Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 8: ตัวปัญหา

ชื่อตอน : ตอนที่ 8: ตัวปัญหา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2562 13:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8: ตัวปัญหา
แบบอักษร

 

ตอนที่ 8: ตัวปัญหา 

 

             พีระพัฒน์มองดอกไม้ที่ขอบกลีบเริ่มเป็นสีน้ำตาลในแก้วทรงสูงที่วางอยู่บนโต๊ะ สองสามวันแล้วที่เขาไม่เจอศีลเลย 

             "คุณรุ้งเข้ามาหน่อยครับ" 

             "ได้ค่ะ" 

             เพียงครู่เดียวประตูห้องก็เปิดออก หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะของเขา 

             "คุณรุ้งยังสั่งกาแฟจากร้าน so far so good อยู่หรือปล่า" 

             "สั่งค่ะ" 

             "งั้นเหรอ" สีหน้าของพีระพัฒน์ครุ่นคิด จนเลขาสาวอดถามไม่ได้  

             "มีอะไรหรือเปล่าคะ" 

             "ไม่มีครับ" 

             "ค่ะ" รุ้งลาวัลย์เดินออกจากห้องของเจ้านายด้วยความสงสัย แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพเธอจึงไม่ซักถามต่อ 

             ชายหนุ่มเคาะนิ้วมือลงบนโต๊ะ สายตามองออกไปนอกผนังกระจก ชิงช้าสวรรค์มองเห็นเป็นภาพเล็กๆ จากความสูงของตึกยี่สิบห้าชั้น จะหลบมานั่งพักอยู่บนกระเช้าหรือเปล่า 

             พีระพัฒน์กดสายภายในอีกครั้ง "คุณรุ้งช่วยเลื่อนนัดคุณสมภพเป็นช่วงบ่ายให้ผมที ผมจะออกไปข้างนอกน่าจะกลับเข้ามาหลังเที่ยง” 

             “ได้ค่ะ” 

             ขอบคุณ”  

             เมื่อไม่มีสมาธิจดจ่อกับงานการฝืนนั่งต่อไปย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร ปัญหาอยู่ที่ไหนให้จัดการตรงนั้น  

 

• • • • • • • • 

              

             “สวัสดีครับ” เสียงทักร่าเริง ตัวปัญหายืนอยู่หลังเคาน์เตอร์กาแฟส่งยิ้มกว้างให้ลูกค้า ก่อนตาคู่นั้นจะเบิกกว้างด้วยความยินดีเมื่อเห็นว่าเป็นเขา 

             “อเมริกาโนแก้วหนึ่ง” 

             “ได้ครับ” จินเป็นคนรับออเดอร์ให้เขา  

             “คุณภีมมาได้ยังไงครับ” ตัวปัญหาถามเขาด้วยเสียงร่าเริง 

             “รถส่วนตัว” 

             คนฟังย่นจมูก “ตอบแบบนี้ผมไม่ถามก็ได้ครับเกรงใจ” 

             “หึๆ” 

             “คุณภีมไปรอที่โต๊ะก็ได้ครับ เดี๋ยวผมให้จินเอาไปเสิร์ฟ” จินย้ายไปทำกาแฟให้เขามีเพียงศีลที่ยืนคุย 

             “ศีลเป็นคนยกมาแล้วกันผมมีเรื่องจะคุยด้วย” 

             “อ่า..” สีหน้านั้นลังเล ก่อนรอยยิ้มจะคลี่ออกกว้างอีกครั้ง “ได้ครับ เดี๋ยวผมยกไปให้” 

 

             “มาแล้วครับ” พีระพัฒน์เงยหน้าจากโทรศัพท์ เขาอ่านอีเมลที่เลขาส่งเข้ามาให้ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันทีที่เงยหน้าขึ้น 

             “ขาไปโดนอะไรมา” 

             คนยกแก้วกาแฟมาให้เขาเดินขากะเผลก มีผ้าพันอยู่ที่ขาข้างหนึ่ง อีกข้างมีร่องรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำปรากฏให้เห็นชัดเจน 

             “แหกโค้งมาครับ” คนตอบยังคงความสดใส ร่าเริงตามแบบฉบับ “ผมขอนั่งนะครับ” 

             “นั่งสิ”  

             “ไปหาหมอหรือยัง” 

             “ไปมาแล้วครับ นี่เลยฝีมือหมอ” คนพูดชี้ที่ผ้าพันขา 

             “เป็นอะไรมากหรือเปล่า” 

             “เปล่าครับมีเท่าที่เห็นเลย ข้างขวานักหน่อยเพราะครูดไปกับพื้น แต่แขนปลอดภัยดีผมใส่แจ็คเก็ตหนา กับหน้ายังหล่ออยู่ผมก็โอเคแล้ว” 

             “ยังจะพูดเล่นอีกเหรอ” พีระพัฒน์อดดุไม่ได้ ยิ่งเห็นเขายิ่งเป็นห่วง 

             "ก็มันไม่ได้เป็นอะไรนี่ครับ" คนตอบเสียงสสลดลง ไม่กล้าร่าเริงเหมือนเดิมเมื่อเจอเสียงดุๆ ของพีระพัฒน์เข้าไป 

             "นานหรือยัง" จากรอยช้ำที่เป็นสีม่วงคล้ำชายหนุ่มไม่คิดว่ามันเพิ่งเกิดขึ้น  

             "สองสามวันแล้วครับ ดีว่าเป็นขากลับจากส่งของ เลยไม่มีอะไรเสียหาย" 

             พีระพัฒน์นับหนึ่งถึงสิบในใจ กลัวว่าจะเผลอซัดคนเจ็บเข้าให้ "นี่ยังไม่เรียกว่าเสียหายอีกเหรอ" 

             "ผมเป็นคนไม่ใช่ของ" คนทะเล้นก็ยังอดทะเล้นไม่ได้ 

             เสียงถอนใจของร่างสูงดังหนักๆ "ไปตามคุณลิตให้ผมหน่อย" 

             "ตามมาทำไมครับ" 

             "อยากรู้ว่าคุณลิตคิดยังไง" 

             "ผมเจ็บตัวนะครับ ทำไมคุณภีมใจร้ายให้ลุกไปลุกมา หลังร้านอยู่ตั้งไกล" คนร่าเริงเหมือนไม่เจ็บไม่ปวดเกิดรู้สึกเจ็บขึ้นมากระทันหัน ขืนให้ออกมาหูชากันพอดี พี่ลิตเพิ่งเลิกบ่นเขาไปไม่ถึงวัน ขืนร่วมกันสองคนอ่วมแน่ 

             "เจ็บขึ้นมาเลยนะ" 

             "เราพูดธุระของคุณภีมดีกว่าครับอย่าไปกวนพี่ลิตเลย งานยุ่งจนหัวฟูไปแล้วมั้ง" พีระพัฒน์อยากดุแต่เห็นแบบนี้ก็อดขำไม่ได้ 

             "คุณภีมมีอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ" 

             "ศีลมาทำงานยังไง" 

             "มาแท็กซี่กับจินครับ เปลืองหน่อยแต่มันช่วยไม่ได้ จินขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็น" 

             "พักอยู่แถวไหน" 

             "ไกลโพ้นครับ ผมอยู่ย่านธุรกิจแบบนี้ไม่ไหว ค่าเช่ากินตาย" 

             "เช่าอพาร์ทเม้นท์เหรอ" 

             “หรูไปครับ ผมเช่าหอพักอยู่แถวบ้านจินถึงไปกลับด้วยกันได้" 

             "อืม แล้วคุณเจ็บแบบนี้ใครเป็นคนส่งของ" 

             "ถ้าใกล้ๆ ก็พี่ลิตไปครับขับรถไป ถ้าไกลหน่อยก็ใช้บริการวินที่สนิทกันส่งให้ ช่วงเทศกาลปกติเราจะจ้างมาช่วยส่งของอยู่แล้ว" 

             พีระพัฒน์พยักหน้ารับรู้ ถ้าอย่างนั้นคนที่ส่งกาแฟให้เลขาของเขาก็คงเป็นคนอื่น เขาถึงไม่เห็นตัวปัญหาเดินเข้าออกห้องทำงาน 

             "เจ็บแล้วมายืนทำงานแบบนี้จะไหวเหรอ" 

             "ไหวครับ ถ้าปวดขึ้นมาก็นั่งพัก" 

             "อย่าปล่อยให้ปวด พยายามนั่งพักเรื่อยๆ ขาจะได้ไม่ต้องรับน้ำหนักนานเกินไป" 

             "ครับผม" 

             "ไปทำงานเถอะ ผมจะกลับแล้ว" 

             "แล้วเรื่องที่คุณภีมบอกว่าอยากคุยกับผมละครับ" ศีลมั่นใจว่าพวกเขายังไม่ได้คุยกัน 

             "ผมคิดว่าจะรีโนเวทสนามเด็กเล่นในสวนสาธารณะใหม่ เลยมาถามไอเดียคุณเผื่อจะอยากได้อะไรเป็นพิเศษ ผมรู้จักคนใช้งานจริงอยู่คนเดียว” 

             “ได้เลยครับ ยินดีช่วยเต็มที่” 

             “ขอบใจ” 

             ศีลมองพีระพัฒน์เดินออกจากร้าน นิ่วหน้าน้อยๆ อดสงสัยไม่ได้ว่าถ้ามันรอได้ทำไมถึงมาหาเขาถึงร้าน จะว่าเกรงใจพราะเห็นว่าเขาเจ็บ มันก็ไม่ได้มีผลต่อการพูดของเขาสักนิด ให้จ้อทั้งวันยังได้เลย แต่ช่างเถอะคิดไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ไม่คิดน่าจะง่ายกว่า 

 

• • • • • • • • 

 

             “เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ลิลิตบอกลูกน้องเมื่อถึงเวลาปิดร้าน 

             “ไม่เป็นไรพี่ลิต เดี๋ยววันนี้พวกผมเรียกแท็กซี่กลับ ไปส่งทุกวันเหนื่อยตาย” จินปฏิเสธเพราะจากบ้านของเขากับลิลิตอยู่คนละทาง ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง ยังไม่รวมเวลาจากร้านไปบ้านของเขาอีก 

             “มันจะสักกี่วันเชียว ช่วยๆ กันไป ขืนไปกลับแท็กซี่ทุกวันเดือนนี้เจ้าศีลมันคงกินแกลบ” 

             “ไม่กินหรอกพี่ เดือนนี้ว่าจะเอาของที่ร้านกลับไปกินทุกวัน” ศีลยิ้มทะเล้น 

             “ไอ้ศีล” 

             “ฮ่าๆ ผมพูดเล่น ช่วงนี้แม่จินแบ่งกับข้าวมาให้ทุกวัน พูดไปแล้วขาเจ็บก็ดีเหมือนกันแฮะ” 

             “พูดเล่นไม่เข้าเรื่อง นั่นคนขับรถคุณภีมหรือเปล่า” ศีลหันไปมองหน้าร้านเมื่อเจ้านายเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน 

             “ใช่พี่มาทำไมหว่า” จินเดินตรงไปที่ประตู เขาเปิดให้คนขับรถเข้ามา 

             “พี่อาจมีอะไรหรือเปล่าครับ” ศีลจำชื่อนี้ได้แม่น เหมือนที่จำอาการหน้าแตกของตัวเองได้ 

             “คุณภีมให้ผมมารอรับคุณศีลกับคุณจินกลับบ้านครับ” 

             “รอรับ!”  

             “ครับ ให้ไปรับไปส่งทุกวันจนกว่าขาจะหาย” 

             สามหนุ่มร้านกาแฟสบตากัน ดวงตาแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ลิลิตกับจินส่งสายตาถามว่ามันอะไรยังไงขณะที่สายตาของศีลนั้นงงเป็นไก่ตาแตก เพราะตลอดเวลาที่คุยกันพีระพัฒน์ไม่เห็นพูดอะไรสักคำ 

             “ผมรออยู่ที่รถนะครับ คุณศีลกับคุณจินจะกลับตอนไหนเรียกได้เลย” 

             “ไม่ต้องครับไม่ต้อง” ศีลรีบปฏิเสธ “พวกผมกลับเองได้สบายมาก ขอบคุณมากครับ” 

             “เป็นคำสั่งของคุณภีมครับ” 

             “ก็นั่นแหละครับ ฝากบอกด้วยว่าขอบคุณมากแต่เดี๋ยวพวกผมกลับเองครับไม่อยากรบกวน แล้วพี่อาจก็ไม่ต้องเรียกพวกผมว่าคุณหรอกครับ เดี๋ยวขี้กรากขึ้นหัวพวกผม” 

             “แต่..” 

             “เอาตามนี้แหละครับ ผมไม่กล้านั่งรถหรูๆ กลับบ้าน กลัวแถวบ้านตกใจนึกว่าไปค้ายามา” ศีลพูดติดตลก  

             “ก็ได้ครับ” คนตอบรับหน้าตากังวล แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะศีลยืนยันหนักแน่น 

             “ขอบคุณครับพี่อาจ” 

             “ครับ” คนขับรถของพีระพัฒน์ค้อมศีรษะลง ก่อนเดินออกจากร้านไป 

             “ยังไงเอ็ง” ลิลิตหันมาจ้องหน้าลูกน้อง 

             “ผมก็ไม่รู้ แต่วันนี้คุณภีมแวะมาที่ร้าน เห็นผมสภาพนี้เลยถามว่ามาทำงานยังไง ผมบอกไปว่ามาแท็กซี่ สงสัยสงสารมั้ง” 

             ลิลิตเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่แล้วกลับเงียบ ดวงตาครุ่นคิด “ช่างเถอะ กลับบ้านกันได้แล้ว เดี๋ยวพี่อยู่เคลียร์ร้านเอง” 

             “ได้ไงพี่ลิตต้องช่วยกันสิ เดี๋ยวผมช่วยให้ศีลนั่งรอ” 

             “นั่นดิพี่ช่วยกันเดี๋ยวก็เสร็จ เดี๋ยวผมช่วยล้างอุปกรณ์ให้จินถูพื้น พี่ลิตทำคนเดียวสามทุ่มจะได้กลับบ้านหรือเปล่าเถอะ” ศีลเห็นด้วยกับจิน 

             “เอ็งนี่นาบอกให้หยุดงานก็ไม่หยุด จะดื้อไปไหนวะ” ลิลิตบ่นความดื้อของลูกน้องตัวแสบ 

             “ห้องไม่มีแอร์ กาแฟก็ไม่อร่อย อยู่นี่ดีกว่าเยอะ” 

             “เออ ตามใจเอ็ง ไปๆ จะทำอะไรก็รีบทำจะได้รีบกลับ” ลิลิตยอมแพ้  

 

             “กลับกันดีๆ” ลิลิตเปิดประตูหน้าร้านออกมาเป็นคนแรก จัดการล็อคจนมั่นใจว่าแน่นหนาดีแล้ว 

             “พรุ่งนี้เจอกันพี่” ศีลยกมือโบกให้เจ้านาย 

             “คุณภีม!” เสียงแปลกใจของจินทำให้ศีลกับลิลิตหันไปมองพร้อมกัน 

             “มาได้ไงวะ” ศีลเบิกตากว้าง เมื่อเห็นร่างสูงของพีระพัฒน์ยืนพิงรถที่จอดเยื้องห่างจากหน้าร้านเล็กน้อย ร่างสูงขยับตัวเมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้าไปหา สายตาเลื่อนตกลงมองขาเมื่อเห็นเขาเดินกะเผลก 

             “สวัสดีครับคุณภีม” ลิลิตเป็นคนทักทายชายหนุ่ม 

             “สวัสดีครับ ผมมารับศีลกับจินไปส่งบ้าน” ไม่ต้องสงสัยให้เสียเวลา คนยืนรออยู่แจ้งจุดประสงค์ชัดเจน 

             “ครับ ฝากด้วยนะครับ” 

             หือ! ศีลหันไปมองเจ้านาย ทำไมง่ายๆ อย่างนี้เลยล่ะ 

             “กลับกับคุณภีมดีแล้วพี่จะได้ไม่ห่วง” คำพูดมีเหตุผลแต่พวกเขารู้ดีว่านั่นคือการบอกเป็นนัยๆ ว่าพวกเอ็งกลับกับคุณภีมซะอย่าเรื่องมาก 

             “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับเลยนะครับ” ลิลิตหันไปยิ้มให้พีระพัฒน์ ก่อนหันไปหาลูกน้อง “เจอกันพรุ่งนี้”  

             “เจอกันพรุ่งนี้พี่” ศีลยกมือโบก 

             “ขึ้นรถเถอะ”  

             “ครับ” ศีลพยักหน้าเมื่อเจ้าของรถพูดเสียงเรียบ ประตูด้านข้างคนขับถูกเปิดออกโดยร่างสูง ศีลรู้สึกเขินแปลกๆ ที่มีคนเปิดประตูรถให้ 

             “ระวัง” 

             “โอ๊ย!”  

             เสียงถอนใจหนักๆ ทำให้ศีลย่นจมูก ก็คนมันกำลังงงนี่หว่าก็ต้องมีเงอะงะเอาหัวโขกขอบประตูกรอบประตูรถกันบ้าง เรื่องมันธรรมดาจะตายไป 

             จินเปิดประตูหลังขึ้นนั่งอย่างรู้งาน เขามองเจ้าของรถปิดประตูให้เพื่อนด้วยดวงตาครุ่นคิด ร่างสูงเดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งคนขับ รถเคลื่อนตัวออกจากบริเวณที่จอด หลังจากพีระพัฒน์ถามทางจากพวกเขาเรียบร้อย 

             “ทานอะไรกันหรือยัง” 

             “ทานแล้วครับ” ศีลชิงตอบ พวกเขามักกินอะไรรองท้องเพื่อกันไม่ให้หิว แต่ไม่ได้กินข้าวเป็นมื้อใหญ่ แต่เพราะกลัวจะเพิ่มความยุ่งยากให้อีกฝ่ายศีลจึงตอบออกไปอย่างนั้น 

             “คุณภีมไม่เห็นต้องมารับพวกผมก็ได้” 

             “ถ้าไม่อยากให้มารับทำไมไม่กลับกับคนขับรถดีๆ” 

             “อ้าว!” ศีลหน้าเหวอ “เกรงใจก็เป็นความผิดด้วยเหรอครับ” 

             “ใช่” 

             “พรุ่งนี้เช้าอาจจะไปรับที่บ้าน บอกเวลามา” 

             “ไม่ถามก่อนเหรอครับ” ศีลท้วงเสียงเบา สีหน้ากึ่งเกรงใจกึ่งหมั่นไส้นิดๆ 

             “ที่พูดไปไม่ได้ถามเหรอ ผมถามคุณอยู่นะว่าจะให้ไปรับกี่โมง” 

             ศีลได้ยินเสียง ‘หึๆ’ หลุดมาจากจิน เพื่อนเขาคนนี้หัวเราะง่ายมาก และกลั้นหัวเราะได้ยากมาก พอหันไปมองอีกฝ่ายทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ หันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างแต่ริมฝีปากสั่นน้อยๆ ไม่ช่วยกันเลยเว้ย 

             ศีลถอนใจยาว เป็นลูกน้องพี่ลิตว่าเหนื่อยแล้ว เป็นคนเช่าที่ของคุณภีมยิ่งเหนื่อยกว่า จะขัดใจก็ไม่ได้ จะเถียงก็ไม่ได้  

             “โอเคครับ ให้มาเลยครับ หกโมงครึ่งถึงหน้าบ้านจินเลย เอาพรมแดงมาด้วยก็ดีครับ เวลาเดินจะได้อลังการหน่อย” 

             “หึๆ”  

             ศีลหน้ามุ่ย ประชดแทบตายดันหัวเราะเสียนี่ 

             “ตกลง หกโมงครึ่งพร้อมพรมแดงใช่ไหม อยากได้หน้ากว้างหรือเปล่า ผมจะโทรสั่งคืนนี้เลย” 

             “เดี๋ยวครับ~” ศีลร้องเสียงหลง แม่งเอ๊ยเขาลืมไปว่ากำลังพูดกับคนรวย 

             “เอาแค่รถมารับก็พอครับ ถ้าให้ดีก็ขอรถคันเล็กหน่อยผมชอบมากกว่า จะขอบคุณมากเลย” ศีลพูดเสียงแห้ง เมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็ขอมันไปตรงๆ เลยดีกว่า 

             “ชอบรถสปอร์ตเหรอ” 

             เอี้ยยย! ศีลอุทานลั่นในใจ ยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างหมดคำพูด 

             “หึๆ” ดูเหมือนคุณเจ้าของตึกจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ สีหน้ารื่นรมย์ ดูมีความสุขที่ได้แกล้งเขา แต่บอกตามตรงตอนนี้เขาเริ่มกลัวใจ ว่าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาจะพบรถสปอร์ตเข้าจริงๆ 

             “คุณภีมครับ” 

             “หือ” 

             “บ้านคุณภีมมีคนทำสวนไหมครับ” 

             “มี ทำไมเหรอ” 

             “ให้พี่อาจยืมรถคนทำสวนมาก็ได้นะครับ ผมว่ากำลังดี” 

             “หึๆ” 

             ไม่มีเสียงตอบรับนอกจากเสียงหัวเราะในลำคอ คืนนี้สงสัยว่าเขาต้องนอนลุ้นทั้งคืนเป็นแน่ว่าพรุ่งนี้จะเจอเข้ากับอะไร 

 

             “ขอบคุณครับคุณภีม” จินยกมือขึ้นไหว้เมื่อรถจอดที่หน้ารั้วบ้าน “รอสักครู่ได้ไหมครับ ผมขอหยิบของให้ศีลแป๊บหนึ่ง” 

             “ได้สิ” 

             “ขอบคุณครับ”  

             จินลงรถหายไปสักครู่ก่อนเดินกลับมาพร้อมปิ่นโตในมือ ศีลมองหาที่เปิดกระจกก่อนกดลง 

             “อ๊ะ ร้อนนะระวังด้วยแม่เพิ่งอุ่นให้” 

             “บอกแม่ด้วยว่ารักที่สุด” 

             “อื้อ” 

             ศีลรับปิ่นโตวางลงบนกระเป๋าเป้เพื่อกันความร้อน ก่อนปิดกระจกรถ 

             “ใครบอกว่าทานข้าวแล้ว” ศีลสะดุ้งโหยง หันไปยิ้มแห้งให้คนถาม 

             “ก็ผมเกรงใจ” 

             “ผมนึกว่าคุณยังไม่ทานข้าวเลยรอ” 

             “อ้าว คุณภีมยังไม่ได้ทานเหรอครับ” 

             “ใช่” 

             “งั้น..” ศีลหันซ้ายหันขวา มีแต่บ้านเรือนเรียงรายกันไป เวลานี้คงหาของกินไม่ได้แล้ว “ทานด้วยกันไหมครับ” ศีลยกปิ่นโตขึ้นให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร 

             “เอาสิ” 

             “หะ!” คนถามตาเหลือก เขาถามไปตามมารยาทเท่านั้นเองไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบรับ คนขับหันหน้ามามองตามเสียงร้องของเขา ศีลต้องรีบปรับสีหน้าส่งยิ้มให้ 

             “เอาจริงเหรอครับ” 

             “หึๆ ถ้าไม่อยากให้ไปแล้วชวนทำไม” 

             “ก็ผมรู้สึกผิดนี่ครับที่ให้คุณภีมหิ้วท้องรอ แต่ห้องผมก็เล็กนิดเดียว โต๊ะกินข้าวก็ไม่มี..” 

             “เลิกบ่นได้แล้วผมพูดไปอย่างนั้นเอง วันนี้คุณเหนื่อยมาทั้งวันพักเถอะ” 

             “แกล้งผมอีกแล้ว” ศีลย่นจมูก 

             “หึๆ คราวหลังจะได้ไม่โกหก” 

             “เขาเรียกว่าเกรงใจครับ” ศีลไม่ยอมรับความผิดง่ายๆ 

             “เอาเถอะแต่คราวหน้ามีอะไรให้บอกผมตรงๆ” 

             “เข้าใจแล้วครับ” 

             “รับนี่ไป” ศีลรับกระดาษแผ่นเล็กที่อีกฝ่ายหยิบจากกระเป๋าเสื้อสูทส่งให้ มันคือนามบัตรของพีระพัฒน์ 

             “มีอะไรโทรหาผมได้เสมอ” 

             “ขอบคุณครับ” ศีลรู้สึกอุ่นใจ แม้ตัวเขาไม่คิดจะรบกวนอีกฝ่าย แต่ด้วยน้ำเสียงและสายตาเป็นห่วง รวมทั้งการกระทำของพีระพัฒน์มันทำให้เขารู้สึกอย่างนั้น 

             “คุณภีม” 

             “หือ” 

             “ขอบคุณที่ใจดีกับผมนะครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีชะมัดที่ได้รู้จักคุณภีม” 

             รอยยิ้มกว้างบวกกับดวงตาที่สื่อความหมายตามคำที่พูดทุกอย่าง ทำให้ดวงตาของพีระพัฒน์อ่อนโยนลง เขายิ้มให้ศีล ยกมือขึ้นลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ  

             “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าดื้อกับผมตกลงไหม” 

             “ตกลงครับ” ศีลยิ้มกว้าง “ถ้าผมไม่ลืม” 

             “หึๆ” พีระพัฒน์หัวเราะออกมาเบาๆ เขาลดมือลง เปลี่ยนเกียร์ หมุนพวงมาลัย เพื่อนำรถออกจากหน้าบ้านของจิน 

นับตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน ศีลทำให้เขายิ้มและหัวเราะได้เสมอ เป็นคนที่อยู่ใกล้แล้วทำให้หัวใจของเขาเต้นในจังหวะที่ช้าลง  

ประสบการณ์ความรักที่ผ่านมา ทำให้พีระพัฒน์รับรู้ถึงสัญญาณเตือนภัย หัวใจของเขาเต้นในจังหวะที่เขาไม่ใช่ผู้ควบคุมอีกต่อไป 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น