เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ชื่อตอน : 72.2 สิ้นหวัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 47

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ย. 2562 23:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
72.2 สิ้นหวัง
แบบอักษร

นี่ทำไมยังมีชีวิตอยู่หรอ? 

         . 

         . 

         . 

         นี่ที่นี่คือที่ไหน? 

         . 

         . 

         . 

         นี่ทุกคนหายไปไหนหรอ? 

         . 

         . 

         . 

         นี่… 

         . 

         . 

         . 

         ไม่ไหวแล้ว.. 

         . 

         . 

         . 

         ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คนอื่นๆหายไปหมด ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ข้าอยู่ที่นี่ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเป็นแบบนี้ ทรมาน.. ทรมานเหลือเกิน ชีวิตมันทรมานขนาดนี้เลยหรือ ทำไมไม่มีใครมองเห็นข้า ทำไมไม่มีใครจับมือข้า ทำไมไม่มี.. ไม่มีใครเลย.. 

         ราวกำลังเดินฝ่าความมืดมิด โลกสีดำอันว่างเปล่าไร้แก่นสาร ไม่มีผู้คน ต้นไม้ สัตว์ตัวใด เพลาเนิ่นนาน นาน นาน เท่าใดมิมีใครรู้ โลกที่ไม่มีแม้นแต่แสงแห่งความหวัง ไม่มีแม้นแต่ความสิ้นหวัง ดินแดนอันว่างเปล่าราวนรก ไม่ว่าดิ้นรนเพียงใด ไม่ว่าพยายามมากเพียงใด ไม่ว่าจะตะเกียกตะกายหลั่งเลือดเพียงใด ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่มีวันหนีพ้น 

         ไม่ว่ายามหลับตา ไม่ว่ายามลืมตา ไม่ว่ามีใครเคียงข้าง กระนั้นทุกๆอย่างราวคำโกหก และเรื่องตลก  

         พยายามเพื่ออะไร..  

         สู้ต่อทำไม.. 

         “ใครก็ได้..” 

         ช่วยจบชีวิตข้าที… 

         . 

         . 

         . 

         ชีวิตที่ว่างเปล่า.. มีไปก็เท่านั้น.. 

         เพราะคิดว่าชีวิตไม่มีใครมองเห็นแล้ว ไม่มีใครยื่นมือช่วยแล้ว ไม่มีใครรักเราแล้ว.. ในเมื่อโลกทอดทิ้งนาง เหมือนน้ำฝนเม็ดหนึ่งที่ไม่มีค่าอะไรเมื่อเทียบกับผืนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ชีวิตหนึ่งค่อยๆหยุดก้าว และค่อยๆโรยราลงอย่างช้าๆ กระนั้นดอกไม้ที่ใกล้ตายอย่างเมรัยยังฝืนรั้งอยากเบ่งบาน อยากก้าวอีกครั้ง.. เพื่ออะไร.. เพื่อใคร.. นางไม่รู้เช่นกันว่าตนเองจะตอบคำถามนั้นอย่างไร เพราะนางโดดเดี่ยวเหลือเกิน  

         สาวน้อยที่ยอมแพ้ 

         สาวน้อยที่ไม่กล้าก้าวอีกครั้ง 

         สาวน้อยที่ใครหลายๆคนคิดว่านางเข้มแข็ง.. 

         ทว่าความจริงนางก็แค่เด็กตัวเล็กๆที่พยายามเสแสร้งแกล้งทำว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร 

         รู้ดีแก่ใจว่าตนเองไม่ไหวแล้ว.. กระนั้นยังฝืน ฝืนเพื่อช่วยใครสักคน ฝืนเพราะอยากทำให้โลกนี้สวยงาม ให้โลกนี้ยังมีหวัง 

         ความหวัง.. ความหวังที่นางไม่มีเหลือแล้ว.. 

         เงียบจังนะ..  

         เงียบเหลือเกิน.. 

         บางทีมันควรลงเอยแบบนี้ตั้งแต่แรกหรือเปล่านะ.. ตั้งแต่วันนั้น วันที่นางสูญเสียทุกสิ่ง ครอบครัว.. เพื่อน.. สิ่งสำคัญ.. 

         กลัว.. ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน ปีศาจที่ไล่ตามมิเคยห่าง ปีศาจที่พร้อมขับไล่ และข่มขวัญให้นางหวาดผวา และวิ่งหนีจากความจริง..  

         เจ็บจังนะ.. 

         อาเร๊ะ ข้าอยู่ที่ไหนเนี่ย.. อ่า.. เหมือนจะนึกได้นะ.. 

         เพล้ง เพล้ง เพล้ง 

         เสียงอะไรน่ะ..  

         ท่ามกลางโลกสีดำค่อยๆฉีกขาดเผยให้เห็นภาพความจริงเบื้องหน้าหมอผีน้อย แผ่นหลังเล็กจิ๋วยืนตระหง่าน ยืนหยัดอย่างกล้าหาญ แผ่นหลังที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง.. “..” อย่านะ..  

         ไม่นะ.. 

         “อย่า..” 

         อย่าไปนะ.. 

         “…” 

         แขนรู้สึกหนักอึ้งราวโดนหินทับ กระดูกแตกร้าวเริ่มสั่นเทิ้มจนอยากร้องไห้ กระนั้นหมอผีน้อยพยายามยกขึ้นแม้นไร้เรี่ยวแรง 

         อุ้งมือที่กางปลายนิ้วทั้งห้าจนสุดปลาย.. แม้นเจ็บปวดจนอยากปล่อยลง กระนั้นก็พยายามยืดให้ไกลที่สุด.. 

         ดั่งที่ผ่านมา.. ดั่งเช่นเมื่อก่อน.. ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน ไม่แม้นแต่..อนาคต.. 

         ฝ่ามือที่หมายจับกุมบางสิ่ง.. น้อยคนนักจะรู้นั้นคือสิ่งเดียวที่ทำให้เมรัยยัง..มีชีวิต 

         และแล้วมินานนัก ท่อนแขนอวบสิ้นแรงฝืน ให้ตกลง.. 

         ตุบ 

“..” 

อ่า.. 

“เหนื่อยจังนะ..” 

ชีวิตที่ไม่ต่างจากคนตาย แต่ละวันที่น่าเบื่อ และเงียบเหงา ทุกๆวันที่ตื่นมาแล้วสับสนว่าตนเองเป็นใคร ตลอดเวลาที่คิดว่าให้วันหนึ่งวันผ่านพ้นไปเร็วๆอย่างไม่มีค่า สูญสิ้นความหวัง กระนั้นก็แกล้งว่ามันยังเหลือเพื่อให้คนที่รักนางรู้สึกวางใจ.. รอยยิ้มแข็งทื่อปานหุ่นไล่กา รอยยิ้มที่หายไปเมื่อลับหลังผู้อื่น แววตาที่เคยสดใสค่อยๆหมองแสงลงกระทั่งมิเหลือความงามใดๆ ทำไมนางยังคงตื่นมานะ.. 

มีแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง รู้ๆว่ามันคงไม่สวยงามอย่างในนิทาน กระนั้นยังเลือก..เดินบนทางนี้นะ.. 

ทำไมนะ.. 

“คงเพราะมีพวกเจ้ากระมัง..” 

ริมฝีปากอวบอิ่มมีเลือดไหลหลั่ง ดวงตากลมใสหลุบต่ำอย่างอ่อนล้า แขนขาเจ็บ และชา เมรัยเจ็บจนมิอาจนอนหลับสบายๆให้แคทเธอรีนจัดการวิญญาณร้าย หมอผีน้อยอยากนอนหลับจริงๆนะ หลับแล้วทิ้งงานสำคัญให้คนอื่นทำ ใช้การนอนเพื่อหลีกหนีความจริง.. “แต่ว่านะ..” นารีกับเรไรต้องโกรธแน่ๆ ฮาๆ 

“โกรธที่ข้าต้องมาจบชีวิต..ตรงนี้” 

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ..  

“อยากมีชีวิตจัง..นะ” 

น้ำเสียงนางแหบพร่า.. 

“อยากมีชีวิตจัง..” 

ฮา ฮา..  

“ข้าอยากมีชีวิตละ..ฮาๆ” 

อยากกอดพวกเจ้า อยากมีอะไรกับพวกเจ้า อยากเล่นกับพวกเจ้า อยากเดินทางไปด้วยกัน อยากจับจูงมือกัน อยากคุยกัน อยากนอนด้วยกัน อยากเที่ยวด้วยกัน อยากอาบน้ำ อยากนั่งดูดาว อยากจับพวกเจ้าทุ่ม อยากทำอะไรด้วยกันอีกเยอะๆ.. เพราะข้ารักพวกเจ้าเหลือเกิน.. “รัก..” เมรัยอยากรัก.. นางอยากเจอหน้านารี และเรไร อยากเจอโซฟี อยากเจอคุณแม่ อยากเจอคนที่นางรักที่สุด.. 

“อยากเจอเหลือเกิน..” 

อยากเจอจนแทบขาดใจ..  

“ถ้ามีโอกาส..ถ้าหาก..” 

เมรัยเพ้อฝัน.. รู้ว่าฝันนั้นไม่มีวันเป็นจริง… กระนั้นนางอยากเจอ..  

อยากบอกว่ารัก อยากบอกว่าข้ารัก 

คำพูดที่ไม่มีใครเชื่อ คำพูดที่หลายคนรู้ว่านางไม่เคยพูดจริง กระนั้นเมรัยอยากบอกว่านางรัก..  

“รักพวกเจ้าที่สุดเลย..” 

 

.. 

. 

เมรัยหลับตา.. ปล่อยร่างกายสิ้นแรงรั้งลมหายใจ.. ยามความเหน็บหนาวคืบคลานใกล้กลืนกินวิญญาณหมอผีน้อย เสียงอ้อนวอนของนางดังกังวานประหนึ่งเสียงกระดิ่งทองคำ ส่งผ่านเรื่องราว กาลเวลา และตำนาน กระทั่งแตะหูปักษาตนหนึ่งที่มิเคยอยู่ห่างจากหมอผีน้อย 

“ทำไมไม่บอกพวกนางเมรัย..” 

“..” หมอผีน้อยลืมตาพร่ามัวพลางมองสาวน้อยผู้มีดวงตางามดั่งมณี   

ชายกระโปรงสีแดงพัดโบก ชายแขนเสื้อสีดำพัดไสว เรือนผมสีดำประหนึ่งน้ำหมึกยาวสลวยคลี่สยายอย่างสายฝน   

ความงดงามแห่งปรโลก ความน่าเกรงขามสูงเหนือหมู่ดวงวิญญาณ ความเลือดเย็นอันไร้ขอบเขต  

“เฮ้อ..” 

น้ำเสียงถอนหายใจอันแสนเวทนา เรื่องราวเลวร้ายที่แม้นแต่จ้าวแห่งโลกายังมิอาจอดกลั้นให้ส่ายศีรษะ  

“..ข้าคงใกล้ตายจริงๆ” 

“..”      

         เมรัยอ้าปากหัวเราะทั้งที่หลับตา.. นางต้อง..ใกล้สิ้นลมหายใจจริงๆ..แน่.. 

         .. 

         . 

         . 

         “ปีกที่ ๑๗ [เปลวเพลิงแห่งสมรภูมิ] 

         บัดนั้น ความตายไม่อาจมีชีวิตอีกต่อไป.. 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น