Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 7: จะเยียวยาทุกสิ่ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 7: จะเยียวยาทุกสิ่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ย. 2562 16:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7: จะเยียวยาทุกสิ่ง
แบบอักษร

 

ตอนที่ 7: จะเยียวยาทุกสิ่ง 

 

           “รอด้วยครับ” ศีลใช้เสียงนำไปก่อนตัว เพราะถุงใส่แก้วกาแฟในมือมีมากเกินกว่าจะวิ่งได้ 

             “ขอบคุณครับ อ้าว!คุณภีม” ศีลยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ในลิฟต์เป็นใคร

             “มาส่งของเหรอ”

             “ครับ บังเอิญจังปกติไม่ค่อยเจอคุณภีม” นอกจากวันแรกที่เจอกันศีลไม่เคยเจอพีระวัฒน์ในลิฟต์อีกเลยจนกระทั่งวันนี้

             “ผมให้อาจขับรถไปทำธุระต่อ เลยให้ส่งที่หน้าตึกแทน”

             “อ๋อ” ศีลพยักหน้า วันนั้นก็คงเหมือนกันมั้ง ศีลคิดถึงวันแรกที่พวกเขาพบกัน รอยยิ้มกวนๆ จุดขึ้นที่ริมฝีปาก

             “วันนี้เราคงไม่บังเอิญติดอยู่ในลิฟต์ด้วยกันอีกใช่ไหมครับ”

             “หึๆ”

             “ผมบอกก่อนนะครับว่าเที่ยวนี้ผมฉลาดแล้ว ถ้าติดนะจะเรียกสิบล้านขึ้นเลย”

             “เรียกได้ แต่จ่ายแค่สามหมื่น”

             “โห~” ศีลแกล้งลากเสียงยาว มองพีระพัฒน์ด้วยสายตาทะเล้น “คุณภีมรู้ไหมครับว่าคุณลุงเจ้าของตึกนี้งกมาก ผมว่าต้องเป็นตาแก่ขี้เหนียวแน่เลย”

             “ว่าไงนะ!”

             “ผมพูดถึงคุณลุงเจ้าของตึกนะครับ ไม่ได้พูดถึงคุณภีมซะหน่อย” ศีลยิ้มล้อเลียนคนที่หันมาทำหน้ายักษ์ใส่

             “ถ้าอย่างนั้นคุณคงหมายถึงคุณพ่อผม”

             รอยยิ้มของศีลค้างเติ้ง หน้าเริ่มซีด ก่อนริมฝีปากจะหุบลงช้าๆ หรือใช้คำว่าเหี่ยวลงน่าจะถูกกว่า

             “ผมเป็นคนบริหารบริษัทและตึกนี้ก็จริง แต่ถ้าจะพูดถึงเจ้าของน่าจะหมายถึงพ่อผม”

             “เป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือมากเลยครับ ต้องเก่งขนาดไหนถึงมีกิจการใหญ่โตขนาดนี้” ศีลกลับลำได้อย่างรวดเร็ว

             “เป็นกิ้งก่าหรือไง เปลี่ยนสีไวจริงๆ” พีระพัฒน์ขำสีหน้าพิทอบพิเทาที่อีกฝ่ายแสดงออก เรื่องล้นขอให้บอก

             “ไม่ใช่ครับ มันดีไปจิ้งจกก็พอ” ศีลยักคิ้วก่อนคิดได้ว่าไม่สมควร “ขอโทษครับ” เสียงร่าเริงเลยจ๋อยลงทันที

“ถึงชั้นผมแล้ว” ศีลค้อมศีรษะให้พีระพัฒน์ก่อนรีบเดินออกจากลิฟต์ เขาต้องส่งกาแฟทั้งหมดห้าชั้นด้วยกัน

 

             “กาแฟมาแล้วครับ” ศีลวางกาแฟลงบนโต๊ะของรุ้งลาวัลย์ อดมองประตูบานใหญ่ที่อยู่ติดกับโต๊ะทำงานหญิงสาวไม่ได้

             “มีแขกมาพบจ้ะ”

             ศีลยิ้มเก้อเมื่อเลขาสาวจับได้ว่าเขามอง

             “ศีลมีธุระอะไรกับคุณภีมหรือเปล่า”

             “เปล่าครับ” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธ “พอดีเมื่อกี้ผมเจอคุณภีมในลิฟต์ขึ้นมาจากชั้นล่าง” ศีลเล่าเพื่อให้รู้ว่าทำไมเขาถึงมอง

             “อ๋อจ้ะ ที่จริงตึกนี้เคยมีลิฟต์ของผู้บริหาร แต่พอตึกสร้างเสร็จพร้อมใช้งาน คุณภีมก็ให้ถอดป้ายออก บอกว่าตอนเช้าพนักงานต้องเร่งรีบให้ทันเวลาเข้างานแต่ผู้บริหารไม่ต้องบันทึกเวลา สมควรให้ลิฟต์กับคนที่จำเป็นมากกว่า”

             ศีลรู้สึกทึ่งกับความคิดของพีระพัฒน์ แม้อายุยังน้อยเมื่อเทียบกับคนในตำแหน่งเดียวกัน แต่เรื่องวิสัยทัศน์เขาว่าชายหนุ่มไม่แพ้ใคร หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ

             “เป็นเจ้านายที่ดีมากเลยนะครับ”

             “ใช่ พี่โชคดีที่ได้เป็นเลขาของคุณภีม เจ็บป่วยขาดเหลืออะไรบอกคุณภีมได้หมด”

             ศีลคิดไปถึงความใจดีที่พีระพัฒน์มีให้เขา เป็นชายหนุ่มที่พร้อมไปทุกด้านจริงๆ

             “พี่รุ้งครับผมแอบถามอะไรนิดได้ไหมครับ”

             “ถามมาสิจ้ะ ถ้าตอบได้พี่จะตอบ”

             “คุณภีมมีแฟนหรือยังครับ”

             “ยังจ้ะ พอจบโทจากเมืองนอกคุณภีมก็มาเปิดบริษัทนี้ แยกมาจากบริษัทแม่ ใช้เวลาเกือบสองปีกว่าบริษัทจะอยู่ตัว คงยังไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้น”

             “ไม่แห้งเหี่ยวแย่เหรอครับ”

             “ดูพูดเข้า!” รุ้งลาวัลย์เอ็ดเบาๆ แต่ด้วยความเอ็นดูเสียมากกว่า “ไม่หรอกจ้ะ ไม่มีแฟนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนคุยนี่จ้ะ ก็มีสาวๆ แวะเวียนมาบ้าง เพียงแต่ทางนี้แค่คุยจริงๆ” 

             ศีลอมยิ้มเมื่อคิดถึงพีระพัฒน์ หล่อขนาดนั้นยังไม่มีแฟนอีกเหรอ

เดี๋ยวนะ! ศีลหุบยิ้มฉับ แล้วเขาจะดีใจทำไมวะ แค่รู้ว่าคุณภีมยังไม่มีแฟนหน้าบานเป็นจานเชิงเลยกู บ้าไปแล้วว

“พอดีกว่าพี่ว่าพี่ชักพูดมากไปแล้ว”

             “ขอบคุณครับพี่รุ้งที่เล่าให้ฟัง” บอกตรงๆ ว่าเขาเองก็ชักไม่อยากฟังต่อ 

“งั้นผมกลับก่อนนะครับ”

“จ้ะ”

ศีลยังไม่ทันร่ำลาเลขาสาวเรียบร้อยประตูห้องทำงานของพีระพัฒน์ก็เปิดออกเสียก่อน ชายหนุ่มก้าวตามหญิงสาวร่างสูงราวกับนางแบบออกมา

“อย่าลืมไปให้ได้นะคะ ทัศอุตส่าห์ลงทุนมาเชิญคุณภีมด้วยตัวเอง”

“ครับ ผมจะพยายามไปให้ได้” ศีลลอบมองรอยยิ้มของพีระพัฒน์ เป็นอย่างที่พี่ลิตพูดจริงๆ เป็นคนที่มองออกยากมากว่าภายใต้รอยยิ้มนั่นคิดอะไรอยู่

“ทัศกลับก่อนนะคะ หวังว่าจะได้เจอกันวันงาน”

“ครับ”

พีระพัฒน์ยืนส่งทัศศิกาจนอีกฝ่ายเลี้ยวลับมุมห้องไปแล้ว เขาถึงหันไปมองร่างผอมที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงานของเลขา

“เพิ่งส่งกาแฟเสร็จเหรอ”

“ครับ” ศีลยิ้มรับ ใครจะกล้าบอกว่าส่งเสร็จนานแล้วแต่ยืนนินทาคนพูดอยู่

“งั้นก็ลงไปด้วยกัน”

ศีลอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธแต่ร่างสูงเดินนำไปก่อนโดยไม่รอฟังคำตอบ เขาหันไปสบตากับรุ้งลาวัลย์ต่างคนต่างงง

“รีบไปเถอะจ้ะ”

“ครับ”

ศีลเหลือบมองร่างสูงพวกเขายืนรอลิฟต์อยู่ที่ชั้นยี่สิบห้า จะไปไหนของเขาหว่า

“เอามอเตอร์ไซด์มาใช่ไหม” พีระพัฒน์ถามขึ้นเมื่อเข้ามายืนในลิฟต์เรียบร้อย

“ใช่ครับ”

“ติดรถไปด้วยคนสิ”

หือออ ศีลมองชุดสูทสุดเนี้ยบของคนพูด รวมถึงทรงผมที่จัดทรงมาอย่างดี

“คุณภีมจะให้ผมไปส่งที่ไหนครับ”

“ไปที่เดียวกับเรา กลับร้านใช่ไหม”

“ใช่ครับ คุณภีมจะไปทำไมเหรอครับ”

“แล้วที่ร้านมีอะไรให้ทำนอกจากสั่งกาแฟกับสั่งดอกไม้ไหม” รอยยิ้มผู้ดียังปรากฏให้เห็นเหมือนเช่นเคย แต่ศีลคิดว่าคราวนี้มันออกกวนๆ อยู่สักหน่อย

“ไม่มีครับ แต่ถ้าคุณภีมอยากไปนอนเล่น ผมก็จะหาที่นอนมาให้” ศีลพูดประชดความกวนนั้น

“ไม่เอาที่นอนนิ่มๆ นะผมปวดหลัง”

พวกเขาสบตากัน ก่อนเสียงหัวเราะจะหลุดลอดออกมา

“หมวกครับถึงจะแค่ในซอยก็ต้องใส่” ศีลยื่นหมวกกันน็อคให้กับพีระพัฒน์ อีกฝ่ายยอมรับไปใส่แต่โดยดี แถมคราวนี้ มือใหญ่โอบมารอบเอวเขาโดยไม่ต้องให้บอก แต่คราวหน้าสงสัยต้องสอนว่ามันเกาะที่อื่นได้ด้วย

             

• • • • • • • • 

 

             “มาด้วยกันเหรอ” จินรีบเดินเข้ามาชิดเมื่อเขาเดินเข้าไปด้านหลังเคาน์เตอร์ขายกาแฟ 

             “อืม พอดีรถมันเกี่ยวมาได้” 

             “ศีล~” 

             “ฮ่าๆ ไม่รู้สิ อยู่ๆ ก็ขอติดรถมาด้วย” ศีลไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายเช่นกัน ตลอดทางพีระพัฒน์ไม่ได้บอกอะไรเขาเลย 

             ศีลหันไปมองร่างสูงที่นั่งอยู่ เมื่อไม่มีใครอยู่ด้วยสายตาคู่นั้นดูจริงจัง ใบหน้าเรียบเฉยจนดูน่าเกรงขาม หรือว่าเรื่องที่ไม่สบายใจยังไม่ดีขึ้น 

             “จินทำอเมริกาโนให้แก้วหนึ่งของคุณภีม” 

             “ได้ เดี๋ยวนี้เลย” 

             ความทุกข์ของคนเราไม่เหมือนกัน สำหรับพวกเขาความทุกข์คือมีงานทำหรือเปล่า เงินจะใช้ถึงปลายเดือนไหม แล้วความทุกข์ของผู้ชายอย่างพีระพัฒน์คืออะไร 

 

             “มาแล้วครับ” ศีลวางแก้วกาแฟลง ยิ้มกว้างให้ชายหนุ่มตรงหน้า  

             สีหน้าของเคร่งขรึมของพีระพัฒน์ทำให้เขาตัดสินใจถามออกไปด้วยความเป็นห่วง 

             “คุณภีมเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”  

             “เปล่า” ร่างสูงปฏิเสธแต่กลับจุดรอยยิ้มเนือยๆ ที่ริมฝีปาก “เห็นอย่างนั้นเหรอ” 

             “ครับ” 

             “ไม่มีอะไร ผมแค่เบื่อๆ เลยออกมาเปลี่ยนบรรยากาศ” 

             “อยากนั่งคนเดียวหรือเปล่าครับ” ศีลถามให้แน่ใจ กลัวเป็นการรบกวนอีกฝ่าย 

             “ไม่เป็นไร นั่งเถอะ” 

“ครับ”  

“ศีลอายุเท่าไหร่ ไม่เคยถามเสียที” 

“ยี่สิบเอ็ดครับ” 

“ผมอายุยี่สิบเจ็ด” คนพูดยิ้มในหน้าแต่ศีลมองเห็นความเหนื่อยล้าในดวงตา “คนอายุเท่าผมส่วนใหญ่ทำอะไรกัน” 

             “ผมก็ไม่รู้ครับ ถ้าใกล้เคียงต้องพี่ลิตปีนี้ยี่สิบห้าแล้ว แต่ยี่สิบห้าแบบพี่ลิตอย่าเอาไปวัดเลยครับ” ศีลยกมือป้องปาก ดวงตาเนือยๆ ของอีกฝ่ายจุดประกายขำขึ้นมา 

             “พวกคุณทำงานไปเถียงกันไปแบบนี้ตลอดหรือเปล่า” 

             “อย่าใช้คำว่าเถียงเลยครับ ให้ใช้คำว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักแบบลูกผู้ชายดีกว่า” 

             “หึๆ” 

             “คุณภีมมีปัญหากับผู้ร่วมงานเหรอครับ” 

             คนฟังมีอาการชะงัก ศีลจึงมั่นใจว่าเขาเดาได้ถูกต้องแล้ว 

             “เล่าได้นะครับ เพราะผมไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจ ดังนั้นเรื่องนี้จะไม่แพร่งพรายออกไปจากโต๊ะนี้แน่นอน เพราะผมเอาไปเล่าต่อไม่ถูก” 

             “หึๆ” ศีลคิดว่าเขาไม่เห็นความเนือยในดวงตาหรือรอยยิ้มของพีระพัฒน์แล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องดี 

             “ไม่ถึงกับมีปัญหา บริษัทที่ผมดูแลอยู่ขึ้นตรงกับบริษัทใหญ่ที่พ่อผมเป็นดูแลอีกที ดังนั้นบางเรื่องต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ถึงจะผ่านไปได้ด้วยดีแต่ทุกครั้งจะมีผู้ใหญ่บางท่านไม่เห็นด้วย พยายามคัดค้าน ถ้าคัดค้านด้วยเหตุผลผมพร้อมจะรับฟังแต่การตั้งแง่ว่าเพราะผมเด็กเกินไปมันเหนื่อยใจ” พีระพัฒน์ไม่คิดจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เขาบอกไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมเมื่อเป็นศีลเขาจึงพูดออกมา 

             “คุณภีม” 

             “หือ” 

             “คืนนี้ว่างไหมครับ”  

             “คิดว่าไม่ติดอะไรนะ” 

             “ไปกินหมูกระทะกันครับ” 

             “กินหมูกระทะ?” พีระพัฒน์แปลกใจจนต้องถามซ้ำ 

             “ไม่เคยได้ยินละสิครับ” ศีลยิ้มกว้าง “หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่งเอง” 

             “หึๆ มันมีสำนวนแบบนั้นด้วยเหรอ” 

             “ยี่สิบเจ็ดแล้วก็แบบนี้วัยรุ่นเขารู้กันทุกคน” ศีลยิ้มกว้าง ดวงตาทะเล้น พีระพัฒน์จึงพลอยยิ้มตามไปด้วย 

             “ตกลง ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันเป็นยังไง” 

             “ดีลครับ เจอกันคืนนี้” 

             “ได้ คืนนี้เจอกัน” 

 

• • • • • • • • 

 

             “บอกสิ” จินสะกิดแขนเพื่อน 

             “พี่ลิตบอก” 

             “เอ็งแหละบอก”  

             พวกเขาโยนกันไปมา สายตาแอบจับจ้องชายหนุ่มที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง พีระพัฒน์มาด้วยชุดสูทสุดเนี้ยบ แม้ผ่านมาทั้งวันผ้าก็ยังดูเรียบกริบแทบไม่มีรอยยับ แต่ถ้าใส่ไปแบบนี้นี้มันจะเต็มไปด้วยกลิ่นของหมูกระทะแน่นอน 

             “คุณภีมต้องไม่เคยไปแน่เลย” จินค่อนข้างมั่นใจ 

             “ไม่น่า ตอนเรียนมันก็ต้องเคยบ้างแหละวะ” ศีลไม่เห็นด้วยกับจิน ถึงจะรวยมีคนขับรถรับส่งแต่ก็ต้องเคยตามเพื่อนไปกินบ้าง 

             “พี่ว่าคุณภีมน่าจะเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก หมูกระทะไม่น่าจะรู้จัก” ลิลิตคิดว่าความคิดของเขาถูกต้อง 

             “ฉิบ! จินล้างอุปกรณ์แล้วไล่เช็คปลั๊กไฟด้วยนะ”  

             “ครับ”  

             พวกเขาแตกออกจากกันเมื่อพีระพัฒน์เงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าของแต่ละคนไม่มีพิรุธเท่าไหร่ แค่ชายหนุ่มจุดยิ้มขำพวกเขาเท่านั้นเอง 

 

• • • • • • • • 

 

             พีระพัฒน์มองเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นมา เมื่อน้ำมันจากหมูสามชั้นตกลงไปโดนถ่าน รอบตัวมีเสียงคุยดังเซ็งแซ่ ไอจากกระทะ ควันไฟ และหมูสามชั้นแบบแทบไม่มีเนื้อติดบนเตา  

             ถ้าบอกว่าไม่รู้จักหมูกระทะก็ไม่ถูกนัก เขาเคยเห็นผ่านตามาบ้างแต่เป็นครั้งแรกที่มานั่งทาน มันไม่ได้อร่อยมากจนแปลกใจ แถมอากาศยังค่อนข้างร้อนเพราะไม่มีเครื่องปรับอากาศ เศษจากเตาถ่านปลิวมาโดนเสื้อเชิ้ตที่ใส่อยู่ โชคดีที่เสื้อสูทถูกถอดเก็บไว้ในรถตามคำบอกของศีล แต่ถึงอย่างนั้นประโยคที่ว่า ‘หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง’ ก็ยังเป็นเรื่องจริง  

             ตลอดระยะเวลาเกือบสองชั่วโมง เขายิ้มไม่หยุด ไม่เคยอยู่ในวงสนทนาไหนที่มีเสียงหัวเราะมากเท่านี้มาก่อน เรื่องทั่วๆ ไป เรื่องความวุ่นวายภายในร้าน เรื่องประสบการณ์การไปส่งของของศีล ทุกเรื่องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แม้ตอนที่เกิดเหตุนั้นคนเล่าคงขำไม่ออกแน่ 

             ชายหนุ่มเพิ่งคิดได้ว่าการเลือกมองเป็นสิ่งสำคัญ อยู่ที่ว่าเราจะนำเรื่องนั้นกลับมาคิดในแง่ไหน มองในแง่ลบก็ได้ผลลบ มองในแง่บวกก็ได้ผลดี อยู่ที่เราว่าจะเลือกเอารอยยิ้มและเสียงหัวเราะหรือเลือกเอาความขุ่นข้องหมองใจกลับมา ถ้าเพียงแต่เขาจะมองว่าคนที่ท้วงติงล้วนเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่กับบริษัทมานาน จนรักเหมือนบ้านหลังที่สอง มันคือการปกป้องสิ่งที่ช่วยบิดาของเขาสร้างขึ้นมา ถึงจะเป็นทัศนคติไม่ถูกต้องหรือใจแคบไปนิด แต่ถ้ามองมุมนี้ก็พอเข้าใจและยอมรับได้  

             “คุณภีมครับ”  

             พีระพัฒน์หันไปมองจิน เขายิ้มให้เด็กหนุ่ม 

             “ผมสัมภาษณ์หน่อยสิครับ ว่าวันที่ติดอยู่ในลิฟต์กับศีลรู้สีกยังไงบ้าง” 

             “จินใจเย็นๆ นี่เพื่อนเอง” ศีลยกมือขึ้นบีบไหล่ของจิน 

             “เล่าเลยครับคุณภีมผมก็อยากรู้เหมือนกัน” ลิลิตช่วยสนับสนุนจินอีกเสียง ศีลหันมามองเขาด้วยสายตาอ้อนวอนแบบแกล้งทำขำๆ พีระพัฒน์สบสายตากับศีล รอยยิ้มจุดขึ้นที่ริมฝีปากก่อนกระจ่างไปทั้งใบหน้าและดวงตา 

             “เป็นวันที่ดีมากวันหนึ่ง” 

             ดวงตาที่สบตากับเขาไหววูบ ก่อนเจ้าตัวจะหัวเราะแก้เขินออกมา พีระพัฒน์ชอบสิ่งที่เห็น ชอบความเป็นธรรมชาติของศีล รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น 

             เขายิ้มเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ก่อนหันไปมองลิลิตกับจิน “ผมไม่ได้พูดเอาใจใคร แต่ถ้าไม่ใช่เพราะวันนั้น วันนี้หมูกระทะคงไม่ได้เยียวยาผมใช่ไหม” 

             “ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะดังรอบโต๊ะ “ศีลถึงกับขอซื้อมุกของเขา นี่อาจเป็นครั้งแรกที่มีคนคิดว่าเขากำลังเล่นมุกตลกอยู่  

พีระพัฒน์คิดว่าสิ่งที่เขาพูดออกไปไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะสำหรับเขาแล้ว คนที่มาทานหมูกระทะด้วยจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งเอง 

ความคิดเห็น