Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 3

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.6k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2562 18:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 3
แบบอักษร

 

3. 

 

ธุรกิจของตระกูลจางหลักๆ จะเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสื่อ ทั้งในฮ่องกงและไทย เช่น สถานีโทรทัศน์ นิตยสาร หรือการทำหนัง โดยเน้นไปที่การเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ นอกจากนั้นยังมีธุรกิจยิบย่อยในเครืออีกมากมาย โดยงานในประเทศไทยจะอยู่ภายใต้การดูแลของ จาง เฟิงหลง ทายาทอันดับสองของตระกูล

ครืด ครืด

โทรศัพท์ส่วนตัวสำหรับคุยงานที่วางอยู่บนโต๊ะทำให้เจ้าของเครื่องซึ่งกำลังเซ็นเอกสารชะงักมือ ดวงตาคมราบเรียบตวัดไปมองชื่อคนที่โทรเข้า พอเห็นว่าเป็นใครก็เอื้อมไปหยิบมากดรับ

“อืม”

“ว่างหรือเปล่า ผมมีเรื่องงานจะคุยด้วยนิดหน่อย”

“ก็พอได้”

“งั้นผมเข้าไปเลยนะ” 

เฟิงหลงรับคำในลำคอจากนั้นโทรศัพท์ในมือก็ถูกวางลงที่เดิม การทำงานซึ่งหยุดไปถูกดำเนินต่อ ระหว่างนั้นก็เอ่ยปากบอกคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ห่าง

“เดี๋ยวแกเรนจะเข้ามา บอกคนข้างนอกไว้ด้วย”

“ครับ” 

เฉินค้อมหัวแล้วเดินออกไปจากห้องเพื่อแจ้งให้คนอื่นๆ ทราบ ขณะที่เฟิงหลงยังคงนั่งทำงาน เซ็นเอกสารที่ต้องเซ็น ดูผลประกอบการของเดือนนี้และแผนงานต่างๆ ของธุรกิจหลักอย่างถี่ถ้วน

ก๊อก ก๊อก

“เชิญ”

สิ้นสุดเสียงอนุญาตประตูลายมังกรที่เป็นความหมายของชื่อ จาง เฟิงหลง และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความยิ่งใหญ่ก็ถูกเปิดเข้ามา

ร่างเพรียวแต่ลีนตามประสานายแบบเก่าก้าวตรงมานั่งลงบนเก้าอี้โดยไม่จำเป็นต้องให้เจ้าของห้องเอ่ยปากเชิญ

“มีอะไร”

เฟิงหลงเอ่ยถามทั้งที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เอกสารตรงหน้า ปากกาในมือตวัดวงตรงนั้นตรงนี้ ใช้ความคิดในการทำงานและคุยกับแกเรนไปพร้อมกัน

“ผมเจอเพชรเม็ดงามสำหรับการเปิดตัวของ SCENT แล้ว”

สายตาคมเลื่อนขึ้นมองคนพูดพลางเลิกคิ้วขึ้นบ่งบอกถึงความสนใจ แต่ก็เพียงครู่เดียวความสนใจนั้นก็ถูกดึงกลับไปที่งานเช่นเดิม

“นายว่ายังไงก็ตามนั้น”

“ไม่สนใจจะถามหน่อยเหรอว่าเขาเป็นยังไง” 

“ฉันเชื่อสายตานาย อีกอย่างนี่ก็เป็นงานของนาย” 

คราวนี้เป็นแกเรนที่ชะงัก เข้าใจท่าทีของคนตรงหน้าอย่างแจ่มแจ้ง 

เฟิงหลงให้เกียรติในการตัดสินใจเพราะ SCENTModelling Agency คือสิ่งที่เขาสร้าง คืองานของเขา โดยที่อีกฝ่ายให้ความช่วยเหลือในเรื่องของเงินลงทุนเท่านั้น

ถ้าไม่มีเฟิงหลงก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร

“ถ้าชอบก็เอาเลย” เจ้าของเงินลงทุนมหาศาลบอกเพียงเท่านั้น

“แต่ไม่รู้ว่าจะได้ไหม”

“ทำไม”

“เขาดูจะไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ คงตามประสาคนที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน”

“แล้วเขาว่ายังไงบ้าง” 

พรึ่บ

เอกสารแฟ้มนี้ถูกปิดลงก่อนที่มือหนาจะเอื้อมไปหยิบแฟ้มใหม่มาเปิด

“บอกว่าจะลองคิดดู”

“ก็ลองเสนอผลประโยชน์ ส่วนมากมักไม่ปฏิเสธกับตรงนี้แต่จะเล่นตัวนิดหน่อยเพื่อเรียกร้องมากขึ้น”

“ผ่านมาสัปดาห์หนึ่งแล้วแต่ยังเงียบกริบ ถ้าอีกสัปดาห์ยังไม่ได้รับการติดต่อผมว่าอาจจะต้องรบกวนคุณ”

“รบกวนฉัน?” 

“ถ้าเป็นคุณเขาคงไม่ปฏิเสธ”

ประโยคนั้นเรียกความสนใจจากคนฟัง คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถาม

“ใคร ชื่ออะไร”

“วะ...”

คำตอบนั้นถูกหยุดเอาไว้ด้วยฝ่ามือหนาที่ยกขึ้นเป็นสัญญาณ จากนั้นเฟิงหลงก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าด้านในของเสื้อสูทแล้วกดรับสาย

โทรศัพท์เครื่องนี้ที่มีไว้เฉพาะคนสำคัญ

“อาเฟิง”

“ครับ” 

“อยู่บริษัทหรือเปล่า ไหน่ไนผ่านมาแถวนี้พอดีก็เลยว่าจะแวะไปหา”

“อยู่ครับ”

แม้แต่ตอนกำลังจะคุยโทรศัพท์กับคนสำคัญสายตาและมือของเฟิงหลงก็ยังคงทำงานตรงหน้าไปด้วย

“ไหน่ไนกำลังจะขึ้นไป”

คนฟังขมวดคิ้วมุ่นกับสิ่งที่ได้ยิน

“มาถึงแล้วเหรอ”

“ใช่”

“โอเคครับ ไว้เจอกัน”

โทรศัพท์ราคาแพงถูกเก็บเข้าที่เดิม พร้อมๆ กับแฟ้มเอกสารอันใหม่ที่ถูกปิดลง ปากกาในมือหนาถูกเสียบไว้กับแท่นของมันเป็นการบอกให้รู้ว่าการทำงานจะถูกหยุดเอาไว้

แกเรนพอจะเดาได้ว่าคนที่โทรมาคือใคร

คนที่สามารถทำให้เฟิงหลงหยุดงานที่กำลังทำไว้ได้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น

ไหน่ไน จาง ผิง

“เรื่องงานของนายก็ตามนั้น ถ้าอาทิตย์หน้าเขายังไม่ติดต่อมาฉันจะลองคุยให้ ส่วนเป็นใครหรือชื่ออะไรก็เอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ไหน่ไนกำลังจะขึ้นมา”

“ขอบคุณมาก...ถ้าอย่างนั้นทักทายไหน่ไนเสร็จผมค่อยกลับแล้วกัน”

ใบหน้าคมกดลงรับ มือกดปุ่มอินเตอร์คอมเพื่อแจ้งคนด้านนอกเอาไว้แต่ดูเหมือนจะไม่ทันการณ์เพราะประตูถูกเคาะสองสามครั้งก่อนจะเปิดเข้ามา โดยที่ร่างสูงใหญ่ก็ถลาไปหาทันใด

“ไหน่ไนไปไหนมา ทำไมมาถึงที่นี่ได้” 

ร่างอวบอิ่มของคนแก่ถูกประคองไปนั่งลงบนโซฟา ขณะคนเป็นหลานก็ทรุดตัวลงข้างๆ

“ไปร้านดอกไม้”

“ร้านดอกไม้?” เฟิงหลงทวนคำด้วยเสียงฉงน

“อืม นั่นไง สวยไหม” ช่อดอกไม้ในมือคนติดตามถูกชี้หุคนถามดู “ไหน่ไนเบื่อจะอยู่บ้านเลยออกไปนั่งรถเล่น เห็นร้านดอกไม้เลยแวะเข้าไป แล้วก็ได้นี่ติดมือมา...เดี๋ยวให้คนเอาไปจัดใส่แจกัน ห้องทำงานจะได้ดูสดชื่นขึ้นบ้าง”

เฟิงหลงขมวดคิ้วเข้าหากัน แม้ไม่เข้าใจเรื่องราวเท่าไหร่นักแต่ก็พยักหน้าให้คนของตัวเองจัดการต่อตามที่ผู้เป็นย่าต้องการ

“สวัสดีครับไหน่ไน”

แกเรนก้าวเข้าไปหาผู้อาวุโสพลางค้อมหัวลงให้

“สวัสดีจ้ะ ไหน่ไนมารบกวนทั้งสองหรือเปล่า”

“เปล่าเลยครับ ผมกำลังจะกลับแล้ว”

“ไม่อยากอยู่กับไหน่ไนงั้นรึ” 

คนแก่เย้าหยอกให้แกเรนต้องรีบปฏิเสธ

“เปล่านะครับ พอดีผมมีธุระต้องไปต่อ”

คำว่าธุระทำให้คนฟังทั้งสองเข้าใจถึงความสำคัญ

จาง ผิง จึงระบายยิ้มน้อยๆ 

“งั้นก็รีบไปเถอะ”

แกเรนยิ้มรับ จากนั้นจึงหันไปเอ่ยกับเฟิงหลง

“เรื่องงานเดี๋ยวผมโทรหาอีกที”

“อืม”

“ลานะครับไหน่ไน”

“จ้ะ”

แล้วคนเป็นนายแบบเก่าก็เดินออกไปจากห้องทำงาน ก่อนที่คนติดตามและคนดูแลทุกคนจะทยอยออกจากห้องตามอย่างให้ความเป็นส่วนตัวกับผู้เป็นนาย

“ไหน่ไนมาหาผมมีอะไรหรือเปล่า”

“เย็นนี้ติดอะไรไหม ไหนไน่มีเรื่องจะคุยด้วย จะได้ถือโอกาสไปทานข้าวนอกบ้านกัน”

เฟิงหลงแปลกใจกับการถูกชวนไปทานข้าวนอกบ้าน แต่ที่สิ่งรู้สึกแปลกใจกว่าคือคำว่ามีเรื่องจะคุยด้วย

“เรื่องอะไรครับ”

“เอาไว้ค่อยคุย”

“จริงๆ ก็ติดนิดหน่อยแต่ผมเคลียร์ได้”

“งั้นอาเฟิงทำงานเถอะ ไหน่ไนจะออกไปเดินเล่นรอบๆ บริษัทสักหน่อย ไม่ได้มานานแล้ว”

จาง ผิง ในวัยแปดสิบห้าหมาดๆ ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก

ด้านเฟิงหลงก็ไม่คิดห้ามคนแก่เพราะถือว่าจะได้ให้ผู้เป็นย่าออกกำลังกายไปในตัว อีกทั้งยังมีพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่ตลอดจึงวางใจ

--

บรรยากาศการมาดินเนอร์กันสองต่อสองของผู้เป็นย่าและหลานเต็มไปด้วยความสุขใจ บรรยากาศของภัตตาคารภายในห้องอาหารส่วนตัวซึ่งมีเสียงเพลงเปิดคลอขลับให้คนที่ทำงานหนักแทบจะตลอดเวลารู้สึกผ่อนคลาย ยิ่งเมื่อเห็นคนที่ตัวเองรักนั่งยิ้มแย้มรับประทานอาหารได้เยอะกว่าปกติ เฟิงหลงยิ่งมีความสุข

ชีวิตเขามีเพียงเท่านี้ หลังจากที่พ่อและแม่จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อห้าปีก่อนก็มีเพียงย่าที่เป็นทั้งหมดของชีวิต ไม่นับพี่ชายเพราะ จาง ชางหลง สามารถดูแลตัวเองได้

“วันนี้ไหน่ไนดูมีความสุข”

คนถูกทักเลิกคิ้วพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ พลันวางช้อนจากของหวานอย่างสาลี่ตุ๋นลำไยลงเนื่องจากไม่อาจทานเยอะได้

“อย่างนั้นหรือ”

“มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ”

“สิ่งที่พิเศษก็คือการได้ออกมาดินเนอร์กับอาเฟิงไง”

ริมฝีปากได้รูปยกขึ้นให้กับประโยคที่ราวกับจะหยอด หากเป็นสาวสวยที่ไม่เกี่ยวพันกันทางสายเลือดเฟิงหลงก็คิดว่าตัวเองกำลังถูกจีบ

“สรุปว่าเรื่องที่ไหน่ไนจะคุยกับผมคือเรื่องอะไร” มือหนาวางช้อนลงบนจานเล็กๆ เป็นการบอกว่าทานของหวานอิ่มแล้ว ก่อนจะเอ่ยเข้าเรื่องที่อยากรู้

จาง ผิง ยังคงยิ้ม แววตาอ่อนแสงลงยามเอื้อมไปจับมือหนาเอาไว้

“อาเฟิง...ห้าปีมานี้ไหนไน่รู้ว่าหลานทำงานอย่างหนักเพื่อตระกูลของเรา พาธุรกิจในประเทศไทยประสบความสำเร็จมากมาย”

“...” การเปิดประเด็นด้วยเรื่องนี้ทำให้คนฟังรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย สัญชาตญาณร้องเตือนว่าสิ่งที่ไหน่ไนกำลังจะพูดอาจเป็นเรื่องที่ไม่น่าพอใจ

“ของขวัญวันเกิดปีนี้ที่อาเฟิงถามว่าอยากได้อะไร...ไหน่ไนอยากให้อาเฟิงได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองบ้าง”

“ไหน่ไนจะพูดเรื่องอะไรกันแน่?”

“มีครอบครัว แต่งงาน มีลูก...มีหลานให้ไหน่ไนเลี้ยงเหมือนอาชางนะ”

เฟิงหลงนิ่งงันไปชั่ววินาที ต่อมาเสียงแค่นหัวเราะก็ดังขึ้น

“ผมจะมีหลานให้ไหน่ไนได้ยังไงในเมื่อยังไม่เจอคนที่ถูกใจ” สามสิบสามปีที่ผ่านมาเขาเจอเพียงคนที่ถูกกาย ไม่มีใครสามารถทำให้รู้สึกว่าถูกใจจนอยากใช้ชีวิตด้วย ส่วนเรื่องคู่แห่งโชคชะตาก็ไร้สาระสิ้นดี และสิ่งที่เขายินดีเป็นอย่างมากคือตัวเองไม่มีพันธะอะไรแบบนั้น

“แต่ไหน่ไนมีคนที่อยากให้อาเฟิงถูกใจ”

เฟิงหลงชะงัก คิ้วขมวดเข้าหากัน มองหาร่องรอยความล้อเล่นบนใบหน้าคนพูดแต่กลับพบว่าไม่มี

“ใคร?”

“ลี่ชิง”

“ลี่ชิง?!” คนที่ถูกสอนให้เก็บอาการและเก็บความรู้สึกมาตลอดไม่อาจรักษาท่าทีเอาไว้ได้เมื่อได้ยินชื่อที่จำได้เป็นอย่างดี

“ใช่ หวัง ลี่ชิง...ไหน่ไนอยากให้อาเฟิงแต่งงานกับลี่ชิง”

แล้วก็ต้องตกใจยิ่งกว่ากับคำว่าแต่งงานที่ออกจากปากของผู้เป็นย่า 

โดยไม่ต้องคิด ปากเอ่ยคำปฏิเสธด้วยเสียงอันหนักแน่นไปทันใด

“ไม่!”

“เฟิงหลง ฟังไหน่ไน...”

“เด็กนั่นเป็นใคร มีดีอะไร หรือหลอกล่อยังไง ทำไมไหน่ไนถึงได้คิดเรื่องนี้” เฟิงหลงมองย่าตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ จากนั้นจึงพูดต่อ “เด็กนั่นอาจจะอยากใช้ความสูงศักดิ์ของเราชะล้างความเป็นโอเมก้าเพื่อยกระดับตัวเองให้ใครๆ ยอมรับ”

เรื่องความเป็นโอเมก้าเพียงคนเดียวในตระกูลของลี่ชิงลอยเข้าหูมาบ้าง และนั่นคือสิ่งที่วาบเข้ามาในหัวทันใด

คงอยากได้รับการยอมรับจากทุกคนสินะ

“จาง เฟิงหลง ไหน่ไนไม่เคยสอนให้หลานดูถูกใคร”

จาง ผิงเอ่ยพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงราบเรียบ ความอ่อนโยนก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดขาด ถึงจะเป็นผู้หญิงแต่สายเลือดบริสุทธิ์ก็ไหลเวียนอยู่ในกายอย่างเข้มข้น ความมีอำนาจแผ่ออกมาแม้จะอยู่ในวัยแก่ชรา

เธอเลี้ยงเฟิงหลงมากับมือเหมือนที่เลี้ยงลูกตัวเอง พร่ำสอนทุกอย่างและมั่นใจว่าการดูถูกคนอื่นไม่เคยถูกปลูกฝังลงไปในตัวหลาน เพราะถือคติว่าเมื่อไหร่ที่เราดูถูกคนอื่นหรือคิดว่าอยู่เหนือคนอื่น เรานั่นแหละคือผู้แพ้

แม้ว่าระบบชนชั้นและเรื่องของสายเลือดบริสุทธิ์จะเป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธ ทว่าตระกูลจางก็ไม่เคยดูถูกเหยียดหยามชนชั้นอื่น

ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง แต่ลูกหลานตระกูลจางต้องไม่คิดแบบนั้น

“ผมไม่ได้ดูถูกแต่พูดความจริง หรือบางทีทางนั้นอาจจะกำลังวางแผนอะไรโดยที่ไหน่ไนไม่รู้แล้วก็เชื่อใจเด็กนั่นไปแบบนั้น”

“คิดว่าไหน่ไนเชื่อคนง่ายอย่างนั้นหรือ”

“...” เฟิงหลงพูดไม่ออกเมื่อถูกถาม

อัลฟ่าเกิดมาพร้อมความเก่งกาจและยิ่งเก่งกาจมากเมื่อเป็นสายเลือดบริสุทธิ์

ตระกูลเขาทุกคนคืออัลฟ่าชั้นสูง...ไหน่ไนก็เช่นกัน

คำถามนั้นย้ำเตือนความจริงข้อนี้ที่ทำให้เฟิงหลงไม่กล้าเถียง

“เฟิงหลงรู้ดีใช่ไหมว่าทุกสิ่งที่ไหน่ไนเลือกให้คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหลาน” จาง ผิง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง เจือด้วยความรักและความเป็นห่วงอยู่เต็มเปี่ยม

“...แต่เด็กนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด” เฟิงหลงกล่าวด้วยเสียงรอดไรฟัน ดวงตาคมเบือนหนีไปทางอื่น

“แล้วเฟิงหลงรู้ได้อย่างไร ตัดสินเขาจากอะไร...จำคำสอนของเย๋เย่ที่ว่าคนที่ตัดสินอะไรจากอารมณ์ไม่ใช่คนฉลาดได้ไหม”

กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่น ก่อนที่ใบหน้าคมที่เจือความขุ่นเคืองจะหันกลับไปหาคนเป็นย่า

“ถ้าอย่างนั้นผมกับเด็กนั่นก็ต้องใช้เวลาศึกษากันและกัน” ข้อต่อรองถูกยื่นออกไปเพื่อให้อย่างน้อยได้มีเวลาในการจัดการกับเด็กนั่น

“ก็ศึกษาระหว่างที่เป็นคู่หมั้น...ฤกษ์หมั้นคืออีกสามเดือนข้างหน้า” 

ทว่าสิ่งที่ย่าตอบกลับมากลับทำให้ยิ่งขุ่นเคือง เสียงที่เอ่ยคำปฏิเสธดังก้องไปทั่วห้อง

“ผมไม่หมั้น!!” 

ท่าทางรุ่มร้อนกรุ่นโกรธไม่อาจทำลายความตั้งใจของ จาง ผิง ใบหน้าเหี่ยวย่นตามอายุเชิดขึ้น พลันเอ่ยด้วยแววตาและสีหน้าอันเด็ดขาด

“ถ้าไหน่ไนขอไม่ได้ นี่ก็คือคำสั่ง”

“...” ดวงตาคมไหวสั่นอย่างไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้เป็นย่ากำลังคิด ถึงอย่างนั้นเฟิงหลงก็รู้ว่าหนทางการไม่ยอมรับเรื่องนี้ของตัวเองกำลังจะหมดลง

“เฟิงหลงจะขัดคำสั่งย่าไหม”

แล้วมันก็หมดลงด้วยคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบนี้

หากไหน่ไนบอกว่ามันคือคำสั่ง นั่นคือสิ่งที่ไม่อาจมีใครปฏิเสธได้

สำหรับเฟิงหลงแล้ว ไหน่ไนไม่เคยใช้คำว่าสั่ง...กระทั่งตอนนี้ที่เอ่ยมันออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น แสดงออกถึงอำนาจแบบที่ไม่เคยใช้กับเขามาก่อน

คำสั่งที่เป็นเรื่องของเด็กนั่น!

--

ลลิตากลับมาถึงบ้านในตอนค่ำ วันนี้ลี่ชิงไม่ได้ออกไปหาที่ร้านเนื่องจากต้องทำงานอยู่บ้าน

เสียงแท่นสแกนนิ้วมือทำงานอยู่ไม่กี่นาทีประตูก็ปลดล็อก มือเอื้อมไปเปิดแล้วปล่อยหันมันปิดลงเองโดยอัตโนมัติ เสียงโทรทัศน์ที่ได้ยินมาจากห้องนั่งเล่นทำให้คนที่เพิ่งจะกลับเลือกก้าวตรงไป

แล้วก็ได้เห็นลี่ชิงนั่งชันเข่ากอดหมอนดูหนังอยู่ พอรู้ตัวก็หันหน้ามาหา

ใบหน้าขาวใสไร้สิ่งใดแต่งแต้ม ผมที่มัดเอาไว้หลวมๆ เผยให้เห็นรอยสักรูปเพชรเล็กๆ ตรงหลังหู

เพชรสีดำที่ลี่ชิงหลงใหลในความหมาย

“กลับมาแล้วเหรอ ไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูเลย”

“ก็ลูกจดจ่ออยู่กับหนังซะขนาดนี้” ลลิตาพูดพร้อมทั้งยิ้มน้อยๆ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างคนเป็นลูก 

“กำลังสนุก...แม่ทานข้าวหรือยัง”

คนถูกถามส่ายหน้าไปมา ทอดมองใบหน้าที่มีส่วนคล้ายคลึงกับตัวเองด้วยความรัก จากนั้นจึงเริ่มต้นพูดเรื่องสำคัญที่เพิ่งรับรู้มาในวันนี้

“แม่มีเรื่องจะคุยกับลูกสักหน่อย”

“เรื่อง?”

“เรื่องคุณยายผิงกับเฟิงหลง”

คำตอบนั้นทำให้ลี่ชิงชะงัก เพียงแค่ได้ยินชื่อหัวใจก็กระตุกวูบ สมาธิซึ่งจดจ่ออยู่กับหนังถูกกระชากจนพังยับเยิน 

“วันนี้คุณยายมาหาแม่ที่ร้าน เล่าเรื่องราวให้ฟัง...วันนั้นที่ลูกมีอาการแปลกๆ เพราะสัญชาตญาณของคู่แห่งโชคชะตาใช่ไหม”

ดวงตาที่สั่นไหวค่อยๆ เลื่อนมาสบกับคนเป็นแม่ ซึ่งอาการนั้นเป็นคำตอบได้ดีว่าใช่

ปกติลี่ชิงไม่ใช่คนที่อ่อนไหวต่ออะไรง่ายๆ 

“เรื่องการหมั้น...”

“...” ริมฝีปากบางถูกขบกัดเมื่อแม่เกริ่นถึงเรื่องนี้

“มันคงจะยากในช่วงแรกเพราะเฟิงหลงไม่ได้กลิ่นลูก เขาไม่รู้เหมือนอย่างที่ลูกรู้...การต้องหมั้นกับคนที่ตัวเองไม่ได้รู้สึกมันเป็นเรื่องที่ลำบากใจ แต่คนที่จะลำบากกว่าคือชิงชิง”

“ผมทนได้” แม้เสียงนี้จะดังแผ่วแต่มันก็ดังขึ้นทันใดเพราะเข้าใจสิ่งที่แม่กำลังต้องการสื่อสาร

ดูจากปฏิกิริยาในวันนั้น อีกฝ่ายเหมือนจะมีความไม่ค่อยชอบใจเป็นทุนเดิม หากรู้เรื่องการหมั้นคนที่อยู่เหนือคนอื่นมาตลอดแบบนั้นคงไม่มีทางพอใจนักกับการถูกควบคุมให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ

และจะเป็นเขาที่ทรมานกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

“ลี่ชิง” ลลิตาเอ่ยเรียกลูกพร้อมทั้งยกมือขึ้นลูบแก้มขาวเนียนอย่างปลอบโยน

“ถ้าเขาไม่รู้สึกก็ต้องทำให้รู้สึก” 

ประโยคจากคุณยาย จาง ผิง ที่จำได้ขึ้นใจถูกเอ่ยออกไปเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้คนเป็นแม่และตัวเอง ดวงตาเรียวมีความหมายมั่นขึ้นมาเล็กน้อย

“ผมจะทำให้เขารัก แม้เขาจะไม่รู้ว่าผมคือคู่แห่งโชคชะตาก็ตาม”

ถึงไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นแต่ลลิตาก็จินตนาการได้ว่าสิ่งที่พันธนาการหัวใจของคนสองคนเอาไว้อย่างไม่อาจปฏิเสธส่งผลให้รู้สึกรุนแรงเพียงใด

เธอไม่อาจขัดลูกเพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการให้กำลังใจ

ร่างเพรียวถูกรั้งเอามากอดไว้แน่น

“แม่จะอยู่ตรงนี้ เป็นกำลังใจให้ลูกเสมอ”

--

หลังจากวันที่คุยเรื่องนั้นในร้านอาหารสถานการณ์ระหว่างย่าหลานก็เปลี่ยนไป เป็นรอยร้าวที่ใหญ่กว่าครั้งไหน พาให้คนในบ้านต่างอึดอัด บรรยากาศที่เจือด้วยความอบอุ่นกลายเป็นเย็นเยียบ บนโต๊ะอาหารมีเพียงเสียงตะเกียบกระทบกับถ้วยจานเบาๆ ไร้เสียงพูดคุยเป็นระยะอย่างเคย

“เย็นวันศุกร์ของอาทิตย์หน้าต้องไปทานข้าวกับลี่ชิง”

พอ จาง ผิง เอ่ยจบคนเป็นหลานก็วางตะเกียบในมือลงบนจานจนเกิดเสียง

แกร๊ก

“ถ้าผมปฏิเสธ ไหน่ไนก็คงจะบอกว่าเป็นคำสั่งอีกใช่ไหม” เฟิงหลงตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบแต่ในคำพูดกลับเจือความประชดประชันเอาไว้

หญิงชรามองหน้าหลานรักพลางถอนหายใจแผ่วเบา

“อาเฟิง...เปิดใจสักหน่อย แค่ลองทำความรู้จักกันมันไม่ได้เสียหายขนาดนั้น”

“ผมไม่อยากรู้จัก”

คราวนี้ จาง ผิง ถอนหายใจออกมาหนักๆ

“อย่างไรแล้วงานหมั้นก็จะเกิดขึ้นในอีกสองเดือนกว่าๆ ข้างหน้า”

“...” เฟิงหลงแสดงความไม่พอใจและผิดหวังผ่านทางแววตา กรามแกร่งบดเข้าหากันจนกรอบหน้าขึ้นเป็นสัน

“เรื่องทานข้าว ไหน่ไนก็ไปด้วย ไม่ต้องเป็นห่วง” ดูเหมือนประโยคนี้จะไม่ค่อยช่วยอะไรเพราะร่างสูงใหญ่ลุกพรวด คว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้แล้วเดินจากห้องทานข้าวไปโดยไม่ฟังอะไรอีกทั้งสิ้น

จาง ผิง ทิ้งตัวลงอย่างเหนื่อยใจ ผ่านมากว่าอาทิตย์แต่ท่าทีของเฟิงหลงยังไม่อ่อนลง ถึงอย่างนั้นก็ยังบอกตัวเองว่าแล้ววันหนึ่งเจ้าตัวจะขอบคุณเธอที่บังคับให้ทำแบบนี้

วันที่เฟิงหลงรู้ซึ้งว่าเวลาของการได้อยู่ด้วยกันมันมีค่าเพียงใด 

 

อารมณ์ของเฟิงหลงส่งผลให้ลูกน้องหวาดผวากับการพูดคุย ยามเจอคู่ค้า อาการหงุดหงิดทั้งหมดจะถูกกดเก็บเอาไว้ ทว่าทุกคนก็ยังสัมผัสถึงความรู้สึกอันรุนแรงนั้นได้

แกเรนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อบรรยากาศหน้าห้องทำงานของเฟิงหลงดูอึมครึมกว่าปกติ และยิ่งมากขึ้นเมื่อก้าวขาเข้าไปข้างใน

ร่างสูงใหญ่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หลังโต๊ะทำงาน ดูเหมือนปากกาจะถูกลงน้ำหนักเกินไปถึงได้เกิดเสียงเวลาที่มือหนาตวัดเซ็น

ปึก!

แม้แต่เสียงวางแฟ้มยังฟังดูรุนแรง

“นั่งสิ” เสียงทุ้มราบเรียบเอ่ยขึ้นเมื่อคนมาหายังคงยืนนิ่ง 

ด้านคนที่ได้รับคำเชิญก็ค่อยๆ เดินไปนั่งลง

ทุกอย่างเหมือนวันนั้น แตกต่างเพียงอารมณ์ของเจ้าของห้อง

“หงุดหงิดอะไรมา” ด้วยความที่สนิทสนมและผ่านอะไรกันมาในระดับหนึ่งทำให้แกเรนกล้าถามออกไป

“นายมีธุระอะไรก็ว่ามาเถอะ”

แต่แล้วคำถามนั้นก็ถูกเฟิงหลงบอกปัดด้วยประโยคอื่น บ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่อยากเล่าให้ฟัง

แกเรนก็ไม่คิดจะเซ้าซี้เพราะรู้นิสัยอีกฝ่ายดี จึงเอ่ยสาเหตุของการต้องมาที่นี่ออกไป

“เรื่องนายแบบคนนั้น เขายังไม่ติดต่อมา”

“แล้วนายลองติดต่อเขาไปหรือยัง”

คนถูกถามทิ้งหลังพิงกับพนักเก้าอี้ก่อนตอบคำถาม

“ไม่มีคนรับสาย” ลองโทรไปเมื่อสามและสองวันก่อนก็ไร้การตอบรับจนเริ่มไม่แน่ใจว่าเบอร์โทรศัพท์บนนามบัตรนั้นถูกต้องหรือไม่

“แล้วฉันโทรไปเขาจะรับหรือไง” 

“ผมก็ไม่ได้จะให้คุณโทร แต่จะบอกว่าถ้าเจอเขาก็ช่วยคุยให้หน่อย”

คิ้วที่ขมวดเข้าหากันอยู่แล้วยิ่งขมวดหนัก แฟ้มเอกสารถูกวางลงบนกองที่เสร็จแล้ว ก่อนเฟิงหลงจะเลื่อนสายตาไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าพลางเอ่ยถามขึ้น

“แล้วทำไมฉันถึงจะเจอเขา”

“ก็ผมเจอเขาที่งานวันเกิดของไหน่ไน น่าจะเป็นลูกหลานของคนที่คุณรู้จัก”

ดวงตาคมหรี่ลง จากนั้นจึงถามต่อ

“ชื่ออะไร?”

“หวัง ลี่ชิง”

ปึง

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!ทำไมเด็กนั่นถึงได้เข้าหาคนที่อยู่รอบตัวฉันทุกคน!”

ท่าทางที่เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงดั่งสึนามิที่ไม่มีสัญญาณเตือนทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวอย่างแกเรนสะดุ้งเพราะความตกใจ ตามมาด้วยความรู้สึกมึนงง ดวงตาสีชมพูมองอีกคนอย่างไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆ ทำไมถึงได้เกรี้ยวกราดขึ้นมา

“คุณพูดเรื่องอะไร รู้จักเขางั้นเหรอ?”

“...” คำตอบที่ได้รับมีเพียงความเงียบกับสีหน้าแววตาที่เหมือนจะฆ่าคนได้

แกเรนทบทวนประโยคที่เฟิงหลงพูดเมื่อครู่อีกครั้งก่อนจะสะดุดกับบางคำ

“เข้าหาคนที่อยู่รอบตัวคุณ?” 

“ไม่มีอะไร” เฟิงหลงเอ่ยตอบอย่างพยายามทำเสียงให้ราบเรียบ หากแต่สำหรับคนฟังกลับรู้สึกว่ามันความสะกดกั้นอารมณ์อยู่ไม่น้อย

แกเรนลอบสังเกตท่าทางนั้น ทว่าสุดท้ายก็ยอมปล่อยเลยยามเลย ทิ้งความสงสัยเอาไว้ด้านหลัง แล้วพูดถึงเรื่องที่สำคัญนี้ต่อ

“ยังไงถ้าเจอเขาก็ช่วยคุยให้หน่อย ผมก็เกรงใจที่เอาแต่รบกวนคุณหมดทุกอย่าง แต่ว่าคนนี้ถูกใจมากจริงๆ” ตลอดระยะเวลาสองอาทิตย์ใช่ว่าเขาอยู่เฉย เฝ้าไปตามแหล่งที่วัยรุ่นชอบไป ไม่ว่าจะเป็นห้าง สถานที่ช็อปปิ้ง ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งโรงแรม แต่ว่าทั้งหมดกลับเป็นการคว้าน้ำเหลว ไม่มีใครที่ทำให้สะดุดและมองเห็นประกายบางอย่างในตัวได้อย่างลี่ชิง

“เป็นคนอื่นไม่ได้เลยหรือไง” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“กับการเปิดตัวของ SCENT...ต้องเป็นลี่ชิงเท่านั้น”

ไม่อาจเป็นอื่น

SCENTModelling Agency  คือโมเดลลิ่ง คืองานที่เขาทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจไปทั้งหมด ช่วงเวลาอันแสนสำคัญอย่างการเปิดตัวซึ่งจะตราตรึงใจทุกคนให้SCENT เป็นที่รู้จักจึงไม่ใช่ใครก็ได้ 

“เด็กนั่นเป็นโอเมก้า นายรู้หรือเปล่า”

แกเรนขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเฟิงหลงพูดในสิ่งที่ดูจะไม่เกี่ยวเนื่องกัน ถึงจะแปลกใจที่บนลำคอระหงของลี่ชิงไม่มีปลอกคออย่างโอเมก้าทั่วไปแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา

“ผมก็เป็นโอเมก้า...โอเมก้าที่ทำให้หลายคนยอมรับเพราะความสามารถ” 

คนที่รู้ดีอย่างเฟิงหลงถอนหายใจ แผ่นหลังกว้างทิ้งลงพิงพนักเก้าอี้ มือถูกยกขึ้นมาคลึงขมับไปมา

“มันไม่เหมือนกัน”

การที่เด็กนั่นเข้ามาวนเวียนอยู่รอบตัวยิ่งตอกย้ำความคิดที่ว่าอีกฝ่ายมีแผนการอะไรบางอย่างให้ชัดเจนขึ้น แตกต่างจากตอนรู้จักแกเรนที่มีแต่ความจริงใจให้กัน

“ไม่เหมือนยังไง...ผมชักสงสัยแล้ว สรุปว่าคุณรู้จักกับลี่ชิง?” คนที่ยังตงิดใจกับเรื่องนี้ถามขึ้น

“พูดตรงๆ ถ้าเป็นคนอื่นฉันจะคุยให้นายเดี๋ยวนี้เลย”

“ผมชอบคนนี้เฟิง” แกเรนยืนยันเช่นเดิมเพราะเชื่อในสายตาและความรู้สึกของตัวเองมากกว่าเรื่องอื่น

“Holy sh*t” 

เสียงสบถคำหยาบอันแผ่วเบาดังเข้าหูให้แกเรนยิ่งสงสัยทุกอย่างไปกว่าเดิม

“ทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนี้”

ลมหายใจแห่งความหงุดหงิดถูกพ่นออก เปลือกตาหนาปิดลงแล้วลืมขึ้น ก่อนเฟิงหลงจะกลั้นใจพูดออกไป โดยที่เลี่ยงไม่ตอบคำถามเช่นเดิม

“เอาไว้ฉันจะคุยให้ แต่ไม่รับปากว่าจะสำเร็จ”

แกเรนยิ้มให้กับคำตอบรับนั้นเล็กน้อย

“ถ้าคุณพูดมันต้องสำเร็จแน่นอน”

“อย่าคาดหวังเลยแกรน ถ้าเด็กนั่นจะปฏิเสธฉันก็จนปัญญา” ท้ายประโยค น้ำเสียงและแววตาของคนพูดเปลี่ยนไปเล็กน้อยเนื่องจากคิดอะไรขึ้นมาได้

ถ้าเขาคุยแล้วแต่เด็กนั่นยังปฏิเสธ ยังไงแกเรนก็ไม่อาจดึงดันต่อไปได้

“ถ้าสุดท้ายมันไม่สำเร็จจริงๆ ผมก็คงจะ...” แกเรนเว้นวรรคไปสักเล็กน้อยแล้วถอนหายใจออกมา “เสียดายมาก”

เขาเห็นตัวเองบางอย่างในตัวของลี่ชิง

ยิ่งพอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นโอเมก้ายิ่งทำให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตของตัวเอง จริงอยู่ที่ทุกวันนี้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น มีการยอมรับกันและกันมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงลึกๆ แล้วกลับยังคงมีความเหลื่อมล้ำ

สัญชาตญาณมันกำลังร้องบอกว่าลี่ชิงจะสามารถตอกย้ำให้ทุกคนรู้ว่าโอเมก้าก็มีความสามารถเช่นเดียวกัน

 

 

 

TBC. 

 

พอจะเดาได้ไหมคะว่าคุณเฟิงจะตั้งแง่ใส่ลี่ชิงแค่ไหน~ 

ตอนนี้ยังไม่ได้เจอกัน 

มาลุ้นตอนหน้าน้าาาา 

ฝากแท็ก#มังกรซ่อนเพชร ด้วยนะคะะะ 

ใครไม่เมนต์มีงอนนนน 

ความคิดเห็น