เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 92 สมบัติจากโครงกระดูก

ชื่อตอน : บทที่ 92 สมบัติจากโครงกระดูก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 222

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2562 22:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 92 สมบัติจากโครงกระดูก
แบบอักษร

           “ผู้อาวุโสหยาง! เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงของเฉินหลินเจ้าสำนักเสียงสวรรค์กล่าวออกมาอย่างร้อนรน การต่อสู้ของหยางปิน จั่วหลิงจิน และกุ้ยหลงนั้นรุนแรงเป็นอย่างมากจนกระทั่งผู้คนในเมืองฝูโจวสามารถสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากการต่อสู้และเปลวไฟที่เผาทำลายท้องฟ้าจนกลายเป็นสีแดงและทอง 

           การต่อสู้ที่รุนแรงถึงเพียงนั้นย่อมทำให้สำนักเสียงสรรค์และสำนักแปดดารารับรู้เรื่องราวได้อยู่แล้ว พวกเขาสามารถรู้ได้ในทันทีว่าได้เกิดปัญหากับทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจเข้าแล้ว ในคราแรกพวกเขาคิดว่าอาจเป็นคนจากพรรคหรือสำนักอื่นเข้าต่อสู้อย่างหักหาญเพื่อบุกเข้าแดนลับเพราะหวังในทรัพยากรทรงคุณค่า 

           คนในระดับสูงจากทั้งสองสำนักเร่งรีบเดินทางไปในทันที โดยหนึ่งในนั้นก็คือเจ้าสำนักของสำนักทั้งสอง แต่เมื่อมาถึงแล้วพวกเขาก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากที่พบเห็นสัตว์อสูรตนหนึ่งกดดันผู้อาวุโสทั้งสองได้แทบจะเบ็ดเสร็จ 

           ในตอนนั้นเมื่อเฉินหลินพบเห็นเปลวเพลิงของเนตรไฟทองคำกลับรู้สึกเจ็บปวดที่ตนมาช้าไปจนผู้อาวุโสหยางปินต้องเสี่ยงตายเช่นนั้น แต่อีกใจหนึ่งเขาก็วางใจว่าการต่อสู้ในครั้งนี้พวกตนเป็นฝ่ายชนะสัตว์อสูรนั้นแล้ว แต่อย่างน้อยเฉินหลินก็สามารถเร่งรีบเดินทางไปเพื่อรักษาชีวิตของผู้อาวุโสหยางหลังจากใช้เนตรไฟทองคำด้วยยาวิเศษที่เคยได้จากถังจิวหลงผู้อาวุโสตำหนักที่สองได้ 

           แต่เรื่องราวทั้งหมดกลับพลิกผันเมื่อสัตว์อสูรตนนั้นกลับมิใช่สัตว์อสูรธรรมดา! ในตอนที่พวกเขาเริ่มเข้าใกล้บริเวณสถานรบที่ผู้อาวุโสหยางปินกำลังใช้เพลิงทองคำออกมาอย่างหักหาญ ชั่วพริบตานั้นเองที่สัตว์อสูรมังกรมารตนนั้นกลับกลายร่างเป็นมนุษย์ภายใต้เกราะภูษาอสูร สัตว์อสูรตนนั้นกลับกลายเป็นปีศาจซีเซี่ยที่เป็นศัตรูคู่แค้นของชนชาติซื่อหลิงไปได้ แต่เมื่อเขารู้ตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว! เฉินหลินได้แต่มองภาพของหยางปินและจั่วหลิงจินถูกทุบทำลายโดยไม่อาจทำอะไรได้เลย! 

           คนจากสองสำนักที่พึ่งเดินทางมาถึงไม่อาจช่วยผู้อาวุโสทั้งสองได้ทัน แต่โชคดีนักที่คนซีเซี่ยคนนั้นไม่ได้ลงมือสังหารผู้อาวุโสทั้งสองแต่จากไปเสียอย่างนั้น และเมื่อคนจากสองสำนักมาถึงก็ได้ทำการช่วยเหลือผู้อาวุโสทั้งสองและศิษย์ที่ถูกปกป้องไว้โดยโล่ของจั่วหลิงจิน ด้วยความช่วยเหลือของเฒ่าจั่วจึงทำให้ไม่มีศิษย์คนไหนตายแม้แต่คนเดียว ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก 

           เฉินหลินเร่งรีบเข้าไปหาหยางปินในทันที เขาได้นำเม็ดยาล้ำค่าออกมาและป้อนใส่ปากของหยางปินในทันที เมื่อเม็ดยานั้นเข้าสู่ปากของหยางปินก็ได้ละลายจนกลายเป็นของเหลวในทันที ตัวยาที่กลายเป็นน้ำเหล่านั้นได้แทรกซึมเข้าสู่อวัยวะภายในของหยางปินและกระตุ้นการฟื้นตัวของอวัยวะต่างๆขึ้นมาในทันที 

           เฉินหลินได้นั่งลงบนฟื้นและใช้ลมปราณดึงร่างของหยางปินขึ้นมา เขาบังคับควบคุมให้ร่างของหยางปินนั่งลงเบื้องหน้าของเขาในท่านั่งสมาธิ เฉินหลินได้วางฝ่ามือทั้งสองของตนเองลงตรงกลางแผ่นหลังของหยางปินและโคจรลมปราณของตนเข้าสู่ร่างของหยางปินในทันที เขาได้ชักนำตัวยาเหล่านั้นและกระตุ้นการทำงานของปราณในร่างของหยางปินโดยเฉพาะดวงตาทั้งสองข้างของหยางปิน 

           ดวงตาทั้งสองของหยางปินร้อนดุจเตาเผา พลังปราณแห่งเพลิงธาตุทองยังคงหลงเหลือและพยายามจะทำลายดวงตาทั้งสองข้างของหยางปิน เฉินหลินจำเป็นต้องเร่งรีบขับไล่เพลิงธาตุทองที่หลงเหลืออยู่ออกไปเสียให้สิ้นเพื่อรักษาดวงตาของหยางปินไว้ ไม่เช่นนั้นดวงตาทั้งสองรวมถึงร่างทั้งร่างของหยางปินอาจกลายเป็นเชื้อไฟให้แก่เพลิงธาตุทองเพราะพลังที่ไม่อาจควบคุมนี้ 

           เฉินหลินใช้ความพยายามอย่างสูงในการชักนำยารักษาของถังจิวหลงไปตามจุดต่างๆที่ได้รับบาดเจ็บอีกทั้งยังถูกธาตุทองทำร้าย หากถังจิวหลงได้เดินทางมาด้วยคงจะง่ายกว่านี้มากนัก หากจะนำพาร่างของหยางปินกลับไปที่สำนักก็กลัวจะช้าเกินไป อีกทั้งเขายังได้ส่งข่าวกลับสำนักไปแล้วว่าให้ถังจิวหลงได้เดินทางมาเพื่อรักษาผู้คนที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ แต่ไม่ทราบว่าถังจิวหลงจะมาได้ทันกาลหรือไม่ เฉินหลินยังคงโคจรปราณเพื่อช่วยชีวิตของหยางปินต่อไปไม่หยุดหย่อน 

           เฉิยหลินทุ่มเทลมปราณของตนเองในการต่อชีวิตของหยางปินจนไม่รับรู้สิ่งรอบข้างว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว แต่ในชั่วขณะนั้นเองที่เขารับรู้ถึงพลังแห่งความเย็นที่ชะล้างเข้ามาภายในร่างกายของเขา เฉินหลินได้ลืมตาขึ้นมามองก็พบว่ามีมือของคนผู้หนึ่งสัมผัสอยู่บนไหล่ของตน 

           มือข้างนั้นเป็นของถังจิวหลงนั่นเอง ในที่สุดหมอก็ได้มาถึงแล้ว! ถังจิวหลงเร่งรีบนั่งลงบนพื้นเบื้องหลังของเฉินหลินและย้ายฝ่ามือของตนไปวางไว้บนกลางแผ่นหลังของเฉินหลินอีกทั้งยังประทับฝ่ามืออีกข้างไปบนนั้นด้วย 

           สีหน้าของถังจิวหลงกลับปรากฏความกังวลขึ้น ‘เพลิงทองทำลายล้าง…พลังธาตุอันพิเศษที่หลอมรวมสองธาตุที่พิฆาตกันจนก่อให้เกิดพลังทำลายล้างอันจำเพาะ หากจะขับไล่ออกไปโดยสมบูรณ์ควรจะต้องใช้ธาตุน้ำเพื่อพิฆาตธาตุไฟ แต่หากใช้ธาตุน้ำเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจสยบโดยสมบูรณ์ ธาตุทองจะเกิดการปะทุขึ้นและจุดธาตุเพลิงขึ้นมาขึ้นครั้งหนึ่งจนกลายเป็นเพลิงทองทำลายล้าง….’ 

           ถังจิวหลงโคจรปราณและผลักดันเข้าสู่ร่างของเฉิยหลิน ‘เจ้าสำนักใช้ปราณและยารักษาของข้าในการสะกดข่มเพลิงทองไว้ นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า…ก่อนอื่นต้องชักนำปราณของเจ้าสำนักออกจากร่างของผู้อาวุโสหยางเพื่อความปลอดภับของเจ้าสำนักจากนั้นจึงค่อยสยบเพลิงทองโดยสมบูรณ์….’ 

           ปราณของถังจิวหลงได้ชักนำให้ปราณของเฉินหลินถอยห่างออกจากร่างกายของผู้อาวุโสหยางอีกทั้งยังเป็นการใช้ปราณธาตุน้ำเข้าไปผสมในร่างของผู้อาวุโสหยางเพื่อเป็นการสยบปราณเพลิงทองคำเป็นการชั่วคราว จากนั้นปราณของเจ้าสำนักจึงค่อยๆถูกถอดถอนออกจากร่างของผู้อาวุโสหยางอย่างรวดเร็ว 

           และก่อนที่เพลิงทองจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ถังจิวหลงก็ได้ดึงร่างของเจ้าสำนักออกไปและเข้าไปนั่งแทนที่ มือข้างหนึ่งของเขาถ่ายทอดปราณเข้าสู่ร่างของผู้อาวุโสหยางด้วยปราณธาตุน้ำเพื่อสยบธาตุเพลิง มืออีกข้างของถังจิวหลงยืนออกไปด้านข้างจากนั้นร่างของถังจิวหลงจึงได้บังเกิดละอองปราณพวยพุ่งออกมา ละอองปราณเหล่านั้นปรากฏร่างเป็นจิตวิญญาณอสรพิษมรกตจากนั้นมันจึงค่อยสลายร่างและหลอมรวมไปอยู่บนฝ่ามือของถังจิวหลง บนนิ้วของชายชราได้บังเกิดเข็มเล่มหนึ่งบนนั้น 

           อาวุธจิตวิญญาณระดับสาม เข็มเพลิงพิษ! เข็มเล่มนั้นปรากฏขึ้นระหว่างนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือของผู้อาวุโสถังจิวหลง ตัวเข็มนั้นเป็นโลหะสีเขียวดำที่เปล่งประกายและสะท้อนแสงสีเขียวที่ดูลึกลับ ทันใดนั้นเองที่เพลิงสีเขียวได้ถูกจุดขึ้นมาและลุกไหม้อยู่บนเข็มเล่มนั้น นี่คือเพลิงพิษที่เป็นความพิเศษอันจำเพาะของสายเลือดสกุลถัง 

           ถังจิวหลงเร่งเร้าปราณของตนขึ้นและใช้ปราณธาตุน้ำเข้าสะกดข่มเพลิงทองทำลายล้างอีกครั้ง แม้ธาตุทองจะหนุนเสริมธาตุน้ำแต่ก็เป็นปฏิปักษ์ต่อธาตุไฟ ซึ่งธาตุไฟก็ทำลายล้างซึ่งธาตุทอง พลังธาตุอันน่าสบสนราวกับทำลายล้างกันเองอย่างไม่สิ้นสุด แม้จะสะกดข่มได้ชั่วคราวก็ไม่อาจขับไล่ให้หายไปโดยสมบูรณ์ 

           ในตอนนั้นเองที่เข็มเพลิงพิษได้ปักเข้าสู่ร่างของผู้อาวุโสหยางอย่างรวดเร็ว วงจรการทำลายล้างและก่อเกิดที่สลับสับเปลี่ยนไปมาของธาตุพิเศษอย่างเพลิงทองถูกเพลิงอีกชนิดหนึ่งเข้ารบกวนจนได้! เพลิงพิษของถังจิวหลงถูกถ่ายทอดเข้าสู่ร่างของผู้อาวุโสหยางราวกับน้ำป่าไหลหลาก 

           อ๊ากกกกกกกกก! 

           ผู้อาวุโสหยางร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ภายในร่างของเขาราวกับกลายเป็นสนามรบของเพลิงพิเศษทั้งสอง ถังจิวหลงโยกย้ายเข็มเพลิงพิษเพื่อปล่อยเพลิงสีเขียวอันลี้ลับนั้นไปตามจุดชีพจรต่างๆทั่วทั้งร่างเพื่อตามสยบเพลิงทอง อีกทั้งปราณธาตุน้ำของถังจิวหลงยังจู่โจมเพลิงทองในจุดที่ไม่ซ้ำกับเพลิงพิษและไม่ขัดกันเองระหว่างปราณธาตุน้ำและเพลิงพิษ กลายเป็นการร่วมจู่โจมภายใต้การบังคับอย่างแม่นยำ 

           ถังจิวหลงที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมอันพิสดารนั้นมิได้ทำได้โดยง่าย เขาจำต้องทุ่มเทสมาธิไปอย่างมากกับวิธีการรักษาเช่นนี้ ใบหน้าของเขาเปียกโกไปด้วยเหงื่อที่หลั่งไหลออกมาไม่หยุดหย่อน พลังปราณของเขาถูกสูบกลืนไปด้วยอัตราที่รวดเร็ว การรักษายังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องพร้อมกับที่เพลิงทองถูกทำลายให้หายไปเรื่อยๆ 

           หลังจากผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามในที่สุดเพลิงทองทั้งหมดก็ถูกทำลายลง ส่วนเพลิงพิษที่ถูกปลดปล่อยเข้าสู่ร่างของหยางปินก็ได้หักล้างกับเพลิงทองไปจนอ่อนแอถึงขีดสุดและถูกปราณธาตุน้ำของถังจิวหลงดับไปเสียสิ้นแล้ว อีกทั้งปราณธาตุน้ำที่หลงเหลือยังมีส่วนช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บจากธาตุไฟอันร้อนแรงอีกหลายส่วนด้วย 

           แม้ตอนนี้เพลิงทองจะถูกกำจัดไปแล้วแต่อาการของหยางปินก็ยังคงน่าเป็นห่วงอยู่มากนัก ถึงอย่างไรร่างของผู้อาวุโสหยางก็ถูกพลังเพลิงเผาจากภายในกาย แม้จะเคยฝึกเนตรไฟทองคำมาแต่ก็ยังไม่สำเร็จวิชานี้โดยสมบูรณ์ อาการบาดเจ็บจากเพลิงทองทำลายล้างและเพลิงพิษจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

           กลับกัน หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นที่ไม่เคยแม้แต่ฝึกเนตรไฟทองคำหรือแม้แต่วิชาเกี่ยวกับธาตุเพลิงมาก่อนเลยก็อาจถูกเพลิงทั้งสองเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วก็ได้ ซึ่งถังจิวหลงก็เข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดี เขาเร่งรีบนำสมุนไพรและยารักษาในประเภทวารีธาตุออกมาและใช้กับหยางปินโดยไม่เสียดาย 

           เมื่ออาการส่วนใหญ่ดีขึ้นแล้วถังจิวหลงก็ได้นำเม็ดยาสีขาวออกมา มันส่งกลิ่นอายหอมกรุ่นและไอเย็นแสนสบายออกมา เขาได้ทำการบดเม็ดยานั้นและพอกลงไปบนดวงตาทั้งสองข้างของหยางปินจากนั้นจึงได้นำเข็มขัดผ้าของหยางปินมาพันรอบดวงตาเพื่อให้ยาเหล่านั้นพอกตัวอยู่บนดวงตาทั้งสองข้างได้โดยไม่ตกหล่น 

            “เท่านี้ก็คงพอแล้วละ….” ถังจิวหลงถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้า เขาทิ้งร่างของตัวเองลงกับพื้นและนอนหงายอย่างหมดแรง เมื่อหันกลับไปมองทางด้านหยางปินที่นอนอยู่บนพื้นเขาก็รู้สึกมีความสุขอยู่บ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยเขาก็ยังคงรักษาชีวิตรวมถึงดวงตาทั้งสองข้างของหยางปินไว้ได้ 

            “หยางปิน…เจ้าติดหนี้ข้าหนึ่งหนแล้วนะ….” ถังจิวหลงกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนที่จะหลับตาของตนลงด้วยความเหนื่อยล้าที่ทนมานานรักหว่างการรักษา เขาได้หลับพักผ่อนไปอย่างสงบ เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินหลินจึงได้สั่งให้คนของสำนักนำพาถังจิวหลงและหยางปินกลับไปสำนักอย่างระวัง 

           เฉินหลินได้หันกลับไปมองยังทิศทางที่กุ้ยหลงได้บินจากไปพร้อมกับใบหน้าที่เคร่งเครียดเป็นอย่างมาก การปรากฏตัวของชาวซีเซี่ยในแผ่นดินซื่อหลิงมิใช่เรื่องปกติสามัญทั่วไป อีกทั้งชาวซีเซี่ยที่ปรากฏตัวในครั้งนี้กลับเก่งกาจถึงขั้นที่จะสามารถสยบสองผู้อาวุโสของสำนักเขาได้อย่างง่ายดายและจากไปโดยไม่มีผู้ใดสามารถรั้งหรือตามทันได้ คนผู้นี้เก่งกาจเกินไป อยู่ในขอบเขตที่สูงเกินไป 

           ชาวซีเซี่ยคนนี้กลับทำให้เฉินหลินกลับนึกถึงนามของคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้ ชาวซีเซี่ยที่สามารถเดินทางไปทั่วทั้งซื่อหลิงโดยไม่มีผู้ใดหยุดได้ สมญานามราชาปีศาจแห่งหกจอมยุทธ์…แต่เฉินหลินกลับส่ายหน้าของตนเพื่อไล่ความคิดไร้สาระนั่นออกไป หากเป็นราชาปีศาจมาเยือนเองเรื่องคงไม่จบเพียงเท่านี้แน่ บางทีฝูโจวอาจจะถูกลบหายไปจากแผนที่เสียด้วยซ้ำไป 

            “จงแจ้งแก่ทางการให้ทราบเสียว่า…ชาวซีเซี่ยบุกมาถึงเจียงหนานแล้ว” เฉินหลินกล่าวคำสั่งของตนออกไปต่อผู้อาวุโสผู้หนึ่งก่อนที่เขาจะสะบัดแขนเสื้อและเดินจากไป เขาได้ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่อึมครึมราวกับมีเมฆดำได้มาปกคลุมจิตใจ บรรยากาศรอบตัวเขาดูแตกต่างไปจากเดิม “หน้าด่านที่แคว้นหัวเปยสมควรที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้งแน่…ไม่ทราบว่าสงครามของสองแผ่นดินจะเกิดขึ้นเมื่อใด…” 

  

            “นี่มัน….” เสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวขึ้นกลางอารามรกร้างโบราณที่อยู่ภายในแดนลับทะเลปีศาจ เสียงนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากถังเฟยหู่ ชายหนุ่มเมื่อเข้ามายังอารามรกร้างนั้นก็ต้องพบกับรูปสลักขนาดใหญ่ภายใน แต่เพราะความเสียหายจากกาลเวลาอันเนิ่นนานทำให้รูปสลักนั้นทรุดโทรมและผุพัง 

           สิ่งที่เหลืออยู่ของรูปสลักบูชานั้นคือรูปลักษณ์ของชายผู้หนึ่งในชุดมังกรคล้ายกับของฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ส่วนใบหน้าของรูปสลักนั้นเสียหายจนไม่สามารถมองออกว่ารูปลักษณ์เดิมนั้นเป็นเช่นไร เบื้องหลังของรูปสลักนั้นคือรัศมีเปลวเพลิงซึ่งสลักขึ้นมาจากวัสดุเดียวกับรูปเคารพเบื้องหน้า อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์ของภูติผีปีศาจจำนวนมากอยู่ล้อมรอบรูปสลักนั้น 

           “รูปสลักนี้….” ถังเฟยหู่วิเคราะห์รูปสลักเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ เขาคิดว่ารูปสลักนี้อาจจะใช้เพื่อสักการะเทพเจ้าของผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ บางทีอาจจะเป็นผู้สร้างแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้ไม่ก็เป็นผู้ก่อนตั้งของนิกายปีศาจบางแห่งที่เร้นกายมาอยู่ในดินแดนลับแห่งนี้ก็ได้ 

           แต่ข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ยังน้อยจนเกินไป ถังเฟยหู่จึงไม่สามารถทราบได้ว่ารูปสลักนี้คือบุคคลใดกันแน่ แต่ไม่ทราบว่าทำไมเมื่อเขามองรูปสลักนี้เท่าไหร เขาก็ยิ่งมีความรู้สึกแปลกประหลาดมากขึ้นเท่านั้น เขารู้สึกคุ้นเคยกับรูปลักษณ์ของรูปสลักตรงหน้าเป็นอย่างมาก เหมือนกับว่าเขาเคยเห็นบุรุษตรงหน้านี้ แต่เขากลับนึกไม่ออกว่าเขาพบเจอที่ไหนทั้งๆที่เขาควรมีความทรงจำเป็นเลิศ 

           แต่ถังเฟยหู่ก็ได้เลิกคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนั้น บางทีเขาเพียงแค่อาจจะคิดไปเองก็เท่านั้น เขายังคงเดินเข้าไปสำรวจภายในอารามนั้นไปเรื่อยๆ บนกำแพงของอารามนั้นวาดไว้ด้วยภาพภูติผีปีศาจเป็นจำนวนมาก ภาพเหล่านั้นเต็มไปด้วยปีศาจที่มีรูปลักษณ์คล้ายปลาและมังกร บางทีอาจบอกถึงเผ่าพันธุ์ต่างๆที่อยู่ในแดนลับทะเลปีศาจ 

           ถังเฟยหู่ยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆจนมาถึงเบื้องหน้าของรูปสลัก ที่ตรงนั้นมีอาสนะเก่าแกวางอยู่ อีกทั้งยังมีร่างกายที่ไร้ชีวิตหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งของศพนั้นได้เอื้อมไปด้านหน้าในทิศทางที่อาสนะเก่าแก่วางอยู่ ร่างนั้นน่าจะเสียชีวิตมาเป็นเวลานานแสนนานแล้ว 

           ถังเฟยหู่เดินไปที่ศพนั้นและสำรวจร่างกายที่ไร้ชีวิตนั้น ร่างนั้นหลงเหลือเพียงแต่กระดูกเท่านั้น เสื้อผ้าที่ศพนั้นสวมใส่อยู่มีร่องรอยการฉีกขาดราวกับถูกวัตถุที่มีความแหลมคมบางอย่างฟันใส่ร่าง ถังเฟยหู่ได้ทำการถอดเสื้อผ้าของโครงกระดูกนั้นออกเพื่อสำรวจร่างนั้นได้อย่างละเอียดมากขึ้น 

           ชายหนุ่มได้ค้นพบร่องรอยบาดแผลการถูกฟันปรากฏขึ้นบนกระดูกของศพนั้น อีกทั้งกระดูกสั้นหลังของโครงกระดูกยังมีร่องรอยการแตกหัก ถังเฟยหู่ได้ลองประทับมือของตนลงไปยังส่วนที่แตกหักบนกระดูกสันหลังนั้น เขาค้นพบว่าร่องรอยนั้นดูมีขนาดที่พอๆกับฝ่ามือ เขาคิดว่านี่อาจจะเป็นการถูกฝ่ามือซัดจนกระดูกแตกหักไป 

           เขาคิดว่าบาดแผลที่ทำให้ถึงตายอาจจะเป็นฝ่ามือที่ซัดทำลายกระดูกสันหลังของศพนี้ก็ได้ เขาได้หันกลับไปสำรวจยังสิ่งของที่อยู่บนตัวศพนั้นแทน เสื้อผ้าของศพนั้นแม้จะทำจากผ้าเนื้อดีแต่ก็ฉีกขาดด้วยรอยฟันจากวัตถุมีคมจำนวนมาก นั่นจึงทำให้เสื้อผ้าของศพนี้กลับกลายเป็นไร้ค่าไปเสียสิ้น 

           นอกจากเสื้อผ้าของศพนั้นแล้วก็มีเพียงแค่กำไลเหล็กบนข้อมือของศพเท่านั้นที่ยังดูพอมีค่าบ้าง อีกทั้งยังมีน้ำเต้าใส่สุราที่อยู่บนเอวของโครงกระดูกนั้น ในตอนนั้นเองที่สีหน้าของถังเฟยหู่กลับเปลี่ยนไป เขาค้นพบร่องรอยของอาคมบางอย่างบนของทั้งสองสิ่งที่เหลือบนตัวโครงกระดูกนั่น 

           ถังเฟยหู่ได้ถอดกำไลเหล็กโบราณบนข้อมือของโครงกระดูกนั้นออกมาถือไว้ในมือของตนจากนั้นจึงได้เดินลมปราณเข้าไปในกำไลนั้นเพื่อกระตุ้นอาคมภายในให้ทำงานขึ้นมา ในทันใดนั้นเองที่ภายในจิตใจของเขาบังเกิดการรับรู้บางอย่างขึ้น ราวกับภายในความคิดของเขาสามารถมองเห็นกล่องขนาดกว้างยาวประมาณหนึ่งจั้งขึ้นมา เขาสามารถรับรู้ถึงสิ่งของที่บรรจุภายในกล่องนั้น 

           ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ทราบแล้วว่ากำไลเหล็กนี้คือสิ่งใด มันคือวัตถุซึ่งมีอาคมมิติกำกับไว้ภายใน ภายในสิ่งของประเภทนี้จะมีช่องว่างเอกเทศซึ่งมีขนาดเล็ก เจ้าของวัตถุนั้นๆสามารถทำการนำสิ่งต่างๆเข้าไปเก็บไว้ภายในนั้นได้ ซึ่งมีความสะดวกเป็นอย่างมากในการเดินทาง 

           สิ่งนี้ก็คือกำไลมิติ…เดิมทีสิ่งนี้นับว่าหาได้ยากเป็นอย่างมากในพื้นที่ห่างไกลเช่นมณฑลฟูเฉียน หากจะนับรวมๆแล้วภายในสำนักระดับใหญ่ของมณฑลอาจจะมีไว้ในครอบครองเพียงสองถึงสามชิ้นเท่านั้น และวัตถุอาคมมิติแต่ละชิ้นมักจะถูกครอบครองโดยผู้มีอำนาจและผู้เยาว์ที่มีอนาคตอันรุ่งโรจน์ของสำนักเท่านั้น 

           นั่นจึงทำให้ถังเฟยหู่ตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ค้นพบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ในอารามรกร้างแห่งนี้ เขาถึงกับเผยรอยยิ้มอย่างพึ่งพอใจออกมาพร้อมกับนำกำไลนั้นสวมเข้าไปบนข้อมือของตนเองในทันที เขาลูบกำไลนั้นพร้อมกับใช้จิตสัมผัสในการสำรวจสิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายในนั้นจากเจ้าของคนเก่า 

           ภายในกำไลนั้นมีเนื้อที่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรในการฝึกฝนจำพวกธาตุวารีเสียเป็นส่วนใหญ่ ภายในกำไลข้างนั้นกลับไม่พบของวิเศษจำพวกอาวุธหรือพวกคัมภีร์ยุทธ์ใดๆ ถังเฟยหู่ได้ทำการนำทรัพยากรทั้งหมดภายในกำไลนั้นออกมา 

           ในตอนนั้นเองที่กลางอากาศเบื้องหน้าของถังเฟยหู่ได้ปรากฏของจำนวนมากออกมาจากกลางอากาศ พวกมันก็คือสิ่งของที่หลงเหลืออยู่ภายในกำไลข้างนั้น ของเหล่านั้นมีทั้งพืชพันธุ์และเม็ดยาธาตุเหมันต์หลากหลายประเภท แต่ของพวกนั้นแทบทั้งหมดหลงเหลือสรรพคุณยาเพียงแค่เศษเสี้ยวด้วยกาลเวลาที่ผ่านมาอย่างเนิ่นนาน อีกทั้งกำไลมิติอันนี้ยังมีความสามารถในการรักษาวัตถุดิบภายในน้อยเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรของพวกนั้นก็ยังมีประโยชน์กับถังเฟยหู่อยู่ดี 

           “ของพวกนี้เป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนปราณเก้าเยือกแข็งเป็นอย่างมาก บางทีของพวกนี้อาจทำให้สามารถทะลวงขั้นหกระดับสุดยอด…หรือไม่ก็ขั้นเจ็ดก็ได้ หรืออีกหนทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ก็คือการใช้มันเพื่อมาฝึกฝ่ามือธุลีจันทราที่พึ่งได้รับมา… ” ถังเฟยหู่คิดหนทางเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรเหล่านี้ 

           โดยหลังจากที่ไตร่ตรองโดยถี่ถ้วนแล้วเขาจึงได้แบ่งทรัพยากรตรงหน้าของเขาทั้งหมดออกเป็นสิบส่วนเท่าๆกัน โดยเจ็ดส่วนแรกมีไว้เพื่อเพิ่มพูดขอบเขตของปราณเก้าเยือกแข็งและอีกสามส่วนเพื่อฝึกฝนฝ่ามือธุลีจันทรา เหตุผลที่เขาตัดสินใจแบบนี้ก็เพราะลมปราณเป็นส่วนสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการต่อสู้ 

           หากเป็นกระบวนท่าและวรยุทธ์ต่างๆเป็นยอดอาชา พลังปราณก็เปรียบเสมือนอาหารของอาชาทั้งหลาย แม้นจะมีสุดยอดอาชาแต่หากไร้ซึ่งอาหารและการเลี้ยงดูที่ดีพอก็อาจทำให้อาชาเหล่านั้นแพ้พ่ายให้แก่อาชาธรรมดาดาษเดื่อนทั่วไปก็ได้ 

           แต่นั่นคือกรณีทั่วๆไปของวรยุทธ์ แต่โลกของวรยุทธ์กล่าวกันว่าทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้เช่นกัน เช่นเคล็ดการฝึกกระบวนท่าของสุดยอดวรยุทธ์บางประเภทเมื่อฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์พร้อมอาจทำให้ก่อเกิดลมปราณเฉพาะตัวของชุดวิชานั้นๆขึ้นมาภายในร่างกายของผู้ฝึกวิชาจึงทำให้ไม่จำเป็นต้องฝึกปราณใดๆ อีกทั้งปราณประเภทนั้นยังมีความเข้ากันได้กับวรยุทธ์นั้นๆจนถึงขั้นสูงสุด 

           กลับมาทางด้านถังเฟยหู่ ชายหนุ่มได้กลับมาให้ความสนใจกับน้ำเต้าสุราในมืออีกครั้ง บนพื้นผิวของน้ำเต้าสุรานั้นดูไปแล้วก็เหมือนน้ำเต้าสุราปกติทั่วๆไปไม่มีความพิเศษแม้แต่น้อย พื้นผิวของน้ำเต้ามีสีน้ำตาลอ่อนที่ดูไปแล้วคือเนื้อไม้ของผลน้ำเต้าธรรมดา ที่คอคอดบริเวณกลางน้ำเต้าสุราได้มีเชือกเก่าๆเส้นหนึ่งผูกเอาไว้เพื่อใช้สำหรับพกพา ชายหนุ่มยังคิดไม่ออกแม้แต่น้อยเลยว่าสิ่งนี้จะมีอาคมประเภทไหนกันแน่ 

           เขาได้ลองโคจรปราณของตนเข้าสู่น้ำเต้าในมือแต่ก็ไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแม้แต่น้อย ราวกับว่าน้ำเต้าอันนี้เป็นเพียงวัตถุธรรมดาไร้ค่าเพียงเท่านั้น เขาได้เลิกสนใจน้ำเต้าสุรานั่นและส่งความคิดความต้องการของตนเองไปยังกำไลมิติบนข้อมือ ในตอนนั้นเองที่รอบน้ำเต้าสุราได้เกิดการสั่นไหวราวกับมิติที่บิดพลิ้ว ทันใดนั้นเองที่น้ำเต้าสุราในมือของเขาได้หายไป มันได้เข้าไปอยู่ในกำไลมิติของเขาเป็นที่เรียบร้อย 

           ถังเฟยหู่ได้หันกลับไปมองยังกองทรัพยากรที่อยู่ตรงหน้าและเริ่มสำรวจพวกมันอีกครั้งโดยละเอียด แม้ของพวกนั้นจะหลงเหลือสรรพคุณยาไม่มากแต่ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งอดีตมันเคยเป็นทรัพยากรชั้นสูงมาก่อน แม้ผ่านกาลเวลาที่ยาวนานจนเหลือพลังเพียงเศษเสี้ยวแต่ก็ยังนับว่าเป็นของวิเศษสำหรับผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราณ 

           เขาได้หยิบเม็ดยาสีฟ้าเม็ดหนึ่งจากกองทรัพยากรเบื้องหน้าขึ้นมา เขาได้มองสำรวจยาเม็ดนั้นอย่างสนใจ “ยาเม็ดนี้มีความคล้ายกับยาบำรุงปราณชีพของสำนัก แต่สรรพคุณของมันเหนือกว่ามากนัก…แต่ยาเม็ดนี้กลับเน้นการดูดกลืนพลังวิญญาณในธาตุวารีเหมันต์โดยเฉพาะ ช่างน่าอัศจรรย์นัก…ไม่ทราบว่าในอดีตตอนที่เม็ดยานี้สมบูรณ์พร้อมจะน่ากลัวขนาดไหน…บางทีอาจถึงขั้นที่เมื่อคนในขอบเขตปราณกินเข้าไปอาจจะดึงดูดพลังวิญญาณที่เกินจะรับได้เข้ามาจนตายก็ได้….” 

           ถังเฟยหู่มองเม็ดยานั้นอีกครั้งก่อนที่จะโยนมันใส่เข้าปากของตนในทันที จากนั้นเขาก็ได้เข้าไปนั่งบนอาสนะเบื้องหน้ารูปปั้นขนาดใหญ่ตรงหน้า ในตอนนั้นเองที่ยาเม็ดสีฟ้านั้นเริ่มออกฤทธิ์ พลังวิญญาณในธาตุวารีได้หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วราว ถังเฟยหู่เองก็ได้เริ่มโคจรปราณเก้าเยือกแข็งต่อไปในทันที… 

ความคิดเห็น