Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 10 : ทีละนิด

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 : ทีละนิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ย. 2562 17:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 : ทีละนิด
แบบอักษร

 

ตอนที่ 10 : ทีละนิด 

 

         “ศีลอย่าเพิ่งกลับ คุณภีมฝากบอกว่ามาถึงแล้วให้เข้าไปหา” รุ้งลาวัลย์แจ้งศีลตามที่ได้รับคำสั่งมา 

             “ได้ครับ เข้าไปได้เลยใช่ไหมครับ” 

             “จ้ะ” 

             ศีลเคาะประตูเหมือนเคยก่อนผลักเข้าไป ร่างสูงเงยหน้าขึ้นจากเอกสารกองใหญ่ส่งยิ้มให้เขา 

             “พี่รุ้งบอกว่าคุณภีมอยากพบผมเหรอครับ” 

             “ใช่ พอจะลางานสักชั่วโมงหนึ่งได้ไหม” 

             “คิดว่าได้ครับ เช้านี้ผมยังไม่ได้พักแต่ก็ต้องโทรถามพี่ลิตก่อน คุณภีมจะให้ผมทำอะไรหรือเปล่าครับเผื่อพี่ลิตถาม” 

             “เดินเล่น ไปเดินเล่นในสวนกัน” 

             “อ่า..ครับ” ศีลรับคำ เขารู้สึกแปลกใจแต่ไม่ได้ถามอะไรออกมา 

 

• • • • • • • • 

 

             “คุณภีมมีเรื่องไม่สบายใจเหรอครับ” ศีลนึกอะไรไม่ออก จะมีเหตุผลใดอีกที่อีกฝ่ายจะชวนเขามาเดินเล่น 

             “เปล่า เรียกว่ามีเรื่องให้คิดมากกว่า” 

             “เข้าใจแล้ว” ศีลยิ้มกว้าง “ติดใจคราวก่อนใช่ไหมครับ” 

             ร่างสูงเที่เดินอยู่เคียงข้างหันมามองเขา ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายวาววับ “ใช่ ติดใจ” 

             ดวงตาของพีระพัฒน์ทำให้หัวใจของศีลเต้นแปลกๆ เขาจึงรีบเสไปมองทางอื่นเสีย 

             "คุณภีมอยากทำอะไรครับ อยากนั่งเล่นหรือเดินไปเรื่อยๆ" 

             "นั่งชิงช้าสวรรค์ไหม" 

             "เอ๋? ศีลเบิกตากว้าง "ผมหูฝาดหรือเปล่า คุณภีมอยากนั่งชิงช้าสวรรค์เหรอครับ" 

             "ไม่ชอบไม่ได้แปลว่าจะชอบไม่ได้ มีอีกหลายอย่างที่ผมเพิ่งรู้ตัวว่าชอบ"  

              ตึกตึก ตึกตึก  

ศีลเผลอยกมือขึ้นทุบอก  

             "เป็นอะไรหรือเปล่า" 

             "เปล่าครับ! ไปกันเถอะครับ" ศีลเร่งฝีเท้าออกเดินนำ พักนี้ทำไมเขาถึงเขินง่ายนัก ชายหนุ่มเริ่มไม่เข้าใจตัวเอง 

 

• • • • • • • • 

 

             “คุณภีมยิ้มอะไรครับ” ศีลอดถามไม่ได้ เพราะตั้งแต่ขึ้นกระเช้ามา หันไปทีไรก็เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายรวมทั้งดวงตาที่มองมาทางเขาเสมอ ไหนว่ามีเรื่องให้คิด ทำไมสีหน้าถึงดูสบายใจและมีความสุขแบบนี้  

             “คุณ” 

             “ผม? ผมเหรอครับ คุณภีมขำอะไรผม” 

             “เวลาคนเรายิ้มไม่จำเป็นต้องขำ” 

             “งั้นยิ้มเพราะอะไรครับ” 

             “ไม่มีเหตุผล” 

             “โธ่ ผมอุตส่าห์ตั้งใจฟัง แกล้งกันเหรอครับ” 

             “เปล่า ศีลมีของที่ชอบที่อยากได้ไหม อะไรก็ได้สักชิ้นหนึ่ง เวลาที่เห็นเราจะมองมันได้ทีละนานๆ แค่เห็นก็มีความสุขแล้ว” 

             ตึกตึก ตึกตึก  

             อีกแล้ว มันกลับมาอีกแล้ว 

             “ที่คุณภีมบอกว่าจะรีโนเวทสนามเด็กเล่นใหม่ ยังทำอยู่ไหมครับ” ศีลมองออกไปนอกกระเช้า เขาไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย 

             “ทำสิ ที่ผมชวนคุณมาเดินเล่นก็เพราะเรื่องนี้” 

             “อ๋อ” ศีลรู้สึกโล่งอกที่รู้เหตุผลของการชวนครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดหวังอย่างไม่มีสาเหตุ  

             “อยากให้ผมช่วยอะไรครับ” 

             “ทุกอย่าง” 

             “ทุกอย่าง? คืออะไรบ้างครับ” การรีโนเวทเป็นเรื่องใหญ่ เขาจึงต้องถามให้แน่ใจ 

             “ผมตามใจคุณทุกอย่าง อยากทำอะไร อยากเปลี่ยนตรงไหนก็บอกได้เลย” 

             ความร้อนค่อยๆ แผ่ไปทั่วใบหน้า เป็นวันที่ศีลทำตัวไม่ถูก รู้สึกว่ามือไม้เกะกะไปหมด 

             “ถ้าอย่างนั้นผมเอารถไฟเหาะตีลังกา” ศีลพูดติดตลก เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้น 

             “อยากได้แบบไหน” 

             ชายหนุ่มอ้าปากค้าง “เดี๋ยว! เดี๋ยวครับผมพูดเล่น” 

             “หึๆ”  

ศีลมองความเจ้าเล่ห์ในดวงตาของอีกฝ่าย ร้ายจริงๆ “รู้ว่าผมไม่เอาจริงใช่ไหมครับ ชอบทำให้ตกใจอยู่เรื่อย” 

             “รู้ แต่ถ้าอยากได้จริงก็จะสั่งให้” 

             “โห ใครจะเอาครับแพงหูดับตับไหม้แน่ๆ” 

             “ไม่ถึงขนาดนั้น อย่างมากผมก็หมดตัว ถึงตอนนั้นคุณเลี้ยงผมด้วยนะ” 

             ศีลมองหน้าอีกฝ่ายก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย 

             “ถ้าอย่างนั้นคุณภีมเอาเงินทั้งหมดนั้นมาให้ผมก็ได้ครับ แล้วเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง” ศีลยิ้มปลื้ม ภาคภูมิใจกับมุกของตัวเอง  

             “ตกลง” 

             คนปล่อยมุกยิ้มรอเก้อ “ผมไม่เล่นแล้วครับ คุณภีมไม่ยอมรับมุกเลย” 

             “หึๆ ตกลงจะช่วยใช่ไหม” 

             “ช่วยอยู่แล้วครับ ถึงคุณลุงเจ้าของเงินจะกวนไปสักหน่อยก็เถอะ” 

             “ผมยังไม่แก่ขนาดนั้น เป็นลุงคงลำบากแต่เป็นพี่ได้สบาย” 

             “พี่ภีม” ศีลคว้าโอกาสได้แซวอีกฝ่ายเอาไว้ เขาแกล้งเรียกเสียงหวาน 

             “ครับผม” รอยยิ้มและดวงตาที่มองมาละมุน ศีลหน้าร้อนผ่าว ตกม้าตายเพราะมุกของตัวเอง 

             “เรียกแบบนี้ก็ดีนะ ต่อไปศีลเรียกพี่ว่าพี่ ตกลงไหม” 

             “...” 

             “ถ้าไม่ตอบพี่ถือว่าตกลง ดูเหมือนจะครบจำนวนรอบแล้วลงกันเถอะ” 

             “ครับ” ศีลเหมือนถูกหมัดเด็ดน็อคเข้าให้ เขาชักไม่แน่ใจว่าคนที่แปลกไปในวันนี้คือพีระพัฒน์หรือเขาเองกันแน่ ทำไมหัวใจถึงทำงานหนักนัก 

             ศีลลอบมองแผ่นหลังกว้าง เขารีบหลบสายตาเมื่อพีระพัฒน์หันมามอง ร่างสูงหยุดเดินรอให้เขาเดินเข้าไปใกล้ ก่อนออกเดินพร้อมกัน 

             “ผมต้องกลับไปทำงานแล้วครับ บอกพี่ลิตไว้ชั่วโมงเดียว” 

             “ถ้าอย่างนั้นก็กลับกันเถอะ” 

             “ครับ”  

             ศีลสงบเสงี่ยมแบบไม่เคยเป็นมาก่อน มีแต่เสียงหัวใจที่เต้นในจังหวะที่ผิดไป ตลอดทางเดินที่เคียงข้างกัน 

              

• • • • • • • • 

 

             “เป็นอะไร ทำไมเอาแต่ถอนใจ” จินเท้าแขนลงบนเคาน์เตอร์หันมาจ้องหน้าเขา ศีลถอนใจยาวๆ อีกครั้ง ตัดสินใจเล่าถึงสิ่งที่กำลังหนักใจ 

             “มันมีอะไรแปลกๆ บอกไม่ถูก” 

             “พูดถึงอะไรล่ะ คน ของ หรืออะไร” 

             “ความรู้สึก” 

             “ความรู้สึก?” 

             “อืม วันนี้ตอนไปเดินในสวนกับคุณภีม ใจมันเต้นแรงแปลกๆ หน้าก็ร้อน มันเหมือน เหมือน..” 

             “คนกำลังมีความรัก” 

             ศีลหน้าเหวอ “อะไรนะ!” 

             “คนกำลังมีความรัก” 

             “เฮ้ย ไม่ใช่หรอกมั้ง” ศีลตั้งป้อมปฏิเสธไว้ก่อน มันจะเป็นไปได้อย่างไร 

             “ไม่ใช่แล้วอะไรพูดมา หน้าร้อน ใจเต้นแรง เขินด้วยไหม” 

             “อืม” ศีลรับแบบไม่เต็มใจ  

             “นั่นไง โคตรชัด ศีลชอบคุณภีม” 

             “เชี่ยแล้ว!” ชายหนุ่มอุทานเสียงดัง เมื่อเอนเอียงเชื่อในสิ่งที่เพื่อนพูด 

             “ใช่เอ็งเชี่ยแล้วจริงๆ”  

             “พี่ลิต!”  

             ลิลิตถอนใจยาว กวักมือเรียกลูกน้องออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เรียกให้มานั่งที่โต๊ะด้านหน้า 

             “มีข่าวดีกับข่าวร้ายเอ็งจะเอาอะไรก่อน” ลิลิตมองหน้าลูกน้องที่รักเหมือนน้องชาย 

             “โหพี่ลิตพูดแบบนี้ใจเสียหมด” 

             “เร็วๆ เอาข่าวไหนก่อน” 

             “ข่าวร้ายเอ้า จะได้เอาข่าวดีมาปลอบประโลมใจ” ศีลยังพูดติดตลกเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น 

             “ได้ งั้นพี่บอกข่าวดีก่อน” 

             “อ้าวว” ศีลกับจินอุทานขึ้นพร้อมกัน 

             “ข่าวดีก็คือ เอ็งไม่ต้องตกใจที่เอ็งชอบคุณภีม พี่ว่าคุณภีมก็ชอบเอ็ง” 

             “พูดอะไรพี่! ไม่มีทาง” 

             “เรื่องจริง พี่สังเกตมาสักพักแล้ว อย่าเถียงคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านเรื่องรักมาก่อน เรื่องนี้พี่ว่าชัวร์ แล้วที่เอ็งหวั่นไหวอยู่เนี่ยเพราะคุณภีมกำลังจีบเอ็งอยู่ เอ็งถึงมีอาการแบบนี้” 

             “ผมว่ามันไม่ใช่” 

             “คิดดีๆ อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เอ็งแค่หลอกตัวเองเพราะไม่อยากยอมรับหรือเปล่า” 

             ศีลเม้มปากเข้าหากัน ช่างเถอะเดี๋ยวค่อยคิด “งั้นเอาข่าวร้ายมาพี่ผมอยากรู้” 

             คราวนี้ลิลิตถอนใจยาวเหยียด “ข่าวร้ายก็คือเอ็งเป็นพนังานส่งของถึงจะจบปริญญาตรีมาก็เถอะ แต่นั่นน่ะผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่นี้รู้หรือยังว่าข่าวร้ายมันคืออะไร” 

             ศีลคอตก เขาแทบจะนึกภาพตามออกเป็นฉากๆ ระหว่างพวกเขาไม่มีความเป็นไปได้อยู่เลย  

             “เดี๋ยวอย่าเพิ่งเหี่ยวขนาดนั้น พี่มีข่าวดีกว่าไว้รอเซอร์ไพรส์” 

             “มีอีกเหรอครับ” จินถึงกับอุทาน 

             “มีข่าวดีกว่าก็คือ..”ลิลิตยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าพี่เป็นเอ็งนะสู้ตาย ความรักของเราทั้งทีจะไม่ฮึดหน่อยเหรอวะ ถ้าแค่เจออุปสรรคก็หันหลังให้ชาตินี้ก็คงทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง สู้ลองสู้สักตั้งทำให้เต็มที่จะได้ไม่เสียใจ อีกอย่างถึงรู้จักกันไม่นาน แต่พี่ว่าคุณภีมเป็นผู้ใหญ่พอ เป็นคนที่คิดก่อนทำเสมอ ถ้าเขาเริ่มจีบเอ็งแปลว่าเขามั่นใจว่ามันเป็นไปได้ ก็ถ้าเจ้าตัวเชื่อมั่นแบบนั้นเราจะถอยทำไมวะ ลุยเลย” 

             “เดี๋ยวพี่! ผมยังไม่รู้เลยว่าคุณภีมชอบผมจริงหรือเปล่า” ศีลหัวเราะขำ เขาไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ว่าข่าวดีกว่าของเจ้านายมีผลต่อจิตใจของเขา แต่มันก็ทำให้เขากลับมายิ้มได้อีกครั้ง 

             “งั้นเอางี้ ไม่ต้องไปสนใจความคิดของคุณภีม จะชอบไม่ชอบเอ็งก็ช่างเถอะ เอ็งตอบตัวเองก่อนดีกว่าว่าเอ็งชอบคุณภีมไหม” 

             “แต่ผมไม่เคยชอบผู้ชาย” 

             “ไม่เคยแล้วไง พี่ก็ไม่เคยมาก่อน ชีวิตไม่เคยมีครั้งแรกหรือไงวะ” 

             “พูดซะขนลุก” ศีลทำท่าขนลุกโชว์ให้เจ้านายดู 

             “หึๆ ลองคิดดูดีๆ เวลายังพอมี” 

             “ครับ ผมจะลองทบทวนความรู้สึกตัวเองดู”  

             “ถ้าโอกาสอยู่ข้างหน้าอย่าทิ้งมัน ความรักมีคำว่าสาย อย่าเชื่อเวลาที่ใครบอกว่ามันไม่มี คิดช้าไปจะมานั่งเสียใจทีหลัง อย่าดูถูกความรู้สึกตัวเองและอย่าดูถูกความรู้สึกของคุณภีม ความรักมันไม่ยากหรอกแค่ซื่อตรงกับมันก็พอ” ลิลิตถอนใจยาวหลังพูดจบ ใบหน้าของเขาแต้มรอยยิ้มอ่อน ก่อนคิ้วจะยักขึ้น “เป็นไงเจ๋งไหม” 

             “โธ่พี่ลิต อุตส่าห์มาดีๆ ตายตอนจบซะงั้น” จินทำหน้าเซ็ง 

             “ก็นี่มันพี่ คนเราเป็นยังไงก็เป็นยังงั้น” 

             “ใช่ เป็นเจ้านายโหดยังไงก็ยังโหดแบบนั้น” 

             “ไอ้ศีล!” 

             “ฮ่าๆ กลัวแล้วคร้าบบ โธ่ๆ เจ้านายดีๆ แบบนี้จะไปหาที่ไหนได้” ศีลเปลี่ยนรอยยิ้มกวนๆ เป็นใบหน้าจริงจัง เขายกมือขึ้นไหว้ลิลิต “ขอบคุณมากพี่ลิต ผมรู้สึกโล่งเลย” 

             “อยากโล่งกว่านี้หรือเปล่าละ” ลิลิตยักคิ้วให้ลูกน้อง 

             “ยังไงเหรอพี่” 

             “เขาพูดกันว่าถ้าอยากรู้ว่าเราเป็นคนพิเศษสำหรับใครบางคนจริงหรือเปล่า ให้ลองโทรตามเขามาด้วยเหตุผลที่ปัญญาอ่อน ถ้าเขามาก็แปลว่าเราพิเศษพอ” 

             “นั่นคุณภีมนะพี่ลิตผมไม่กล้า” ศีลส่ายศีรษะ  

             “ตามใจงั้นก็แยกย้าย ดึกแล้วพี่ง่วง เมื่อคืนดูหนังถึงตีสามจะหลับให้ได้” 

             “เห็นด้วยครับ ผมกำลังติดซีรีส์จะรีบกลับไปดู” จินบิดขี้เกียจก่อนลุกขึ้นยืน พวกเขาแยกย้ายกันไปหยิบของ ปิดไฟในร้านและพร้อมกลับบ้านไปพักผ่อน 

 

• • • • • • • • 

 

             ศีลจอดรถที่หน้าห้องเรียบร้อย แต่เขายังนั่งอยู่บนอานมอเตอร์ไซด์นึกถึงคำพูดของลิลิต ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า เขาบันทึกเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของภีมไว้เรียบร้อยแล้ว 

             เรื่องปัญญาอ่อนอย่างนั้นเหรอ เขามองไปรอบๆ ตัว เอาอันนี้ก็แล้วกัน ศีลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พิมพ์ข้อความลงไปกดส่งก่อนที่ความกล้าจะหายไป 

             ศีลซุกโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกง เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ช่างเถอะพรุ่งนี้ตอนขึ้นไปส่งกาแฟค่อยบอกว่าเล่นมุก ถึงจะเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่เข้าท่าก็ช่างมันเถอะ  

             ศีลก้าวขาลงจากรถ เริ่มคิดว่ามันเป็นเรื่องปัญญาอ่อนมาก ไม่ได้หมายถึงข้อความที่เลือกส่งไป แต่หมายถึงเรื่องที่ดันทำตามที่ลิลิตแนะนำจริงๆ สรุปแล้วตรูนี่แหละปัญญาอ่อนที่สุด 

 

             22.35น. เสียงเคาะประตูดังขึ้น ศีลลุกจากเตียงอย่างเกียจคร้าน ข้างห้องจะยืมอะไรเขาอีกไม่เคยดูเวลาเลย 

             !!! 

             ประตูถูกเปิดค้างเมื่อศีลเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น พีระพัฒน์ยืนด้วยท่าทางสบายๆ ในเสื้อผ้าไม่คุ้นตา เสื้อยืดสีขาวสะอาด กางเกงยีนส์สีเข้ม ผมไม่ได้จัดทรงยิ่งทำให้ใบหน้านั้นดูหล่อเหลามากยิ่งขึ้น 

             “พี่แวะเอาของกินมาให้” 

             ศีลเม้มปาก ก่อนรอยยิ้มจะค่อยๆ คลี่ออก เขาสบตาคู่นั้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง เอื้อมมือไปรับของที่ชายหนุ่มส่งให้ 

             “ขอบคุณมากครับ”  

             “ฝันดีนะ” มือใหญ่แตะลงบนศีรษะของเขา ขยี้ผมเบาๆ ก่อนร่างสูงจะหมุนตัวกลับไปตามทางเดิน 

             “คุณภีมครับ”  

             ร่างสูงหันกลับมามอง 

             “ฝันดีครับ..พี่ภีม” 

             ศีลปิดประตูห้องทันที ยกมือข้างที่ว่างตบแก้มตัวเองแรงๆ จะเขินทำไมวะเนี่ย  

 

             นี่เบอร์ผมนะครับคราวก่อนลืมให้ คุณภีมทำอะไรอยู่ครับ ผมหิวชะมัด คิดถึงผัดไทยขึ้นมาเลย 

             เป็นเรื่องปัญญาอ่อนที่เขาไม่สามารถหุบยิ้มได้เลย 

ความคิดเห็น