ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 50 กำเนิด

ชื่อตอน : ตอนที่ 50 กำเนิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2562 07:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 50 กำเนิด
แบบอักษร

"คาซึคุงรูปลักษณ์นี้คืออะไรโหมดเซียนใหม่หรอ ดวงตานั่นมันอะไร?"

 

 

 

"ไม่ นี่ไม่ใช่โหมดเซียน นี่คือการกลับคืนสู่โอซึซึกิ ส่วนเนตรนี่คือรูปแบบที่แท้จริงของเนตรวงแหวน"

 

 

 

คาซึยะโบกมือไปมา แม้เรื่องที่เขาได้เข้าสู่สายเลือดโอซึซึกิจะเป็นเรื่องที่น่าตกใจแต่เขาก็ไม่ได้พิศวาสอะไรกับมันมากนัก ต่อให้ชื่อโอซึซึกิจะยิ่งใหญ่ดีเลิศประเสริฐศรีมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังเป็นมนุษย์ยุคใหม่จากตระกูลอุจิวะ! ไม่ใช่มนุษย์โบราณที่ถือตนเองเป็นเทพเจ้าเช่นโอซึซึกิ

 

 

 

เขากลับมาสู่รูปลักษณ์หลักและถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มทดสอบบางสิ่ง ดวงตาเริ่มกลายเป็นเนตรวงแหวน มันเริ่มหมุ่นวนสามรอบและกลายเป็นเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผานิรันดร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเก่า หลังจากเปิดเนตรใหม่

 

 

 

ลองคิดจะเปิดใช้เนตรสังสาระด้วยเทคนิคการเปิดเดียวกับการเปิดใช้เนตรวงแหวน ทว่าไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนดวงตาของเขาก็ยังไม่เปลี่ยนไป ราวกับเนตรสังสาระของเขานั้นไม่เคยมีอยู่จริง 

 

 

 

'ไม่สิแม้เนตรสังสาระจะเป็นสิ่งที่วิวัฒนาการจากเนตรวงแหวนที่ผสมผสานเข้ากับจักระเซียน แสดงว่าเนตรสังสาระมันน่าจะเป็นเนตรในรูปแบบใหม่มากกว่า'

 

 

 

คราวนี้เขาลองส่งจักระเซียนไหลเวียนเข้าไปที่ดวงตาแทนที่จะใช้จักระปกติ นาทีเดียวเนตรของเขาก็กลายเป็นเนตรสังสาระไร้ลายโทโมเอะ อย่างที่คิดจริงๆ รูปแบบทั้งสองมันเป็นพลังเนตรคนละเนตรกัน เขามองกระจกเมื่อไม่พบโทโมเอะในลายเนตรก็จับคางครุ่นคิด

 

 

 

'เนตรสังสาระวงแหวน น่าจะเป็นการรวมพลังสองเนตรทั้งสองเข้าด้วยกันมากกว่า'

 

 

 

"คาซึคุงดวงตานี่คือเนตรสังสาระในตำนาน ?"

 

 

 

"ใช่นี่คือเนตรสังสาระ แต่นี่เป็นรูปแบบปกติ"

 

 

 

"ปกติ ?"

 

 

 

คาซึยะพยักหน้า เมื่อยามใช้เนตรสังสาระเขาจะไม่สามารถใช้พลังเทพของเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผาได้ จะใช้ได้ก็แต่ซูซาโนโอะ แต่ว่าซูซาโนโอะนั้นถูกเปิดอย่างสมบูรณ์ไปแล้วพลังทั้งสองมันไม่เกี่ยวข้องกัน

 

 

 

ที่ซาสึเกะสามารถใช้พลังเทพของเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผาในเนตรสังสาระได้น่าจะเป็นเพราะเนตรสังสาระของเจ้าตัวหลอมรวมกับเนตรวงแหวนจนไปถึงขั้นสามที่มีโทโมเอะด้วยกันหกวง แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่สมบูรณ์

 

 

 

ส่วนเนตรสังสาระวงแหวนขั้นสูงสุดหรือขั้นสุดท้ายน่าจะเป็นการหลอมรวมของเนตรทั้งสองอย่างสมบูรณ์ เนตรสังสาระวงแหวนขั้นสูงสุดจึงกลายเป็นสีแดงเหมือนเนตรวงแหวนและมีโทโมเอะประสานภายในด้วยกันถึงเก้าวง

 

 

 

'แต่พอเปิดใช้เนตรสังสาระ ระดับจักระมันเพิ่มขึ้นคนละเรื่องกับเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผานิรันดร์เลยแฮะ'

 

 

 

ยามใช้เนตรสังสาระจักระเขาก็ไต่เข้าไปอยู่ในระดับเทพเจ้าที่เหนือกว่าเทพนินจาไปมากโขมันเป็นพลังเริ่มแรกของตระกูลโอซึซึกิที่ถูกนับเป็นเทพเจ้า แต่พอปิดใช้เนตร จักระของเขาก็ลดลงกลับมาอยู่ในระดับเทพนินจาระดับสอง

 

 

 

'เป็นความรู้สึกแตกต่างราวกับฟ้ากับเหวถึงว่าปู่ทวดถึงภูมิใจนักที่เบิกเนตรสังสาระได้'

 

 

 

เขาเลิกสนใจเนตรสังสาระชั่วคราวเนตรค่อยๆกลับคืนสู่ปกติ ตอนนี้เขาอยากทดสอบในสิ่งที่เจ้าจิ้งจอกหรืออิมาริกล่าวไว้ในเรื่องของอักขระสาป เขามองไปที่แฟนสาวเข้าจะลองใช้มันกับเธอเลยก่อนดีหรือไม่ ? ไม่ถ้าผิดพลาดขึ้นมามันจะแย่เอา

 

 

 

"ฮินะช่วยหาสุนัขจิ้งจอกในป่าให้ฉันหน่อยได้ไหม ?"

 

 

 

"จิ้งจอก ? ทำไมต้องเป็นจิ้งจอก"

 

 

 

ก็เพราะเขามีพลังขีดจำกัดทางสายเลือดขั้นสูงสุด(Kekkei Mōra)ของตระกูลโอซึซึกิเป็นสุนัขจิ้งจอกนี่ ก็ต้องทดลองกับจิ้งจอกสิเขาอยากรู้ว่าเขาจะสามารถสร้างสิ่งที่คล้ายกับสัตว์หางได้หรือเปล่า แน่นอนว่าเขาไม่ได้บอกความคิดในใจกับฮินะเพราะกลัวเธอจะห้ามปรามเขา

 

 

 

"แค่อยากลองดูน่ะ"

 

 

 

"เข้าใจแล้ว จิ้งจอกสินะ"

 

 

 

ฮินะมองแฟนหนุ่มอย่างอิจฉา เธอก็อยากให้เนตรสีขาวของเธอพัฒนาให้ทรงพลังมากกว่านี้แต่เธอไม่รู้ว่าเนตรสีขาวจะมีรูปแบบการพัฒนาเหมือนเนตรวงแหวนที่เป็นขั้นๆไปหรือไม่ หรือเนตรสีขาวจะไม่มีการพัฒนาแต่เรื่องนี้เธอก็ไม่ทราบ

 

 

 

ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงฮินาโมริก็กลับมาพร้อมลูกจิ้งจอกขนแดงตัวหนึ่ง สภาพของฮินะค่อนข้างโทรมเนื้อตัวและเสื้อผ้าเต็มไปด้วยฝุ่นและใบไม้ คาซึยะเดินไปที่เธอและส่งน้ำดื่มและผ้าขนหนูไปให้เธอ

 

 

 

"เหนื่อยหน่อยนะฮินะจัง เพื่อเป็นการตอบแทนฉันจะทำตามคำขอของฮินะจังหนึ่งอย่างดีไหม ?"

 

 

 

คาซึยะยื่นหน้าเข้าไปที่กระซิบพร้อมเป่าลมเข้าไปในรูหูของฮินะ น้ำเสียงทุ่มละมุนทำให้ฮินะถึงกับหน้าแดง ก่อนจะพยักหน้ารัวๆและก้มหน้าลงสยบอย่างง่ายดาย 

 

 

 

เจ้าตัวร้ายแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ สุดท้ายยังไงแฟนสาวกลายเป็นลูกไก่ในกำมือไร้อำนาจต่อต้านเขา นี่สิคือวิถีทางพ่อบ้านใจกล้าที่แท้จริงไม่ติงนัง

 

 

 

'พี่เซียนเพราะพี่เรียนมาก่อน ?'

 

 

 

หยอกล้อแฟนสาวเพื่อคลายอารมณ์ คาซึยะก็เริ่มทำการทดลองต่อทันที เขานำมีดเดินไปที่เจ้าจิ้งจอกน้อยก่อนจะจิ้มปลายมีดลงที่ตัวของมันจนเกิดแผลเท่ารูเข็มมีโลหิตสีแดงไหลออกมาเล็กน้อย ลูกจิ้งจอกเริ่มกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและกลัว

 

 

 

ตัวของมันสั่นไหวและพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมแขนของฮินะ น่าเสียดายที่แขนเรียวเล็กของฮินะไม่ต่างอะไรกับคีมเหล็กพละกำลังของเธอมีมากจนขาดต่อยซูซาโนโอะขั้นแรกแตกกระจายเลยนะ ดังนั้นการต่อต้านของจิ้งจอกน้อยจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเธอ

 

 

 

"แผลแค่นิดเดียวทำใจเสาะไปได้ นายเป็นตัวผู้นะจิตวิญญาณต้องแข็งแกร่งกว่านี้"

 

 

 

ราวกับจิ้งจอกน้อยเข้าใจในคำพูดของคาซึยะมันเริ่มนิ่งสงบและยอมจำนนต่อคู่รักชายหญิง เห็นแบบนี้คาซึยะกับฮินะก็แปลกใจ ดูเหมือนเจ้าจิ้งจอกน้อยจะมีสติปัญญาด้วย

 

 

 

"ดีถ้ามันสำเร็จ ฉันจะทำให้เธอพัฒนาเป็นสัตว์หางที่มีพลังกล้าแกร่ง และเพรียบพร้อมไปด้วยสติปัญญา!!"

 

 

 

คาซึยะเริ่มคาดหวังกับเจ้าจิ้งจอกน้อยมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มนำนิ้วชี้ที่ครอบคลุมไปด้วยพลังของอักขระสาป และเพื่อให้จิ้งจอกน้อยได้เข้าใจความตายและการเกิดใหม่เขาจึงส่งพลังหยินและหยางไปให้มันด้วย

 

 

 

'อย่างน้อยถึงจะล้มเหลวมันก็จะไม่ตาย'

 

 

 

ทันทีที่อักขระสาปเข้าสู่ร่างกายของลูกจิ้งจอก อักขระสีดำก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วร่างของมันก่อนจะไปรวมตัวกันที่ระหว่างคิ้ว พลังของอักขระเริ่มบ่มทำลายร่างกายภายในของลูกจิ้งจอกอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยพลังหยางที่คาซึยะมอบให้ทำให้เกิดการฟื้นฟูไปด้วย

 

 

 

ขนสีแดงส้มค่อยๆล่วงหล่นลงสู่พื่นก่อนจะมีขนใหม่ขึ้นมาแซมและก็ล่วงไปอีกรอบ แม้จิ้งจอกที่เจ็บปวดจะอย่างกรีดร้องมากแค่ไหนต่อพอนึกถึงคำพูดของชายตรงหน้าดวงตาของมันก็เต็มไปด้วยความตั้งมั่น จนคาซึยะที่เห็นยังรู้สึกนับถือมัน

 

 

 

อักขระสีดำที่ไปรวมตัวที่หน้าผากของจิ้งจอกน้อยเริ่มแตกตัวและแผ่กระจายไปที่หางของจิ้งจอก ร่างเล็กๆเริ่มขยายตัวจนกลายเป็นลูกโป่งพอง เห็นท่าไม่ดีคาซึยะตัดสินใจใช้มีดกรีดเข้าไปที่นิ้วและปล่อยให้โลหิตไหลออกเข้าสู่บาดแผลของจิ้งจอกน้อย ครู่เดียวเท่านัั้นตัวของมันก็ค่อยๆหดลง

 

 

 

แถวก้นเริ่มเกิดก้อนเนื้อเก้าชิ้นเบ่งบวมขึ้นมา ก่อนที่จะมีบางสิ่งทะลุทะลวงออกมาจนโลหิตสาดกระจายไปทั่วตัวคาซึยะและฮินะ เจ้าสิ่งงอกออกมามันคือหางจำนวนสิบหางโบกสะบัดไปมาอย่างซุกซน

 

 

 

เลือดและจักระ จักรเซียนภายในร่างกายของคาซึยะเริ่มถูกดึงดูดไปโดยเจ้าจิ้งจอก ขนที่ล่วงไปจนคล้ายจิ้งจอกขี้เรื้อนเริ่มมีขนสีขาวเงินขึ้นมาราวดอกเห็ด ความยาวประมาณนิ้วครึ่งโบกสะบัดปลิวไสว

 

 

 

ส่วนอักขระสาบที่แผ่ครอบร่างของมันก็เริ่มถูกดูดเข้าไปในบาดแผลจนในที่สุดอักขระสาปก็หายไปในที่สุด ซึ่งการดูดเลือดและจักระ และจักระเซียนของคาซึยะก็ถูกหยุดด้วยเช่นกัน

 

 

 

กึกๆ

 

 

 

หัวของเจ้าจิ้งจอกสั่นเล็กน้อย หน้าผากเริ่มมีลวดลายสีดำน่าแปลกรูปทรงกลมโผล่ออกมาที่ปลายขน ตรงกลางระหว่างลวดลายเริ่มมีรอยแยกเป็นเส้นตรง รอยแยกนั้นเริ่มเบิกออกเผยให้เห็นดวงตาสีแดงมีเป็นเนตรสังสาระที่มีโทโมเอะๆเก้าตัวหมุนวนไปมา

 

 

 

"สังสาระวงแหวนสูงสุดเอาจริงดิ  แถมหางมันสิบหาง ?"

 

 

 

คาซึยะที่ถูกดูดพลังไปแปดในสิบมองเจ้าจิ้งจอกน้อยด้วยความตื่นตะหนก ตอนนี้มันมีเนตรสังสาระด้วยกันสามดวง คู่หนึ่งเป็นสังสาระสีม่วงแบบปรกติไร้โทโมเอะ ส่วนกลางหน้าผากมีเนตรสังสาระสูงสุดสีแดง

 

 

 

"นายท่านทั้งสองขอบคุณสำหรับความเมตตา ได้โปรดให้ข้าตอบแทนท่านด้วย"

 

 

 

"ว้าวพูดได้ด้วย น่ารักขึ้นกว่าเดิมอีก"

 

 

 

ฮินะถึงกับทนไม่ไหว โดยไม่สนเลือดที่อาบไปทั่วร่างเธอโอบกอดจิ้งจอกน้อยอย่างรักใคร่ ซึ่งจิ้งจอกน้อยก็ไม่ได้ปฏิเสธ หางทั้งสิบส่ายไปมาราวกับจ้าตัวกำลังอารมณ์ดี

 

 

 

"ดูเหมือนเจ้าจะเอาพลังโอซึซึกิพร้อมความรู้ของฉันบางส่วนไปด้วยสินะ"

 

 

 

"ใช่แล้วนายท่าน เหตุที่ข้ากลายเป็นสิบหางเพราะข้าได้นำพลังทั้งหมดของอินาริที่เป็นพลังที่แท้จริงของท่านมีพลังเปรียบดั่งเทวรูปมารนอกรีต คล้ายร่างทรงที่แท้จริงของสิบหางมาหลอมรวมร่างกาย"

 

 

 

"เจ้านั่นคือเกโดมาโซของฉัน ?"

 

 

 

แบบนี้นี่เองเขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมในต้นฉบับมาดาระถึงถูกคางุยะยึดร่างได้ง่ายๆ ก็เพราะพลังและจิตวิญญาณที่แท้จริงของตระกูลโอซึซึกิอยู่ในเทวรูปมารนอกรีต หรือก็คือสายพลังหลักที่แท้จริงของพวกเขา

 

 

 

'ต้นไม้ใหญ่ กลับสู่ต้นไม่ใหญ่... สรุปแล้วโอซึซึกิก็มีต้นกำเนิดมาจากต้นไม้เทพเจ้า ?'

 

 

 

ชื่อตระกูลก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับต้นไม้ (Otsūtsūki=ต้นไม้ใหญ่) ถึงว่าทำไมเซียนหกวิถีและเซียนจุติถึงผนึกเทวรูปมารนอกวิถีไว้ที่ดวงจันทร์ การกลับมาของเทวรูปมารนอกรีตก็ไม่ต่างอะไรจากการปลดผนึกคางุยะไปแล้วครึ่งหนึ่ง ถึงว่าผนึกที่ดวงจันทร์ถึงดูอ่อนลง

 

 

 

ขอเพียงร่างหลักถูกปลดผนึกด้วยอ่านจันทรานิรันดร์ของเนตรสังสาระสูงสุด การกลับคืนของร่างหลักก็จะหลอมรวมกับเทวรูปมารนอกรีตในทันที เขาหันไปมองเจ้าจิ้งจอกน้อยและถามขึ้น

 

 

 

"แล้วไอ้เรื่องที่จะเป็นพลังให้ นี่คือ ?"

 

 

 

"แน่นอนอยู่แล้วนั่นก็คือทำให้ท่านกลายเป็นสถิตร่างที่สมบูรณ์แบบ เพราะข้าดึงพลังหลักของท่านไปดังนั้นทางเลือกเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว"

 

 

 

ว่าจบร่างของจิ้งจอกน้อยก็ถูกดูดเข้าไปในจุดตันเถียนโดยไม่รอคำคัดค้านของคาซึยะ ครู่เดียวจักระและพลังธรรมชาติของเขาและจิ้งจอกน้อยก็หลอมรวมเข้าด้วยกันจนเป็นหนึ่งเดียวกันพลังของคาซึยะที่เสียไปค่อยๆฟื้นกลับมาจนอยู่ในสภาพปกติ โดยที่พลังไม่เพิ่มขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

 

'แบบนี้ก็ได้หรอ มีประโยชน์อะไรฟ้ะ ?'

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น