เรบิญ่า/ดาราวลี/สิปาหนันต์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4/1 ความจริงที่น่ารังเกียจที่สุด

ชื่อตอน : ตอนที่ 4/1 ความจริงที่น่ารังเกียจที่สุด

คำค้น : บัวบงกช,ชยากร,วิวาห์เร่รัก,ผู้หญิงหิวเงิน,เอาตัวเร่ขาย,ปากร้าย,เอาแต่ใจ,ไม่ยอมคน,ผู้หญิงน่ารังเกียจ,ขยะแขยง

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 971

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2562 09:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4/1 ความจริงที่น่ารังเกียจที่สุด
แบบอักษร

พอทราบรายละเอียดสด ๆ ร้อน ๆ จากวราวุฒิที่สืบข่าวครอบครัวเพื่อนสนิทของบิดา ทำให้เขาทำงานแทบไม่รู้เรื่อง เมื่อรู้ว่าครอบครัวนั้นกำลังจะล้มละลายถึงขนาดต้องเอาลูกสาวมาเร่ขาย แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าเป็นคนเล็กหรือคนโต แต่การแต่งงานเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนแต่เมื่อบิดามาร้องขอโดยไม่บอกเหตุผล ทำให้เขาไม่รอช้ารีบสืบจนได้ความ แต่จะให้ใช้ชีวิตกับผู้หญิงที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และทำให้ความสุขที่เคยมีต้องขาดหายไปเช่นกัน ทว่าจะหลีกหนีโดยที่ไม่แต่งงานกับผู้หญิงบ้านนั้นก็คงจะไม่ได้ เมื่อบิดาถึงขนาดออกโรงป้องและยังจะตัดพ่อตัดลูก มันอาจจะมีเหตุผลบางอย่างนอกเหนือจากการช่วยเหลือเพื่อนให้รอดพ้นจากการล้มละลาย โดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าเหตุผลนั้นคืออะไร 

เมื่อไม่เคยรู้จักกับลูกสาวของเพื่อนบิดามาก่อน และพักหลังท่านยังแวะเวียนมาพบบิดาที่บริษัทฯบ่อยครั้ง แต่ไม่คิดว่าการแวะเวียนมานั้นจะมีจุดประสงค์แอบแฝง และเหตุผลลึก ๆ ที่สืบรู้มานั้น ก็คือครอบครัวท่านเริ่มจะย่ำแย่จนถึงขั้นล้มละลาย และจับลูกสาวให้แต่งงานเพื่อปลดหนี้ให้ครอบครัว ด้วยจำนวนที่สูงลิ่ว แต่เพราะเหตุใดเล่าทำไมบิดาไม่ยอมปริปากพูดความจริงกับเขา ด้วยความกลัดกลุ้มชยากรจึงคว้าสูทที่พาดอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวออกจากห้องทำงานทันที 

“คุณกรจะรีบไปไหนครับ วันนี้มีนัดเวนเดอร์รายใหญ่นะครับ” 

“เลื่อนนัดวันนี้ให้หมด” ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงห้วนจัด 

หลังทราบข่าวจากวราวุฒิทำให้ชยากรทำงานแทบไม่รู้เรื่องและรู้สึกหงุดหงิดตลอดทั้งวัน หากยังไม่รู้ความจริงจากบิดาก็ยังเป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจไปตลอด ยังไงวันนี้เขาต้องรู้ความจริงให้ได้ โดยไม่สนใจว่ามีนัดประชุมครั้งใหญ่ 

“แต่คุณกรครับ” 

“ไม่มีแต่” น้ำเสียงนั้นเริ่มห้วนขึ้น “ฉันรู้ว่าแกมีวิธีจัดการ” 

“มันสำคัญมากนะครับคุณกร” 

กรกฎเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ามันเป็นงานที่เจ้านายหนุ่มให้ความสำคัญมาก แต่พอเห็นอารมณ์เจ้านายในวันนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือจนเขารับแทนไม่ทัน และมันก็กระชั้นชิดและคงจะเตรียมอะไรไม่ทันแต่ก็ขัดเจ้านายไม่ได้ 

“มันคงไม่ถึงขั้นบริษัทจะล่มจมมั้งไอ้กฎ ถ้าฉันไม่เข้าประชุม” 

คราวนี้กรกฎถึงกับนิ่งไปพักใหญ่เมื่อเจอเจ้านายสวนกลับชนิดที่เขาก็พูดไม่ออก 

“ถ้าแกจัดการไม่ได้ ก็หาคนอื่นเข้าแทนสิไม่เห็นจะยากอะไร พรุ่งนี้สรุปรายงานประชุมทั้งหมดให้ฉันด้วย” ชยากรปรายตามองลูกน้องด้วยสายตาคาดโทษ ก่อนจะพูดต่อ “ฉันเข้าออฟฟิศพรุ่งนี้สิบโมง ต้องเห็นวางที่โต๊ะไม่งั้นเจอดีแน่” 

พอเห็นกรกฎทำท่าว่าจะพูดต่อ ชยากรจึงรีบโบกมือให้และเดินออกไปอย่างหัวเสียเมื่อลูกน้องขัดใจ แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงหันมาพูดกับเลขาหนุ่ม 

“อ้อ…วันนี้ไม่ต้องโทรหาไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันมีธุระไม่อยากให้ใครรบกวน” 

“ครับคุณกร” 

พูดจบชยากรก็เดินออกจากออฟฟิศด้วยความรวดเร็ว หลังจากโทรเช็คไปที่บ้านว่าบิดาจะออกไปข้างนอกและเขาต้องไปให้ทันและต้องพูดให้รู้เรื่อง 

หลังจากเจ้านายหนุ่มเดินพ้นห้องทำงานออกไปทำให้ชยากรหนักใจขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้านายหนุ่มกันแน่หลังกลับจากไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศก็อารมณ์หงุดหงิดราวกับคนละคนที่รู้จัก 

เสียงรถยนต์แล่นเขามาจอดในบ้านและเบรกเสียงดัง ทำให้คนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ถึงกับพ่นลมหายใจออกมาเฮือกยาว เมื่อรู้ว่าคงไม่ใช่ใครนอกจากบุตรชาย ก่อนจะวางหนังสือพิมพ์ลง แต่เจ้าตัวกลับเดินเข้ามาในบ้านด้วยอารมณ์ที่คนเป็นพ่อพอจะเดาได้ หากไม่ติดว่าบุตรชายจะแวะมาที่บ้านแล้วละก็ ป่านนี้คงออกไปข้างนอกแล้ว 

“ทำไมวันนี้ถึงได้กลับแต่หัววันล่ะ”  

นายชัยยาแสร้งเอ่ยขึ้น ทั้งที่เห็นท่าทีของบุตรชายกระฟัดกระเฟียดแต่ก็ยังนิ่งเฉย เมื่อรู้ว่าชยากรจะพูดอะไร เพราะกรกฎได้รายงานหลังจากที่บุตรชายออกจากบริษัทแล้ว โดยที่ไม่ได้สนใจการประชุมในวันนี้สักนิด 

“เรามีเรื่องต้องคุยกันครับคุณพ่อ” 

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น คงไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เพราะพ่อพูดไปหมดแล้ว” 

“แต่ผมว่าคุณพ่อยังพูดไม่หมด” 

“พ่อรู้อยู่แล้วว่าเรื่องแค่นี้คงไม่เกินความสามารถของแก” ชัยยาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพูดต่อ “ถ้ารู้ก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา” 

ชยากรหลับตานิ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ “เหตุผลของคุณพ่อนอกจากจะช่วยคุณอาพัลลภให้พ้นจากการล้มละลาย แล้วมีอย่างอื่นไหมครับ”  

ชยากรเข้าประเด็นทันที แต่ผู้เป็นบิดากลับไม่ตอบ เพราะเหตุผลลึก ๆ นั้น ลูกชายคงไม่มีวันเข้าใจ นอกจากมัดมือชกโดยใช้วิธีบีบบังคับด้วยการตัดพ่อตัดลูก ซึ่งมันได้ผลเสียด้วย 

“ไม่มี” เสียนั้นนิ่งเรียบ 

“ผมไม่เชื่อ” ชยากรโต้กลับทันควัน “ทำไมจะต้องให้ผมแต่งงานด้วยครับ เงินแค่ยี่สิบล้าน ถ้าคุณพ่อจะช่วยคุณอามันก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรนี่ครับ” 

 “พ่อบอกว่าไม่มีก็ไม่มีสิ แกจะเค้นเอาคำตอบอะไรหนักหนา” ชัยยาไม่อยากให้ลูกชายซักถามไปมากกว่านี้จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “พรุ่งนี้วันเกิดอาพัลลภแล้ว…” 

“แล้วไงครับ…จะจัดเลี้ยงวันเกิดงั้นหรอ ไม่มีจะกินขนาดนั้นจะจัดให้สิ้นเปลืองทำไม” เขาสวนทันควัน 

“หยุดเดี๋ยวนี้ตากร ที่แกพูดน่ะ เพื่อนพ่อนะ หัดรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่บ้างสิ อีกหน่อยก็จะเป็นพ่อตาของแก” 

“พ่อตางั้นหรอ” เขาย้อนอย่างขมขื่น “ผมไม่เคยเห็นใครไร้ยางอายขนาดคุณอามาก่อนเลยนะครับ” 

ชยากรหัวเราะในลำคอเบา ๆ ราวกับเป็นเรื่องตลก ทั้งที่ภายในใจเขากลับสมเพชผู้ใหญ่ที่เคยนับถือ แต่ไม่คิดว่าจะได้เกี่ยวดองกัน ต่อไปก็คงต้องเรียกพ่อตาสินะ พ่อกับลูกก็คงหน้าหนาไม่ต่างกัน 

“มันชักจะมากไปแล้วนะ” 

“แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยหรือครับ แต่งงานทั้งทีจะให้ผมเลือกเจ้าสาวหน่อยก็ไม่ได้ แล้วมันจะต่างอะไรที่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างไร้หัวใจ แต่งไปก็ต้องหย่าอยู่ดี” 

พอได้ยินแบบนั้นนายชัยยาถึงกับใจหายวาบ แม้จะรู้ว่ามันเป็นการบังคับลูก แต่ก็เชื่อว่าหากไม่ผิดตัวสักวันชยากรจะมีความสุขในชีวิตคู่แน่นอน เพราะชัยยาก็ไม่อยากเสียผู้หญิงดี ๆ อย่างบัวบงกชจึงต้องใช้วิธีนี้ 

“ถ้าแกเห็นหนูบัว แกจะต้องชอบแน่ ๆ ” ชัยยายิ้มบาง ๆ “งานวันเกิดอาพัลลภเสร็จเมื่อไหร่ พ่อพาหนูบัวมาพบ” 

“หนูบัวของคุณพ่อเป็นคนโตหรือคนเล็กละครับ” 

“คนโต” แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปจากเพื่อนสนิทว่าเป็นลูกสาวคนไหน แต่เขาก็มั่นใจต้องเป็นบัวบงกชที่ยอมเสียสละแน่ ๆ หากเป็นแบบนั้นจริง ๆ ละก็ สักวันชยากรจะหลงรักและไม่คิดหย่าแน่นอน 

“มั่นใจจังนะครับ” 

ชยากรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ไม่คิดว่าแต่งานทั้งทีจะไม่มีสิทธิ์เลือกเจ้าสาว! 

“แกเป็นผู้ชายโชคดีมาก ๆ ที่ได้แต่งงานกับหนูบัว นอกจาก…” 

 “โชคร้ายสิไม่ว่า” ชยากรสวนอย่างไม่ลดราวาศอก โดยไม่ปล่อยให้ผู้เป็นพ่อได้พูดต่อ 

“ถ้าแกได้ใกล้ชิดกับหนูบัว แกจะต้องหลงรัก” นายชัยยาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขเมื่อนึกถึงบัวบงกช “ที่จริงไปทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แกก็รู้ว่าพ่อไม่เคยขออะไรจากแกเลย” 

นายชัยยายังย้ำคำเดิมและไม่ยอมปริปากถึงเหตุผลที่จะให้บุตรชายแต่งงาน 

“อายุก็ปูนนี้แล้ว แกควรจะมีลูกสืบไว้สกุล พ่อรับรองว่าได้เลือกผู้หญิงที่ดีที่สุดให้แกแล้ว” 

“ถ้าผู้หญิงดีจริง ก็คงไม่ทำแบบนี้หรอกครับ ไม่รู้ว่าผ่านมากี่น้ำแล้ว อยู่ ๆ ถึงได้โยนโครมมาให้ผมแบบนี้” 

แม้จะไม่พอใจกับสิ่งที่บุตรชายพูด แต่นายชัยยาก็ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงให้เสียเวลา และเข้าใจความรู้สึกของบุตรชายในตอนนี้ดี หากไม่ทำเช่นนี้ก็กลัวว่าชยากรจะพลาดท่าเสียทีให้ผู้หญิงคนอื่น จึงไม่ลังเลเมื่อเพื่อนสนิทมาขอร้องให้ช่วยเหลือโดยการยกลูกสาวให้แต่งงานกับลูกชายคนเดียวของตระกูลวัฒนาวีรกุล 

“สักวันแกจะเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงทำแบบนี้” 

“ยัดเยียดให้ลูกแต่งงานแบบนี้ ยังไงผมก็ไม่มีวันเข้าใจและไม่คิดที่จะเข้าใจด้วยครับ” 

“อะไรก็ตามที่พ่อได้พูดไปแล้ว แกไม่มีสิทธิ์คัดค้าน” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเยือกเย็น “ถ้าแกไม่มีอะไรแล้วพ่อจะออกไปทำธุระข้างนอก” 

“ธุระของพ่อหวังว่าไม่ได้ไปพบคุณอาพัลลภนะครับ” 

นายชัยยาไม่ได้โต้ตอบบุตรชายกลับเดินออกไปโดยไม่ได้สนใจสักนิด เมื่อวีระคนขับรถรออยู่แล้ว 

หลังจากบิดาเดินออกจากบ้านไป ชยากรได้แต่เป่าออกจากปากด้วยความหนักใจ เขาไม่เคยเป็นอะไรแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างจากการรอประหาร เมื่อมันไม่มีทางเลือกและบิดาล้อมกรอบไว้หมดแล้ว แต่ก็กระชั้นชิดจนไม่มีเวลาตระเตรียมอะไร ไม่มีวันเสียละที่เขาจะอยู่กับผู้หญิงคนนั้นทั้งชีวิต 

++จะแต่งงานทั้งที เฮียกรก็ไม่มีสิทธิ์เลือกเจ้าสาว เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจและน่าขยะแขยงที่สุด...ฝากติดตามด้วยนะคะ++ 

ความคิดเห็น