nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 40 (ตอบจบ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 (ตอบจบ)

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 809

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2562 16:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 (ตอบจบ)
แบบอักษร

 

ตอนที่ 40 (จบ) 

 

หลังอาการไอ้น้ำฟื้นตัว สุดสัปดาห์ก็เวียนมาอีกหน น้ำมีนัดกับผู้กองจะนำชุดไทยสวยๆ ไปถวายแม่ตะเคียน ผัดผ่อนหลายครั้งแล้ว กลัวแม่ตะเคียนจะน้อยใจ ครั้งนี้มันเลยมายืนเลือกชุดอยู่ในร้านค่อนข้างนานทีเดียว  

“ซื้อไปถวายเจ้าแม่เหมือนเดิมเรอะ” คนขายเอ่ยทัก 

“จ้ะ เลื่อนมาหลายทีแล้ว เดี๋ยวเจ้าแม่จะโกรธ” น้ำอธิบาย มือก็ยังเลือกสีชุดไปเรื่อย 

“สนใจชุดไหนล่ะ ไอ้น้ำ” 

“ยังไม่รู้เลยจ้ะ ฉันไม่ค่อยถนัด หลายชุดเหลือเกิน ตาลาย” น้ำสารภาพ เขาแยกสีแยกแบบไม่ได้หรอก ชุดไหนๆ ก็เหมือนกันหมด 

“ให้เจ๊ช่วยเลือกไหมล่ะ” 

“เอาสิจ๊ะ แนะนำฉันมาเลย” น้ำยิ้มรับความหวังดีนั้นไว้ 

“เดี๋ยวเจ๊หยิบแบบใหม่มาให้ดู เพิ่งมาเมื่อวาน ยังไม่ได้แขวนเลย” นางหายเข้าไปหลังร้านอยู่ครู่หนึ่งก็เดินออกมาพร้อมกับชุดไทย สไบเฉียงสีต่างๆ สองสามสี 

น้ำรับมาแล้วมองสลับไปมากับชุดไทยที่แขวนอยู่บนราวอย่างใช้ความคิด 

“แยกออกไหมล่ะ” 

น้ำยิ้มแหยพลางบอกว่า “ไม่ออกเลยจ้ะ” 

“นี่ เอ็งดูตรงนี้ สไบตรงนี้จะมีลายด้วย เหมือนชุดเวลาใส่ออกงาน ส่วนชุดไทยแบบนี้จะเรียบๆ เหมือนชุดอยู่บ้าน” เจ๊เจ้าของร้านพยายามอธิบายอย่างง่ายๆ ให้ไอ้น้ำฟัง 

“อืม...เห็นเจ้าแม่กี่ทีๆ ก็มีแต่สไบธรรมดาแบบอยู่บ้าน” น้ำคิดพลางพูดกับตัวเอง 

“เอ็งว่าไงนะ” 

“เปล่าจ้ะ งั้นเอาชุดออกงานอย่างเจ๊ว่าสักสองชุด เอาสีอะไรก็ได้ที่ผู้หญิงเขาชอบเลย ส่วนชุดอยู่บ้าน เอามาสามชุดจ้ะ เจ๊เลือกสีเลยเหมือนเดิม” มันสั่งเสร็จเตรียมจะควักเงินแล้วก็นึกขึ้นได้อีก  

“อ้อ...เจ้ ไม่เอาสีชมพูนะ” น้ำพยายามระลึก สีที่มันเคยเห็นอยู่สองสามครั้ง สีชมพูน่ะ มันแน่ใจ แต่มันออกเข้มหน่อยๆ คงใช่ล่ะมั้ง “สีชมพูบานเย็นน่ะจ้ะ แม่ตะเคียนเขาใส่บ่อยแล้ว ฉันกลัวจะเบื่อเอา”  

เจ๊เจ้าของร้านมองหน้าไอ้น้ำ คันปากอยากถามเหลือเกินว่ามันรู้ได้ยังไงว่าแม่ตะเคียนใส่บ่อย แต่อนิจจาบางอย่างไม่รู้จะดีกว่า 

“เอ้านี่ แล้วเอ็งจะถือไปยังไงตั้งหลายชุด” เจ๊ถามหลังจากจ่ายเงินเสร็จสรรพเตรียมแยกย้าย 

“นั่นสิ ฉันก็ลืมไป” 

“เดี๋ยวพี่ช่วยถือไปไว้ในรถ” เหมือนได้ยินเสียงเจ้าชายขี่ม้าขาว ถึงจะเป็นแค่การแก้ปัญหาแบกชุดไทย แต่ช่วงที่กำลังรักกำลังหลงนั้น ไม่ว่าผู้กองจะทำอะไรไอ้น้ำก็มองว่าดีว่างามไปหมด 

ผู้กองเดินเข้าไปในร้านแล้วช่วยไอ้น้ำถือชุดสไบออกมา เพราะครั้งนี้ซื้อมากกว่าปกติ ไอ้น้ำเลยขอแบ่งมาถือเองสักสองชุด พร้อมกับใช้มืออีกข้างรองชุดเอาไว้ไม่ให้ชายผ้าถุงระพื้นดินจนเลอะ 

“มาถึงนานหรือยังครับ” น้ำเริ่มถามเมื่อรถออกตัวมาได้ครู่หนึ่ง 

“สักพัก พี่แวะเข้าไปบ้านเราก่อน เจอน้ำฝนกำลังเล่นกับด่างกับปุยอยู่หน้าบ้าน” 

“อ้อ” น้ำครางรับในลำคอ คาดว่าคงเป็นน้ำฝนเองแหละที่บอกว่าเขาอยู่ไหน 

“ไปหาแม่ตะเคียนเลยไหม” ผู้กองถามขึ้นบ้าง 

“ไม่อยากไปเลย” ผู้กองหันมามองน้ำเล็กน้อยเพราะเข้าใจความรู้สึกของคนหวาดกลัวดี 

“พี่ไปด้วย ไม่มีอะไรต้องกลัว” 

“ขอแค่พี่ปรานต์ไม่ทิ้งผมไว้คนเดียวก็พอ” 

“พี่เคยทำด้วยเหรอ” ผู้กองย้อนถาม 

“ไม่รู้ครับ บอกเผื่อไว้ก่อน” 

“พี่ไม่มีทางทิ้งน้ำหรอกน่า อย่าห่วงไปเลย” 

นั่งมาในรถเงียบๆ กันอีกสักพักก็ถึงจุดหมายที่ทั้งคู่ต้องมา ผู้กองดับเครื่องก่อนจะลงจากรถเพื่อมาเตรียมชุดไทยให้อีกฝ่าย ระหว่างรอคนดีของเขาตั้งสติเตรียมใจให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นข้างหน้านี่ 

“มาเถอะ พี่ถือชุดมาให้หมดแล้ว” 

“คะ...ครับ” น้ำรับคำเสียงเบา เหงื่อเริ่มผุดพรายบนหน้าผากบ้างเล็กน้อย เขาก้าวลงจากรถ มือก็เกาะแขนผู้กองไว้แน่น ราวกับว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ยอมให้มือของตัวเองหลุดจากแขนของผู้กองเป็นอันขาด 

“ไม่เป็นไร” ผู้กองคอยปลอบอีกฝ่าย  

น้ำไม่ได้เกลียดแม่ตะเคียน ข้อนี้เขารู้ดี แต่ความกลัวของคนเรา มันก็อีกเรื่อง ห้ามกันไม่ได้ 

“แม่...แม่ตะเคียนจ๊ะ ฉันเอาชุดไทยมาถวาย รอบนี้ฉันเอามาถวายให้หลายชุดเลย” น้ำพูดขึ้นเมื่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเรือไม้เก่า ส่วนผู้กองที่ไอ้น้ำยอมปล่อยแขนให้เป็นอิสระนั้นก็นำชุดไทยไปแขวนแทนคนขี้กลัว  

“คนขายบอกว่ามีทั้งชุดใส่ไปงาน แล้วก็ชุดอยู่บ้านด้วย หวังว่าแม่ตะเคียนจะชอบนะจ๊ะ” น้ำอธิบายเพิ่มเติม 

“อุ๊ย เกือบมาไม่ทัน ขอโทษทีจ้ะ ฉันเผลอหลับไป”เสียงเย็นๆ ดังขึ้นอีกแล้ว ไอ้น้ำผวา โผเข้าเกาะแขนผู้กองทันที ไม่ต้องบอกก็รู้ นายนทีของผู้กองคงกำลังเผชิญหน้ากับเสียงของแม่ตะเคียนเป็นแน่ 

“ไหนดูหน่อยซิ สวยๆ ทั้งนั้นเลย แบบนี้ก็ชอบ ชุดนี้ก็ชอบ ชอบทุกชุดเลย”น้ำเสียงของแม่ตะเคียนเต็มไปด้วยความดีใจที่มีชุดใหม่ๆ  

“ชอบใช่ไหมจ๊ะ” น้ำกลั้นใจถามออกไป 

“ชอบจ้ะ ชอบมาก พ่อน้ำของฉันรู้ใจฉันที่สุด” 

“เจ๊เจ้าของร้านเขาเลือกให้” น้ำรีบปฏิเสธเพราะกลัวแม่ตะเคียนจะเข้าใจผิด 

“ไม่เป็นไรจ้ะ ถึงพ่อน้ำไม่ได้เลือก แต่ก็ไปนำมันมาให้ฉันเอง” แม่ตะเคียนยังพูดอย่างอารมณ์ดีเช่นเดิม 

“ฉันกลับก่อนนะ” 

“เดี๋ยวสิพ่อ อะไรกัน เพิ่งมาครู่เดียวจะกลับแล้วหรือ” 

“หมดธุระฉันแล้วนี่นา” 

“อยู่คุยกับฉันก่อนสิจ๊ะ” นางเอ่ยชวน 

“ไม่เอาอะ” 

“เถิดหนาพ่อ ครู่เดียวก็ยังดี ฉันเหงา ไม่มีคนคุยด้วยเลย” แม่ตะเคียนขอร้องคนหนุ่มตรงหน้า 

“ก็คุยกับผู้กองสิ” ผู้กองได้ยินชื่อตัวเองก็หันมองน้ำอย่างไม่ไว้ใจ 

“โธ่ พ่อน้ำก็รู้ดีว่าฉันคุยกับพ่อรูปหล่อสูงใหญ่ได้เสียทีไหนเล่า” 

“ทำไมกันล่ะ ทำไมต้องคุยกับฉันได้คนเดียวด้วย” น้ำครวญ 

“สมัยนี้เขาเรียกอะไร อ้อ...ใจเรามันคลิกกันไงจ๊ะ” 

“รู้คำสมัยนี้กับเขาด้วย” 

“ก็ต้องมีเรียนรู้ไว้บ้าง เวลามีคนมาขออะไรจะได้เข้าใจไม่ผิด”แม่ตะเคียนบอก 

“หลวงพ่อจะพาแม่ตะเคียนไปที่ไหนเหรอ” 

“พ่อน้ำรู้มาจากไหนจ๊ะ” 

“หลวงพ่อบอกมาน่ะ วันก่อนตอนตักบาตร” 

“ฉันยังไม่รู้เรื่องเลยจ้ะ” 

“มีเรื่องที่แม่ตะเคียนไม่รู้ด้วยเหรอ” 

“แน่นอนสิจ๊ะ ฉันคาดเดาชะตาตัวเองไม่ได้หรอกจ้ะ”แม่ตะเคียนบอกเสียงเศร้า 

“ไม่ต้องเสียใจนะ ฉันจะหาโอกาสทำบุญให้แม่ตะเคียนบ่อยๆ แล้วกัน” น้ำพยายามหาทางออกให้ตัวเองและดีกับแม่ตะเคียนมากที่สุด 

“ขอบใจนะจ๊ะ พ่อน้ำคนดีของฉัน” 

“เอ่อ...” น้ำชะงัก ครั้นจะรับคำก็กลัวกลายเป็นคนของแม่ตะเคียนไปจริงๆ 

“เอาละๆ ฉันไม่กวนคู่รักข้าวใหม่ปลามันแล้ว” 

“พูดอะไรเล่า ไม่ใช่สักหน่อย” 

“หึๆ ฉันแค่ไม่รู้เรื่องตัวเอง แต่ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อน้ำหรอกนะจ๊ะ” 

“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ฉันกลับละ แล้วจะทำบุญไปให้” 

“ขอบใจจ้ะ อย่าลืมว่ามีปัญหาอะไร มาขอให้ฉันช่วยได้ทุกเมื่อเลยนะจ๊ะ เรื่องของพ่อน้ำ สำหรับฉันแล้วฉันยินดีช่วยทุกเรื่อง”แม่ตะเคียนบอกอย่างใจกว้าง 

‘ขอบใจแม่ตะเคียนเหมือนกัน ที่ช่วยเรื่องฉันกับผู้กอง’น้ำบอกแม่ตะเคียนในใจเสร็จแล้วก็รีบกระตุกแขนคนข้างๆ  

“กลับกันเถอะครับ” 

“อืม” 

 

“อะไรกันลูกคนนี้ ทำไมไม่ให้ผู้กองเขาพักอยู่ที่นี่ล่ะ คนเขาอุตส่าห์มาหา ยังจะให้เขาไปนอนโรงแรมในเมืองอีก” แม่น้อยบ่นไอ้น้ำเสียยกใหญ่ เมื่อมารู้หลังกินอาหารเสร็จว่าผู้กองได้จองที่พักเป็นโรงแรมในเมืองสำหรับค้างคืนไว้เรียบร้อยแล้ว 

“นั่นสิ คนเป็นแฟนกันแท้ๆ ยังให้ไปนอนที่อื่น” น้ำฝนเข้าผสมโรง 

“ไม่เป็นไรหรอกน่าแม่ ให้เขามาพักบ่อยๆ มันจะดูไม่ดี เดี๋ยวคนแถวนี้จะมาว่าแม่ได้” น้ำพยายามพูดเสียงเรียบให้ทุกอย่างดูเย็นเข้าไว้ 

“วัวหายล้อมคอกหรือไง” น้ำฝนประชดใส่พี่ชาย 

“ใคร้...ใครมันกล้าพูด ลองไอ้อีที่ไหนปากมากสิ ข้าจะตามไปด่าให้ถึงหน้าบ้าน กล้าดียังไงมาว่าลูกเขยข้า” แม่น้อยถามอย่างเอาเรื่อง 

“แม่...ไม่ใช่ลูกเขยสิ เขาจะว่าฉันกับแม่ ไม่ใช่ผู้กองหรอก” น้ำส่ายหน้าเล็กน้อย ตกลงใจคอจะไม่ห่วงลูกชายคนนี้เลยใช่ไหม 

“ถ้าคนนอกมันจะมาว่าเอ็งหรือข้า ก็ช่างหัวมันเถิด ข้าไม่เห็นจะสนใจ แต่ถ้ามาด่าผู้กองละก็ ข้าไม่ยอมแน่” 

น้ำเหลือกตามองเพดานเล็กน้อย สรุปแม่รักผู้กองมากกว่าลูกชายที่แม่เบ่งออกมาอย่างเขาใช่ไหมเนี่ย 

“คราวหน้าคราวหลังก็ให้ผู้กองเขาพักที่นี่” แม่น้อยสั่ง 

“แม่...” 

“เอ็งกลัวอะไร กลัวคนจะมานินทาพวกเราหรือไอ้น้ำ ไม่ทันแล้วละ เขารู้กันหมดตั้งแต่ที่เอ็งตามผู้กองไปนอนโรงแรมแล้ว ข้าไม่จับเอ็งมัดแล้วตีก็ดีเท่าไหร่” ไอ้น้ำกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น 

“ยุคสมัยไหนแล้ว แม่ก็พูดเหมือนจะเฆี่ยนตีฉันอย่างนั้นแหละ” 

“เออ ข้าเพิ่งดูละครมา ก็ว่าจะทำตาม” แม่น้อยว่าติดตลก 

“แม่...” น้ำเรียกก่อนจะถามกล้าๆ กลัวๆ “จริงเหรอที่แม่บอกว่าคนเขารู้กันหมดแล้ว” 

“พี่น้ำก็เชื่อแม่ไปได้ จะมีใครรู้ถ้าไม่ป่าวประกาศน่ะ แม่ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ” น้ำฝนเฉลย ทำให้ไอ้น้ำค่อยโล่งใจขึ้นหน่อย 

“ทำตามที่ข้าสั่ง ให้ผู้กองมาพักที่นี่ เพราะสิ่งที่ข้าต้องกลัวหรือกังวลมันหมดไปตั้งแต่คืนที่เอ็งไปกับเขาแล้วโว้ย” แม่น้อยเหน็บแนมเสียงดัง 

“แม่ก็...” น้ำขยับเข้าไปบีบนวดแขนขาเอาใจแม่น้อย 

“อะไรเล่า” นางแสร้งหดขาหนีไม่ให้ลูกชายมาถูกเนื้อต้องตัว 

“แม่อย่าโกรธฉันสิ” 

“โกรธอะไร เปล๊า ไม่โกรธเลย เอ็งโตแล้ว” แม่น้อยพูด 

“ก็แม่พูดเหมือนโกรธ” 

“พี่น้ำนี่วัวสันหลังหวะจริงๆ  ดูไม่ออกหรือไงว่าแม่แกล้งเล่น ฉันก็พอเข้าใจว่าความรักมันทำให้คนตาบอด แต่ไม่คิดว่าจะตาบอดถาวรดูอะไรไม่ออกเอาเสียเลย” น้ำฝนได้ทีรีบทับถมพี่ชาย แต่รอบนี้ไอ้น้ำไม่พลาด มันรีบเขกหัวน้ำฝนเสียงดัง 

“โอ๊ย เจ็บนะพี่น้ำ!” 

“ดี เจ็บจะได้จำ พี่เอ็งนะไอ้ฝน เดี๋ยวเถอะ” เป็นแม่น้อยที่คราวนี้เข้าข้างลูกชาย 

“เรื่องเรียนยายฝนที่กรุงเทพฯ จะพักที่ไหนยังไง” แม่น้อยถามเรื่องใหม่ 

“ฉันยังคิดอยู่เลยจ้ะ ใจหนึ่งก็อยากให้พักที่เดิมที่ฉันอยู่ แต่อีกใจคุณแม่ผู้กองเขาก็อยากให้น้ำฝนไปอยู่ที่นั่น” 

“เขาก็คงเอ็นดูทั้งเอ็งและยายฝนนั่นแหละ” แม่น้อยบอก 

“แล้วแม่ว่าไง ฉันควรจะไปดีไหม น้ำฝนล่ะ” น้ำถามความเห็น 

“ฉันยังไงก็ได้” น้ำฝนบอก เพราะในกรณีนี้จริงๆ แล้วเธอไม่มีสิทธิ์มีเสียงเลยด้วยซ้ำ แค่ที่พี่ชายต้องไปอยู่กรุงเทพฯ เพื่อดูแลเธอก็ต้องขอบคุณอีกฝ่ายมากแล้ว 

“จากที่พักที่เดิมมันค่อนข้างไกลมหา’ลัยยายฝนอยู่ไม่น้อย ปีหนึ่งเรียนก็เยอะ ไหนจะรับน้อง กิจกรรมต่างๆ ก็เยอะ น้ำฝนไม่ได้อยู่หอ ไปกลับดึกๆ มันอันตราย แต่ถ้าไปพักที่บ้านผู้กอง ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงน้ำฝนก็ถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว” น้ำลำดับความคิดออกมา 

“ข้าก็เกรงใจบ้านนั้นเขาเหมือนกัน เอ็งลองเลียบๆ เคียงๆ ถามเขาดูอีกทีก็แล้วกัน ดูปฏิกิริยาเขาด้วยล่ะ ว่าเขาชวนตามมารยาทหรือตั้งใจชวนจริงๆ จะพักที่ไหนข้าก็ไม่ว่าหรอก ขอแค่ปลอดภัยสำหรับพวกเอ็งทั้งคู่ก็พอ” แม่น้อยพูดด้วยความเป็นห่วง กรุงเทพฯ อันตรายน้อยเสียเมื่อไหร่กันล่ะ 

“จ้ะแม่” น้ำรับคำ 

“แล้วพรุ่งนี้จะพาผู้กองเขาไปไหนหรือเปล่า” แม่น้อยชวนคุยไม่ได้คาดหวังคำตอบ 

“ไม่ละจ้ะ” 

“อืม พาเขาไปเที่ยวบ้างก็ดี ตอนมาประจำอยู่ที่นี่ก็ไม่ค่อยได้ไปไหนไม่ใช่หรือ”  

“จ้ะ ไว้คราวหน้านะ” 

“คราวหน้าให้เขานอนที่นี่” แม่น้อยสำทับอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้น แสดงออกเป็นนัยว่าเตรียมเข้านอน “พวกเอ็งก็รีบเข้านอน โดยเฉพาะไอ้น้ำ เพราะพรุ่งนี้ข้าว่าลูกเขยข้าคงมาแต่เช้านั่นละ” 

 

เช้าวันต่อมา ปรานต์มาหาน้ำแต่เช้าอย่างที่แม่น้อยคาดการณ์เอาไว้จริงๆ  ชายหนุ่มพยายามไม่ให้เช้าเกินไปนักเพราะเกรงใจ แต่ที่ผิดคาดคือเมื่อมาถึงเขาก็ไม่เจอน้ำแล้ว กลับเจอน้ำฝนเช่นเคย และได้รับคำตอบว่าวันนี้เป็นวันหวยออก น้ำคงไปอยู่แถวตลาด เขาตัดสินใจจอดรถยนต์ไว้ที่บ้านของน้ำก่อนจะเดินเท้าไปยังจุดหมายที่ได้รับรู้มา 

ผู้กองเดินมาเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน หวนนึกถึงครั้งแรกที่มาที่นี่ ชายหนุ่มมีแต่ความไม่เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนจากการไม่ร่วมมือกระทำความผิดอย่างนั้นละหรือ ได้รับความเจ็บปวดใจที่ต้องเลิกรากับคนรักเก่า ถึงจะไม่ได้รักอีกฝ่ายเท่าเดิม แต่ความรักก็ยังหลงเหลืออยู่ ไหนจะความเป็นห่วงเมื่อต้องจากบ้าน พ่อกับแม่ที่ห่วงเขา พอๆ กับที่เขาเป็นห่วงพวกท่าน  

ลึกๆ แล้ว เขาอยากบอกกับทุกคนว่าเขาไม่ได้อยากจะย้ายมาเลย แต่เขาก็หลีกเลี่ยงหน้าที่ของตนไม่ได้ แต่ในความโชคร้ายก็มีความโชคดีเสมอ ที่นี่ทำให้เขาได้เจอคนคนหนึ่ง ณ สะพานข้ามไปตลาดตรงนี้ ครั้งแรกที่เราเจอกัน 

ผู้กองอดยิ้มกับเหตุการณ์ที่เจอน้ำครั้งแรกไม่ได้ เจ้าตัวมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด แววตาหลุกหลิก ไม่ต้องเป็นตำรวจหรือผู้เชี่ยวชาญใดๆ ก็คงประเมินได้อย่างแน่นอนว่ามีอะไรผิดปกติ 

“เดี๋ยว ไอ้หนู” คำพูดที่เคยพูดเมื่อครั้งหนึ่งกลับมาอีกหน เมื่อผู้กองมาถึงสะพานแล้วเห็นคนคุ้นตากำลังจะเดินผ่านเขาไป 

“หือ? เรียกผมเหรอ...ลุง” คำตอบกวนๆ ที่เคยถามก็ถูกถามอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ปรานต์ไม่ได้รู้สึกฉุนอะไรแล้ว เขากำลังขำกับบทละครที่นายนทีชวนเขาเล่น 

“ใช่...จะไปไหน” ปรานต์ถามอีกฝ่าย 

“จะไปไหนแล้วทำไมต้องตอบลุงด้วยล่ะ ประชาชนที่หมู่บ้านนี้ก็มีสิทธิเสรีภาพไปไหนมาไหนได้ทั้งนั้น” 

“ตอบเฉไฉไม่ตรงประเด็น มีอะไรปิดบังเจ้าหน้าที่ตำรวจใช่หรือเปล่า” ปรานต์สาวเท้าเข้าหา 

“ไม่มี” รอบนี้ไม่มีความขลาดกลัวใดๆ มีแต่ความกล้าหาญพร้อมจะท้าทาย 

“ค้นตัวหน่อยก็แล้วกัน” ปรานต์ตัดบทคว้าร่างของไอ้น้ำเข้ามาใกล้แล้วเริ่มทำการตรวจค้นทันที ส่วนน้ำของเขาก็ยืนนิ่งให้ค้นตัวเช่นกัน 

เจ้าตัวคงมีแผนอะไรแน่นอน ปรานต์คิดในใจแต่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา 

เขาค่อยๆ ค้นตัวอีกฝ่ายหากก็ไม่พบอะไร แต่คนถูกค้นตัวที่ไหนถึงยืนล้วงกระเป๋าแบบนี้กันล่ะ ปรานต์ดึงมืออีกฝ่ายออกจากกระเป๋ากางเกงยีน แล้วแทนที่ด้วยมือของเขาเอง 

“นี่อะไร โพยหวยงั้นเหรอ” เขาคีบกระดาษใบจิ๋วนั้นออกมาพร้อมกับชูให้คนตรงหน้าเห็น ไอ้น้ำไม่ได้มีทีท่ากังวลแล้วยังยิ้มกว้างอีก 

มันน่านัก เขาบอกให้เลิกเดินโพยหวยแล้วไม่ใช่หรือไง 

“จับไปนอนในคุกสักคืนดีไหม” ปรานต์ขู่ 

“เอาสิ ถ้าเป็นโพยหวยจริงละก็ จะจับผมไปนอนในคุกหลายๆ คืนก็ได้” นอกจากไม่กลัวคำขู่แล้วยังท้าเขากลับอีกด้วย 

ปรานต์คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก สีหน้าของผู้กองหนุ่มยากเกินกว่าที่น้ำจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร เจ้าตัวยืนนิ่งอ่านกระดาษในมืออยู่พักใหญ่ ก่อนพับกระดาษลงดังเดิมแล้วเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงของตัวเองแทน 

“จะยังจับอยู่ไหม” 

“จับสิ...” 

น้ำเดินเข้าไปใกล้ เงยหน้ายิ้มกว้างให้ผู้กองพลางพูดคำที่ขัดกับรอยยิ้มเหลือเกิน “ใจร้าย” 

“ยังไงก็คงต้องจับน้ำไว้ ปล่อยให้ไปยิ้มกับคนอื่นแบบนี้เห็นทีจะไม่ไหว” ผู้กองบอกเสียงพร่า 

“เลยจะจับเข้าคุกสินะ” 

“ใช่ คุกของพี่คนนี้แหละ เข้ามาแล้ว ออกไม่ได้ รู้ไหม” 

“ต่อให้มีคนมาประกันตัว ผมก็จะไม่ยอมออกจากคุกของพี่หรอก” 

“แน่นอน เพราะพี่ก็จะไม่ให้ใครมาประกันตัวน้ำเช่นกัน” 

 

จบ 

 

 

ตอนพิเศษ หนึ่งวันธรรมดาของแม่ตะเคียน 

 

“เฮ้อ...เบื่อจัง” หญิงสาวในชุดไทยสไบเฉียงสีสันสดใสซึ่งนั่งอยู่บนกราบเรือบ่นออกมาเบาๆ 

“ไม่มีใครผ่านมาเลยหรือเนี่ย” 

“พอไม่ใช่วันหวยออกก็จะไม่มีคนมาเลยสินะ” 

“เฮ้อ...เบื่อจัง” หญิงสาวคนเดิมยังบ่นไปเรื่อย นางลุกเดินตรงมายังต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีเชือกคล้องกิ่งไม้ไว้ก่อนจะหลุดยิ้มขำ 

“พ่อน้ำจะมาอีกไหมน้า คิดถึง อยากเห็นหน้าจัง เห็นคนหล่อๆ แล้วมันกระชุ่มกระชวย อายุยืน” 

“แต่...พ่อน้ำคงไม่กล้ามาคนเดียวแน่ๆ” นางพูดแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพ่อน้ำหรือไอ้น้ำมันกลัวผีขนาดไหน 

รู้อยู่เต็มอกนั่นแหละ แต่ก็อดคุยด้วยไม่ได้  

...ก็คนมันเหงานี่นา 

“ไปบอกผู้กองให้พามาดีไหม” 

“เอ...แล้วจะบอกยังไงดีล่ะ พ่อหนุ่มนั่นก็จิตแข็งเหลือเกิน ไม่เปิดรับสาวสวยอย่างฉันบ้างเลย” นางสะบัดผมไปด้านหลังเล็กน้อย อวดไหล่ขาวนวลของตนเอง 

ไหล่ขาว...ใบหน้าสวย...ที่ไม่มีใครมองเห็นได้สักคน 

“อีกตั้งหลายวัน ถึงจะเป็นวันหวยออก”  

“ระหว่างนี้ไปทำอะไรดีล่ะ” เธอยังบ่นเอื่อยเฉื่อยต่อไป 

“นั่งสมาธิ ฝึกจิตใจดีไหมล่ะ โยมตะเคียน”  

“อุ๊ย หลวงพ่อหรือเจ้าคะ กราบเจ้าค่ะ” หญิงสาวรีบทรุดนั่งกับพื้นแล้วก้มลงกราบโดยไม่สนใจว่าพื้นดินจะทำให้สไบสวยนั้นต้องสกปรก 

“อาตมาเอง บ่นงึมงำอะไรหรือ” หลวงพ่อถาม 

“เบื่อน่ะเจ้าค่ะ” แม่ตะเคียนบอกตามความรู้สึก 

“เมื่อตอนเป็นมนุษย์ก็เบื่อ พอเป็นผีตะเคียนก็ยังเบื่ออีกหรือ”  

“เจ้าค่ะ” 

“อยากไปเกิดไหม” 

“ก็อยากอยู่เหมือนกันเจ้าค่ะ” ไม่มีใครอยากจะเป็นผีไปตลอดปีตลอดชาติหรอก 

“เลิกให้หวยก่อนดีไหม” 

“ก็มีคนมาหาเยอะๆ มันครื้นเครงดีนะเจ้าคะ” แม่ตะเคียนอิดออด 

“การเล่นพนันมันไม่ถูกต้องหรอกนะ โยมตะเคียน” 

“อิฉันไม่ได้เล่นเลยนะเจ้าคะ” 

“อาตมารู้ว่าโยมเล่นไม่ได้ แต่เป็นการชี้นำต่างหากล่ะ” 

“แหม นั่นมันก็เป็นเพราะความโลภของมนุษย์นะเจ้าคะ” แม่ตะเคียนเถียง 

“โยมตะเคียน” หลวงพ่อบอกเสียงเรียบให้คนที่ตะแบงเถียงได้ฉุกคิด 

“เจ้าค่ะๆ อิฉันจะพยายามนะเจ้าคะ” 

“มันดีต่อตัวโยมเอง” 

“เจ้าค่ะ” แม่ตะเคียนรู้ว่าหลวงพ่อหวังดีกับตนจึงตอบรับเสียงอ่อย 

“เรื่องที่กำลังห่วงอยู่ หลังจากเรียบร้อยแล้วย้ายที่อยู่ดีไหม” หลวงพ่อแนะ 

“ย้ายที่อยู่หรือเจ้าคะ จะไล่อิฉันไปที่อื่นหรือเจ้าคะหลวงพ่อ” แม่ตะเคียนเสียงสั่น เข้าใจว่าตนกำลังถูกขับไล่ 

“ไม่ใช่อย่างนั้น แค่ย้ายเข้ามาอยู่ในวัดดีไหม ตรงนี้เป็นท่าน้ำของวัด คนใช้เรือสัญจรทางน้ำ เขาก็ไม่อาจมาขึ้นลงเรือตรงท่านี้ มันไม่สะดวก” 

“ยะ...ย้ายได้หรือเจ้าคะ” 

“ได้สิ อาตมาจะไปเกณฑ์ลูกศิษย์วัดมาช่วยย้ายเรือนี้ไปอยู่ในวัด ให้เป็นที่อยู่ของแม่ตะเคียน” 

“ให้พ่อน้ำมาช่วยด้วยได้ไหมเจ้าคะ” ได้คืบจะเอาศอก แม่ตะเคียนเอ่ยขอ 

“อยู่กันคนละโลกแล้ว ยังไม่วายชอบมนุษย์อีกหรือ” 

“เจ้าค่ะ คนมันโสดนี่เจ้าคะ หลวงพ่อไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะ” 

“อืม อาตมาไม่เข้าใจจริงๆ นั่นละ เอาๆ เดี๋ยวใกล้ถึงวันนั้นอาตมาจะฝากลูกวัดไปบอกบ้านนั้นให้ก็แล้วกัน” 

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ หลวงพ่อ”  

“พอย้ายมาแล้วก็หมั่นนั่งสมาธิ คิดดี ทำความดี จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี”  

“เจ้าค่ะ” นางก้มกราบหลวงพ่ออีกครั้ง เงยหน้ามาอีกทีหลวงพ่อก็เดินหายเข้าไปในเขตวัดแล้ว 

นางลุกขึ้นจากพื้นแล้วพลันคิดถึงเรื่องแก้เบื่อ 

“เฮ้อ...เบื่อจัง ไปเดินตลาดเล่นดีกว่า” หากใครได้ยินเข้าคงได้มีเสียงหัวเราะไปทั่วบริเวณ 

 

“ไหนดูซิ มีชุดไทยสวยๆ ไหมน้า” นางเข้าไปในร้าน เห็นชุดไทยสวยๆ มากมาย 

“เอ...ทำไมฉันต้องใส่แต่ชุดไทยด้วยล่ะ ดูชาวบ้านพวกนี้ยังใส่ชุดอื่นเลย” แม่ตะเคียนคิดพลางบ่น 

“เปลี่ยนดีไหมน้า ไปใส่อย่างพ่อน้ำจะดีไหม” 

“เอายังไงดี” ถึงจะลังเล แต่มือก็ยังระผ่านชุดไทยไปทีละชุดๆ 

“ชุดไทยอย่างเดิมก็ดีแล้วมั้ง เดี๋ยวผิดแบบแม่ตะเคียน” นางยิ้มก่อนจะออกมาจากร้านชุดไทย 

“วันนี้ตลาดมีอะไรน่ากินบ้าง จะได้บอกพ่อน้ำให้เอามาให้” แม่ตะเคียนคิดขณะลอยละล่องไปแต่ละแผงของตลาด 

“นี่...เห็นว่าผู้กองคนเก่าเขามาหาไอ้น้ำมันอีกแล้วนะ มาบ่อยเหลือเกิน” เสียงป้าคนหนึ่งดังขึ้นเหมือนกำลังตะโกนคุยกับใครสักคน แม่ตะเคียนจำชื่อไม่ได้ แต่คุ้นหน้าว่ามาขูดหวยกับพ่อน้ำเสมอ 

“เออๆ ข้าก็เห็นรถยนต์ผ่านหน้าบ้านไป ก็ว่ารถใครคุ้นๆ ที่แท้ของผู้กองปรานต์เองน่ะหรือ” 

“ใช่สิวะ” 

ได้ยินคนทั้งคู่กำลังคุยกันอย่างออกรส แม่ตะเคียนเลยนึกอยากจะไปเห็นหน้าพ่อน้ำเสียหน่อย 

 

“ไหนดูซิ ทำอะไรอยู่น้า” นางมาถึงบ้านของพ่อน้ำ เห็นไอ้ด่างและอีปุยนอนเงียบอยู่ใต้ถุนบ้าน นอกจากนี้ยังมีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ เดาว่าคงเป็นของพ่อหนุ่มคนนั้นตามที่คนในตลาดพูด แม่ตะเคียนยิ้มหวาน มาทีเดียวเห็นหน้าทั้งสองคนเลย วันนี้คงไม่เบื่อแล้วสินะ 

“เหมือนทางจะสะดวกด้วย” แม่ตะเคียนว่าก่อนจะรีบยกมือไหว้บอกผีบ้านผีเรือน  

“ขอเข้าไปหาพ่อน้ำแป๊บเดียวนะจ๊ะ แป๊บเดียวเองแล้วจะรีบออกมา ไม่มีใครตอบเลย อ่า...ถือว่าขอแล้วน้า” พูดจบก็หายวับขึ้นบ้านไปทันที 

“เอ...ไม่อยู่หรือ” แม่ตะเคียนยืนอยู่ตรงกลางบ้าน แต่กลับไม่เห็นเงาของใครเลย “หรือว่าอยู่ในครัวนะ”  

พริบตานางก็ย้ายกายละเอียดมายืนในครัว ทว่าก็ไม่เจอเป้าหมายเช่นเดิม 

“เล่นอะไรเนี่ย ผู้กอง ฮ่าๆ จักจี้” ได้ยินเสียงหัวเราะของน้ำแว่วมา แม่ตะเคียนก็ยิ้มร่าเพราะรู้แล้วว่าพ่อน้ำของตนนั้นอยู่ที่ไหน 

“อุ๊ย...” นางตะครุบปากแทบไม่ทันเมื่อเข้ามาในห้องนอนของพ่อน้ำที่รักยิ่ง 

“ไม่จับ ไม่เอาๆ” แม่ตะเคียนยืนอยู่ปลายเตียงเห็นน้ำพยายามปัดมือพ่อหนุ่มหรือผู้กองออกจากในเสื้อตนเอง นางยกสองมือปิดหน้าทันที 

‘สองคนนี้เล่นอะไรกัน บัดสีบัดเถลิง แม่ตะเคียนรับไม่ได้’ 

แม่ตะเคียนพูดในใจ นางกลัวว่าถ้าส่งเสียงแล้วพ่อน้ำของนางจะได้ยินจนอดเห็นภาพดีๆ ไปด้วย จากนั้นนิ้วมือทั้งห้าของนางก็ค่อยๆ กางออกจากกัน  

‘ก็อยากเห็นเหมือนกันนี่นา’ 

‘ไหนขอดูหน่อย ไม่โกรธกันนะจ๊ะพ่อน้ำคนดี’ 

“อย่าเล่นแบบนี้” พ่อน้ำของนางยังพยายามปัดป้องมือของอีกคนออกจากเสื้อ แม่ตะเคียนเริ่มสงสัย พ่อน้ำปฏิเสธจริงจังหรือไม่กันแน่ 

“ทำไมล่ะครับ พี่แค่จับตรงนี้นิดเดียวก็ไม่ได้เหรอ” แม่ตะเคียนหน้าแดงเล็กน้อย นางไม่เคยได้ยินเสียงทุ้มอ่อนหวานแบบนี้เลย 

‘อยากให้มีคนมาพูดด้วยเสียงแบบนี้บ้างจัง’ 

“นิดเดียวนะ” คิดเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงพ่อน้ำเอ่ยอนุญาต 

“อืม นิดเดียว”  

แม่ตะเคียนรีบหลับตา นางไม่ขอรับรู้ว่านิดเดียวนั้นมันแค่ไหน กลัวเห็นแล้วจะเป็นฝ่ายที่ต้องเขินอายเสียเอง 

“พอเลย ไหนว่านิดเดียว เอามือออกไปครับ” พอได้ยินเสียงจริงจังของพ่อน้ำดุอีกฝ่าย นางจึงลืมตาขึ้นอีกหน เห็นใบหน้าของพ่อน้ำออกจะแดงเล็กน้อย 

“พอ...ก็...พอ” พ่อหนุ่มนั้นพูดเน้นย้ำทีละคำก่อนจะผละออกจากตัวพ่อน้ำที่นอนอยู่บนเตียง กลายเป็นสองร่างกำลังนอนอยู่บนเตียงคนละฝั่ง 

“ไม่โกรธสิครับพี่ปรานต์” เสียงพ่อน้ำของแม่ตะเคียนดูอ่อนโยนผิดกับเมื่อสักครู่อย่างไม่น่าเชื่อ 

‘โอ้ พ่อหนุ่มนั่นคงงอนสินะ’ 

‘งอนจริงหรือแสดงกันละนี่’แม่ตะเคียนคิดต่อ 

“น้ำบอกให้พี่พอ พี่ก็พอแล้วไงครับ” ผู้กองพูดเสียงเรียบ 

“ไม่โกรธสิครับ คือ...เดี๋ยวอีกสักพักแม่จะกลับมาจากสวนแล้ว” พ่อน้ำอ้อมแอ้มอธิบาย 

“พี่รู้ พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเสียหน่อย” ผู้กองยังพูดต่อด้วยน้ำเสียงโทนเดิม 

“ไม่อะ โกรธแน่ๆ เลย” แม่ตะเคียนเห็นพ่อน้ำพลิกตัวไปหาอีกฝ่าย มือขวาวาดลงไปบนเอว ขาขวาก็ก่ายเกยไปบนขาขวาพ่อหนุ่มนั่น ดูก็รู้ว่าคนทั้งคู่สนิทสนมกันแค่ไหน 

“ไม่โกรธนะครับ” พ่อน้ำของนางพูดอีกครั้งก่อนจะเห็นพ่อน้ำยืดตัวขึ้นไปจูบที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย อารามตกใจแม่ตะเคียนรีบหันหลังให้ทั้งคู่ทันที 

‘โอย พ่อน้ำ’จิตใจของนางกระเจิงไปหมด 

นางยังไม่กล้าหันกลับไป เพราะเสียงลมหายใจทางด้านหลังมันเด่นชัดเหลือเกิน ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าภาพด้านหลังจะร้อนแรงหนักหน่วงแค่ไหน 

แม่ตะเคียนหน้าแดงอย่างต่อเนื่อง เสียงสวบสาบของเสื้อผ้าดังกระทบโสตประสาท หางตาของนางเห็นเสื้อยืดคอกลมสีขาวตกอยู่ข้างตัว ดูจากลักษณะรูปทรงแล้ว คงเป็นของพ่อน้ำ เพราะพ่อหนุ่มนั่นใส่เสื้อสีดำ 

‘โถ พ่อน้ำ’แม่ตะเคียนยกมือทาบอก 

เอายังไงดี ออกไปดีไหม แต่ใจก็อยากรู้ต่อ 

แม่ตะเคียนยังคิดไม่ตก เข็มขัดและกางเกงก็ปลิวตามลงมาบนเสื้อสีขาว ไม่รู้ว่าใครเป็นคนโยนมาแต่ขอนับถือในทิศทางการโยนว่าลงตำแหน่งเดิมเหมาะเหม็งมาก ในอดีตอาจจะเคยเป็นนักกีฬาตะกร้อลอดห่วงก็เป็นได้ แต่เดี๋ยว นั่นเขาใช้ขาเตะลูกตะกร้อเข้าห่วงหรือเปล่า 

“อ๊ะ นั่น!” มัวแต่คิดจนมาเห็นชั้นในสีขาวโยนมาทีหลังสุด แม่ตะเคียนจึงหลุดปากออกไปด้วยความตกใจอีกครั้ง เป็นผีมาก็นาน นี่คงเป็นการตกใจเยอะที่สุดของนางแล้วกระมัง 

“พี่ปรานต์ หยุด...ก่อน...ครับ” เสียงพ่อน้ำหอบหายใจดังกว่าจะพ่นแต่ละคำออกมาได้ 

“หืม?” 

“หยุดก่อนนะครับ คนดี เดี๋ยวพี่น้ำคนนี้มาต่อให้นะจ๊ะ อย่าเพิ่งอารมณ์เสีย” แม่ตะเคียนไม่กล้าหันกลับไปอยู่ดี แต่เหมือนว่าพ่อน้ำจะควบคุมเสียงตัวเองได้แล้ว 

“ว่าไงครับ เป็นอะไร” 

“ตะกี้พี่ได้ยินเสียงอะไรไหม” น้ำถาม 

“เสียง? เสียงอะไรครับ ไม่เห็นได้ยิน” 

“อย่างนั้นเหรอครับ” 

“ทำไม น้ำได้ยินเสียงอะไร” ผู้กองถามกลับ 

“ผมได้ยินเสียงผู้หญิง เสียงเหมือนคนตกใจ” 

“พี่ไม่ได้ยินอะไรเลย นอกจากเสียงน้ำ” 

“เสียงผมอะไรเล่า ผมไม่ได้ส่งเสียงอะไรสักหน่อย” แม่ตะเคียนได้ยินพ่อน้ำบอกอีกฝ่ายเหมือนเสียงสะบัดเล็กน้อย 

“ต่อให้พี่ได้หรือยัง คนเก่ง เดี๋ยวแม่น้อยมานะ” 

“โอเคๆ ต่อให้ก็ได้” แม่ตะเคียนได้ยินเสียงคล้ายๆ เดิมอีกครั้ง 

‘เข้ามาในห้องคนอื่นแบบนี้ วันหลังจะไม่อนุญาตให้ขึ้นมาแล้ว’ใครสักคนหนึ่งพูดลอยๆ ขึ้นภายในห้อง แต่มีเพียงแม่ตะเคียนเท่านั้นที่ได้ยิน 

‘ขอเข้ามาแป๊บเดียวเองจ้ะ ไม่รู้นี่นาว่าพ่อน้ำอยู่ในห้องนอน’แม่ตะเคียนตอบ 

‘หมดเวลาแล้ว ออกไปได้แล้ว’ 

‘จ้ะๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ’ 

แม่ตะเคียนรีบหายตัวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว นึกขอบคุณผีบ้านผีเรือนในใจที่มาช่วยตัดสินใจสิ่งที่นางคิดไม่ได้สักที 

เสียดายจัง แต่... 

ไม่ได้ดู ก็ดีเหมือนกัน 

 

 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนิยายเรื่องนีี้มาจนถึงตอนจบนะคะ ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์เลยค่า 

เพื่อนๆ คนไหนอยากจับจองเป็นเจ้าของนิยายเล่มนี้ 

สามารถหาซื้อนิยายเรืิ่อง 'Lotto สื่อรัก' กันได้เเล้วที่.. 

 

 

ความคิดเห็น