอเปิดน้ำตาม ชะล้างทั้งหมดลงไป ไม่ยอมให้เหลือหลักฐานใดๆไว้ 

  "เขาจะแจกการ์ดนี่ให้ใครอีกไหม" เธอถามอย่างเป็นกังวล 

  "เดาเอานะ คงมีถังซัน เสี่ยวหลาน อาจจะจางฟงด้วย...." หลินชิงหูยังพูดไม่จบก็รีบล้วงหาโทรศัพท์ โทรหาถังซัน เขาเดินออกจากห้องครัว สักครู่ก็เดินกลับเข้ามา จูไฉ่หงยังยืนอยู่ที่ซิ้งค์น้ำ ท่าทางเธอหมดแรงเกินกว่าจะขยับไปที่ไหนได้อีก 

  "พวกนั้นก็จัดการทำลายทิ้งไปหมดแล้ว..." หลินชิงหูรายงาน 

  "ทำลาย ทำลายยังไง ใช้เครื่องตัดกระดาษเรอะ... ไม่ได้นะ" จูไฉ่หงสติแตกขึ้นมากระทันหัน 

  "เผา เผา เผา พี่ถามแล้ว เธอไม่ต้องห่วง" หลินชิงหูจับต้นแขนทั้งสองข้างของเธอไว้ จูไฉ่หงเดินอย่างอ่อนแรงมาทรุดนั่งที่เก้าอี้ 

"เอ่อ... ถังซันบอกให้เราโทรหาเหล่ยลี่เอง... " หลินชิงหูอึกอัก จูไฉ่หงเงยหน้าขึ้นมอง   

  "หา?" เธอถามเสียงเบาหวิวก่อนจะรีบลุกโซเซไปที่ซิ้งค์ อาเจียนเอาอาหารเช้าออกมาจนหมด หลินชิงหูเข้ามาช่วยลูบหลังให้ 

  "พี่ก็คงคุยกันนายเหล่ยลี่ไม่ไหว คุยด้วยทีไรก็รู้สึกว่ามันชวนพี่ทะเลาะทุกที เธอโทรนะ" 

  "ได้..." จูไฉ่หงรีบควานหาโทรศัพท์ ก่อนจะรู้ว่ามันไม่อยู่กับตัว หลินชิงหูรีบกดโทรออกหาเหล่ยลี่แล้วยื่นโทรศัพท์ให้จูไฉ่หง 

 

  "คุณเหล่ย...." เธอเอ่ยทักเมื่อเหล่ยลี่รับสาย 

  "ไอ้บัตรเชิญนั่นเรอะ!" เหล่ยลี่ตะโกน ไม่รอให้จูไฉ่หงเอ่ยปากต่อ เหมือนเขาจะรู้จะเข้าใจว่าตอนนี้ทุกคนกำลังสติแตกเพราะเป็นกังวลกับเรื่องอะไรอยู่ 

  "จางฟงเอามาให้แล้ว" เขาแผดเสียง 

  "ช่วย... ทำลายมันทิ้งด้วย" จูไฉ่หงขอ พยายามข่มน้ำเสียงให้สุภาพ 

  "ยิงสองคนนั่นทิ้งไม่ง่ายกว่าเรอะ" เหลยลี่ยังตะโกนอยู่ 

  "คุณเหล่ย..." จูไฉ่หงเสียงแหบแห้ง เธอสะกัดกั้นอารมณ์ไว้ไม่ไหวแล้ว น้ำตาทะลักเป็นทำนบแตก หลินชิงหูพยายามจะคว้าโทรศัพท์ในมือเธอแต่เธอไม่ยอมให้ 

  "ฉันรู้ว่าคุณโกรธ... แต่คุณช่วยเข้าใจหน่อยเถอะ...คุณ..." 

  "เผิงเหล่าซือเอาไปแล้ว แต่เขาจะทำอะไรกับมันนี่ ผมไม่รู้นะ" เหล่ยลี่ไม่ปล่อยให้จูไฉ่หงพูดจนจบก็พูดสวนมา เขาเว้นระยะเหมือนกำลังพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง 

  "เผิงเหล่าซือไม่ทำร้ายจูเหล่าซือหรอก พวกคุณไม่ต้องห่วง" ...จูไฉ่หงโค้งคำนับอากาศ ผงกๆๆ ยังกดโทรศัพท์แนบหู เธอพูดอะไรไม่ออก ได้แต่สูดน้ำมูกกลั้นสะอื้น 

  "ต่อให้เขาต้องล้มลงตาย เขาก็ไม่ให้ใครทำร้ายจูเหล่าซือได้แน่... พวกคุณไม่ใช่จะไม่รู้" เหล่ยลี่กดตัดสายทันทีที่พูดจบ เขาทรุดลงนั่งยองๆ สองมือกำโทรศัพท์ไว้ตรงหว่างเข่า ปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น นึกโทษจูไฉ่หง ... ยัยบ้านี่ แค่โทรมาเรื่องบัตรเชิญ จะต้องมาร้องไห้ทำไม ... ทำเอาเขาน้ำตาแตกไปด้วย... 

 

  ... วันนี้มีแต่คนร้องไห้ ....เหตุผลของน้ำตาก็ต่างกันไป มีทั้งความสุข ความทุกข์ ความรัก ความเกลียด ความปลื้มปิติ ความโกรธ ความริษยา ความเศร้า และความกลัว .... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว