Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 2

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.7k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2562 19:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 2
แบบอักษร

2. 

“ได้เจอกันสักที...ฉันรอพบเธอมานานเหลือเกิน” 

ลมหายใจถี่รัวเพิ่งจะเริ่มกลับมาเป็นจังหวะปกติ ความรู้สึกที่ไม่เคยพานพบเพิ่งจะค่อยๆ สงบลง แต่แล้วคำพูดของผู้อาวุโสก็ทำให้เกิดความสับสนอีกครั้ง

รอพบงั้นเหรอ

“คุณ จาง ผิง หมายความว่ายังไงครับ” คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันยามมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความเคลือบแคลง

คนถูกถามยิ้มรับ แต่ก็ไม่ได้เฉลยความสงสัยนั้นให้ได้รู้

“ได้พบแล้วสินะ คนที่เธอรอคอย”

ดวงตาเรียวสวยไหวสั่นระริกยามนึกถึงใครบางคน ทั้งยังงุนงงกับคำพูดที่ราวกับล่วงรู้ ขนอ่อนในกายลุกชันโดยไม่ทราบสาเหตุ

“จาง เฟิงหลง หลานชายของฉันเอง”

“ทำไม...” 

“ทำไมฉันถึงรู้น่ะหรือ” ประโยคคำถามของลี่ชิงยังไม่ทันถูกเอ่ยจนจบหญิงชราก็พูดขึ้นต่อ

สีหน้าและรอยยิ้มน้อยๆของ จาง ผิง ดูอ่อนโยน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับทำให้คนมองรู้สึกถึงได้ถึงพลังบางอย่าง

พลังที่บ่งบอกว่าไม่มีเรื่องใดที่ไม่รู้

“ทุกเรื่องราวมีเหตุผลและที่มา คือลิขิตที่ไม่อาจเลี่ยง” 

“...”

“เธอรู้เหตุผลที่เฟิงหลงไม่รู้สึกเหมือนเธออยู่แล้วใช่ไหม” อาการของคนเป็นหลานแตกต่างจากลี่ชิงอย่างชัดเจน ไร้ความรู้สึก ไร้ท่าทีใดทั้งที่ตามธรรมชาติแล้วไม่ควรจะเป็นแบบนั้น

การเจอคู่แห่งโชคชะตา กลิ่นของอีกฝ่ายมักจะรุนแรงต่อความรู้สึกจนยากจะควบคุม

“คงเป็นเหตุผลเดียวกับที่เธอไม่มีอาการฮีท”

จาง ผิง ไม่รู้ถึงเหตุผลนั้น และคนที่รู้มีเพียงลี่ชิง

คนแก่ไม่ซักถามเพราะไม่ใช่หน้าที่ ขณะที่คนรู้นั้นหลุบสายตาลงมองพื้น สองมือกำเข้าหากันเพื่อลดความสั่นไหว

เดิมทีเพียงแค่คิด ยังไม่แน่ใจ แต่คำพูดของผู้อาวุโสบ่งบอกว่าเหตุผลที่คิดนั้นอาจถูกต้อง

“ในเมื่อไม่รู้สึกก็ต้องทำให้รู้สึก”

ลี่ชิงเลื่อนสายตาขึ้นมองคนพูดพลางทวนประโยคเมื่อครู่ในหัวอีกครั้ง

“ทำ?”

“ถ้าฉันจะสู่ขอให้เธอมาเป็นคนของตระกูลจาง...เธอจะว่ายังไง” 

คนถูกถามชะงักค้าง หูอื้อขึ้นมาฉับพลัน สมองประมวลผลคำพูดนั้นซ้ำๆ อย่างไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือไม่ ก่อนคนตรงหน้าจะพูดต่อ ตอกย้ำให้แน่ใจ

“จาง ลี่ชิงก็ไม่เลวเลยนะ”

จาง ผิง พูดพร้อมทั้งระบายยิ้มกว้างให้คนมองรู้สึกอยากยิ้มตาม

“จาง ลี่ชิง”

ลี่ชิงพึมพำเสียงเบา แม้จะเป็นสิ่งที่ฟังดูไม่คุ้นชินแต่ความรู้สึกกลับไม่ติดขัดสิ่งใด ราวกับว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

จาง ลี่ชิง...

“หมั้นหมายกันไว้แล้วค่อยแต่งงาน”

หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้นมาเพราะคำสุดท้าย

แต่งงาน

ในหัวพลันจินตนาการไปถึงภาพการได้เคียงคู่ ใช้เวลาทุกวินาทีและมีความสุขไปกับอีกคน ก่อนความจริงที่ว่า จาง เฟิงหลง ไม่รู้สึกถึงกลิ่นของคู่แห่งโชคชะตาจะพังทลายฝันอันแสนหวานนั้นลง

ใบหน้าที่เจือความสุขค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหม่นหมอง

“เขา...จะยอมงั้นเหรอ”

“ฉันมีวิธี”

“แบบนั้นมันก็เป็นการบังคับ” ลี่ชิงพูดด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา

“ไม่มีใครฝืนโชคชะตาไปได้” ความอ่อนโยนและรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยไม่มีเลือนลง ดวงตาที่ไร้ความสั่นไหวใดทำให้ใจของลี่ชิงสงบนิ่งมากขึ้น 

“ฤกษ์หมั้นคืออีกสามเดือนข้างหน้า เตรียมตัวเอาไว้เถิด”

ตาเรียวรีเบิกขึ้นนิดๆ กับสิ่งที่ได้ยิน อาการซึ่งมักจะเก็บได้ดีไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนหลุดรุ่ยไม่มีชิ้นดีเมื่ออยู่กับผู้อาวุโสที่ราวกับหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

ต่อให้พยายามปั้นหน้านิ่งแบบที่มักทำเสมออีกฝ่ายก็คงรู้ได้อยู่ดี

“คุณยาย...” 

“เรียกฉันว่าไหน่ไนแบบที่เฟิงหลงเรียกเถอะ”

“ไหน่ไน...รู้เรื่องราวทั้งหมดอยู่แล้วเหรอครับ” ทุกอย่างเหมือนถูกเตรียมพร้อมไว้หมดแล้วจนลี่ชิงอดถามออกไปไม่ได้ แล้วก็ได้รับคำตอบเป็นการกดหน้าลงรับ

“ถึงได้บอกว่าฉันรอพบเธอมานานเหลือเกิน” ปลายหางเสียงมีความสั่นพร่า อีกทั้งดวงตาฝ่าฟางยังไหวสั่นระริกโดยที่คนฟังไม่ได้สังเกต

“เฟิงหลงไม่มีทางหนีหัวใจตัวเองได้ เพราะเธอทั้งสองคือคู่แห่งโชคชะตา”

 

แกร๊ก

ประตูซึ่งถูกเปิดออกในที่สุดทำให้ทุกคนที่อยู่หน้าห้องหันมองอย่างพร้อมเพรียง ทว่าที่มีผลกับคนถูกมองที่สุดคือสายตาคมดุราบเรียบที่ตวัดมาคล้ายกับกำลังจับผิด

มือบางทั้งสองข้างกำแน่น ลมหายใจถูกสูดเข้าออกช้าๆ เพื่อลดอาการของตัวเอง ก่อนที่อาการทางกายจะดีขึ้นเพราะร่างสูงใหญ่ก้าวเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ทิ้งเพียงความวูบโหวงในอกเอาไว้แทน

“ลี่ชิง” ลลิตาลุกขึ้นไปหาลูก เอื้อมไปจับฝ่ามือบางเอาไว้แล้วลูบไล้ จากนั้นจึงระบายยิ้มพลางสอดมือประสานแล้วรั้งให้คนเป็นลูกก้าวตาม

ลี่ชิงไม่อยากเดินออกจากตรงนั้น อยากอยู่ใกล้ใครอีกคน แต่สิ่งที่ทำได้คือการก้าวตามพ่อและแม่กลับไปยังโต๊ะ

สถานการณ์ต่อจากนั้นมีเพียงความเงียบ คลื่นแห่งความสงสัยถูกสะกดให้อยู่นิ่งเพื่อรอเวลาถาม ลี่ชิงสัมผัสได้เพียงแต่ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากบทสนทนาที่เกิดขึ้นภายในห้อง

กระทั่งช่วงเวลาสุดท้ายของงานมาถึง เจ้าของงานวันเกิดขึ้นกล่าวบนเวทีเพื่อขอบคุณแขกทุกคนอีกครั้ง โดยคราวนี้ลี่ชิงหันไปมองทางเวทีไม่วางตา จับจ้องที่ใครนั้นด้วยสายตาซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกตามสัญชาตญาณ

จาง เฟิงหลง ยืนอยู่เคียงข้างผู้เป็นย่าด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านเต็มความสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบสองเซนติเมตร การแต่งกายด้วยชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว สูทและกางเกงสแล็คสีดำอย่างเรียบง่ายกลับทำให้ดูดีแบบที่ใครหลายคนไม่อาจละสายตา

ยิ่งกับลี่ชิงแล้ว...ไม่ละไปไหนเลยสักวินาที แม้แต่ตอนที่อีกคนก้าวลงจากเวทียังยืดคอตามน้อยๆ

งานเลี้ยงวันเกิดจบลง หลายคนยังอยู่พูดคุยกันต่อเพื่อสร้างคอนเนคชั่น กว่าจะได้กลับบ้านจริงๆ จึงเป็นเวลาเกือบห้าทุ่ม

“ขอแวะเข้าห้องน้ำหน่อยนะคะ” 

อี้หย่งปรายตามองผู้เป็นภรรยา แล้วก็ทำเพียงรับคำในลำคอ 

“ลี่ชิงไปกับแม่ไหม”

คนถูกถามพยักหน้ารับทันใด

สองแม่ลูกเดินเคียงข้างกันไปยังห้องน้ำ ทว่าเมื่อถึงด้านหน้ากลับหยุดนิ่ง ไม่มีท่าทีว่าจะเข้าห้องน้ำแต่อย่างใด

“ลูกรู้จักกับคุณยายผิงด้วยเหรอหืม”

ลี่ชิงลอบสูดลมหายใจให้กับคำถามนั้นพลางส่ายหน้าไปมาช้าๆ

“แล้วทำไม...”

“ผมก็ไม่รู้”

“บอกแม่ได้ไหมว่าเขาคุยเรื่องอะไร” 

ลี่ชิงส่ายหน้าอีกครั้งให้คนเป็นแม่ทำเพียงยิ้มรับบางๆ

“งั้นไม่เป็นไร...เราเข้าห้องน้ำกันดีว่านะ” 

ดวงตาเรียวรีซึ่งแตกต่างจากดวงตากลมสวยคู่ตรงหน้าทอดมองผู้ให้กำเนิดอย่างซาบซึ้ง

แม่ไม่เคยบังคับเลย ไม่ว่าจะเรื่องอะไร

คนทั้งสองเดินไปกันคนละฝั่ง จัดการธุระของตัวเองเรียบร้อยก็ออกมารอที่จุดเดิม ลี่ชิงยังไม่เห็นแม่จึงยืนรอ

“ขอโทษนะครับ”

เสียงทักนั้นทำให้สายตาที่มองตรงไปยังห้องน้ำหญิงถูกดึงกลับมาข้างตัว แล้วลี่ชิงก็ได้พบกับผู้ชายที่หน้าตาบ่งบอกถึงสัญชาติฝั่งยุโรป รูปร่างสูงเพรียวพอกันๆ แต่อีกฝ่ายน่าจะสูงกว่าเล็กน้อย

ตาสีชมพูคู่นั้น เห็นเพียงครั้งเดียวก็จำได้ 

คนที่เขาเคยชนที่ร้านเสื้อ

ลี่ชิงเอ่ยถามว่ามีอะไรผ่านทางสายตา

“เราเคยเจอกันแล้ว ผมชนคุณที่ห้องลองเสื้อ”

“ครับ”

“แนะนำตัวก่อน ผมแกเรน นี่นามบัตร” 

อีกฝ่ายล้วงเข้าในเสื้อสูทด้านในแล้วหยิบกระดาษสีเดียวกับดวงตาส่งมาให้

“ไม่ทราบว่าคุณ...”

“ลี่ชิงครับ” ลี่ชิงตอบพร้อมทั้งรับนามบัตรนั้นมา

“คุณลี่ชิง...พอดีตอนนี้เรากำลังจะเปิดโมเดลลิ่ง คุณสนใจที่จะเป็นนายแบบบ้างไหม”

“นายแบบ?”

ลี่ชิงทวนคำเสียงฉงน ยามที่ดวงตาก็กวาดมองรายละเอียดต่างๆ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมองหน้าอีกฝ่าย แม้สายตาจะสะดุดอยู่ที่ปลอกคอนั้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่มองให้เสียมารยาท

“ใช่ บอกตรงๆ ว่ารูปร่างหน้าตาคุณมันตรงกับที่เราต้องการ”

“...” ดวงตาเรียวรีจับจ้องหน้าคนพูด บางอย่างในดวงตาสีชมพูคู่นั้นมันบ่งบอกถึงความจริงใจ ทว่าเท่านี้ไม่เพียงพอที่จะให้เชื่อใจได้

ถึงการได้เข้ามาอยู่ในงานนี้จะการันตีเจ้าตัวไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ทำให้ลี่ชิงรู้สึกวางใจ

“ถ้าคุณไม่มั่นใจในตัวผม โมเดลลิ่งนี้เป็นการลงทุนของ อาร์เธอร์ จาง” แกเรนเห็นกระแสความไม่เชื่อใจในดวงตาคนตรงหน้าจึงพูดถึงส่วนที่สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ตัวเองได้

กึก

แล้วมันก็ได้ผลเมื่อคนฟังชะงัก แววตาแปรเปลี่ยน

“อาร์เธอร์ จาง?”

“หรือว่า จาง เฟิงหลง นั่นเอง”

เมื่อแน่ใจ สีหน้าและความรู้สึกของลี่ชิงก็เปลี่ยนไปทั้งหมด

“...คุณเฟิงหลงดูแลอยู่เหรอครับ”

แกเรนแปลกใจกับคำถามนั้น แต่ก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกนั้นออกไป ทำเพียงเอ่ยตอบเท่าที่จะสามารถเปิดเผยข้อมูลได้

“ครับ ดูแลในส่วนการลงทุน แต่ระบบงานทั้งหมดจะเป็นผมที่ดูแล”

ความไม่สนใจของลี่ชิงก่อนหน้านี้ตีโค้งกลับจนหากเป็นรถคงเกือบจะพลิกคว่ำ

“ผมจะลองคิดดู” 

แกเรนมีสีหน้าที่ดีขึ้นเมื่อได้ฟังคำตอบที่ดูมีโอกาส

“ถ้าตัดสินใจยังไงก็ติดต่อผมมาได้ เราลองมาคุยเรื่องสัญญากันก่อนก็ได้”

“ครับ” 

“ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนเวลาแล้ว...หวังว่าจะได้รับการติดต่อจากคุณ” 

แกเรนพยักหน้าให้เล็กน้อยเป็นการบอกลา ก่อนลี่ชิงจะทำแบบเดียวกันกลับ แล้วร่างสูงเพรียวในชุดสีน้ำเงินก็เดินผ่านหน้าไป สวนทางกับคนที่ลี่ชิงยืนรอ

“คนรู้จักของลูกเหรอ?” ลลิตาถามขึ้นเมื่อเดินมาถึงตัวลูก เธอเห็นว่าทั้งสองยืนคุยกันตั้งแต่เดินออกมาถึงหน้าห้องน้ำ

“เปล่าครับ”

คิ้วคู่สวยเลิกขึ้นอย่างแปลกใจกับคำตอบ

“เอ๊ ทำไมวันนี้ลูกคุยแต่กับคนที่ไม่รู้จักทั้งนั้นเลย” คนเป็นแม่เอ่ยด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

“ไม่รู้สิครับ” ลี่ชิงหลุดหัวเราะตามน้อยๆ จากนั้นจึงอธิบายต่อ “แต่คนเมื่อกี้เป็นเอเจนซี่มาติดต่อให้เป็นนายแบบ”

“นายแบบ?” ลลิตาทวนคำเดียวกันกับลี่ชิง ความแปลกใจฉายชัดอยู่บนหน้า แต่ก็มลายหายไปเมื่อกวาดสายตามองคนเป็นลูก

ลี่ชิงเป็นโอเมก้าที่ตัวสูงเพรียว ผิวขาวจัด ดวงตาเรียวเฉี่ยวตามเชื้อชาติของผู้เป็นพ่อ วันนี้ผมสีน้ำตาลเข้มที่ยาวเกือบจะถึงกลางหลังถูกทำทรงให้หยักน้อยๆ

“แล้วลูกสนใจไหม?”

“ก็คิดอยู่...ถ้าสนใจ แม่จะว่ายังไง” 

คนถูกถามระบายยิ้มบางๆ

“จะว่ายังไงล่ะ ก็เชื่อว่าลูกจะทำได้ดีแน่นอน” พอเห็นลี่ชิงยิ้มตาม ลลิตาก็ชวนกลับบ้านไปพักผ่อน “ปะ กลับบ้านกันดีกว่า”

ใบหน้าเรียวกดลงรับ จากนั้นจึงเดินกลับไปจุดที่คนเป็นพ่อรออยู่ และเมื่อขึ้นรถลี่ชิงก็ชิงปิดเปลือกตาลงเพื่อปิดกั้นการถูกถามในทุกเรื่อง โดยมีคนเป็นแม่แก้ต่างให้ว่าเมื่อคืนนอนดึก

“เดี๋ยว”

ทว่าตอนลงจากรถก็ไม่อาจหนีพ้น คนที่ถูกรั้งเอาไว้หยุดนิ่ง ลมหายใจแห่งความเบื่อหน่ายถูกพรูออกช้าๆ แล้วคนเรียกก็ก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้า

“สรุปว่าคุยกับคุณจาง ผิง เรื่องอะไร”

“ไม่มีอะไร”

“หวัง ลี่ชิง” หวัง อี้หย่ง เรียกชื่อคนเป็นลูกเต็มยศเพื่อเป็นการเตือนว่าให้ตอบในสิ่งที่เขาต้องการฟัง

ขณะที่ลี่ชิงก็ยิ่งปรับแววตาให้แข็งกระด้าง เอ่ยพูดด้วยถ้อยคำที่ขัดใจอีกฝ่ายยิ่งกว่า

“มันไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับป๊า”

“แต่แกเป็นลูกฉัน อะไรที่เกี่ยวกับแกก็คือเกี่ยวกับฉัน” น้ำเสียงคนพูดกดต่ำลงอย่างแสดงถึงอำนาจ

ลลิตามองหน้าสามีและลูกสลับไปมาด้วยความหวั่นใจ 

“เพิ่งจะมาอยากเกี่ยวอะไรตอนนี้” ลี่ชิงตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่มันยิ่งกลายเป็นการโหมไฟกรุ่นโกรธจากคนเป็นพ่อให้ลุกโชน  เสียงเรียกชื่อดังจนร่างบอบบางสะดุ้ง 

“ลี่ชิง!”

ทว่าเจ้าของชื่อกลับไม่สะทกสะท้าน ดวงตาเรียวที่ถอดแบบจากคนพูดทอความราบเรียบเย็นชา ไร้ซึ่งความหวาดกลัว

“ผมบอกว่าไม่เกี่ยวก็คือไม่เกี่ยว ไม่มีผลประโยชน์อะไรที่จะให้ป๊าฉกฉวยได้ทั้งนั้น”

พูดจบร่างสูงเพรียวก็หมุนตัวไปทางบ้านหลังเล็กของตัวเองโดยไม่สนใจเสียงกัมปนาทที่ดังตามหลัง

--

ด้านบ้านของตระกูลจางก็มีคนที่อยากรู้เรื่องราวของการคุยกกันระหว่าง จาง ผิง กับ ลี่ชิง เช่นเดียวกัน

“ไหน่ไนจะไม่บอกผมจริงหรือว่าคุยอะไรกับเด็กคนนั้น”

ร่างสูงใหญ่ถามขึ้นหลังจากที่ประคองผู้เป็นย่านั่งลงบนโซฟาในห้องนอน

“แล้วอาเฟิงจะอยากรู้ไปทำไม”

“...” คนที่ทรุดตัวนั่งลงข้างกันไม่ตอบอะไร

“สนใจเขาหรือ” 

“เปล่า” คำปฏิเสธนั้นดังขึ้นทันควันจนคนแก่หลุดยิ้ม แล้วเฟิงหลงก็รีบอธิบายต่ออย่างกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดว่าเขาสนใจเด็กที่ดูเหมือนกำลังไม่สบายคนนั้น “ก็แค่อยากรู้ว่าไหน่ไนไปรู้จักเด็กนั่นตอนไหน”

“ลี่ชิง”

“?” ชื่อที่ไม่เคยได้ยินทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“เขาชื่อ หวัง ลี่ชิง”

“ผมไม่ได้อยากรู้” เฟิงหลงตอบกลับเมื่อรู้ว่าผู้เป็นย่าเอ่ยถึงชื่อใคร

“จำเป็นต้องรู้”

คราวนี้หัวคิ้วเกือบจรดชนกันเพราะคำพูดที่สื่อความหมายบางอย่าง

“ทำไมถึงจำเป็น” 

จาง ผิง ยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า มองหลานชายคนโปรดด้วยสายตาอ่อนโยน 

“ไหน่ไนอยากพักผ่อน เอาไว้วันหลังค่อยคุยกัน” ทว่าประโยคต่อมากลับไม่ใช่คำตอบ ทั้งยังเปลี่ยนเป็นอีกเรื่องอย่างตัดบทสนทนา

เฟิงหลงจ้องมองใบหน้าซึ่งมีร่องรอยตามอายุ ก่อนจะถอนหายใจแล้วขยับไปกอดร่างอวบอิ่มเอาไว้ พร้อมทั้งกล่าวคำอวยพรสำหรับวันพิเศษนี้

“สุขสันต์วันเกิดอีกครั้ง แล้วก็ฝันดีครับ”

จาง ผิง ตบแผ่นหลังกว้างเบาๆ เป็นการตอบรับ จากนั้นเฟิงหลงจึงผละออกแล้วลุกขึ้นยืน ปล่อยให้คนดูแลของย่าได้ทำหน้าที่ต่อ

หวัง ลี่ชิง 

ถึงปากจะบอกว่าไม่สนใจ แต่ชื่อนี้กลับวนเวียนอยู่ในหัวไม่ไปไหน

--

บ้านหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่ในสวนอย่างเงียบสงบมีเพียงสองแม่ลูกและคนดูแลคนหนึ่งอาศัยอยู่ ถึงอย่างนั้นระบบรักษาความปลอดภัยก็แน่นหนา ไม่มีใครสามารถเข้าออกได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้าน

อากาศยามเช้าตรู่ในช่วงหน้าฝนชุ่มฉ่ำและเย็นสบายพอที่จะไม่ต้องเปิดแอร์ หน้าต่างทุกบานถูกเปิดออกรับกลิ่นอายต้นไม้ใบหญ้า สร้างความสดชื่นให้คนได้สัมผัสจนรอยยิ้มน้อยๆ แต่งแต้มอยู่บนใบหน้า

“ป้าหมักหมูเรียบร้อยแล้วนะคะ” 

ลลิตาหันไปหาแม่บ้านที่เดินมาบอกพลางยิ้มรับ ร่างบอบบางก้าวตรงไปยังห้องครัว เช็กวัตถุดิบที่ถูกเตรียมไว้แล้วครบก็หยิบหม้อขนาดกลางมาตั้งบนเตาแก๊ส เทน้ำใส่ครึ่งหม้อ

“นึกยังไงถึงทำโจ๊กไข่เยี่ยวม้าคะ” 

“ลี่ชิงบ่นว่าอยากกินค่ะ คงจะเริ่มเบื่ออาหารไทย” ลลิตาตอบพร้อมรอยยิ้ม

ด้วยความเกิดและเติบโตที่ไทยลี่ชิงจึงชอบอาหารไทยมากกว่า ทว่าก็มีบางครั้งที่เรียกร้องจะทานอาหารจีน เช่นในวันนี้

“บอกว่าอยากกินแต่สุดท้ายก็คงทานแต่ปาท่องโก๋อีกตามเคย” แม่บ้านวัยชรากล่าวพลางโคลงหัวไปมา ขณะที่ลลิตาก็หัวเราะๆ น้อยอย่างเห็นด้วย

ซี่โครงหมูที่ถูกจัดเตรียมไว้ถูกนำลงหม้อเมื่อน้ำเดือดได้ที่

“เดี๋ยวที่เหลือลินจัดการต่อเอง ป้าเหมยไปทำอย่างอื่นเถอะค่ะ”

“งั้นเดี๋ยวป้าไปซักผ้าก่อนนะคะ”

ลลิตาพยักหน้ารับ จากนั้นแม่บ้านคนสนิทก็เดินออกจากห้องครัวไป จึงเหลือเพียงเธอที่ง่วนกับการทำมื้อเช้าอยู่คนเดียว

โจ๊กไข่เยี่ยวม้าหรือผีตั้นโจวใช้เวลาทำไม่นานนัก เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็จัดขึ้นโต๊ะอาหาร หน้าที่ต่อไปคือปลุกคนที่ยังไม่ตื่นให้ลุกมาทานมื้อเช้า

ประตูห้องนอนของลี่ชิงถูกเปิดเข้าไปอย่างเงียบเชียบ แอร์คอนดิชั่นเนอร์ถูกเปิดไว้ที่ยี่สิบเจ็ดองศา ส่งผลให้อากาศภายในห้องเย็นสบาย แต่คนบนเตียงกลับห่มผ้าจนเกือบมิดหัว

“ชิงชิง” ชื่อเล่นที่คนเป็นแม่ชอบเรียกดังขึ้นพร้อมกับผ้าห่มที่ถูกรั้ง เอ่ยเรียกอยู่ไม่กี่ครั้งคนนอนหลับก็ขยับตัว เปลือกตาปรือเปิดขึ้นช้าๆ

“ได้เวลาทานข้าวเช้าแล้ว” 

ลี่ชิงมีอาการไม่อยากตื่นเช่นทุกวัน ตาที่ลืมขึ้นปิดลง ทั้งยังพลิกตัวหนีไปอีกด้านให้ลลิตาต้องขยับตาม

“ตื่นมาทานข้าวแล้วค่อยนอนต่อนะ” ฝ่ามือบางลูบไล้ไหล่ของลูกผ่านผ้าห่มผืนหนา ทำอยู่อย่างนั้นกระทั่งลี่ชิงเริ่มขยับตัวอีกครั้ง ก่อนที่สุดท้ายจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

“ง่วง”

“แม่รู้ แต่ลูกต้องตื่นมาทานข้าว” ลลิตาปลอบโยน ขณะที่มือก็จัดผมที่ไม่เป็นทรงให้เข้าที่เข้าทาง

“...” ลี่ชิงแน่นิ่งอยู่สักพักก็ค่อยๆ ลืมตา สองมือขยี้ตาน้อยๆ เหมือนเด็ก จากนั้นจึงขยับลงจากเตียงอย่างโงนเงน หายเข้าไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาอยู่ห้านาทีก็กลับออกมา

“เมื่อคืนนอนดึกเหรอหืม” ลลิตาถามขึ้นในตอนที่นั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะอาหาร ด้านคนถูกถามก็พยักหน้ารับอย่างเดียว

ปาท่องโก๋ที่ถูกเตรียมไว้ถูกลี่ชิงหยิบมากินเป็นอย่างแรกตามนิสัย คนเป็นแม่เลยต้องกระตุ้นให้ทานโจ๊กในถ้วย แต่สุดท้ายคนที่บอกว่าอยากกินก็ทานไปไม่ถึงครึ่ง ที่หมดเห็นจะเป็นปาท่องโก๋บนจานเพียงเท่านั้น

มื้อเช้าผ่านไปอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว กินเสร็จลี่ชิงก็เดินกลับห้องนอน ขณะที่ลลิตานั้นเตรียมตัวออกไปดูร้านจัดดอกไม้ของตัวเองเช่นทุกวัน

ในแต่ละวันจะมีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆ โดยจะเยอะเป็นพิเศษในช่วงเทศกาล 

ดอกไม้นานาพรรณถูกจัดตกแต่งอยู่แต่ละมุมอย่างสวยงาม กลิ่นดอกไม้หอมอ่อนจึงลอยอบอวลอยู่ภายในร้าน ขลับให้ลูกค้าที่เปิดประตูเข้ามารู้สึกผ่อนคลาย

เสียงกระดิ่งที่ห้องอยู่หน้าร้านดังขึ้นเป็นสัญญาณว่ามีลูกค้าคนแรกของวันนี้แล้ว

“สวัสดะ...คุณยาย” ประโยคต้อนรับยังไม่ทันถูกเอ่ยจนจบคำทักอย่างแปลกใจก็ดังขึ้นก่อน

“ฉันอยากจะได้ดอกไม้สักช่อ”

“...เป็นดอกอะไรดีคะ” ลลิตาถามต่อแม้ความแปลกใจจะยังไม่คลายลง

เธอเปิดร้านนี้มาเกือบสิบปีแต่กลับไม่เคยเห็นคุณยาย จาง ผิง มาที่ร้าน กระทั่งในงานเลี้ยงวันเกิดอาทิตย์ก่อนที่อีกฝ่ายทำราวกับรู้จักลี่ชิง ความบังเอิญที่ดูจะมากเกินไปก็เกิดขึ้นในวันนี้

“พอจะมีอะไรแนะนำฉันไหมล่ะ”

“ต้องขออนุญาตถามว่าจะใช้เนื่องในโอกาสอะไรคะ”

“โอกาสที่ฉันอยากซื้อเฉยๆ” 

ผู้อาวุโสตอบพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ หากไม่มีสายตาที่อ่อนโยนเจือความเย้าหยอก ลลิตาคงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังก่อกวน

“เอาอะไรก็ได้มาสักช่อ ฉันว่าจะเอาไปใส่ไว้ในแจกันห้องนอนด้วย”

“ได้ค่ะ...เชิญคุณยายนั่งก่อนนะคะ”

ลลิตาผายมือเชิญ เมื่อคุณยายจาง ผิงถูกคนดูแลประคองไปนั่งลงบนโซฟาเรียบร้อยจึงเดินเข้าไปหลังร้าน ครุ่นคิดถึงไอเดียที่จะจัดดอกไม้ช่อนี้อยู่สักพัก

“ลูกค้าสั่งดอกไม้อะไร และการจัดช่อแบบไหนคะ” ลูกมือซึ่งมีหน้าที่ในการช่วยจัดดอกไม้เอ่ยถามขึ้น

“ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวออเดอร์นี้ฉันจัดการเอง”

คนฟังรับคำพลางค้อมหัวลงให้ ทว่าก็ยังคอยสังเกตอยู่ไม่ห่างว่าเจ้าของร้านจะจัดดอกไม้แบบไหน

คุณลลิตาเป็นคนจัดดอกไม้เก่งและสวยมาก ทุกเทคนิคและไอเดียเผื่อแผ่มาถึงพนักงานทุกคนเสมอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครที่สามารถทำได้สมบูรณ์แบบดั่งที่เจ้าตัวทำ

“ลูกค้าเป็นคนมีอายุ มิ้นต์ว่าใช้ดอกอะไรดี” ลลิตาเอ่ยถามเพื่อให้หญิงสาวได้ลองคิด

“อืม...ดอกกุหลาบสีเหลืองดีไหมคะ”

“ฉันก็คิดไว้อย่างนั้น แต่ว่าเดี๋ยวจะมีทั้งสีเหลือง ส้มอ่อน และมีสีขาวดอกเล็กๆ ให้ดูสุภาพหน่อย แล้วก็แซมด้วยดอกไลเซนทัส ดอกเยอบีร่า ดอกคาร์เนชั่นสเปรย์ แล้วก็ใบยูคาลิปตัส”

“เพราะดอกไม้หลากชนิดจะทำให้ช่อดอกไม้ดูสดใสขึ้น ใช่ไหมคะ” 

“ใช่แล้วจ้ะ”

มินทิราระบายยิ้มเมื่อรู้สึกดีใจที่ตัวเองตอบเหตุผลของการจัดดอกไม้ช่อนั้นถูก

ด้านคนที่นั่งรออยู่ด้านนอกก็สำรวจร้านดอกไม้ที่มีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ด้วยใจที่เป็นสุข ความสดชื่นภายในร้านทำให้คนแก่ที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนรู้สึกสดชื่นตาม

น้ำกลิ่นกุหลาบที่ถูกนำมาเสิร์ฟถูกยกขึ้นจิบเรื่อยๆ เป็นการรอคอยที่ไม่รู้สึกว่านานเลยแม้แต่น้อย

“เรียบร้อยแล้วค่ะ” ลลิตาเป็นคนนำดอกไม้ออกมาให้ด้วยตัวเอง 

จาง ผิง เลิกคิ้วให้กับช่อดอกไม้ที่ดูสดใสทว่ายังคงความสุภาพอย่างถูกใจ

ในช่อนั้นมีจุดเด่นอยู่ที่ดอกกุหลาบสีเหลืองและส้ม แซมด้วยดอกกุหลาบเล็กๆ สีขาว และดอกไม้อื่นที่มีทั้งสีเหลืองและเขียว ห่อช่อข้างในด้วยกระดาษสีส้มอ่อน ข้างนอกเป็นกระดาษสีขาวมุก ผูกด้วยริบบิ้นสีน้ำเงินเข้ม

“สวย ฉันชอบมาก” มือเหี่ยวย่นยืนไปรับมาชื่นชมใกล้ๆ ก่อนจะสั่งให้คนไปจ่ายค่าเสียหายให้เรียบร้อย 

“จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะรบกวนเวลา คุยกับเธอสักหน่อย”

คนถูกถามชะงักไปเล็กน้อย 

“ได้ค่ะ”

ลลิตาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีอะไรที่จะคุยกับตัวเอง แต่บางอย่างในใจมันบอกว่าต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับลี่ขิง

มุมนั่งเล่นเล็กๆ ข้างร้านถูกใช้เป็นสถานที่ในการนั่งคุย น้ำและขนมถูกนำมาเสิร์ฟ ก่อนที่ร่างบอบบางจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม รอให้คนแก่พูดขึ้นโดยไม่เร่งเร้า

“เธอคงแปลกใจที่ฉันมาหาในวันนี้”

“...” คนฟังตอบคำถามด้วยแววตาและสีหน้า

“จากนี้เราคงได้เจอกันบ่อยขึ้น” 

“คุณยายหมายความว่ายังไงคะ?” 

“เรื่องวันนั้น ลี่ชิงได้เล่าอะไรให้ฟังบ้างหรือเปล่า” 

ลลิตาส่ายหน้าไปมาช้าๆ และมันเป็นคำตอบที่ไม่ได้แปลกจากที่คนถามคิดเอาไว้ จาง ผิง จึงพูดต่อ

“บางอย่างก็ต้องรอจนถึงเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะคู่ของกันและกัน...การอยู่กับคนที่ไม่ใช่คู่แห่งโชคชะตามันยาก เธอว่าไหม”

แววตาคนฟังไหวสั่นระริกเมื่อประโยคนั้นกระแทกใจเข้าอย่างจัง

ใช่ เธอรู้ดีเลยล่ะว่าการอยู่กับคนที่ไม่ใช่คู่แห่งโชคชะตามันยากขนาดไหน

“ค่ะ มันยาก” ลลิตาตอบออกไปเสียงแผ่ว

“แต่หากเป็นคู่กันมันจะเป็นความยากที่เราพร้อมจะฝ่าฝัน เป็นความยากที่มีความสุข...ฉันอยากให้หลานชายของฉัน ได้ใช้เวลาแห่งความสุขนั้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

เรื่องของตัวเองถูกสลัดทิ้งยามคำว่าหลานชายและความหมายของประโยคดูมีอะไรซ่อนอยู่ที่เหมือนจะเกี่ยวกับลี่ชิง

“คุณยายจะบอกว่า...”

“ตระกูลจางกับตระกูลหวังกำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกัน” 

ลลิตาเบิกตากว้างกับสิ่งที่ไม่คาดคิด ขณะที่สีหน้าของคนพูดไม่มีแววเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย 

“ฉันได้แต่เฝ้ารอคอย ไม่อาจเร่งเร้าโชคชะตา เพราะทุกอย่างมีเวลาของมัน และเวลานั้นก็มาถึงแล้ว”

“...”

“ฤกษ์หมั้นคือในอีกสามเดือนข้างหน้า เรื่องการเตรียมงานทางนี้จะจัดการเองไม่ต้องเป็นห่วง”

คราวนี้ไม่เพียงแต่ตาที่เบิกกว้างแต่ปากยังอ้าค้าง ลลิตารู้สึกตามทุกอย่างไม่ทัน มึนงงไปหมดจนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำความเข้าใจที่จุดไหน

“ละ ฤกษ์หมั้นหรือคะ” สิ่งที่พึมพำออกไปได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้ายืนยัน “ทำไมมันเร็วไปหมด”

“บางอย่างก็แบบนี้ ไม่ทันให้เราได้ตั้งตัว แต่กับบางอย่างก็ต้องรอหน่อย อย่างเช่น...ฤกษ์แต่งน่ะ”

คนเป็นแม่ใจหายวูบกับคำว่าแต่ง...

ความคิดกระหวัดไปถึงลูกชายของตัวเองซึ่งจะอายุครบ22 ในปีนี้

สำหรับเธอแล้วช่างเร็วเหลือเกินที่จะมีคนอื่นมาดูแลลี่ชิงแทน

“...ลี่ชิงรู้เรื่องทั้งหมดนี้แล้วหรือคะ”

“อืม”

“มันอาจจะมีบางอย่างที่ไม่เหมือนกับปกติ แต่ยังไงสุดท้ายก็จะเข้าร่องเข้ารอยในแบบของมัน”

ลลิตาไม่ค่อยเข้าใจประโยคนั้น คำพูดของผู้อาวุโสบางคราก็กว้างเกินกว่าจะเข้าใจ ทว่าสัญชาตญาณในกายกลับร้องบอกว่าให้เชื่อสิ่งที่คนตรงหน้าพูด

 

 

TBC. 

 

มาลุ้นกันว่าไหน่ไนจะทำยังไงให้มังกรตัวนี้เชื่อฟัง 

บอกเลยว่าคุณเฟิงนี่สุดแสนจะดื้อเลยล่ะค่ะ 

สงสารลี่ชิงเป็นที่สุด 

ฝากเป็นกำลังให้ชิงชิงและโซแอลด้วยน้า 

ฝากแท็ก #มังกรซ่อนเพขรด้วย นะคะ 

ตอนหน้าจะพยายามมาให้เร็วที่สุดค่ะ อิอิ 

ความคิดเห็น