เอส ดับเบิ้ลเอส
facebook-icon

#เยลของยักษ์ เยลเมียผู้ไม่สู้คน แต่ถนัดนักตบผัว!!!

#เยลของยักษ์ ๒๔ [100%]

ชื่อตอน : #เยลของยักษ์ ๒๔ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.8k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2562 12:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
#เยลของยักษ์ ๒๔ [100%]
แบบอักษร

#เยลของยักษ์ ๒๔ 

[พี่ยักษ์] 

ผมใช้เวลาในการเดินทางมาต่างจังหวัดกับป่าอ่อนเกือบห้าชั่วโมง เพราะโรงพยาบาลที่พวกเราต้องไปกันอยู่ในตัวอำเภอที่ห่างไกลพอสมควร

มาถึงโรงพยาบาลผมกับป้าอ่อนก็เข้าไปเยี่ยมพ่อของเยลลี่ทันทีเป็นห้องพักแบบรวมตึกผู้ป่วยชาย เดินเข้าไปก็เจอคนเฝ้าเป็นผู้หญิงอายุราวสี่สิบต้นๆ เองครับ แต่คนที่นอนอยู่บนเตียงน่าจะอายุน้อยกว่าป้าอ่อนไม่กี่ปี

“อ้าวพี่อ่อน แล้วนั่นพาใครมาด้วยน่ะ”

“นี่คุณใหญ่เป็นลูกชายคนโตของเจ้านายฉันเอง” ป้าอ่อนเอ่ยตอบ จากใบหน้างุนงงเหมือนไม่ค่อยเต็มใจจะมองเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มในทันที “คุณใหญ่คะ นี่ผันเป็นแม่ของเยลลี่”

“สวัสดีครับ” ถึงจะไม่ค่อยชอบใจอยู่แต่อย่างน้อยๆ ผมก็ควรมีสัมมาคาราวะกับคนที่อายุเยอะกว่าตัวเองอยู่ดี

“หล่อนะเนี่ย”

“เจ้ายนต์มันเป็นยังไงบ้าง”

“อากาศยังทรงๆ อยู่นั่นแหละ แล้วเยลมันไม่มาด้วยเหรอ ฉันคิดถึงมันน่ะ ติดต่อไม่ได้เลย ไม่รู้ว่ามันทำงานเป็นยังไงบ้าง เงินที่ได้มาก็จะหมดแล้วด้วย”

“เยลให้แกมาตั้งห้าแสน แกใช้อะไรหมด”

“แหมพี่ เงินห้าแสนก็เอามาใช้เป็นค่ารักษาพี่ยนต์นั่นแหละ พี่ก็รู้ว่าโรคนี้ต้องใช้เงินเยอะ แถมตอนนี้แยมยังเรียนอยู่อีก” ผมได้แต่ยืนฟังและต้องเก็บอาการแบบสุดๆ ถึงจะอยากพูดมากยังไงแต่ก็ต้องเกรงใจป้าอ่อนกับพ่อของเยลลี่อยู่ดี

“ไม่ใช่ว่าแกเอาไปใช้อย่างอื่นด้วยเหรอ”

“พี่อ่อน!”

“มะ… เอ่อป้า ฉันซื้อข้าวมาฝากแล้ว” เสียงจากด้านหลังดังขึ้นมาทำให้บทสนทนาระหว่างป้าอ่อนกับแม่ของเยลลี่ขาดหายไปพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินแทรกเข้ามาแทน “ใครน่ะป้า"

”อ๋อ นี่ป้าอ่อน พี่สาวของลุงแกนั่นแหละ ส่วนนั่นคุณใหญ่ คุณเขาเป็นลูกเจ้านายป้าอ่อน”

“แกมีหลานด้วยเหรอ ทำไมฉันถึงไม่รู้ แกเป็นลูกคนเดียวไม่ใช่เหรอ” ป้าอ่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย

“มีสิพี่ ลูกของญาติๆ ฉันอีกที พี่จะสงสัยอะไร ช่วงนี้ก็ได้มันนี่แหละมาช่วยส่งข้าวส่งน้ำน่ะ”

“สวัสดีค่ะ” ดูจากการแต่งตัวคงใช่ย่อย แถมท่าทางยังอ่อยแบบเปิดเผยอีกต่างหาก

“ผมไปรอข้างนอกดีกว่าครับ” หันไปบอกกับป้าอ่อน

“ค่ะ”

ผมเลือกจะเดินออกมาข้างนอกแทนเพราะบรรยากาศข้างในไม่ค่อยจะโอเค ผมไม่ค่อยชอบให้ใครมามองจ้องนานๆ ตอนนี้ประมาณสิบโมงกว่าแล้วผมเลยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากะจะโทรหาเยลลี่สักหน่อยแต่ปลายสายกลับไม่มีการกดรับแต่อย่างใด ผมกดโทรย้ำอยู่หลายสายมากๆ ก็ยังไม่มีคนรับ

“ดื่มน้ำไหมคะ” มือที่ยกโทรศัพท์ต้องลดลงเพราะเสียงที่ดังอยู่ตรงหน้าพร้อมกับน้ำดื่มหนึ่งขวดที่ยื่นมา

“ไม่”

“ป้าผันให้ฉะ… เอ่อหนูมาดูแลนะคะ”

“ขอบใจแต่ไม่ต้อง” ผมว่าก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาแทน แต่ยัยนี่กลับไม่ยอมแพ้เดินมาดักหน้าผมอีกจนได้ “มีอะไร”

“หนูชื่อเล็กนะจ๊ะ”

“…” ผมเลือกจะไม่ตอบแล้วเดินเลี่ยงออกมาแทนแต่ก็ไม่วายวิ่งตามมาอยู่ดีจนผมต้องหยุดเดินพร้อมกับสีหน้าไม่พอใจ “อย่ามายุ่งกับกู!”

“เอ่อ…”

“คุณใหญ่คะ” เสียงของป้าอ่อนดังขึ้นมาทำให้ผมเลิกสนใจยัยนี่แล้วเดินไปหาท่านแทน

“ครับ”

“พ่อของเยลตื่นแล้วค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

ผมเดินตามป้าอ่อนเข้าไปด้านในอีกครั้ง แต่ก็ยังคงเจอแม่ของเยลลี่นั่งอยู่ ผมหันไปมองหน้าป้าอ่อนเป็นนัยๆ ทันที ท่านเองก็เข้าใจเลยช่วยพาผู้หญิงคนนี้เดินออกไป

“แค่กๆ คะ คุณเป็นใครเหรอครับ”

“สวัสดีครับ ผมชื่อใหญ่” ผมว่าก่อนจะเดินไปนั่งบนเก้าอี้ข้างข้างขอบเตียงใกล้ๆ กับท่าน “ผมเป็นคนรักของเยลลี่ครับ”

“คนรัก?” ท่านมองหน้าผมเหมือนไม่ค่อยเชื่อเลยครับ

“เรื่องระหว่างผมกับเยลอาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจแต่ผมก็อยากรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว วันนี้ผมเลยตั้งใจจะมาขอขมาและขอดูแลเยลลี่ครับ” ท่านเงียบไปเลยครับ ผมไม่รู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่จนกระทั่งมือข้างหนึ่งของท่านยื่นขึ้นมาผมเลยเอื้อมมือไปจับเอาไว้

“ผมเชื่อใจคุณได้ใช่มั้ย”

“ครับ”

“ขอบคุณจริงๆ ตั้งแต่ผมป่วยหนัก ผมก็แทบไม่ได้ดูแลลูกทั้งสองคนเลย ผมคงเป็นพ่อที่แย่มากที่ต้องอดทนมองการเลี้ยงดูแบบเห็นแก่ตัวของแยมและเยล”

“…” ผมไม่ได้พูดอะไรนอกจากเงียบและฟังท่านพูดออกมาแทน

“เยลมักจะเสียสละให้แยมเสมอ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมเองก็ต้องทนหลับหูหลับตาเพราะไม่อยากให้ลูกขาดพ่อและแม่ แต่การยอมของผมกลับทำให้ลูกๆ ต้องลำบาก แค่กๆ”

“ผมเชื่อว่าเยลไม่มีทางคิดแบบนั้นแน่นอนและเจ้าตัวคงเต็มใจทุกอย่าง”

“ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่แท้ๆ ของลูกผมหรอกนะ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากผม เธอเป็นพี่สาวฝาแฝดของเมียผม”

“แฝด?”

“ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอก แต่อยู่ด้วยกันไปนานๆ ผมถึงได้รู้ความจริง แต่มันก็เลือกอะไรไม่ได้อีกแล้ว ระยะเวลาหลายปีเธอก็ดูแลลูกๆ ของผมมาอย่างดี แม้ผมจะไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงว่าเพราะอะไรก็ตาม”

“…”

“ถ้าตอนนี้เยลจะเจอคนดีๆ ผมก็ดีใจเพราะเยลจะได้ออกไปจากพวกเราแล้วใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสักที ผมเองก็หวังว่าสักวันแยมจะสามารถเดินออกไปได้เหมือนกัน ลำพังผมตอนนี้ก็แทบจะเอาตัวเองไม่รอดแล้ว คงไม่มีปัญญาช่วยอะไรลูกได้อีกแล้ว” น้ำเสียงของท่านที่เอ่ยออกมามีแต่ความรู้สึกผิด หยาดน้ำตาไหลออกมาในทันที ผมรู้ว่ามันยากที่จะเข้าใจ ถึงอยากจะโทษท่านมากแค่ไหนแต่ก็คงทำไม่ได้เพราะท่านย่อมมีเหตุผลที่เลือกทำแบบนี้อย่างแน่นอน

“ผมสัญญาว่าจะดูแลเยลให้ดีที่สุด ส่วนพี่สาวของเยลผมจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ละกันครับ”

“ผมต้องขอบคุณคุณมากจริงๆ ต่อไปผมคงนอนตายตาหลับแล้ว”

“ตอนนี้พี่สาวของเยลอยู่ที่ไหนเหรอครับ”

“แยมคงอยู่ที่บ้านน่ะ เธอร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเลยอยู่ในที่ที่มีเชื้อโรคเยอะได้ไม่นาน”

“ครับ”

“ผมฝากเยลด้วยนะ อย่าทิ้งลูกสาวผมนะครับ” ท่านออกแรงบีบฝ่ามือผมพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลออกมา แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันใจมากกว่าครับ

คุยกับพ่อของเยลลี่เสร็จเรียบร้อยพยาบาลก็เอายาเข้ามาให้ท่านกินก่อนจะนอนหลับไปอีกรอบผมเลยเดินออกมาด้านนอกซึ่งมีป้าอ่อนยืนรออยู่

“เป็นยังไงบ้างคะ”

“ไว้เราคุยกันระหว่างทางกลับบ้านดีกว่านะครับ ตอนนี้ผมอยากเจอพี่สาวของเยล”

“งั้นไปที่บ้านกันก่อนละกันค่ะ”

“ครับ”

ผมขับรถออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับไปที่บ้านของเยลลี่ต่อ อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลหลายกิโลเมตรเลยครับ พอมาถึงก็เจอบ้านไม้สองชั้นในละแวกใกล้เคียงก็มีบ้านหลังอื่นๆ อยู่ด้วย ป้าอ่อนให้ผมจอดรถด้านหน้าแทนก่อนจะพากันเดินเข้าไป

“นังแยมน้ำดื่มของฉันได้หรือยัง” เดินเข้าไปไม่ทันถึงหน้าบ้านดีเลยครับได้ยินเสียงเรียกเหมือนจิกหัวใช้ดังขึ้นมาซะแล้ว

“ได้แล้วค่ะ”

“แล้วมื้อเที่ยงล่ะ เมื่อไหร่แก่จะไปเตรียม”

“แต่…”

“แต่อะไร? มันเป็นหน้าที่ของแก่นะ”

“พอแล้วนังเล็ก แกจะไปดุมันทำไมนักหนา”

“ก็ดูมันสิ ทำตัวปวกเปียกอยู่นั่นแหละ ท่าทางไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรเลย ป้าจะทนประคบประงมมันทำไม”

“นังเล็ก!”

“แม่คะ แยมอยากไปเยี่ยมพ่อ”

“แกจะไปทำไมร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงอยู่”

“แต่ว่า…”

“ไม่ต้องพูดมากแล้ว รีบไปเตรียมมื้อเที่ยงได้แล้ว”

“ค่ะ”

ผมกับป้าอ่อนยืนฟังบทสนทนาเหล่านั้นเงียบๆ โดยไม่มีใครเอะใจที่จะหันมามองเลยสักคนจนป้าอ่อนทนไม่ไหวท่านถึงได้เดินเข้าไปข้างในแทน

“อ้าวพี่อ่อน คุณใหญ่”

“ปกติแกรักแยมจะตายไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงปล่อยให้หลานมาโขกสับได้ล่ะ” ป้าอ่อนถามเสียงนิ่งๆ

“โขกสับอะไรกันล่ะพี่ มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว นังเล็กก็แค่พูดเสียงดังใส่น้องเท่านั้นแหละ”

“เหรอ?”

“แล้วนี่พี่มีอะไรกันหรือเปล่าถึงพาคุณใหญ่มาที่นี่ได้น่ะ”

“ไม่ใช่เรื่องของแก” ป้าอ่อนสวนกลับไปทันที ทั้งคู่ก็พากันหน้าเสียไปเลยครับ “เข้าไปข้างในกันดีกว่าค่ะ” ป้าอ่อนหันมาบอกกับผมก่อนจะพาเดินตามแยมเข้าไปในครัว

“พี่เล็กอยากได้อะไรเพิ่มเหรอคะ”

“นี่ป้าเองลูก” ป้าอ่อนพุดขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่แยมหันกลับมามอง วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าผมถึงกับอึ้งไปเลยครับ หน้าเหมือนกันโคตรๆ แต่ดูเหมือนคนพี่จะอ่อนแอกว่าเยอะ

“ป้าอ่อน” แยมวางมือจากของตรงหน้าก่อนจะวิ่งเข้ามาสวมกอดป้าอ่อนทันที “เยลล่ะคะ เยลมาด้วยไหม หนูคิดถึงน้อง”

“เยลไม่ได้มาด้วยหรอกลูก”

“น้องสบายดีไหมคะ เป็นยังไงบ้าง”

“สบายดีจ้า แล้วเราล่ะเป็นยังไงบ้าง”

“หนูสบายดีค่ะ แต่ว่าพ่อ…” สีหน้าดูเศร้าลงทันทีที่พูดถึงพ่อ ผมอาจจะรู้สึกไม่ค่อยชอบผู้หญิงคนนี้ในตอนแรกๆ แต่พอได้เห็นสภาพความเป็นอยู่จริงๆ ความรู้สึกมันก็เริ่มเปลี่ยนไป

“ป้าเพิ่งกลับมาจากเยี่ยมพ่อเข้าน่ะ ตอนนี้อาการยังทรงๆ อยู่”

“ค่ะ แล้วนี่…”

“อ๋อ นี่คุณใหญ่ คนที่เยลไปทำงานอยู่ด้วยนะ”

“สวัสดีค่ะ ขอบคุณนะคะที่รับเยลเข้าทำงาน” ยกมือไหว้ผมพร้อมกับรอยยิ้ม

“อืม” ผมตอบกลับเพียงเท่านี้

“มีอะไรก็ออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่านะคะ” เสียงจากด้านหลังดังขึ้นมา แต่กลับไม่มีบทสนทนาตอบกลับนอกจากป้าอ่อนจะจับมือแยมเดินออกไป ส่วนผมก็เดินตามออกไปติดๆ

“นังเล็กแกไปทำกับข้าวต่อสิ”

“เล็กเหรอ?”

“เออ!”

“แกก็ไปช่วยด้วยสิ ฉันมีเรื่องจะคุยกับแยม”

“แต่…”

“นังผัน!”

“จ้าๆ ฉันไปก็ได้จ้ะ” สีหน้าเหมือนไม่ค่อยเต็มใจอยากจะไปเลยครับ แต่ก็ต้องจำใจเดินออกไป

“เยลส่งเงินมาให้เราได้ใช้บ้างหรือเปล่า”

“เงินอะไรเหรอคะ” ได้ยินแบบนี้ก็พอจับใจความได้บ้างแล้วครับ

“ไม่มีอะไรหรอก แล้วนี่หลานแม่เรามาอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่”

“หลังจากเยลไปกรุงเทพ หนูก็ไปเรียนพอกลับบ้านมาก็เจอพี่เล็กอยู่ด้วยแล้วนะคะ”

“นังผันนี่มันยังไงกันนะ”

“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะป้า ดีซะอีกพี่เล็กจะได้ช่วยดูพ่อด้วย” ได้ฟังและเห็นอะไรแบบนี้ความรู้สึกมันบอกว่าไม่ต่างกันทั้งพี่และน้องเลยครับ ความคิดโคตรจะมองโลกในแง่ดีและดูเป็นคนอ่อนต่อโลกทั้งคู่ มักจะคล้อยตามและถูกรังแกได้ง่ายเสมอ

การได้พบกันระหว่างผมกับแยมดูเหมือนเด็กคนนี้จะไม่ได้คุ้นเคยหรือมีท่าทีอะไรนอกจากฝากความคิดถึงไปถึงน้องสาวเท่านั้น แล้วผมจะไปบอกยังไงล่ะครับในเมื่อการมาครั้งนี้ผมแอบเยลลี่มาน่ะ บอกไปมีหวังถูกทำหน้าแปลกๆ ใส่อีกแน่นอน เอาไว้ค่อยหาข้ออ้างอื่นแถแทนก็แล้วกัน

ผมกับป้าอ่อนไม่ได้อยู่กินข้าวด้วยหรอกครับพวกเราเลือกจะเดินทางกลับกันทันที ออกจากบ้านก็บ่ายสามแล้วกว่าจะถึงกรุงเทพคงมืดพอดี ระหว่างนั้นผมไม่ได้ติดต่อเยลลี่เลยตั้งใจว่าจะกลับไปหาที่คอนโดเลยทีเดียว

“ก่อนหน้านี้คุณใหญ่มีอะไรจะบอกป้าเหรอคะ”

“พ่อของเยลบอกกับผมว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่แท้ๆ ของเยลกับแยมหรอกครับ”

“คะ?”

“เธอเป็นพี่สาวฝาแฝด แต่ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมหรอกนะครับเพราะไม่ได้ถามท่าน”

“ป้าเองก็ไม่ได้อยู่ที่นี่เลยไม่รู้ตื่นลึกหนาบางอะไร นานๆ ป้าถึงจะกลับมาที่นี่ พอเห็นอย่างวันนี้แล้วก็อดสงสารแยมกับเยลไม่ได้ ถ้าเจ้ายนต์มันไม่อยู่แล้ว เด็กสองคนนี้คงลำบาก”

“ป้าพอจะช่วยผมได้หรือเปล่า ผมอยากได้คนที่ไว้ใจเพื่อช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลพ่อของเยลและส่งให้แยมเรียนต่อเอง”

“จะดีเหรอคะ”

“เรื่องพ่อผมเต็มใจครับ กับแยมผมช่วยเท่าที่ช่วยได้เท่านั้น ส่วนเยลผมก็ต้องดูแลอยู่แล้ว ฟังจากที่ป้าถามก่อนหน้านี้ เงินที่เยลได้จากแม่ผมไปคงไม่ถึงมือแยมหรอกครับ แถมผู้หญิงคนนั้นยังมีท่าทีเหมือนจะขอเพิ่มอีกต่างหาก”

“ป้าต้องขอบคุณคุณใหญ่มากๆ เลยนะคะ เยลโชคดีมากที่เจอคนดีอย่างคุณใหญ่”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เรื่องวันนี้ป้าอย่าเพิ่งบอกเยลนะครับ”

“ค่ะ”

ผมก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไรขนาดนั้นหรอกครับ แค่รู้สึกว่ามันถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้วมากกว่า ผมไม่รู้ว่าจะดีที่สุดหรือเปล่า แต่ทุกอย่างที่เลือกผมกลับเต็มใจเลือกเอง

* 

เกือบสองทุ่มผมขับรถมาส่งป้าอ่อนที่บ้านก่อนจะกลับคอนโด ระหว่างทางผมก็กดโทรหาเยลลี่ตลอดแต่กลับไม่มีคนรับสายจนผมต้องโทรไปสอบถามจากพนักงานแทนและได้คำตอบว่าเห็นเยลลี่เดินออกไปกับผู้ชายสองคนและไอ้สองคนที่ว่าคือเพื่อนของผมนั่นเอง

“ไอ้พวกเวร!” ผมสบถออกมาทันทีที่วางสายจากพนักงานตรงล็อบบี้คอนโด

ผมรีบขับรถจนมาถึงแต่กลับไม่เจอใครอยู่ในห้องสักคนเดียว มีแต่แมวครับและเสียงโทรศัพท์เครื่องที่ผมให้ไว้ยังคงดังอยู่จากการโทรออกของผม ผมเลยต้องเปลี่ยนเป้าหมายในการโทรออกแทนเป็นเบอร์ของไอ้นายสลับกับไอ้เดฟแต่พวกมันก็ยังไม่ยอมรับสายกันอยู่ดี สุดท้ายผมก็ทำได้แค่นั่งรอผ่านความมืดภายในห้องเท่านั้นครับ

แกร๊ก แอ๊ด… 

เหมือนการรอคอยจะสิ้นสุดลง พร้อมกับบทสนทนาเรียกของเมียผม…

“ห้องมืดมากเลยค่ะ สงสัยพี่ยักษ์ยังไม่กลับมา” น้ำเสียงเหมือนดีใจเลยครับ แต่ไม่รู้ว่าชะตาตัวเองกำลังจะขาด

“เฮ้อ! โล่งอก” เสียงถอนหายใจของไอ้เดฟดังขึ้นมา “เปิดไฟดิไอ้นาย”

“เออๆ” ทำงานกันเป็นทีมเลยครับ

พรึบ!

“เชี่ย!”

  

 

--100%--

เจอคำผิด ส่วนไหนงง รบกวนบอกหน่อยนะคะ เค้ารีบ 5555555 เดี๋ยวต้องออกไปธุระข้างนอกต่อ เลยปั่นอัปให้อ่านก่อน

ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น