Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 9 : คำถามที่จำเป็นต้องได้คำตอบ

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 : คำถามที่จำเป็นต้องได้คำตอบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2562 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 : คำถามที่จำเป็นต้องได้คำตอบ
แบบอักษร

 

ตอนที่ 9 : คำถามที่จำเป็นต้องได้คำตอบ  

 

           “มีอะไรวะ” รามิลทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน พีระพัฒน์โทรตามเขาให้แวะมาหาที่ห้องทำงาน 

             “มีเรื่องอยากปรึกษา”

             “ว่ามา แต่บอกตรงๆ ช่วงนี้ฉันเองยังเอาตัวไม่รอด คุณนายแม่ให้คนตามดูแทบจะทุกฝีก้าว” รามิลหยิบปากกาบนโต๊ะเพื่อนมาหมุนเล่น

             “ก็เลิกเสเพลเสียที เดี๋ยวแม่นายก็เพลาลงเอง”

             “นายน่าจะมาเป็นลูกแม่ให้รู้แล้วรู้รอด บ่นจนเบื่อว่าทำไมไม่เอาจริงเอาจังอย่างนาย” รามิลยักคิ้วข้างเดียว ริมฝีปากติดรอยยิ้มขำ เขาไม่ซีเรียสเพราะรู้ว่ามารดารักเขามากแค่ไหน รามิลเป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน เขาเกิดมาท่ามกลางความรักและการตามใจจากทั้งพ่อแม่ พี่สาวและพี่ชาย

             “นายเอาจริงเอาจัง แค่ควรเพลาๆ ท่าทางชิลๆ ของนายลงบ้าง”

             รามิลยักไหล่ เขาไม่สนว่าคนภายนอกจะมองเขาเสเพลแค่ไหน ลูกคนรวย ลอยไปลอยมา ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เขาได้ยินมาจนเบื่อ ความจริงนั้นเขาช่วยกิจการของที่บ้านเต็มตัว ทำเต็มความสามารถและทำได้ดีเสียด้วย ดังนั้นหากเขาจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตให้เต็มที่ รามิลไม่คิดว่าเขาจะผิดอะไร

             “พูดเรื่องของนายดีกว่า มีอะไรวะ”

             พีระพัฒน์ชะงัก เขาถอนใจออกมาเบาๆ สบตากับเพื่อนด้วยดวงตาจริงจัง

             “ฉันอาจกำลังชอบใครบางคน”

             “เฮ้ย! เรื่องจริงเหรอวะ” รามิลขยับตัวขึ้นนั่งหลังตรง มองเพื่อนด้วยสายตาประหลาดใจ “ใครวะ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเอาชนะใจคนบ้างานอย่างนายได้”

             “ชื่อศีล”

             “ศีล? ชื่อแปลกดี ไม่เคยได้ยินผู้หญิงชื่อนี้”

             “ไม่แปลก เพราะไม่ใช่ผู้หญิง”

             “หะ!”

             “เพราะอย่างนั้นฉันถึงเรียกนายมา”

             รามิลเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ พีระพัฒน์มองสีหน้าของเพื่อน เขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร ตกใจมากน้อยแค่ไหน แต่รามิลกลับจุดรอยยิ้มขำขึ้นที่ริมฝีปาก

             “อินเทรนดีนี่หว่า”

             “แค่นี้เหรอวะความคิดเห็นนาย”

             “แล้วจะให้แค่ไหนครับเพื่อน ฉันแปลกใจนิดหน่อยแต่ดีใจมากกว่าที่นายมีอะไรให้สนใจมากกว่างานที่อยู่ตรงหน้า” รามิลเคาะนิ้วลงบนเอกสารบนโต๊ะเพื่อน “เคยบอกแล้วใช่ไหมว่านายมันบ้างานเกินไป หัดเงยหน้าขึ้นมองอย่างอื่นบ้าง”

             “หึ”

             “แล้วไปชอบได้ไงวะ ให้ทายนะเป็นลูกค้า”

             “เปล่า”

             “งั้นใครวะ”

             “คนส่งของที่ติดอยู่ในลิฟต์กับฉันที่เคยเล่าให้ฟัง ทำงานอยู่ร้านดอกไม้ในซอยข้างตึก”

             รามิลขมวดคิ้วเข้าหากัน ดวงตาค่อยๆ หรี่ลง พีระพัฒน์ยิ้มในหน้า เขาไม่แปลกใจที่เพื่อนจะมีปฏิกิริยา มันเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็ต้องแปลกใจที่ได้ยิน

             “อย่าบอกนะว่าร้านที่ว่าคือร้าน so far so good”

             “ใช่”

             “ให้มันได้อย่างนี้สิวะ”

             “มีอะไร” พีระพัฒน์ขมวดคิ้ว เมื่อเพื่อนสนิทหัวเราะเสียงดัง

             “วันก่อนโน้นฉันเพิ่งเจอพนักงานร้านนี้คนหนึ่งบนดาดฟ้าตึกนาย ตัวเล็กหน่อย ใส่แว่น ชื่ออินหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ”

             “จิน”

             “ใช่จิน รู้จักทั้งร้านเลยเหรอวะ”

             “อืม”

             “ไม่มีอะไร แค่ขำว่าโลกมันกลมดี เอาไว้ว่างๆ จะเล่าให้ฟัง ฉันได้ปะทะคารมมานิดหน่อย ฉลาดใช้ได้”

             พีระพัฒน์เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น ยิ่งได้พูดคุยได้ทำความรู้จัก เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าทั้งสามคนเป็นคนมีความคิดและจิตใจที่ดีมาก

             “เข้าเรื่องนายต่อเถอะ มั่นใจหรือยัง”

“ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่คิดว่าใช่”

“งั้นก็ทำให้แน่ใจว่านายคิดยังไงกันแน่ หาคำตอบให้ตัวเองซะนั่นเป็นวิธีเริ่มต้นที่ดีที่สุด”

             “คิดอยู่เหมือนกัน”

             “งั้นก็...” รามิลลุกขึ้นยืน “โชคดี ได้เวลาไปรับคุณนายแม่แล้วว่ะ”

             “เดี๋ยวรามิล”

             “หือ”

             “ห้องทำงานนายเรียบร้อยไหม”

             “พร้อมเริ่มงานอาทิตย์หน้า ฝากตัวสักเดือนจนกว่าโครงการจะสร้างเสร็จ”

             “ฝากทำไม ตึกนี้ก็ของนายเหมือนกัน”

             “หุ้นจิ๊บๆ จ้อยๆ ไม่กล้าเทียบผู้บริหารว่ะ” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชายหนุ่มยักคิ้วให้เพื่อน “เชื่อหรือยังว่าทุกฝีก้าวจริงๆ”

             “ไปเถอะ ฝากสวัสดีคุณป้าด้วย”

             “ไว้เจอกัน อย่าลืมส่งข่าวถ้าแน่ใจแล้ว”

             “อืม ขอบใจมาก”

             พีระพัฒน์มองตามหลังเพื่อนสนิท เขากับรามิลอายุห่างกันแค่ปีเดียวแต่สนิทใจจะเรียกกันเหมือนเพื่อนมากกว่า พวกเขาเรียนมหา’ลัยเดียวกันที่ต่างประเทศ เขาชวนเพื่อนมาถือหุ้นในบริษัทด้วยเพราะอยากได้เฉพาะคนสนิท ที่บ้านของรามิลทำธุรกิจห้างสรรพสินค้า สาขาที่รามิลจะเข้าไปบริหารงานเต็มตัวกำลังก่อสร้างไม่ห่างจากตึกที่เขาทำงานอยู่ รามิลจึงขอเช่าพื้นที่หนึ่งชั้นเพื่อใช้เป็นสำนักงานชั่วคราว ซึ่งเขาให้ไปในราคาที่พิเศษสุดๆ

         ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ถอนใจออกมาเบาๆ อย่าว่าแต่นายจะแปลกใจเลยรามิล ฉันเองก็ไม่เคยคิดว่าจะชอบผู้ชายด้วยกันมาก่อน แต่ความสดใสของเด็กคนนั้นทำให้ฉันไม่อาจละสายตา

 

• • • • • • • • 

 

             “คุณภีมมาได้ยังไงครับ” ศีลตาโตเป็นไข่ห่านเมื่อเปิดประตูห้องพักออกมาเจอร่างสูงยืนอยู่ 

             “ขับรถมา หรือจะเอาละเอียดกว่านั้น” 

             “ตลกแล้วครับ” ศีลทำหน้ามู่ทู่ใส่เขา 

             “แล้วจะให้ผมเข้าห้องไหมหรือจะให้ยืนคุยกันตรงนี้” 

             “แต่ห้องผม..” 

             “รก” พีระพัฒน์ช่วยต่อคำให้ 

             “ใช่ครับ” 

             “ไม่เป็นไร ดีกว่าต้องยืนคุยอยู่หน้าห้องให้คนมอง” ชายหนุ่มเบนสายตาไปมองทางเดิน ศีลมองตามถึงเห็นว่าหลายคนแอบมองอยู่ ต้องโทษความหล่อและออร่าของคนที่มาหา อยู่ตรงไหนก็เป็นจุดสนใจได้ไม่ยาก 

             “งั้นเข้ามาก่อนก็ได้ครับ” จะไล่ให้กลับเลยศีลก็ไม่กล้า จึงจำยอมเปิดประตูให้อีกฝ่ายเข้ามา 

             พีระพัฒน์ยืนอยู่กลางห้องแคบ เขามองไปรอบๆ “นี่มันไม่เรียกว่ารกแล้ว” เพราะมันมากกว่ารกไปอีกสามเท่า 

             “เห็นไหมผมบอกแล้วว่ามันรก” ศีลรีบจับเสื้อผ้าโยนลงตะกร้า กวาดทุกสิ่งทุกอย่างบนเตียงไปกองรวมกัน ใช้มือปัดพอให้ฝุ่นกระจาย 

             “นั่งก่อนครับ” 

             “เราก็มานั่งเถอะ ขาเจ็บจะยืนอยู่ทำไม” 

             ศีลนั่งลงบนเตียงข้างร่างสูง มองใบหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาสงสัย “แล้วคุณภีมมาถูกได้ยังไงครับ” 

             “ความจำสั้นหรือเปล่า ผมเคยมาส่งที่นี่” 

             “จำได้ครับ แต่ผมไม่ได้บอกนี่ครับว่าอยู่ห้องนี้” 

             “ไม่เห็นยาก ที่นี่แทบไม่มีระบบรักษาความปลอดภัย แค่ถามว่าคนตัวผอมๆ ที่ชื่อศีลอยู่ห้องไหนก็ได้คำตอบแล้ว” 

             “ก็นี่มันหอพักนี่ครับไม่ใช่อพาร์ทเม้นต์ แล้วคุณภีมมีอะไรหรือเปล่าครับ ไม่เห็นโทรมาบอกก่อน” 

             “ผมมีเบอร์คุณที่ไหน” 

             “เอ้า!ผมลืมไป” ศีลหัวเราะขำตัวเอง เพราะเขามีเบอร์ของอีกฝ่ายแล้วจึงเข้าใจว่าพีระพัฒน์ก็มีเบอร์ของเขาเช่นกัน 

             “เป็นยังไงบ้าง” สายตาที่ตกลงมองขาของเขาอ่อนโยน ศีลคลี่ยิ้มรับรู้ถึงความห่วงใยที่อีกฝ่ายมีให้  

             “มาเพราะเป็นห่วงผมเหรอครับ” 

             “หึ ทำไมคิดแบบนั้น” 

             “ก็คุณภีมเป็นคนดีนี่ครับ ใจดีกับผมเสมอ ผมไม่คิดว่าคุณภีมมาดึกขนาดนี้เพราะมีอะไรจะใช้ผมแน่” 

             พีระพัฒน์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศีล ทุกคำที่อีกฝ่ายพูดทำให้เขารู้สึกดีได้เสมอ แม้แต่เวลานี้ก็เช่นกัน 

             “ใช่ผมเป็นห่วง” 

             “ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ พรุ่งนี้ก็เอาผ้าพันขาออกแล้ว” 

             “หมอนัดอีกเมื่อไหร่” 

             “เอ่อ...” คนตอบอึกอัก 

             “อย่าบอกว่าจะไม่ไปหาหมอ” 

             “ก็ผมไม่ได้เป็นอะไรเยอะนี่ครับ ไม่แตกไม่หักก็พอใจแล้ว” 

             “แต่ก็ควรไปให้หมอดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ” 

             “ไม่เป็นไรมั้งครับ” 

             พีระพัฒน์จ้องหน้าคนพูด “ทำไมดื้อ” 

             “ผมไม่ดื้อแต่ผมขี้เกียจไป” 

             ชายหนุ่มถอนใจยาว “ไหนขอดูหน่อย” 

             “ครับ!” 

             “ยกขาขึ้นมา” 

             “แต่..” 

             “ศีล” 

             “ก็ได้ครับ” คนตอบรับเสียงอ่อย ค่อยๆ ประคองขาขึ้นมาวางบนเตียง ชายหนุ่มคลายผ้าพันขาออก มองเห็นผิวขาวซีดภายใน 

             เขาแตะมือลงแผ่วเบา รู้สึกถึงอาการสะดุ้งน้อยๆ ของอีกฝ่าย 

             “เจ็บเหรอ” 

             “นิดหนึ่งครับ” 

             พีระพัฒน์ส่ายศีรษะให้กับความดื้อรั้น รอยพกซ้ำดูดีขึ้นแต่ก็ยังมองเห็นเป็นรอยจางๆ เขามองไปรอบเตียงเห็นถุงยาที่วางอยู่ข้างหมอนจึงเอื้อมมือไปหยิบมา 

             “ไม่ต้องก็ได้ครับ” ศีลชักเท้าหนี เมื่อชายหนุ่มบีบยาลงบนฝ่ามือ 

             “ไหนคุณว่าไม่ดื้อ”  

             “ครับ” ถูกทักมาอย่างนี้ใครจะกล้าปฏิเสธ ศีลจึงปล่อยให้ชายหนุ่มทายาให้ มือของพีระพัฒน์เบาจนน่าพิศวง ให้ความรู้สึกอ่อนโยน  

             ผ้าพันขาถูกพันอย่างนุ่มนวลและสวยงาม ศีลมองตามมือข้างนั้นอย่างไม่รู้เบื่อ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นดวงตาสองคู่ประสานกันโดยไม่ตั้งใจ ศีลกลืนน้ำลายลงคอ เขาเผลอแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปาก ดวงตาของพีระพัฒน์ตกลงมองตามการเคลื่อนไหว 

             ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆตกอยู่ในความเงียบ พีระพัฒน์ละสายตาจากริมฝีปากของศีล เขาต้องรีบทำก่อนจะหักห้ามสิ่งที่คิดขึ้นมาไม่ได้ เขาอยากจูบศีล ทุกความรู้สึกชัดเจน ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบอีกต่อไป  

             “เรียบร้อย” ชายหนุ่มเก็บหลอดยาลงในถุง เขาขยับออกห่างร่างผอมเล็กน้อยเพื่อสงบสติอารมณ์ 

             “ขอบคุณครับ” ศีลยกมือไหว้ ถึงจะสนิทกันแค่ไหนเขาก็รู้ว่าพีระพัฒน์เป็นใครเขาเป็นใคร 

             “ทานข้าวแล้วใช่ไหม” 

             “ครับ ช่วงนี้ผมผูกปิ่นโตกับแม่ของจิน แต่พรุ่งนี้ว่าจะไม่รบกวนแล้วเพราะขาผมดีขึ้นเยอะ อ๋อแล้วก็คุณภีมช่วยบอกพี่อาจให้หน่อยสิครับว่าไม่ต้องมารับมาส่งพวกผมแล้ว พรุ่งนี้ผมจะขี่มอเตอร์ไซด์ไป” 

             “เลิกขี่เถอะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นอีกจะทำยังไง” 

             “ได้ที่ไหนครับ ผมเป็นพนักงานส่งของนะ” 

             พีระพัฒน์ไม่อยากยอมเรื่องนี้แต่เขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นสัญญาได้ไหมว่าจะระวังให้มาก ดูแลตัวเองให้ดี อย่าทำให้ผมเป็นห่วง” 

             “ไม่สัญญาได้ไหมครับ” คนพูดดวงตากระจ่างใส  

             “ศีล! เรื่องนี้ผมจริงจัง อย่าเพิ่งพูดเล่น” 

             “ผมก็ไม่ได้พูดเล่นนี่ครับ ผมไม่อยากสัญญาเพราะว่า...” รอยยิ้มทะเล้นคลี่ออกกว้าง 

             “อะไร” พีระพัฒน์หรี่ตาลงมอง 

             “เพราะว่าผมชอบให้คุณภีมเป็นห่วงครับ มันรู้สึกดี” 

             “หึๆ ล้นจริงๆ” ชายหนุ่มวางมือลงบนศีรษะของศีล ในที่สุดเขาก็ได้คำตอบให้กับตัวเองแล้วว่าเขาคิดอย่างไรกับเด็กหนุ่มคนนี้ 

 รัก คำจำกัดความสั้นๆ แทนความรู้สึกของเขาได้เป็นอย่างดี เขารักศีล ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีกต่อไป 

ความคิดเห็น