Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 6: ราชสีห์กับหนู

ชื่อตอน : ตอนที่ 6: ราชสีห์กับหนู

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ย. 2562 14:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6: ราชสีห์กับหนู
แบบอักษร

 

ตอนที่ 6: ราชสีห์กับหนู 

 

             “ยังไม่ไปส่งกาแฟเหรอ” ลิลิตเงยหน้าจากโน้ตบุ๊คขึ้นมองลูกน้องตัวแสบที่ยืนปักหลักอยู่หน้าเคาน์เตอร์ สายตามองตรงไปยังตู้โชว์ดอกไม้สดที่อยู่ด้านหลังเขา 

             “พี่ลิตผมขอดอกไม้ดอกหนึ่งนะ” 

             “เอาไปทำอะไรวะหรือว่าจีบใครที่ตึกนั้น มิน่าไปส่งกาแฟแต่ละทีโคตรนาน” 

             “จะไม่นานได้ยังไงละคร้าบคุณเจ้านาย ยี่สิบกว่าแก้วแวะมันเกือบทุกชั้น” 

             “ของมันอร่อยก็แบบนี้” ลิลิตยักคิ้ว ร้านดอกไม้และกาแฟของเขาแม้จะอยู่ในซอยแต่ก็ถือว่าเป็นย่านธุรกิจ ลูกค้าส่วนใหญ่จึงเป็นพนักงานออฟฟิศ รับออเดอร์ส่งเดลิเวอร์รี่เช้ารอบกลางวันรอบเขาก็พออยู่ได้สบาย 

             “แล้วตกลงเอ็งจะเอาไปให้ใครยังไม่เห็นบอก” 

             “เอาไปให้คุณภีม” 

             “หะ! เอาไปให้ทำไมวะ” ลิลิตเริ่มไม่เข้าใจลูกน้องตัวเอง 

             “ก็คุณสิตาไม่ส่งดอกไม้แล้ว ผมเลยจะเอาดอกไม้ไปแหย่คุณภีมเล่นแก้เหงา” 

             “เดี๋ยวนะ เอ็งเห็นดอกไม้พี่เป็นของเล่นเหรอวะ” ลิลิตคาใจเรื่องนี้มากกว่าเรื่องที่ใครจะแหย่ใคร 

             “อืม” ศีลพยักหน้าตอบอย่างจริงใจ 

             “ไอ้ศีล!” ลิลิตคว้าก้านดอกกุหลาบปาใส่ลูกน้อง 

             “พี่ลิตเอาก้านอื่นสิพี่ หนามยังไม่ได้ริด” 

             “แค่หนาบกุหลาบกลัวอะไรวะ ชีวิตคนเราแม่งเจอขวากหนามยิ่งกว่านี้อีก” 

             “โยงมาได้ไงวะพี่” 

             “คนฉลาดย่อมคิดได้” 

             ศีลส่ายศีรษะ รู้ตัวว่าชาตินี้อย่าเถียงกับเจ้านายให้เสียเวลา ไม่มีทางชนะแน่นอน 

             “จะเอาดอกไหนก็มาหยิบไปแต่เลือกดอกดีๆ เอาให้สวยอย่าให้ช้ำ อย่าให้ด่ามาถึงเจ้าของร้านดอกไม้ได้” 

             “ทราบแล้วครับ”  

             ลิลิตเป็นแบบนี้เสมอ เลือกของที่ดีที่สุดให้ลูกค้า บอกพวกเขาว่าต้องไม่ให้ใครด่าตามหลังได้ เป็นคนปากร้ายแต่จริงใจ 

             ศีลจ้องดอกไม้ในตู้ เขาไม่อยากเลือกสีตามวันเหมือนสิตาเดี๋ยวจะหาว่าเขาก๊อบปี้ แต่ความตรงๆ ซื่อๆ ของเขาก็ทำให้นึกไม่ออกว่ามันสามารถเล่นอะไรได้อีก ไปปรึกษาจินก็แล้วกัน สุดท้ายก็ไม่พ้นกูรูส่วนตัวของเขา 

 

• • • • • • • • 

 

             “พี่รุ้งครับ ผมฝากดอกไม้ให้คุณภีมด้วยนะครับ” ศีลยื่นดอกไฮเดรนเยียสีฟ้าอ่อน ผูกก้านด้วยริบบิ้นเล็กสีน้ำเงินเข้มปล่อยปลายยาวให้กับเลขาสาว 

             “ของใครส่งมาจ้ะ” 

             “ของผมเองครับ” 

             “ของศีล” สีหน้าคนพูดดูแปลกใจ ศีลจึงส่งยิ้มกว้างให้พร้อมคำอธิบาย 

             “ใช่ครับของผมเอง อยากให้เป็นการขอบคุณคุณพีระพัฒน์” 

             “อ๋อ ถ้าอย่างนั้นศีลเอาเข้าไปให้เองเลยดีกว่าจ้ะ เข้าไปได้คุณภีมไม่มีแขก” 

             “เอางั้นเหรอครับ” ศีลยังลังเล 

             “ไปเถอะ” 

             “ครับ” ศีลพยักหน้า เขาเดินตรงไปที่ประตูบานใหญ่ เคาะสองสามครั้งก่อนเปิดเข้าไป 

             “คุณภีมยุ่งอยู่ไหมครับ ผมมาส่งของ” ศีลโผล่เฉพาะหน้าเข้าไปก่อน 

             “ส่งอะไร” พีระพัฒน์วางปากกาในมือลง พยักหน้าให้ศีลเข้ามาในห้อง 

“ดอกไม้ครับ” ศีลยื่นดอกไม้ดอกใหญ่ไปตรงหน้า 

พีระพัฒน์ขมวดคิ้ว สีหน้าเหนื่อยใจ “คุณสิตายังส่งมาอีกเหรอ”  

“เปล่าครับ ของผมเอง” 

“ของคุณ?”  

ศีลอมยิ้ม ไม่ใช่เพราะสีหน้าประหลาดใจของอีกฝ่าย แต่เป็นเพราะสีหน้ารำคาญใจเมื่อครู่หายไป ริมฝีปากของพีระพัฒน์มีรอยยิ้ม ดวงตาที่มองมาเต็มไปด้วยความสนใจ 

“ครับ ผมเอามาขอบคุณ” 

“ขอบคุณเรื่องอะไร” 

“อยากรู้คุณพีระพัฒน์ก็ต้องเสิร์ชหาความหมายดูสิครับ” ศีลยิ่มกริ่ม จินเสนอให้เขาส่งดอกไม้ตามความหมาย เขาเลือกอยู่นานก่อนตัดสินใจเลือกดอกไฮเดรนเยีย เขาชอบความหมายของมันมาก 

พีระพัฒน์หรี่ตามองร่างเล็กที่ยืนอมยิ้มอยู่ตรงหน้า ก่อนละสายตามายังคอมพิวเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ เสิร์ชหาความหมายของดอกไม้ที่ศีลให้ 

เดี๋ยวต้องซึ้งแน่ๆ ศีลยิ้มกริ่มรอ ทำไมเป็นคนโรแมนติกอย่างนี้นะเรา  

ในขณะที่เขายิ้มกว้างร่างสูงกลับขมวดคิ้วเข้าหากัน ดวงตาจ้องหน้าจอเขม็งก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขา 

“นี่คุณคิดว่าผมเย็นชา ไม่มีหัวใจอย่างนั้นเหรอ” 

“หะ!” ศีลตาโต “อะไรนะครับ” 

พีระพัฒน์หมุนหน้าจอให้คนที่ยืนหน้าโต๊ะดู ศีลรีบชะโงกหน้าเข้าไปอ่าน  

‘ดอกไฮเดรนเป็นดอกไม้แห่งหัวใจด้านชา ไม่ควรมอบดอกไม้นี้ให้แก่ผู้ใด นอกจากอยากจะตัดพ้อผู้รับว่า เขาหรือเธอช่างเป็นคนใจด้านชาเสียเหลือเกิน’  

ดวงตาของศีลเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามคำที่อ่าน ฉิบหาย!  

           “ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่” ชายหนุ่มร้องเสียงหลง “ผมเอามาจากที่จินให้ดู” ศีลหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงรีบเลื่อนหารูปภาพที่ต้องการมือไม้สั่น 

             “นี่ไงครับผมแคปเอาไว้ มันเขียนเอาไว้ว่าไฮเดรนเยียเป็นดอกไม้ที่ใช้แทนคำพูดว่า..ขอบคุณที่เข้าใจและยอมรับในตัวฉัน.. ผมอยากขอบคุณคุณภีมเรื่องที่พูดกับผมเมื่อวาน” ศีลเสียงอ่อย ยื่นโทรศัพท์ไปให้พีระพัฒน์ดู  

             ร่างสูงยกยิ้ม ดวงตาที่มองหน้าจอเป็นประกายพอใจ

             “ใครจะกล้าว่าคุณภีมเย็นชาครับ ถึงจะแอบคิดนิดๆ ตอนปฏิเสธคุณสิตาก็เถอะ”

             “ศีล” เสียงกำราบทำให้ศีลย่นจมูก

             “เอาไหมครับ ไม่เอาผมเอากลับก็ได้”

             “อย่าบอกนะว่างอน เอามาเถอะ” พีระพัฒน์ยื่นมือไปรับ อีกฝ่ายส่งให้ด้วยอาการไม่เต็มใจ

             “สวยดี ขอบใจมาก”

             “ความหมายตรงจะตาย” คนให้บ่นกระปอดกระแปด

             “หึๆ เชื่อแล้ว อย่างอนเป็นเด็กไปหน่อยเลย” พีระพัฒน์มองร่างผอมที่ยืนหน้าง้ำนิดๆ ตรงหน้าด้วยสายตาเอ็นดู

             “เปล่า ผมหมายถึง...” ศีลยิ้มกว้าง ดวงตาเจ้าเล่ห์ “ความหมายที่คุณภีมเปิดให้ดูต่างหากครับ ตรงจะตาย คนอะไรเย็นชาชะมัด”

             “ฮ่าๆ” พีระพัฒน์หัวเราะเสียงดัง ลืมไปเลยว่าเมื่อครู่เขากำลังหงุดหงิดที่งานไม่ได้ดั่งใจ

             “ขอบใจมากนะ ทั้งดอกไม้แล้วก็ที่แวะมา ผมกำลังหงุดหงิดอยู่พอดีคุณช่วยได้มาก”

             “มีเรื่องไม่สบายใจเหรอครับ” ศีลเปลี่ยนสีหน้า เขาลืมไปแล้วว่ากำลังงอนอีกฝ่ายนิดๆ เพราะความเป็นห่วงเข้ามาแทนที่

             “ทำนองนั้น” พีระพัฒน์ถอนใจยาว เป็นวันที่อะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ

             “คุณภีมว่างสักครึ่งชั่วโมงไหมครับไปเดินเล่นกัน”

             “เดินเล่น?”

             “ครับเดินเล่น ตรงนั้นไง” ศีลชี้มือออกไปนอกกระจก เบื้องล่างเป็นสวนสาธารณะขนาดย่อมอยู่ติดกับตึก มองเห็นต้นไม้สีเขียวเย็นตา

“คุณภีมรู้หรือเปล่าครับว่าข้างตึกมีสวนสาธารณะ” ศีลแซวชายหนุ่มขำๆ เพราะเคยได้ยินมาว่านักธุรกิจมักยุ่งมาก จนไม่มีเวลาสังเกตเห็นสิ่งรอบข้าง

“บริษัทผมเป็นคนบริจาคที่ดินให้ และออกเงินสนับสนุนการก่อสร้าง”

“มีชิงช้าสวรรค์ด้วยนะครับ”

“ผมเป็นคนสั่งให้สั่งซื้อเข้ามาติดตั้งเอง”

             “จริงเหรอครับ! คุณภีมชอบชิงช้าสวรรค์เหรอ” ศีลเบิกตากว้างไม่อยากจะเชื่อหู

           “เปล่า ผมสั่งมาเพื่อใช้เป็นแลนมาร์ก ทำให้จดจำได้ง่าย มันส่งผลถึงตึกของเราด้วย” 

             “ครับ” ศีลแอบทำหน้าเซ็งแต่ครู่เดียวก็ยิ้มกว้างออกมา “ไปไหมครับ ไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศแล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่”

             พีระพัฒน์มองหน้าเขานิ่งจนศีลคิดว่าน่าจะปฏิเสธ แต่อีกฝ่ายกลับพยักหน้า “เอาสิ ดีเหมือนกัน”

             “งั้นก็ไปกันเลยนะครับ”

             “อืม” ร่างสูงลุกจากเก้าอี้ เดินตามเขาออกไปพร้อมกัน

             “คุณรุ้งช่วยหาแก้วทรงสูงไปใส่ดอกไม้ที่อยู่บนโต๊ะผมด้วย” ศีลหยุดเดินเมื่อพีระพัฒน์แวะที่โต๊ะเลขา

             “ได้ค่ะ”

             “เอาวางไว้บนโต๊ะผมเหมือนเดิม”

             “ค่ะ”

             ศีลก้มหน้าลงซ่อนยิ้ม พ่อดอกไฮเดรนเยียของเขาก็ไม่เย็นชาเท่าไหร่นี่นา

 

• • • • • • • • 

 

             “ดีนะครับวันนี้ไม่ร้อนเท่าไหร่” ศีลยกมือขึ้นสูงทั้งสองข้าง ยืดออกเพื่อไล่ความเมื่อยล้าก่อนเอาลง 

             “มาเดินบ่อยเหรอ” 

             “บ่อยครับ บางวันก็เอากาแฟกับแซนวิชมานั่งกิน” 

             “คุณลิตไม่ว่าเหรอ ตอนนี้ก็เหมือนกัน” 

             “ว่าครับ” 

             “หือ?” 

             “แต่ว่าไปอย่างนั้นเอง เราทำงานด้วยกันเหมือนพี่น้อง ใครเหนื่อยก็ไปพัก อย่างตอนเช้าต้องทำงานกันเช้ามากเพราะลูกค้าจะสั่งกาแฟค่อนข้างเยอะ ก็ต้องทำงานกันก่อน พอเริ่มซาก็ผลัดกันไปหาอะไรกิน ว่างๆ ผมก็มากินที่นี่ ส่วนจินชอบ...” ศีลเม้มปากแทบไม่ทัน เกือบไปแล้ว เขาเกือบพูดว่าชอบแอบขึ้นไปกินบนดาดฟ้าเพราะชอบลมเย็นๆ กับวิวกว้างสุดลูกหูลูกตา 

             “จินชอบอะไร” พีระพัฒน์หันไปมองเมื่อจู่ๆ คนเล่าก็เงียบลง 

             “ชอบมองวิวมากกว่าครับ” ศีลตอบเลี่ยงแบบนี้จะได้ไม่ต้องโกหก “ส่วนผมชอบมานั่งตรงนั้น” ศีลชี้ไปมือไปยังชิงช้า “กินไปแกว่งชิงช้าไปชิลๆ ครับ” ชายหนุ่มพาร่างสูงไปยังชิงช้าที่เขาชอบมานั่ง ยกมือตบไปตามกระเป๋ากางเกง ก่อนได้ทิชชู่สองแผ่นมาจากกระเป๋าหลัง เขาเช็ดชิงช้าจนแน่ใจว่าไม่เปื้อนจึงบอกให้พีระพัฒน์นั่ง 

             “คุณนั่งเถอะ” 

             “ผมนั่งอันนี้ได้ครับ” ศีลชิงนั่งอันที่ยังไม่ได้เช็ด “เสื้อผ้าคุณภีมแพงกว่าของผมเยอะ ผมไม่อยากทำมันเปื้อนสองครั้งซ้อน” 

             “หึๆ” พีระพัฒน์หัวเราะเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาเจอกัน 

             “ศีล” 

             “ครับ” 

             “คิดจะเรียนต่อไหม” 

             “คิดครับ งานดีๆ หายากผมเลยอยากเรียนต่อให้สูงๆ เผื่อจะหางานได้ง่ายขึ้น ว่าจะคุยกับพี่ลิตอยู่เหมือนกันว่าจะขอทำงานไปเรียนไป” 

             “อยากเรียนอะไร” 

             “ผมยังคิดๆ อยู่ครับ อยากเรียนที่หางานได้ง่ายแล้วก็ไม่ฝืนความชอบของตัวเองเกินไป” 

             “อืม ก็ลองหาที่เหมาะกับตัวเองดู การศึกษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกับการสมัครงาน วุฒิมอหกเดี๋ยวนี้แทบไม่มีบริษัทไหนรับแล้ว” 

             “มอหก?” ดวงตาของศีลเต้นระริก ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขำ 

             “มีอะไร” 

             ศีลยิ้มกว้าง เขารู้ว่าพีระพัฒน์ไม่ได้ตั้งใจดูถูก ของอย่างนี้ฟังจากวิธีพูดได้ แล้วอาชีพที่เขาทำอยู่ตอนนี้ทำให้คนเข้าใจผิดได้ง่าย 

             “ผมจบปริญญาตรีแล้วครับ จินก็ด้วย” 

             ชายหนุ่มยิ้มปลอบใจเมื่อเห็นสีหน้ารู้สึกผิดของพีระพัฒน์  

             “ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจดูถูก” 

             “ผมทราบครับ เป็นใครก็ต้องคิดแบบนั้น” 

             “แล้วทำไม...” 

             “ทำไมถึงมาเป็นเด็กส่งของเหรอครับ อืม..ผมจบเศรษฐาสตร์มา สมัครงานแล้วแต่ยังหางานทำไม่ได้ จินเลยชวนมาช่วยพี่ลิตเพราะลูกน้องเก่าลาออกกลับต่างจังหวัดพอดี แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ” 

             “ถ้าอย่างนั้นที่บอกว่าจะเรียนต่อ ปริญญาโทใช่ไหม” 

             “ครับ” 

             “สนใจมาทำงานกับผมไหม” 

             ศีลหันไปมองคนพูด ยกยิ้มอ่อน “ขอบคุณที่ชวนครับแต่ไม่เป็นไร เอาไว้ที่บริษัทคุณภีมเปิดรับพนักงานเมื่อไหร่บอกผมด้วยนะครับ ผมจะรีบไปสมัคร” 

             “หึๆ” 

             “อะไรครับ ขำอะไรผม” ศีลโวยวายเมื่ออีกฝ่ายมองเขาด้วยดวงตาขบขัน 

             “บางทีผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณเป็นแบบไหนกันแน่ เดี๋ยวก็เหมือนเด็กไม่รู้จักโต เดี๋ยวก็เป็นผู้ใหญ่เกินตัว” 

             “ผมก็เป็นผมสิครับ” ศีลยิ้มกว้าง “เราเป็นเด็กเพื่อให้ชีวิตสดใส แล้วเราก็เป็นผู้ใหญ่เพื่อให้ไม่ชีวิตหลงทาง” 

             พีระพัฒน์ตั้งใจมองศีล มองรอยยิ้ม มองดวงตาทะเล้น มองใบหน้าที่เห็นจนชินตาแต่กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนเพิ่งรู้จักได้ทุกครั้งที่เจอ 

             “โอ๊ะ!” 

             “อะไร” 

             “ไปกันเถอะครับ” 

             ศีลลุกขึ้นยืนเร่งให้เขาลุกตาม 

             “ไปไหน” 

             “คุณภีมชักช้า” ศีลคว้ามือของเขาดึงให้ลุกขึ้นยืน ร่างผอมเดินนำไปข้างหน้า ชายหนุ่มมองมือที่จับมือเขา รอยยิ้มจุดขึ้นที่ริมฝีปาก พีระพัฒน์เดินตามคนตัวเล็กกว่าไปโดยไม่สะบัดมือออก 

              

“ชิงช้าสวรรค์?” 

             “ใช่สิครับ ผมลืมไปว่าวันนี้วันศุกร์ วันจันทร์ถึงพฤหัสเขาเปิดให้ขึ้นตั้งแต่สิบโมงเช้าแต่ศุกร์เสาร์อาทิตย์เปิดให้ขึ้นตั้งแต่เก้าโมง” 

             “ไม่” พีระพัฒน์ปฏิเสธทันที โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายชวน 

             “ไหนว่าเป็นคนสั่งเข้ามาไงครับ แล้วเคยได้ลองนั่งหรือยัง” 

             “ไม่นั่ง” พีระพัฒน์ยังยืนยันคำเดิม ชิงช้าสีลูกกวาดไม่เหมาะกับเขาแน่ 

             “สนุกนะครับ ข้างบนมองเห็นวิวรอบๆ นี้หมดเลย” ศีลพยายามโฆษณาชวนเชื่อ 

             “ผมคิดว่ามันคือวิวเดียวกับบนห้องทำงานผมนะ” 

             “โห~พูดอย่างนี้เซ็งกันพอดี” คนพูดถอนใจยาว มองค้อนเขาวงใหญ่ 

             “อยากขึ้นก็ขึ้นไป ผมจะยืนรอ” 

             “ขึ้นด้วยกันเถอะครับ ผมอยากให้คุณภีมอารมณ์ดี ทำตัวเป็นเด็กสักวันจะเป็นอะไรไป” 

             “ไม่มีทาง”  

             คนฟังหน้าจ๋อย เหลือบสายตาขึ้นมองเขา “ขึ้นด้วยกันนะครับ ผมอยากนั่งชิงช้ากับคุณภีม” 

             ชายหนุ่มยืนนิ่ง สมองซึบซับควมหมายของข้อความ เขาไม่คิดจะขึ้นชิงช้าสวรรค์สักนิด แต่... “ครั้งเดียวนะ” 

             “ครับผม” น้ำเสียงตื่นเต้นสีหน้าดีใจของศีลทำให้ดวงตาของพีระพัฒน์อ่อนแสงลง เอาน่าถือว่าขึ้นไปเป็นเพื่อนเด็กไม่รู้จักโต 

 

• • • • • • • • 

 

             “ชอบไหมครับ” ศีลถามเมื่อชิงช้าหมุนขึ้นและลงเป็นรอบที่สอง กระเช้าของพวกเขาอยู่บนจุดสูงสุดพอดี 

             “ก็ดี”  

             “โอ๊ะ! ผมเพิ่งนึกอะไรดีๆ ได้” ดวงตาของศีลกระจ่างใส 

             “อะไร” 

             “ชิงช้าสวรรค์ คุณภีมแล้วก็ผม” 

             “แปลว่าอะไร” 

             “ก็คุณภีมทำงานอยู่บนชั้นยี่สิบห้าใช่ไหมครับ ส่วนผมทำงานอยู่ร้านดอกไม้ชั้นล่างของตึก ระยะห่างของเราเท่ากับตึกยี่สิบห้าชั้นพอดี” 

             “เจ็ดสิบห้าเมตร” 

             “ครับ?” 

             “ความสูงของตึก” 

             “นั่นแหละครับเจ็ดสิบห้าเมตร สมมุติว่าตรงนี้คือร้านดอกไม้ที่ผมทำงาน” กระเช้าที่พวกเขานั่งลงมาถึงจุดต่ำสุดพอดี “ข้างบนโน้นก็คือห้องทำงานของคุณภีม” ศีลชี้ขึ้นไปด้านบน จุดสูงสุดของชิงช้าสวรรค์ 

             “แล้ว?” 

             “ก็ถ้าเรานั่งอยู่บนชิงช้าแบบนี้เราก็จะวนเวียนมาเจอกันเสมอไงครับ” 

             “....” 

             “ไม่เข้าท่าเหรอครับ” 

             “อย่าให้ตอบเลยนะ” 

             “คุณภีม” ศีลหน้ามุ่ย 

             “หึๆ” 

             “แต่มันก็ฟังไม่เข้าท่าจริงๆ นั่นแหละครับ ฮ่าๆ พูดอะไรออกไปเนี่ยผม” ศีลหัวเราะเสียงดัง รอยยิ้มกว้าง ดวงตากระจ่างราวกับท้องฟ้าที่ไม่มีเฆมบัง พีระพัฒน์รู้สึกถึงสายลมที่พัดเอื่อยเมื่อพวกเขากลับขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด และเมื่อกระเช้าเริ่มหมุนลงมายังด้านล่างอีกครั้งเขากลับรู้สึกเห็นด้วยกับศีลขึ้นมา พอคิดแบบนี้เหมือนพวกเขาไม่ห่างกันเลย 

 

             “หายหงุดหงิดหรือยังครับ”  

             พีระพัฒน์ชะงัก เขาลืมไปแล้วว่าก่อนมาเขาหงุดหงิดแค่ไหน นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างไร เพราะตอนนี้เขารู้สึกสบายใจ ทุกอย่างที่เห็นดูน่ารื่นรมย์ไปหมด 

             “หายแล้ว”  

             “ดีจัง ค่อยคุ้มหน่อย” 

             “คุ้ม? คุ้มกับอะไร กับเวลาที่ใช้ไปหรือเปล่า” 

             “เปล่าครับ” ศีลยิ้มทะเล้น “กับการหูชาเพราะกลับไปต้องโดนพี่ลิตด่าแน่ๆ” 

             “ไหนว่าด่าไปงั้นๆ” 

             “ใช่ครับ ด่าไปงั้นๆ แต่ด่ามันอย่าบอกใคร” 

             “หึๆ” 

             “ผมนึกอะไรดีๆ ออกอีกอย่างแล้ว” 

             “อะไรอีก” พีระพัฒน์ทั้งขำทั้งอ่อนใจ เพราะแต่ละเรื่องที่คนตัวเล็กกว่าคิดได้เหมือนใครเสียที่ไหน 

             “ถ้าวันไหนหงุดหงิดมากไปนั่งให้พี่ลิตด่าเล่นดูไหมครับ ผมว่าคุณภีมน่าจะอยากรีบกลับขึ้นไปทำงานที่กำลังเบื่อทันที” 

             “ฮ่าๆ” พีระพัฒน์หัวเราะเสียงดัง 

“น่าลองนะครับ” 

“หึๆ อย่าเลย” ชายหนุ่มมองใบหน้าทะเล้นของศีลด้วยสายตาอ่อนโยน 

“กลับกันเลยไหมครับ” 

“อืม ขอบใจมาก” 

“ได้ทุกเวลาครับ” 

พวกเขาเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดิน พีระพัฒน์เข้าใจแล้วว่าทำไมบางครั้งราชสีห์ถึงต้องมีหนูอยู่ข้างกาย  

 

 

 

 

 

 

**ขอบคุณข้อมูลความหมายดอกไม้จาก CHATRUDEE BLOG และ www.fruitnflora.com 

ความคิดเห็น