snufflehp

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 1

คำค้น : มาโปรด

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2562 17:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1
แบบอักษร

ผมยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน ความรักระหว่างผมกับคนที่ผมรักนั้นเป็นอย่างไร ยังจำได้ว่าไม่ใช่ความรักที่หอมหวาน ยังจำได้ว่าผู้ชายที่ชื่อมาโปรดในวันนั้นใจร้ายมากแค่ไหน

ผู้ชายที่ชื่อมาโปรดไม่เคยอินกับเทศกาลใด ไม่เคยมีมุมโรแมนติก ไม่เคยเลยที่จะทำตัวให้เหมือนกับคนรัก เท่าที่ผมรู้ว่าเรื่องที่เขาทำได้และทำได้ดีก็แค่ชอบบังคับอย่างเผด็จการ

“พูดก็พูด” คุณติ๊กเริ่มบทสนทนาด้วยสุ้มเสียงที่ชวนหันไปมอง ตอนนี้เรานั่งกันอยู่ที่ตึกคณะแพทย์ ราวกับย้อนเหตุการณ์ไปเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ “ที่นี่คือที่แรกที่มึงเจอกับเสี่ยปะไอ้ปลื้ม”

“ครับ” ผมตอบแล้วตั้งใจเป่าราดหน้าเส้นใหญ่ในจานที่กำลังมีไอร้อนลอยขึ้นมา

ในวันนั้นเราก็กินเมนูนี้ ราดหน้าสองจานที่คุณติ๊กขันอาสาเลี้ยงเพราะผมไประรานลูกๆ ที่น่ารักของเขา บ่อปลาคณะเกษตรฯ ที่ตอนนี้ไม่มีป้ายห้ามตกปลาอยู่แล้วนั้นยังคงความอุดมสมบูรณ์เหมือนเมื่อหลายปีก่อน ผมกับคุณติ๊กแวะไปมาแล้วก่อนที่จะมานั่งกินราดหน้ากันที่นี่

“วันนั้นพี่โปรดมากับเพื่อนของเขา ผมจำได้เลยว่าเห็นรอยยิ้มสวยๆ นั่นแล้วอาการเป็นยังไง”

“แล้วเป็นยังไงนะ”

“หนัก” ผมตอบพลางยิ้มแหย “อาการหนักมากครับ แต่พอหลงรักเขาแล้วรู้สึกอาการจะหนักขึ้นจนโคม่า”

คุณติ๊กหัวเราะชอบใจเป็นการใหญ่พลางพยักหน้าเห็นด้วย “ก็แน่นอนอยู่แล้ว นั่นระดับเสี่ยโปรด มึงใจลอยไปหาเขาตั้งแต่แรกเห็น แล้วใครจะไปคิดว่าคนอย่างเสี่ยจะหยุดอยู่ที่มึงวะ”

ใช่ คนระดับมาโปรดคนนั้น ใครจะไปคิดว่าจะยอมหยุดความเจ้าชู้ลงที่คนอย่างผม

“ผมก็ไม่คิดเหมือนกันครับ” ผมตอบตามจริง “เขาดูเหมาะกับคนสวยๆ รวยๆ มากกว่า”

“แบบหุ่นตัวเอส นมตู้มๆ ด้วยนะ” คุณติ๊กว่าเสริม “มึงจำได้มั้ย สาวๆ เสี่ยแต่ละคนนี่ระดับดาวระดับดารานางแบบอะ กูกับไอ้เปรมเห็นแล้วน้ำลายไหลตาพร่าทุกที”

“ครับ” ผมตอบรับ” ผมจำได้ทุกคนนั่นแหละ ยิ่งหมอปราณนะ หึ”

“จำได้ขึ้นใจว่างั้น”

“ก็ใครจะลืมล่ะครับ”

“ลืมๆ ไปบ้างน่า” คุณติ๊กส่ายหน้าระอาใส่ผม “ความจำดีก็เอาไปจำอย่างอื่นบ้าง สงสารเสี่ย ทุกวันนี้ก็แทบจะกราบมึงเช้าเย็น”

“ก็เวอร์ไป” ผมย่นจมูกใส่คุณติ๊กอย่างไม่เห็นด้วย “เขาแสดงไปอย่างนั้นเองครับ ที่จริงเขาชอบดุชอบด่าผม ไม่เคยจะฟังความเห็นของผมหรอก”

“ใจเย็นก่อนไอ้หนุ่ม กินซะๆๆ ไม่ชวนคุยเรื่องเครียดแล้ว” คุณติ๊กทำมือเชื้อเชิญให้ผมลงมือจัดการราดหน้าในจาน แต่เขาก็ยังมิวายถามถึงคนเผด็จการคนนั้น “แล้วนี่เสี่ยเขาสอนเสร็จกี่โมง”

“อีกครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้วครับ”

“แล้วมึงต้องมาเฝ้าทุกครั้งที่เสี่ยมาเป็นอาจารย์พิเศษเลยเหรอไอ้ปลื้ม”

“เขาลากผมมา ผมอยากมาที่ไหนกันล่ะครับ”

“ถึงว่า กูลงเครื่องก็ไม่ไปรับ อุตส่าห์บินกลับมาหา แถมยังให้กูบากหน้ามาที่มหาลัยอีก ไอ้เราก็นึกว่าจะชวนรียูเนี่ยน ที่ไหนได้ มึงแค่เหงาแล้วให้กูมาเลี้ยงราดหน้า!”

“รำลึกความหลังกันไงครับ นานๆ จะได้กลับมาที” ผมว่าพลางตักก้านผักคะน้าไปใส่จานคุณติ๊กอย่างเอาใจ “นี่ครับ ผมแบ่งของโปรดให้”

คุณติ๊กทำหน้าราวกับกำลังสงสัยว่าผักคะน้าเป็นของโปรดของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้บ่นอะไรออกมา จากนั้นเราก็จัดการราดหน้าในจานกันต่อพร้อมกับที่พูดคุยถึงเรื่องราวในสมัยที่เรายังเป็นนักศึกษากันไปพลางๆ

“ตอนนั้นเสี่ยเขาร้ายเนอะ”

“ครับ เขาร้าย”

“แต่มึงก็รัก”

“ผมมันคนโง่”

เป็นคนโง่ที่พี่เท็นเคยตั้งคำถามว่าผมยอมทนกับคนอย่างเขาได้ยังไง ในเมื่อตอนนั้นผมเป็นแค่ของตายที่ได้แต่บูชาความรักที่มีต่อเขาก็เท่านั้น

.

.

“กูโคตรเกลียดเวลาที่มึงเป็นเหี้ยอะไรก็เอาแต่เงียบ” พี่โปรดตะคอกเสียงดัง เวลาที่เขาโมโห ใบหน้าขาวจะขึ้นสีจัด ร่างกายที่สูงใหญ่ก็เหมือนจะขยายขึ้นอีกเท่าตัว ในขณะที่ผมก็ราวกับจะตัวหดเล็กลงเมื่อเจอเสียงตะคอกนั้น “โกรธอะไรก็พูดก็บอก ไม่ใช่ให้กูมานั่งเดา”

“ผมไม่ได้โกรธครับ” ผมตอบเสียงแผ่ว รู้สึกอยากหายตัวไปจากตรงหน้าเขา แต่ต่อให้เก่งแค่ไหนก็คงหนีไม่พ้นมือแกร่งที่กำลังบีบแน่นที่ต้นแขนอยู่ดี “ผมไม่มีสิทธิ์อะไรไปโกรธพี่เลย”

คนอย่างผมไม่เคยมีสิทธิ์ในตัวเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าเขาจะทำอะไร รู้สึกอย่างไร ก็มีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ

เขาเงียบไปเพียงครู่ก่อนจะเอ่ยถามว่า “แล้วมึงเป็นอะไร กูกลับมายังไม่มองหน้ากูด้วยซ้ำ”

“ผมแค่ปวดหัวครับ”

มือแกร่งของเขาคลายแรงลง แต่ความบึ้งตึงบนใบหน้ายังไม่เลือนหาย “กินยายัง”

“กินแล้วครับ” ผมโกหก ผมไม่ได้ปวดหัว ไม่ได้เป็นอะไรเลย ผมแค่เกลียดกลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นที่เขาชอบใช้ประจำ ผมแค่เกลียดรอยลิปสติกที่เช็ดออกไม่หมดบนลำคอของเขา ผมแค่เกลียดที่รู้ว่าเขาไปมีความสุขกับคนอื่นมา

มันก็แค่เท่านั้น ที่ผมมีสิทธิ์รู้สึกได้ก็แค่ในใจ จุดยืนที่ผมมีอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่จุดที่สามารถเรียกร้องอะไรจากเขาได้

“ปลื้ม”

“ครับ”

“มองหน้ากู”

สิ่งที่ผมชอบทำคือการมองหน้าหล่อเหลาของพี่โปรด แต่ในตอนนี้มันก็เป็นสิ่งที่ผมเกลียดเช่นกัน เพราะผมกำลังเอาแต่คิดว่าในขณะที่เขากำลังกอดจูบกับคนอื่นนั้น สีหน้าของเขาเป็นแบบไหน

จะเหมือนตอนที่เขาทำกับผมมั้ย...

แล้วถ้าเหมือน...ความพิเศษของผมจะอยู่ตรงไหนล่ะ

“วันนี้ไปไหนมาบ้าง นอกจากไปเรียน”

“กินข้าวกับคุณเฟรนครับ”

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางขยับเข้ามาใกล้จนผมต้องก้าวถอยเพราะใกล้กันมากเกินไปแต่เขากลับรั้งเอวของผมไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว “ทำไมไม่บอก กูบอกแล้วไงว่าจะไปไหนให้บอก”

“ผมบอกพี่แล้วนะครับ”

“บอกยังไง” เขาถามย้ำ “กูไม่เห็น”

“งั้นคนที่พิมพ์ตอบกลับแทนพี่ก็คงลบไปแล้ว”

“เหรอ” เขาย้อนถาม สีหน้าเหมือนไม่เชื่อที่ผมพูด “มิ้มไม่ใช่คนนิสัยแบบนั้น เขาจะทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปทำไม”

“ถ้าพี่สงสัยนัก แล้วทำไมพี่ไม่ถามคนของพี่เองล่ะครับ” จะมาตั้งคำถามกับผมไปทำไม ถ้าหากว่าพี่ไม่เชื่อที่ผมพูดเลย

“ก็ถามอยู่นี่ไง”

คำพูดกวนๆ ของเขาฟังแล้วเข้าใจยาก แต่กลับมีอิทธิพลต่อผมเสมอ เพราะแค่คำพูดที่จุดความหวังให้ผม ผมก็พร้อมที่จะโง่งมต่อแล้ว

“จะยิ้มก็ยิ้ม ไม่มีใครห้าม”

จริงๆ เลย คนอย่างผมนี่มันจริงๆ เลย ทั้งที่คุณเฟรนปลอบผมแทบตาย หมดเงินเลี้ยงเค้กเลี้ยงน้ำปั่นไปก็หลายร้อย แต่คนที่ทำให้ผมยิ้มได้กลับเป็นคนใจร้ายที่ไม่ต้องลงแรงทำอะไรเลยสักนิด

“แล้วพี่” ผมหยุดพูดไปเพียงครู่เมื่อใบหน้าหล่อเหลาของเขาก้มลงมาใกล้ “เอ่อ...คือ พี่กินข้าวมาหรือยังครับ”

“ยัง” เขาปฏิเสธพลางกดจูบลงที่ขมับของผมแล้วถามเสียงนุ่มว่า “เพิ่งเลิกเรียน จะเอาเวลาที่ไหนกิน”

“แต่ผมเห็นพี่มิ้มเอาข้าวไปให้พี่ที่คณะ” ผมเถียงเบาๆ พยายามผละออกห่างจากตัวเขาเพราะไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมที่มักจะได้กลิ่นจากตัวของพี่มิ้มบ่อยๆ “แล้วผมก็เห็นพี่รับข้าวกล่องจากเขาด้วยนี่ครับ”

“ก็รับ แต่ไอ้กิ๊งเอาไปกินแล้ว” เขาบอกแล้วใช้มือจับคางของผมไว้ไม่ให้หลบสัมผัสจากเขา “เสียดายเหมือนกัน มิ้มทำกับข้าวอร่อย”

เพราะอย่างนี้เอง พักหลังมานี้ถึงไม่เคยกินข้าวเย็นกับผมเลย

“พี่คบกับเขาแล้วเหรอครับ” ผมตัดสินใจถามออกไปตามตรง “ตอนนี้ใครๆ เขาก็ลือกันอย่างนั้น คนคุยของพี่คนก่อนก็ดูเฮิร์ตมากด้วย”

แต่ผมน่ะเฮิร์ตกว่าพวกเธอหลายเท่า ตัวผมที่อยู่ตรงนี้ ตัวผมที่ต้องคอยมองเขาไปกับคนอื่นคนแล้วคนเล่า หัวใจถูกเหยียบซ้ำๆ แต่ก็ยังดึงดันที่จะโง่ให้เขาเหยียบต่อไป ความเจ็บของพวกเธอคงไม่ได้เสี้ยวของผมด้วยซ้ำ

“ไม่ได้คบ” เขาตอบสั้น มองสบตากับผมแล้วพูดย้ำ “จะคบได้ยังไง มีมึงอยู่ทั้งคน”

“งั้นให้ผมไปไหมล่ะครับ พี่จะได้คบกับเขา” ถ้าตอนนี้ผมคือตัวเกะกะ คือตัวขัดขวางความสุขของเขา ผมก็พร้อมจะไปทุกเมื่ออยู่แล้ว

“โง่เหรอ” เขาถามเสียงเข้ม “ที่พูดน่ะไม่เข้าใจหรือไง”

“...”

“อย่าเป็นแบบนี้ดิวะ”

“…”

“อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้”

“…”

“มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบ”

เขาไม่เคยชอบ ไม่มีอะไรในตัวผมที่เขาชอบอยู่แล้ว แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจ ในเมื่อเขาไม่ชอบแล้วเขาจะเก็บผมไว้ทำไม ไม่ชอบแล้วจะกอดผมทำไม เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้ มันคือสิ่งที่คนชอบกันเขาทำทั้งนั้น

.

.

“แล้วยังไงวะ ตอนนั้นเสี่ยคบกับพี่มิ้มอะไรนั่นมั้ย” คุณติ๊กถามอย่างกระตือรือร้นเมื่อผมเล่าจบถึงวิีรกรรมวีรเวรของพี่โปรด

“ไม่รู้ครับ จนตอนนี้พี่มิ้มแต่งงานมีลูกมีเต้าไปแล้ว ผมก็ยังไม่รู้เลย รู้แต่ว่าชื่อนี้ก็มีพิษร้ายแรงไม่แพ้หมอปราณ”

“กูไม่คุ้นพี่มิ้มอะไรนี่เลยว่ะ คนเด็ดๆ ที่กูจำได้ว่าเสี่ยควงก็มีไม่กี่คน แต่พี่มิ้มนี่ไม่อยู่ในสมอง” คุณติ๊กทำหน้าครุ่นคิด เขาคงค้นภาพในซอกหลืบความทรงจำของตัวเองอย่างละเอียดแล้วจึงได้ยืนยันออกมาอย่างมั่นใจว่าไม่รู้จักพี่มิ้ม

“แล้วคุณติ๊กคิดว่าพี่โปรดจะจำได้มั้ยครับ ถ้าถามเขาไปตอนนี้จะเป็นยังไง”

“เสี่ยอาจจะก้มลงกราบตักมึงแล้วตะโกนบอกขอโทษล้านครั้งก็ได้”

“ก็เล่นใหญ่ไปนะบางที” ผมส่ายหน้าระอาใส่คุณติ๊กที่กำลังยิ้มกริ่มกับภาพจินตนาการไร้สาระในหัว

“แต่พูดก็พูด” คุณติ๊กเปิดประโยคเริ่มนินทาเมื่อเขาสาสมใจกับภาพจินตนาการในหัวแล้ว “เมื่อก่อนเสี่ยน่ะเสือตัวพ่อ ควงคนไปทั่ว ชื่อกระฉ่อนทั่วมอ คณะไหนๆ ก็รู้จัก เพราะไปกินดาวคณะเขาหมด แถมยังทำตัวเหมือนเรียนภาคพิเศษที่เรียนแค่เสาร์อาทิตย์ แต่ที่จริงเรียนหมอ”

“เรียนหมอที่โดดแล้วโดดอีกด้วยนะครับ ยังงงอยู่เลยว่าทุกวันนี้เรียนจบมาได้ยังไง”

“เอาไก่ไปแลกหรือเปล่า”

“ก็สงสัยอยู่นะครับ”

“เนี่ย ผัวมึงมันร้ายไอ้ปลื้ม”

“ฮ่าๆๆๆ”

“หัวเราะตาหยีเลย” เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือหัว ก่อนมือหนาของใครบางคนจะวางลงบนศีรษะของผมแล้วขยี้เบาๆ “ตลกอะไรขนาดนั้น”

“โอ๊ะ หวัดดีครับเสี่ย” คุณติ๊กรีบยกมือไหว้ เขายิ้มกว้างพลางส่งสายตามาทางผมให้ปิดปากเงียบเรื่องที่เพิ่งนินทากันไป

“เสนอหน้ามาอยู่ที่นี่ได้ไงไอ้ติ๊ก” พี่โปรดรับไหว้แล้วถามกลับ “มึงไม่ทำการทำงานหรือไง”

“ก็เมียเสี่ยเรียกผมมา โทรไปอ้อนให้รีบมาหาเพราะเหงามาก โอ๊ย!” คุณติ๊กกุมหัวตัวเองเพราะถูกตบกะโหลกหนาๆ เข้าให้ “ทำไมต้องทำร้ายกัน! ทำไมถึงไม่เคยอ่อนโยน!”

“มึงชื่อปลื้มหรือไง” พี่โปรดถามกลับเสียงนิ่ง ก่อนจะหันมามองผมตาดุ “โทรไปอ้อนมันเหรอ”

“เปล่าครับ” ผมรีบปฏิเสธ “คุณติ๊กโทรมาให้ปลื้มไปรับที่สนามบิน เขาบอกว่าค่าแท็กซี่แพงมาก เขาไม่มีเงินติดตัวสักบาทเดียว”

“มึงไปทำงานยังไงให้ไม่มีตังค์ใช้วะไอ้ติ๊ก” ได้ผล พี่โปรดหันกลับไปเล่นงานคุณติ๊กทันที “กลับไทยทั้งทีไม่เหลือตังค์จะแดก แล้วยังมาลำบากเมียกูอีก นี่ค่าแท็กซี่ก็มาไถเมียกูใช่ไหม คืนมาเลยนะมึง ดอกเบี้ยด้วย!”

คุณติ๊กยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว “ขอโทษจ้าพ่อ แต่ว่านะครับพ่อครับ ยืมเงินเมียพ่อนี่ดอกเบี้ยขึ้นเป็นนาทีเลยเรอะ!”

“เปล่า”

“นี่ไง! ติ๊กรู้ว่าพ่อใจดีกับติ๊ก”

“ที่บอกว่าเปล่า กูหมายถึงไม่ได้ขึ้นเป็นนาทีแต่ขึ้นเป็นวินาที! มึงยืมไปเท่าไหร่ จ่ายคืนสามเท่าไอ้สัส!”

“ไม่แปลกใจว่าทำไมรวยเอารวยเอา” คุณติ๊กมุบมิบปาก คงคิดว่าพี่โปรดไม่ได้ยิน แต่ขนาดผมที่นั่งอยู่ตรงนี้ยังได้ยินชัด แล้วมีหรือที่พี่โปรดจะไม่ได้ยิน ด้วยเหตุนั้นคุณติ๊กที่ปากดีจึงโดนตบหัวเรียกสติไปอีกที “แล้วนี่รับจ๊อบสอน เสี่ยหารายได้เสริมหรือจะหาคนมาช่วยงานบ้านไอ้ปลื้มมันอะ”

“นั่นสิครับพี่โปรด แอบเลี้ยงเด็กไว้หรือเปล่า” ผมเสริมความเห็นของคุณติ๊กแล้วหรี่ตามองคนตัวสูงที่นั่งหัวโล้นอยู่ข้างๆ อย่างจับผิด “เอางานสอนบังหน้า ลากปลื้มมาเฝ้าให้ตายใจ แต่ความจริงแล้ว...”

“ได้นะ” พี่โปรดพูดเสียงเข้ม “ต่อให้คนเยอะ พี่ก็ปล้ำได้นะ”

“นี่! คนจริง แก้ปัญหาโดยการใช้กำลังบนเตียง”

“เงียบปากไปเถอะไอ้เด็กเวร”

“เสี่ยด่าไอ้ปลื้มทำไม!”

“กูด่ามึง!”

“ว๊ายยย”

ผมหลุดหัวเราะกับท่าทางของคุณติ๊ก ก่อนจะยิ้มแหยเมื่อชายชาญผู้หัวโล้นแต่เรียกทรงผมตัวเองว่าทรงสกินเฮดที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังทำหน้ายักษ์ใส่

“อยู่กันมาขนาดนี้ ไม่เชื่อใจกันก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว”

“ก็พี่โปรดวีรกรรมเยอะนี่ครับ” ผมเถียงเบาๆ “กับผู้หญิงในชุดนักศึกษานี่ไว้ใจไม่ได้เลย”

“ใช่ๆ” คุณติ๊กรีบเสริม “เพราะเมื่อก่อนน่ะเสี่ยชอบไม่ใช่เหรอ เวลาได้กระชากเสื้อนักศึกษาจนกระดุดหลุดคามือ”

“ไอ้นี่ก็ใส่ร้ายกูเก่ง”

“แต่ก็จริงของคุณติ๊กนะพี่โปรด เมื่อก่อนพี่เป็นแบบนั้นจริงๆ”

“แบบไหน” พี่โปรดย้อนถาม “แบบดุเหรอ ถ้าเรื่องดุตอนนี้พี่ก็ดุนะ แต่พี่ดุกับหนูคนเดียว”

“สามนาทีไม่เสร็จให้ได้ก่อนเถอะครับ”

“เอ๊ เด็กคนนี้ มันดูถูก”

ผมยิ้มกริ่มให้กับแววตาคมที่มองมาอย่างดุๆ แต่ผมพูดผิดที่ไหนกัน มาโปรดในตอนนี้น่ะไม่เหมือนมาโปรดในตอนนั้นแล้ว ยิ่งเรื่องเซ็กส์น่ะยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าเปรียบเมื่อก่อนเป็นเหล้าแพงดีกรีแรง ตอนนี้ก็คงเป็นน้ำเปล่าที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์เท่านั้น

“แล้วนี่ทำไมกินไปนิดเดียว ของไอ้ติ๊กเกลี้ยงจานจนเหมือนเอาลิ้นเลียไปสิบรอบ แต่ของเรายังไม่ค่อยพร่องลงเลย”

“ก็พี่โปรดไม่ให้กินเยอะไม่ใช่เหรอครับ พี่บอกว่าอายุเยอะแล้วมันลดยาก ต้องควบคุมอาหาร”

“ก็ใช่ แต่น้อยไปก็ไม่ดีนะ พี่เป็นห่วง”

“โอ๊ย! เสี่ยครับ เสี่ยจะไปห่วงมันทำไม มันไม่ได้กินน้อย แต่นี่มันกินจานที่สองแล้ว! แล้วไอ้จานที่เหมือนเอาลิ้นเลียสิบรอบนั่นก็จานของเมียเสี่ย ไม่ใช่ของพ๊มมม” 

คุณติ๊กนี่พูดมากจริงๆ รู้อย่างนี้เอาก้านคะน้าปิดปากไว้ก็ดี

“น้อง” เสียงทุ้มเข้มจัดมาพร้อมกับการขมวดคิ้ว “พี่บอกว่าไงนะ”

“ก็หิวนี่ครับ นั่งรอพี่โปรดตั้งสามชั่วโมง”

“หิวก็กินแต่พออิ่ม พี่บอกแล้วไงว่าอาหารพวกนี้ถ้ากินมากไปมันจะให้โทษ” เขาเริ่มบ่นอย่างที่ชอบทำทุกครั้งที่ผมขัดคำสั่ง “น้องไม่อยากอยู่ด้วยกันไปนานๆ หรือไง อยากตายก่อนพี่เหรอ”

“โหมึง” คุณติ๊กทำปากมุบมิบ “เล่นใหญ่กว่าที่กูคิดอีก”

“เออ” ผมอ้าปากตอบอย่างไร้เสียงแต่ส่งแววตาหงุดหงิดไปให้คุณติ๊กได้รับทราบว่าตัวเองนั้นได้ก่อเรื่องอะไรไว้

“ไม่ต้องกระซิบกันต่อหน้า มึงก็อีกคนไอ้ติ๊ก ทำไมไม่ห้ามเพื่อน”

“พนมมือแล้วพ่อ อย่าดุหนูเลย”

“ทำเป็นเล่น แล้วคืนตังค์ค่าแท็กซี่ด้วย อย่าให้ทวงบ่อย”

“จ้า”

ผมส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ก่อนจะใช้ส้อมจิ้มหมูในจาน แต่พอจะเอาเข้าปากก็พบกับสายตาดุจัด

“พี่บ่นอยู่ ก็ยังจะกล้าเอาเข้าปาก”

“ซื้อมาแล้วนี่ครับพี่ เสียดายนะถ้ากินไม่หมด ป้าคนทำต้องเสียใจแน่ๆ เลยนะครับ ปลื้มว่าตอนทำอาหารป้าเขาคงจะใส่ใจลงไปด้วยแน่ๆ ถึงได้อร่อยขนาดนี้ เนอะๆ คุณติ๊ก” ผมหันไปขอความเห็นจากคุณติ๊กที่กำลังง่วนกับแอปของธนาคารในมือถือ

“ใส่ใจอะไรล่ะ” พี่โปรดเถียงทันที “เพ้อเจ้อหรือไง น้องก็ทำอาหารเป็น จะไม่รู้ได้ไงว่าเขาใส่ผงชูรสมันถึงได้อร่อย”

“ใช่ๆ เขาใส่ผงชูรสอะมึง อย่าเถียงเสี่ยเลย อะ ดอกเบี้ยนี่ต้องลดแล้วมั้ย พูดดีขนาดนี้” ไอ้คุณติ๊ก ไอ้กิ้งก่าเปลี่ยนสี ไอ้เพื่อนทรยศ

“ไม่ลด เพราะมึงไม่ห้ามตอนมันกิน” พี่โปรดตอบเสียงเฉียบในขณะที่ผมได้แต่สมน้ำหน้า “เอาจานไปเก็บได้แล้วไปปลื้ม จะได้กลับกันสักที”

“เสียดายจริงๆ นะครับ อย่างน้อยก็เอาที่เหลือไปให้น้องปิ่นกินก็ได้”

“ปิ่นจะกินราดหน้าได้ยังไง น้องยังอายุไม่ถึงสองเดือน”

คุณติ๊กเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มือถือแล้วเลิกคิ้วด้วยความสงสัยทันที “เสี่ยๆ น้องปิ่นนี่เมียใหม่เหรอ”

“เมียพ่อมึง หมาปลื้ม”

“เสี่ยด่าเพื่อนผมเป็นหมาได้ไง!” คุณติ๊กเล่นใหญ่ทันที แต่ประกายในตาของเขาดูร้าย มันดูแอบแฝงราวกับมีสิ่งมุ่งหมาย

“หมายถึงหมาของปลื้ม” พี่โปรดพยายามเถียง

แล้วมีหรือที่คุณติ๊กจะยอม เรื่องแสดงต้องยกให้เขา “แต่เสี่ยก็เรียกหมาว่าน้อง เมียเสี่ย เสี่ยก็เรียกน้อง สรุปเสี่ยคิดว่าเมียเป็นหมาเหรอ!”

“ติ๊ก” พี่โปรดถึงกับยกมือขึ้นนวดขมับ "ค่าแท็กซี่มึงไม่ต้องคืนก็ได้ แต่หุบปากสักทีไอ้สัส ถ้ากูกับเมียไม่ตีกันมึงจะไม่หยุดเห่าเลยใช่มั้ย”

“หยุดแล้วจ้าพ่อ ก็แค่นี้เอง ค่าแท็กซี่ไม่กี่บาททำมาทวง จึ้ยย รวยแล้วก็ต้องรวยน้ำใจเด้อ อย่าให้ได้สอน”

“ไปไหนก็ไปสักทีเถอะมึง!”

“ไปก็ได้จ้า แต่ขอค่าแท็กซี่กลับด้วย”

ปึก! พี่โปรดโยนกระเป๋าตังค์หนังจระเข้ราคาแพงของเขาไปตรงหน้าคุณติ๊กก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “มึงจะเอาไปเท่าไรก็เอาไป เอาให้พอใจมึงเลยไอ้ติ๊ก ไป!”

“รักพ่อ ไปแล้ววว ไว้เจอกันไอ้ปลื้ม”

คุณติ๊กวิ่งหายไปแล้ว หายไปพร้อมกับกระเป๋าตังค์ของพี่โปรด ในขณะที่เจ้าของกระเป๋าดูไม่ทุกข์ร้อนใดๆ สีหน้าเขาดูสบายๆ อย่างสมกับที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่มีทางเดือดร้อนกับเม็ดเงินแค่นี้

“ให้ไปทั้งกระเป๋าจะดีเหรอครับพี่”

“อืม ไม่เป็นไร เงินแค่นี้”

ใช่ เงินแค่นี้

ครืดด..ด ครืดด..ด

พูดกันยังไม่ทันขาดคำ โทรศัพท์มือถือของผมก็สั่นเป็นเจ้าเข้า เบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอก็เป็นเบอร์ของไอ้คนที่เพิ่งวิ่งหายไปพร้อมกับกระเป๋าตังค์ราคาแพงเมื่อครู่

“ไม่ต้องรับนะ” พี่โปรดบอกพลางเผยรอยยิ้ม “ถ้าเป็นไอ้ติ๊ก”

“จะไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอครับ”

“ถือว่าใจดีแล้ว”

“เงินในกระเป๋าร้อยเดียวจะพอค่าแท็กซี่จากมอไปบ้านคุณติ๊กเหรอครับพี่”

“ปลื้มให้พี่ใช้แค่วันละร้อยพี่ยังพอเลย ทำไมมันจะไม่พอ”

ครับ เรื่องจริง ผมให้ใช้วันละร้อยเพราะตัดงบที่เขาเพิ่งเอาเงินไปซื้อรองเท้าคู่ละสามแสนห้า รองเท้าบ้ารองเท้าบอ ใส่แล้วคงบินได้มั้ง ผมไปเจอมันอยู่ในตู้เสื้อผ้าตอนที่รื้อเสื้อกันหนาวออกมาเพราะจะจัดกระเป๋าให้เขาที่จะเดินทางไปอังกฤษสัปดาห์หน้า แต่ก็เจอไอ้รองเท้าเจ้าปัญหานั่นซะก่อน

“ก็คือประชดเหรอครับ”

“เปล่า หนึ่งร้อยบาทเหลือเฟือเลยครับคนดี นี่ซื้อข้าวซื้อกาแฟยังเหลืออีกตั้งยี่สิบบาท”

“อ๋อเหรอครับ” ผมมองเขาอย่างจับผิด “ไม่ใช่ว่ามีคนพาไปเลี้ยง”

“ไม่มีผู้หญิงที่ไหนมาเลี้ยงข้าวพี่หรอก”

“ผมยังไม่ได้พูดถึงผู้หญิง!”

“น้องขึ้นเสียงทำไม”

“ได้ ถ้าร้อยเดียวยังเหลือ พี่ก็ใช้แค่วันละแปดสิบบาทก็แล้วกันครับ จะได้ไม่มีเงินเหลือไปซื้อขนมให้ใคร”

“น้องงงง” พี่โปรดลากเสียงโอดครวญ หน้าดุๆ หล่อๆ ของเขาพยายามทำให้เหมือนอ้อน แต่บอกตามตรงว่าไม่เหมือนเลย มันเหมือนเส้นประสาทบนใบหน้ากระตุกมากกว่า “พี่สารภาพก็ได้ พี่ยืมเงินไอ้ทอง แต่เมื่อวานไอ้ทองก็ช็อตเลยยืมเงินไอ้เทพ”

“แล้วเงินในบัญชีพี่ไปไหนหมดล่ะครับ บัตรเครดิตพี่ด้วย”

“น้องลืมเหรอว่าน้องยึดไปหมดเลย”

“ก็มันคือการทำโทษนี่ครับ!”

“รองเท้าคู่ละสามแสนห้าผิดอะไร!”

“พี่เถียงผมเหรอครับ”

“พี่ไม่ได้เถียง!”

“พี่ขึ้นเสียงใส่ผมแล้ว”

“เฮ้ยยย พี่เปล่า พี่คงไปติดจากไอ้เทพมาแน่ๆ มันชอบเสียงสูงใส่นิ้ง”

“โทษไปเรื่อยเลย” ผมถอนหายใจใส่เขา รู้สึกเหมือนกำลังเถียงกับเด็กไม่รู้จักโต “แล้วนี่ไปยืมเงินคนอื่นมาเท่าไรครับ มีใครบ้าง”

“ไอ้เทพห้าหมื่น ไอ้ทองสองร้อย ไอ้เมลสามพัน” ยอดเงินบอกถึงความต่างชั้นของการมีอันจะกินจริงๆ

“ปวดหัวเลย ไม่พอใช้ทำไมไม่บอกปลื้ม อีกอย่างปลื้มก็เอาบัตร เอาเงินสดใส่ในเป้ให้แล้ว ไม่เปิดดูเลยเหรอครับ”

“น้องก็รู้ว่าเป้พี่รกแค่ไหน แล้วมันก็มีกระเป๋าเล็กกระเป๋าน้อยหลายชั้น”

“บอกให้ใช้ย่ามเหมือนปลื้มก็จบ”

“ถ้าพี่ใช้ย่าม พี่ออกบิณฑบาตรได้เลยนะ”

“ฮ่าๆๆ” ผมหลุดหัวเราะทันทีเพราะเผลอคิดตามคำพูดของเขาไปแล้ว

“น่ะ ยิ้มแล้ว อารมณ์ดีแล้วดิ”

“ก็ไม่ได้อารมณ์เสียอะไรนี่ครับ”

“ยกโทษให้รองเท้าลิมิเต็ดของพี่แล้วแน่เลย”

“คนละเรื่อง” ผมตวัดตามอง แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มสวยๆ ของเขาผมก็แพ้

ใช่ ผมแพ้รอยยิ้มนี้ตั้งแต่ที่เจอเขาครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนแล้วนั่นแหละ

“พี่โปรดครับ”

“หืม”

“ปลื้มไม่ว่านะถ้าพี่จะซื้ออะไร เงินพี่ พี่อยากใช้พี่ก็ใช้เพราะพี่หามาได้ แต่ที่ปลื้มโกรธเพราะพี่ปิดบัง พอพี่ปิดอย่างนี้ก็ทำให้คิดไปไกลว่าพี่จะปิดเรื่องอื่นอีกไหม มีอีกกี่เรื่องที่ปลื้มไม่รู้” ผมกุมมือของพี่โปรดไว้แล้วมองสบตาเขา “เราคบกันมานานแล้วนะครับพี่ อยู่ด้วยกันมาขนาดนี้แล้ว คู่อื่นเขาจะยังไงปลื้มไม่รู้ แต่คู่เรา ถ้าพี่บอก พี่พูด มีสักครั้งเหรอครับที่ปลื้มจะขัดใจ พี่อยากได้อะไรก็หามาให้ตลอด เพราะฉะนั้นไม่เอาแล้วนะครับ ปิดบังกันอย่างนี้ไม่ชอบเลย”

“ขอโทษ พี่แค่เห็นตัวอย่างจากไอ้ทองแล้วกลัวขึ้นมา”

“น้องชงโคอารมณ์ร้อนไปอย่างนั้นเองครับ แล้วเฮียทองก็ชอบทำให้เป็นเรื่องด้วย”

“ใช่ๆ มันน่ะชอบหาเรื่อง” พี่โปรดรีบเออออทันทีราวกับอยากให้เรื่องพ้นตัวโดยเร็ว

“พี่ก็ตัวดีเลยนะครับ หาเรื่องตั้งแต่หนุ่มยันแก่”

พี่โปรดขมวดคิ้วใส่ เขาดูไม่ชอบใจมากๆ กับคำที่ได้ยิน “เอากี่ล้าน บอกมาเลย แล้วอย่าพูดคำว่าแก่ให้พี่ได้ยินอีก ดุขนาดนี้ เรียกแก่ได้ยังไง”

“ดุขนาดไหนกันครับ” ผมแสร้งถาม รู้ดีว่าเขาก็เป็นแค่คนขี้โม้

“ขนาดที่หนูต้องร้องทั้งคืน”

หึ ขี้โม้จริงๆ

“ร้องไห้น่ะสิครับ พี่หลับก่อนทุกที”

พี่โปรดทำงานหนัก แต่ละวันของเขายุ่งอยู่กับคนไข้ บางวันก็ต้องเคลียร์เอกสารของบริษัทเงินกู้ บางวันก็ต้องเข้าไปดูร้านที่เปิดกับพี่เทพ บางวันก็ต้องไปคอยแก้ปัญหาของเพื่อนกับเมียทั้งที่ตัวเองก็เอาไม่รอด พอกลับถึงบ้านก็แทบหมดแรง อาบน้ำเสร็จก็หลับเป็นตายทุกที ผมสะกิดก็ไม่รู้สึกตัว บางครั้งก็น้อยใจบ้างแต่ผมก็เข้าใจเขาดี คิดอยู่ทุกครั้งว่าแค่เขากลับมานอนที่บ้านก็ดีใจแค่ไหนแล้ว ยังโชคดีที่ได้เห็นเขาก่อนนอนและได้เห็นเขาตอนตื่น

“เดี๋ยวคืนนี้รู้เรื่อง พี่ฟิตร่างกายมาอย่างดีเพื่อหวนคืนบัลลังค์”

เขาโม้อีกแล้ว โม้อย่างน่าเอ็นดูเลย

“บัลลังค์ไร้สาระแบบนั้นปล่อยว่างไปเถอะครับ”

“ปากก็บอกไร้สาระ” พี่โปรดย่นจมูกใส่ผม แววตาของเขาทำราวกับรู้ทันความคิดและความรู้สึกของผมไปเสียหมด “แต่ก็คือรออยู่ทุกคืน พี่น่ะรู้ทัน”

“ก็ไม่ได้หื่นขนาดนั้นมั้ยล่ะครับ”

เพราะผมน่ะ...หื่นมากกว่านั้นเยอะ

“ยังอีก ยังไม่รู้ตัว”

“พอๆ กลับบ้านครับ” ผมรีบตัดบทก่อนที่จะเป็นเหยื่อของการล้อเลียนไปมากกว่านี้

“น่ะ รีบเชียว เขินแล้วรีบเลย”

“ถ้าไม่หยุดล้อนะ” ผมยกนิ้วชี้ขู่เขา “จะต้มรองเท้าให้กินเป็นข้าวเย็นจริงๆ ด้วย เอาคู่ละสามแสนห้ากับคู่ละสองแสนสี่อย่างละข้างเลย”

พี่โปรดทำหน้าอ้อนวอน “อย่าร้ายได้มั้ยคนดี พี่ใจสั่นนะแบบนี้”

“ใจสั่นทำไมครับ”

“ก็ชอบเวลาเมียร้าย” เขายิ้มหวาน ท่าทางประจบ แต่ผมไม่หลงกลแม้จะแพ้รอยยิ้มของเขาไปแล้วเรียบร้อย

“แต่ผมไม่ชอบเวลาพี่ร้าย”

“ทำไมล่ะ” เขาย้อนถาม สีหน้าสงสัย “ไม่กร๊าวใจเหรอ”

“เพราะพี่ไม่แค่ร้าย” ผมตอบกลับ ก่อนจะคลี่ยิ้ม “แต่พี่เลว”

“มันเป็นอดีตไปแล้ว” เขารีบพูดเอาใจ “ตอนนี้มีแต่คนดีๆ”

“ก็ทำท่าจะดีแตกไปหลายครั้ง”

“เอาที่ไหนมาพูดอีก!”

“เสียงสูงอีกแล้วนะครับ”

“ไม่เอาน่า ยอมหมดแล้วตอนนี้ เหลือแค่หาเดือนหาดาวมาให้แล้วนะปลื้ม”

“เหรอ” ผมเลิกคิ้วใส่ มองหน้าเขาอย่างจริงจัง “อย่าคิดว่าไม่รู้ว่าตอนสงกรานต์ใครมาหาพี่ที่โรงบาล”

“ก็เพื่อนร่วมงานเก่า” เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม

“หนึ่งในนั้นมีหมอปราณ แล้วพี่ก็ไปกินข้าวกับเขา” ผมบอกเสียงเรียบ ไม่ได้โกรธแต่อย่างใดกับเรื่องนี้ ทว่าก็มีความรู้สึกที่ไม่ชอบใจอยู่บ้าง “อย่าลืมนะว่าโรงพยาบาลนั่นเป็นของบ้านผม คนที่ทำงานกับพี่ก็คนของผม พี่จะทำอะไรก็อยู่ในสายตาผม ถ้าเลือกไม่บอกเพราะคิดว่าผมจะไม่สบายใจ นั่นคือพี่คิดถูกแล้ว แต่สิ่งที่พี่ควรทำคือการไม่ไปกินข้าวกับเขาตั้งแต่แรก”

“ก็ไม่ได้ไปกันสองคนมั้ยวะ จะอะไรนักหนากับหมอปราณ ไม่เคยมีอะไรกันทั้งนั้นเลยนะปลื้ม”

“อ้าว พี่โปรด มาเป็นผมดูมั้ยอะครับ” ผมย้อนถามคนที่กำลังทำสีหน้าหงุดหงิดใส่

“ถ้าพี่เป็นปลื้มพี่จะใจกว้างแล้วมองว่านั่นคืออดีตเพื่อนร่วมงานของพี่ ความสัมพันธ์แค่นั้นแล้วจะทำให้เป็นประเด็นทำไมบ่อย”

“เป็นอดีตเพื่อนร่วมงานที่ชอบพี่ไงครับ แล้วพี่คงไม่รู้ว่าผมนั่งกินข้าวอยู่ในร้านเดียวกันกับพี่ด้วย อ๋อ แต่คงไม่ได้สังเกตสินะครับ เพราะเอาแต่มองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ” ผมเผยรอยยิ้มในขณะที่เขามีสีหน้าบึ้งตึงและแววตาหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ

“ไปกันใหญ่แล้ว”

“เอาเถอะครับ” ผมตัดบท “ช่างมันเถอะ พี่ก็โตแล้ว ถ้ายังหาเงินเลี้ยงผมอยู่ พี่อยากทำไรกับใครก็ทำได้เลย แค่อย่าให้ท้องมาก็พอ เพราะต่อให้ผมจะพยายามใจกว้าง แต่ก็ไม่อยากเลี้ยงลูกของพี่กับผู้หญิงคนอื่น”

พี่โปรดไม่พูดอะไร เขาไม่โต้ตอบ แต่คว้าข้อมือผมแล้วลากให้เดินตามจนมาถึงที่ลานจอดรถ ซึ่งผมก็ไม่ได้ขัดขืน รู้สึกดีเสียอีกที่ไม่ต้องเห็นเขาระเบิดอารมณ์ใต้ตึกคณะที่ต่อให้เย็นๆ อย่างนี้จะร้างผู้คน แต่ก็ยังถือว่าเป็นที่สาธารณะอยู่ดี

“ปลื้ม” พี่โปรดพูดขึ้นเมื่อขึ้นนั่งประจำที่คนขับเรียบร้อย “เรื่องหมอปราณน่ะ จบได้มั้ยวะ”

“ได้ครับ” ผมรู้ว่าผมรับปากไปส่งๆ อย่างนั้นเอง

“ปากก็พูดอย่างนี้แล้วก็เอามาทะเลาะกันทุกที”

“พี่คิดดีๆ นะพี่โปรด” ผมว่ากลับทันควัน “คิดดีๆ นะครับว่าทุกครั้งที่ผมพูด ก่อนหน้านั้นมันมีอะไร”

“มันไม่มีอะไร”

“พี่นั่งกินข้าวกับเขาเหมือนคนเป็นแฟนกัน คนทั้งโต๊ะเขาก็แซว แซวอย่างกับไม่รู้ว่าพี่มีแฟนแล้ว ตอนนั้นผมเป็นอะไรในชีวิตของพี่เหรอพี่โปรด ผมอยู่ตรงไหน หรือผมกลายเป็นแค่ไอ้โง่ที่เอาแต่รักพี่ข้างเดียวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว พี่จะไปกับใคร จะทำอะไรผมก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามอย่างนั้นเหรอ”

“ขุดเก่งไอ้สัส” เขาตวาดกลับ “เรื่องตั้งแต่ปีมะโว้”

“ปีมะโว้ที่เหมือนกลับมารีรันช่วงสงกรานต์ก็อย่ามาพูดว่าเรื่องเก่า”

“ก็มันไม่มีอะไรไงปลื้ม ไม่เข้าใจไงวะ แค่กินข้าว ไม่ได้ไปเอากัน!”

“แต่พี่ก็รู้สึกดีใช่ไหมที่ได้ไปกินข้าวกับเขา”

“จะให้ตอบว่าดีให้ได้เลยใช่มั้ย”

“ตอบตามที่พี่รู้สึกสิครับ จะประชดผมทำไม”

“ก็เจอเพื่อนร่วมงานเก่า จะให้รู้สึกไงวะ”

“พี่โปรด” ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้วจริงๆ “ผมอยู่กับพี่มากี่ปี แล้วทำไมผมจะไม่รู้ว่าผมเห็นอะไร”

“…”

“ระหว่างเราตอนนี้อาจจะไม่เหลือความรักอยู่แล้วก็ได้ อาจจะมีคนที่ทำให้หัวใจของพี่เต้นแรงมากกว่าผมแล้วก็ได้ แต่ผมก็รู้ว่าพี่จะไม่ทิ้งผมไปไหนหรอก ผมรู้เรื่องนี้ดีเลยครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมบอก ไม่ต้องปิดบัง ไม่ว่าเรื่องรองเท้าหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ในชีวิตของพี่ พี่บอกผมได้ ผมเป็นคู่ชีวิตของพี่นะ ถ้าพี่รู้สึกดีกับหมอปราณ แล้วมันเป็นความรู้สึกแค่นั้น ผมก็ไม่ว่าอะไร แค่ยอมรับกับผมตามตรง ตอนนี้ผมไม่เหมือนเมื่อก่อน ผมโตขึ้นแล้ว ไม่ใช่คนที่เอะอะก็บอกเลิกพี่หรอกครับ”

“มันเป็นแค่ความรู้สึกของผู้ชายที่ได้อยู่ใกล้คนสวย นิสัยดี ไม่มีอะไรเกินกว่านั้นเลยปลื้ม”

“ผมอยากจะเข้าใจความรู้สึกนี้นะครับ แต่เพราะผมไม่เคยมองใครเลย”

ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ที่จริงก็ไม่ยุติธรรมตั้งแต่ที่ผมเป็นฝ่ายตามหึงหวงแล้ว

“ก็...ลองมองดูบ้างก็ได้”

ผมหัวเราะเบาๆ กับคำพูดของเขา ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่พูดอย่างนี้หรอก

“ครับ งั้นผมคงต้องลองออกจากบ้านไปเที่ยวบ้างแล้วล่ะ เผื่อจะเจอคนที่ทำให้ผมเข้าใจความรู้สึกของพี่ได้”

พี่โปรดไม่พูดอะไรต่อจากนี้เลย เขาไม่พยักหน้ารับรู้และไม่แม้แต่จะหันมามองผม เขาทำเพียงสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วตั้งใจขับรถเพื่อพาเรามุ่งหน้ากลับบ้านที่เราอาศัยอยู่ด้วยกันมานานหลายปี

สถานที่ที่เป็นของเรา พื้นที่ที่มีแต่ความทรงจำของเรา ด้วยเหตุนั้นระหว่างเราจึงมีความผูกพันที่ในตอนนี้อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เรามีต่อกัน เพราะแม้แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าความรู้สึกที่หลงเหลือต่อตัวเขานั้นใช่ความรักหรือไม่

เพราะไม่คิดจะแยก ผมไม่เคยคิดจะแยกความรู้สึกเหล่านี้ออกจากกันเหมือนกับที่ไม่เคยคิดจะแยกจากเขา

 

…TBC…

ความคิดเห็น