-[TAKE]-

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 [Rewrite]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2561 18:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 5,820
× 52,200
แชร์ :
ตอนที่ 10 [Rewrite]
แบบอักษร

ตอนที่ 10

เป็นหนึ่งนั่งเฉยคางบนมือตัวเองที่ขอบหน้าต่างมองไปยังไร่องุ่นสุดลูกหูลูกตาทัศนียภาพเบื้องหน้าที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้และภูเขาผิดกับกรุงเทพที่มีแต่ตึกสูง เป็นหนึ่งอดยิ้มนิดๆ ไม่ได้เป็นมันเป็นความสุขเพียงสิ่งเดียวที่ได้รับ เขาเอื้อมมือข้างหนึ่งไปไปยังท้องฟ้าที่ถูกบดบังด้วยก้อนเมฆสีขาวสะอาดบ่งบอกอยากได้อิสระที่อยู่ไกลเกินเอื้อมถึง แต่ดูเหมือนว่าความสุขเพียงสิ่งเดียวที่เขามีอยู่ก็ถูกขัดขวาง

“ดูอะไร”


“เปล่าครับ”

“เป็นหนึ่งอยากไปที่ไร่องุ่นดูไหม”

“ไม่ครับ”

เขาไม่อยากไปไหนทั้งนั้น ถ้าไปก็คงถูกโกรธอีก ถ้าต้องเจ็บตัวอีกก็ไม่เอาแล้ว...

“พรุ่งนี้พี่จะพาไป”

“ครับ”

นี่ใช่ไหมเป็นสิ่งที่ผู้ชายคนนี้ต้องการ ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะทำให้...เป็นคนที่ไร้ชีวิต

แม็คจับให้หน้าของร่างบางซบอกลูบที่หัวอย่างแผ่วเบา เขาตัดสินใจว่าจะไม่ยอมปล่อย ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ให้หนี แต่ทำไมเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่ายที่ส่งสายตามองมาที่ตนแม้จะไม่พูดออกมาแต่ก็ดูออก เมื่อคิดว่าเป็นหนึ่งอยากหนีไปจากเขาหัวใจก็เจ็บแปลบ

แม็คหลับตาลงพยายามเก็บอารมณ์ไว้ในอก ไม่ใช่โกรธ แต่มันเป็นความหวั่นไหวที่เริ่มบอกว่าตัวเองกำลังจะใจอ่อน

“คุณแม็คคะ มีคนมาขอพบค่ะ” เสียงแม่บ้านที่ดังขึ้นเอ่ยเรียกจากด้านนอก จนแม็คต้องเดินไปเปิดประตู แม่บ้านหญิงวัยกลางคนยืนก้มหน้ารออยู่แล้ว

“ใคร?”

“เขาบอกว่าเป็นเพื่อนกับคุณแม็คค่ะ”

แม็คพยักหน้ารับเป็นการตอบว่าเข้าใจแล้ว ที่นี่เป็นที่อยู่ของเขา เป็นสถานที่เอาไว้พักผ่อนบางครั้ง คนที่รู้จักก็ส่วนมากจะมีแค่ไม่กี่คน หนึ่งในนั้นก็คือเพื่อนตัวดีทั้งสองคน

แม่บ้านที่เห็นดังนั้นก็เดินลงไปเพื่อไปรายงานกับแขกที่รออยู่ด้านล่าง

แม็คยังคงไม่ลงไปง่ายๆ เขาเดินไปกอดเป็นหนึ่งที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมอีกครั้ง จากนั้นก็สั่งให้เป็นหนึ่งอยู่ในห้อง ด้วยเกรงว่าเพื่อนทั้งสองคนจะพาหนีอีก

เมื่อแม็คออกไปจากห้องแล้ว เป็นหนึ่งก็ยังเหม่อมองไปด้านนอกเหมือนเคย พอคิดถึงพฤติกรรมของแม็คก็อดแปลกใจไม่ได้

ตั้งแต่วันแรกที่พามาอยู่แม็คก็ไม่เคยทำร้ายเขาอีก ถึงอีกฝ่ายจะมีความต้องการบ้าง แต่มันก็เป็นเรื่องปกติ ทว่าแม็คไม่เคยตีเขา อย่างดีก็เอาแต่ขู่ ถึงอย่างนั้นเป็นหนึ่งไม่ไว้วางใจ ผู้ชายอย่างแม็คเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนตามอารมณ์ไม่ทัน หากวันดีคืนดีคิดอยากตีเขาอีกจะทำยังไง เป็นหนึ่งอดคิดไม่ได้ว่าอยู่กับแม็คแล้วสักวันเขาต้องเป็นโรคประสาทแน่

และมันก็อาจจะเป็นอย่างนั้น...

เป็นหนึ่งหยิบมีดขนาดเล็กที่แอบซ่อนเอาไว้ออกมาจากกระเป๋า เอาเก็บซ่อนเอาไว้ไม่ให้แม็คได้เห็น เมื่อไร้ซึ่งหนทาง มีทางเดียวที่จะหนีรอดไปจากแม็คได้

เป็นหนึ่งน้ำตานองหน้า...

แรงกดแค่เพียงหนึ่งครั้ง เป็นหนึ่งก็รู้สึกถึงความเจ็บที่ข้อมือด้านซ้ายทันที


แม็คมองคนแปลกหน้าที่มาเยือนบ้านตัวเอง ทีแรกคิดว่าเป็นขุนแผนกับไรอัน ทว่าพอลงมาก็พบว่าเป็นคนแปลกหน้าที่เขามั่นใจว่าไม่รู้จัก

“มึงเป็นใคร”

มารยาทต่ออาคันตุกะนั้นไม่มีให้เห็นจากผู้เป็นเจ้าของบ้าน

ในเมื่อเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง และอีกอย่างแม็คก็รู้สึกไม่พอใจที่เห็นคนอื่นมาอยู่ในบ้านของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต

ชายหนุ่มนัยน์ตาสีมะฮอกกานี รูปร่างสูงสมส่วน มองแม็คด้วยสีหน้าเอาเรื่อง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเอง และไม่รอให้คนตรงหน้าได้ทันตั้งตัวเขาก็จัดการใช้หมัดหนักชกไปที่แก้มด้านขวาของแม็คโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว แน่นอนว่าเขาไม่ได้มาเพื่อมาคุยตั้งแต่ครั้งแรก แต่เขามาเพื่อที่จะหาเรื่องอีกฝ่ายต่างหาก!

แม็คเช็ดเลือดที่มุมปากก่อนที่จะชกกลับอย่างไม่รีรอจากนั้นก็ยกขาขึ้นสูงตั้งใจจะจัดการคนตรงหน้า ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นคนเริ่ม ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ

ชายหนุ่มก้าวถอยหลังหนีสองสามก้าว เขาทำหน้ายียวนอีกฝ่าย สายตาก็มองไปยังแจกันที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเท่าไหร่นัก เมื่อเห็นว่าแม็คกำลังเข้ามาใกล้ก็รีบคว้าแจกันใบนั้น

เพล้ง***!***

แม็ครู้สึกมึนงงชั่วขณะ เขาเอามือกุมตรงศีรษะที่รู้สึกเจ็บ สัมผัสได้ถึงความอุ่นของเลือด โทสะที่มีก็พลุ่งพล่านยิ่งกว่าเก่า เขามองคนแปลกหน้าด้วยความแค้นเคือง

“มึง!”

ในขณะนั้นเองก็มีอีกสองคนเข้ามาในบ้านของเขา สองคนคือชายที่อยู่ในชุดผู้พิทักษ์สันติราช ไม่นานหลังจากนั้นร่างของเขาก็ถูกจับกดลงกับพื้น

“กูลืมบอกว่าพาตำรวจมาด้วย”

แม็คกัดฟันกรอดด้วยความโมโห เขาพยายามลุกขึ้นเพื่อจัดการกับอีกฝ่ายให้หายแค้น ทว่าสายตาของเขาก็มองไปเห็นเป็นหนึ่งกำลังถูกอุ้มจากผู้ชายอีกคน ความเดือดดาลยิ่งมีมากขึ้นเป็นทวี เขาเปล่งเสียงร้องเรียกเป็นหนึ่งอยู่หลายครั้ง แต่ไร้ซึ่งเสียงตอบรับกลับมา

สิ่งที่แม็คเห็นมีเพียงรอยเลือดจากข้อมือของเป็นหนึ่ง


เป็นหนึ่งลืมตาขึ้นมาช้าเห็นเพดานสีขาว แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ว่าที่นี่คือโรงพยาบาล เป็นหนึ่งยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งมองไปรอบห้องที่ไม่คุ้นเคยทำให้ร่างบางขมวดคิ้วสมองสั่งการให้เรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขารู้สึกเจ็บที่ข้อมือด้านซ้าย พอมองดูก็พบว่าตรงรอยแผลมีผ้าพันแผลพันเอาไว้เรียบร้อย ก่อนที่จะหมดสติไปก็จำได้ว่าได้ยินเสียงโครมใหญ่ดังมาจากด้านล่าง เป็นหนึ่งจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น จึงได้พยายามเค้นสมองคิดโดยที่ไม่ทันสังเกตว่าใครอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง

“เป็นยังไงบ้าง”

เป็นหนึ่งสะดุ้งตัวหนีเขยิบร่างกายไปที่หัวเตียงอย่างเร็วมองคนแปลกหน้าที่ตนไม่รู้จัก

“อย่าทำอะไรผมเลยนะ”

สองมือเล็กพยายามยกมือขึ้นมาไหว้แนบอก กลัวที่จะเหตุการณ์แบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะถ้าเป็นแบบนั้นเขาคงทนไม่ได้แน่ๆ

หน้าตาที่หวาดกลัวของคนตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มหยุดชะงักเล็กน้อย เขากำมือแน่นพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ความโกรธครอบงำ เขาไม่ได้โกรธเป็นหนึ่งที่หนีเขา แต่เขาโกรธตัวต้นเหตุที่ทำให้ต้องเป็นอย่างนี้

“เป็นหนึ่งไม่ต้องกลัวพี่ไม่ทำอะไร พี่มาดี” ชายหนุ่มหวังว่าคนตรงหน้าจะเชื่อ แม้ว่ามันจะดูไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อเห็นว่าเป็นหนึ่งยังไม่คลายความกังวล เขาจึงไม่ขยับไปหาอีกเพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไว้วางใจ

“คุณเป็นใคร” เป็นหนึ่งอยากรู้ ถึงว่าเขาจะสงสัยอยู่มากก็เถอะ

“พี่ชื่อเคียว” เคียวตอบพร้อมไปนั่งที่ข้างเตียง

เป็นหนึ่งสะดุ้งตัวอีกครั้งอย่างระแวงกลัวว่าอีกคนจะทำอะไร

“พี่เป็นพี่ชายของเป็นหนึ่ง”

!!

เป็นหนึ่งไม่เชื่อหูตัวเอง มันจะเป็นไปได้ยังไง เขาเป็นลูกคนเดียวไม่ผิดแน่ เขาอยู่กับแม่มาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมีพี่น้องมาก่อน

เคียวที่เห็นคนตรงหน้าทำหน้าไม่เชื่อ จึงได้พูดอีกครั้ง

“เราเป็นพี่น้องกัน เป็นลูกคนละแม่”

“หมายความว่ายังไง?”

เป็นหนึ่งไม่เข้าใจอยู่ดี ผู้ชายคนนี้ต้องโกหกเขา...

“ผมไม่เชื่อ คุณหลอกผม คุณมาหลอกผมใช่ไหม”

เคียวเห็นน้องตัวเองปฏิเสธก็เจ็บหัวใจเหลือเกิน ทว่าภายในใจของเขานั้นโกรธแค้นแม็คเป็นอย่างมาก ผู้ชายสารเลวคนนั้นทำให้น้องของเขาหวาดระแวงถึงขนาดนี้ จนถึงขนาดคิดสั้น หากเขาไม่ไปช่วยซะก่อนป่านนี้ก็คงเกิดเรื่องร้ายขึ้นแล้ว

“ยังไม่เชื่อก็ไม่เป็นอะไร เลือดออกแล้ว เดี๋ยวพี่ไปตามหมอมาดูอาการ”

เด็กหนุ่มมองไปที่ข้อมือตัวเอง ก็พบว่าตรงสายน้ำเกลือมีเลือดไหลซึมออกมา เขาไม่พูดตอบโต้แต่กลับนั่งกอดเข่าตัวเองแน่นด้วยความกลัว

ไม่นานหลังจากนั้นก็มีหมอมาดูอาการ เป็นหนึ่งถูกรักษาอย่างดี เมื่อมีคนมาอยู่ด้วยจึงเริ่มวางใจมากขึ้น แต่ด้วยความที่ถูกทำร้ายมานานก็ทำให้บางครั้งหวาดระแวงอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่งหมอตรวจอาการเสร็จก็ออกไปด้านนอก ภายในห้องจึงเหลือเพียงเขาและผู้ชายตรงหน้าเท่านั้น

จนกระทั่ง...ผู้ชายอีกคนก็เข้ามาในห้อง

เป็นหนึ่งมองอย่างหวาดๆ เขาขดกายหนีอัตโนมัติ

“อย่าทำอะไรผมนะ”

ร้องขอคนแปลกหน้า เขากลัวแล้ว เขาไม่ไหวแล้ว...

คาลอส รู้สึกเจ็บปวด เขาไม่กล้าเดินเข้าไปหาเป็นหนึ่งด้วยซ้ำ ได้แต่ยืนอยู่ปลายเตียง เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเป็นหนึ่ง ไม่ใช่แค่เพียงในรูปถ่าย

“พ่อ...พ่อไม่ทำอะไรหนึ่ง”

เป็นหนึ่งเงยหน้าขึ้นมอง...

ผู้ชายคนนี้บอกว่าตัวเองเป็นพ่อของเขา...

เป็นหนึ่งแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ชายร่างสูงที่อ้างว่าเป็นพ่อกำลังมองลูกชายที่กำลังตกใจและเขาเองก็คาดการไว้แล้วว่าเหตุการณ์อย่างนี้มันต้องเกิดขึ้น

“พ่อเฝ้าตามหาลูกมาสิบเจ็ดปี มันช่างนานเหลือเกินจนเกือบถอดใจ”

เป็นหนึ่งยังคงไม่เชื่อ มันจะเป็นไปได้ยังไง คนพวกนี้ต้องเล่นตลกกับเขาแน่

“ทุกอย่างมันเป็นความผิดของพ่อเอง”

ชายวัยกลางคนเอ่ยก่อนที่จะหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ รูปใบเก่าแต่ยังคงสภาพไว้เหมือนแต่ก่อน ภาพหญิงสาวสองคนที่ยืนเคียงข้างกันยิ้มแย้มอย่างมีความสุข

“พ่อจะเล่าทุกอย่างให้ลูกฟัง”


******************************


ถึงคารอส

ถ้าคุณอ่านจดหมายฉบับนี้ ก็แสดงว่าฉันไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว ไม่ต้องการให้คุณมายกโทษให้ แต่ฉันขอแค่อย่างเดียว

เป็นหนึ่ง...ลูกของคุณกับพี่สาว ฉันอยากให้ดูแลแกให้ดี ในส่วนที่ฉันเคยทำผิดพลาด รักเป็นหนึ่งให้มากกว่าที่ฉันรัก ฉันไม่อยากให้ลูกอยู่คนเดียว อย่าให้เขาต้องร้องไห้อีก เขาเจ็บเพราะฉันมาเยอะแล้ว จึงอยากให้คุณช่วยดูแลแทนในส่วนของฉันด้วยและสุดท้ายช่วยบอกกับเขาด้วยว่า ขอโทษที่ไม่ได้บอกด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะยังไงเขาก็เป็น

'ลูกชายที่ฉันรักที่สุด' ฉันขอคืนเป็นหนึ่งให้กับคุณ...

น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างดวงตาที่แดงก่ำจากการร้องไห้ เป็นหนึ่งเหมือนถูกมนต์สะกดไม่ให้ขยับ มือที่กำลังสั่นจนแทบจะอ่านไม่เป็นภาษา สติเลือนรางจนไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกหลังจากนี้ ทันทีที่ได้อ่านจดหมายอีกฉบับที่ส่งมาถึงผู้เป็นพ่อ

“พ่อทำผิด พ่อรักแม่ของลูก และรักเธอคนนั้นไปพร้อมๆ กัน พ่อไม่อาจเลือกได้”

คารอสรู้สึกว่าตัวเองได้ทำผิดพลาดไปแล้ว...

เมื่อตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น ได้หลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเป็นคนรักที่คารอสอยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต จนกระทั่งได้พบกับน้องสาวอีกคนที่เป็นฝาแฝดของคนรัก แต่พวกเธอเป็นแฝดคนละฝา จึงทำให้ดูแตกต่าง เธอดูแตกต่างจากพี่สาวของเธอมาก อ่อนแอกว่า และอ่อนต่อโลกมากกว่า ความไร้เดียงสานั้นทำให้คารอสเริ่มไม่อาจควบคุมหัวใจตัวเองได้อยู่

จากความใกล้ชิดสนิทสนมก็เกิดกลายเป็นความรักต้องห้าม เขาหลงรักเธอทั้งที่รู้ว่ามันผิด เมื่อไม่อาจห้ามใจได้ก็กลายเป็นความเลยเถิด และในที่สุดความลับที่ถูกปกปิดก็เปิดเผย เมื่อน้องสาวของคนรักได้ตั้งท้อง...ลูกในท้องก็คือเป็นหนึ่ง

คารอสจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำเอาไว้ แม้ว่าภายในใจส่วนหนึ่งเขาจะยังรักอีกคนอยู่ด้วยก็ตาม

“พ่อได้แต่งงานกับแม่ของลูก แต่ว่า...” คารอสหลุบตาลง เขากำมือแน่นเมื่อคิดถึงอดีต

“แม่ก็พาผมหนีออกมา”

เป็นหนึ่งกำจดหมายในมือเอาไว้แน่น เขารับรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น...

แม่ของเขาที่โดนหักหลังจากคนรักและน้องสาวคงทนไม่ได้ จึงได้พาเขาที่เป็นลูกหนีออกมาเพราะหวังแก้แค้นให้คนสองคนได้รู้สำนึกถึงความเจ็บปวดที่โดนหักหลังอย่างเลือดเย็น

“พ่อขอโทษ”

“คุณไม่ต้องขอโทษผม คนที่ควรขอโทษเป็นแม่ผมต่างหาก” เป็นหนึ่งไม่ได้เกลียดแม่ตัวเองสักนิด แต่เขารู้สึกสงสารแม่จับหัวใจมากกว่า

คารอสเงียบ มันเป็นอย่างที่เป็นหนึ่งพูด คนที่เขาสมควรไปขอโทษคืออดีตคนรัก เขาทำผิดกับเธอเอาไว้มากจริงๆ เป็นเขาที่ไม่หักห้ามใจตัวเองตั้งแต่แรก จนทำให้เรื่องทุกอย่างเลยเถิดมาจนถึงขนาดนี้

“แล้ว...แล้ว...แม่...” เป็นหนึ่งไม่แน่ใจว่าสมควรจะเรียกคนที่ให้กำเนิดว่าอะไรดี

“แม่ของลูก...เขาเสียไปแล้ว”

ตั้งแต่วันที่เป็นหนึ่งถูกขโมยไป แม่ของเป็นหนึ่งก็อ่อนแอลง ส่วนหนึ่งก็เพราะรู้สึกผิดต่อพี่สาว และด้วยสภาพร่างกายของเธอที่ไม่แข็งแรงมาตั้งแต่แรก ไม่ถึงหนึ่งปีหลังจากนั้นก็เสียชีวิต

เมื่อได้ฟังความจริงอีกข้อ เป็นหนึ่งก็เงียบ เขารู้สึกโหวงเหวงอย่างน่าประหลาด แม่ของเขาไม่อยู่แล้ว เธอเองก็จากโลกนี้ไปอีกคน

“กว่าพ่อจะได้อ่านจดหมายก็ผ่านมาหลายเดือน ตอนนั้นพ่ออยู่ต่างประเทศถึงได้ไม่รู้” คารอสกล่าวกับลูกชาย เขารู้สึกผิดที่ทำให้เป็นหนึ่งต้องมาทนทุกข์ “ยกโทษให้กับพ่อได้ไหมอดีตที่ผิดพลาดของพ่อ พ่อจะดูแลเป็นหนึ่งในส่วนของแม่ทั้งสองคนของลูกเองมาอยู่กับพ่อนะ”

คารอสจับหัวไหล่ของเป็นหนึ่งไว้แน่นก้มหน้าหลบน้ำตาที่ไหล รอคอยเพียงคำตอบจากปากลูกน้อยอย่างมีความหวัง

เป็นหนึ่งจ้องมองร่างของผู้ที่ได้ชื่อว่าพ่อ สองมือใหญ่ที่กุมหัวไหล่ไว้สั่นจนรู้สึกได้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังร้องไห้ เฉดเช่นเดียวกับตัวเองที่ดวงตาเอ่อล้นด้วยน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้างจนภาพเริ่มพร่ามัว ไม่มีเสียงสะอื้นออกมาจากลำคอคงเพราะร้องมาเป็นเวลานานจนไม่มีเสียง สมองทั้งสองซีกกำลังหนักอึ้งจนไม่สามารถรับรู้เรื่องราวอะไรได้อีกในตอนนี้ เขากำลังเหนื่อยกับชีวิตเหนื่อยกับชะตากรรมที่ต้องแบกรับ

...เจ็บไปทั่วร่างกายและหัวใจ

“…คุณ...พ่อ...” เป็นหนึ่งเอ่ยออกมาเสียงเบา

คารอสแทบไม่เชื่อในหูตัวเองจึงต้องถามกลับไปอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ดวงตาที่แสดงถึงความหวัง

“คุณพ่อ” เป็นหนึ่งพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียที่ดังมากกว่าเดิม

“เป็นหนึ่งขอบใจนะลูก ขอบใจที่ยอมรับพ่อ” คารอสจับลูกชายมากอดแน่นอีกครั้งอย่างดีใจ

‘แม่ครับ ผมจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามที่แม่ต้องการแต่ผมจะไม่ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอดีตเพราะผมจะจำมันไว้ใช้เตือนสติตัวเอง ขอบคุณที่เลี้ยงผมมาอย่างดี ขอบคุณที่ให้กำเนิดผม’

เคียวมองสองพ่อลูกที่กอดกันก็รู้สึกโล่งใจ เขากับเป็นหนึ่งไม่ใช่พี่น้องสายเลือดเดียวกัน อาจเรียกได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องถึงจะถูก พ่อของเขาเป็นพี่ชายของคารอส เมื่อตอนยังเด็กก็ได้มีโอกาสพบกันอยู่บ้าง จนกระทั่งวันหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พ่อแม่ของเขาได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กเพราะอุบัติเหตุ คารอสในตอนนั้นที่สูญเสียลูกชายพอดี จึงได้รับอุปการะเลี้ยงดู และเคียวก็กลายมาเป็นลูกบุญธรรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในขณะนั้นเคียวก็รู้สึกถึงแรงสั่นของเครื่องสมาร์ทโฟนที่อยู่ในมือ เขาเปิดหน้าจอขึ้นมาดู ใบหน้าหล่อเหลาก็กระตุกยิ้ม

เรื่องมันไม่จบแค่นี้หรอก!


******************************


สายตาคมมองไปที่บ้านหลังใหญ่ที่ไม่ได้กลับมาอยู่นานจนเกือบลืมไปว่ามีบ้านหลังนี้อยู่ ร่างสูงเดินลงมาจากรถด้วยท่าทางมาดมั่นพร้อมย่างก้าวเข้าไปในบ้านด้วยท่าทีที่ไม่สนใจใคร อันที่จริงเขาแทบไม่อยากมาเหยียบบ้านนี้ด้วยซ้ำ

“กลับมาเหยียบบ้านได้ด้วยเหรอ” ชายร่างสูงที่ดูมีอายุพูดขึ้นขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟาก่อนที่จะพับเก็บลงมองลูกชายตัวดี “ฉันรู้นะว่าแกไปทำอะไรไว้ที่ไหนบ้าง ตอนแกอยู่ที่คอนโด”

“แล้วพ่อจะสนใจทำไม รู้ไปก็เท่านั้น ไม่มีใครห้ามผมได้”

“แล้วไอ้ที่แกไปฉุดลูกชายชาวบ้านเค้ามา ถ้าไม่ได้ฉันที่ช่วยแก จ้างคนให้เอาเงินไปปิดปากไอ้คนที่เห็นเหตุการณ์ ป่านนี้แกคงไม่มายืนตรงนี้หรอก!”

“อ้อ งั้นผมต้องขอบคุณสินะครับคุณพ่อที่กรุณาช่วยผมจนไม่อยากเสียชื่อถ้าใครๆ รู้ว่าลูกชายถูกจับเพราะข้อหาข่มขืน” แม็คพูดประชด “ถ้าพ่อไม่ได้ห่วงผมพ่อก็ไม่ต้องมาแสดงละคร ตอนที่ผมอยู่โรงพยาบาลพ่อยังไม่เคยไปหาเลย แล้วตอนนี้จะมาห่วงอะไร ก็แค่ชื่อเสียงที่ต้องเสียไปเท่านั้นเอง”

“แก!”

มอส ชายวัยกลางคนเป็นนักธุรกิจชื่อดังถึงกับสะอึกในอกเหมือนกับเพิ่งคิดได้มองหน้าลูกชายที่นานครั้งกว่าจะได้พบกันทีด้วยแววตาปวดร้าว ลูกชายคนเดียวของเขายังเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน ทั้งก้าวร้าวและรุนแรง

“มันไม่ใช่อย่างที่แกคิด พ่อไม่เคยไม่เป็นห่วงแก แกเป็นลูกของพ่อ”

“ครับ ผมจะพยายามเชื่อ”

มอสเริ่มตั้งสติตัวเอง ยังซะพวกเขาก็เป็นครอบครัวเดียวกัน อีกอย่างแม็คเองก็เป็นลูกชายของเขา หากต้องมาทะเลาะกันคงไม่ดีแน่

“พ่อจะไม่คาดคั้นแก แต่ขออย่างเดียว อย่าสร้างเรื่องอีก”

“ผมไม่ทำให้พ่อเดือดร้อนหรอกน่า เรื่องของผม ผมจัดการเองได้”

“พ่อไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น แต่พ่อเป็นห่วงแก แกเป็นลูกพ่อ” มอสบอกความรู้สึกตัวเองออกไป ในเมื่อแม็คเป็นลูกของเขา จะไม่ให้เขาเป็นห่วงแล้วปล่อยปละละเลยได้ยังไง

“ผมขอตัว”

พูดจบแม็คก็เดินหันหลังกลับไปขึ้นห้องทันที

ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกมันไม่ดีเท่าไหร่นัก เรียกได้ว่าเหมือนคนแปลกหน้าก็ว่าได้ ในเมื่อนานทีปีหนกว่าจะได้พบหน้ากันสักครั้งหนึ่ง ถ้าไม่เกิดเรื่องทีก็ไม่เห็นหน้า

แม็คทิ้งตัวลงบนที่นอนตัวเอง มองไปรอบห้องที่ยังเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ห้องนอนของเขายังถูกทำความสะอาดอย่างดีอยู่เสมอ แม้ว่าจะไม่ได้กลับมาอยู่เลยก็ตาม

นับตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น เขาไม่ได้เจอกับเป็นหนึ่งอีกเลย เขาก็รู้สึกโหวงภายในใจ แม็คจำได้เพียงแค่ว่าเห็นรอยเลือดตรงข้อมือของเป็นหนึ่งเท่านั้น


ความคิดเห็น