Punmile09

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ

ชื่อตอน : CHAPTER T H R E E

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.7k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2562 02:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER T H R E E
แบบอักษร

CHAPTER THREE 

 

TALK : มีการใช้ความรุนแรงและกดขี่ข่มเหงเพื่ออรรถรสของเนื้อหาเท่านั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะส่งเสริมการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด 

 

 

_________________________________ 

 

               ฮานะนั่งมองคนที่กำลังถูกจับตัวพลิกซ้ายพลิกขวาไปมาราวกับตุ๊กตา รอบกายมีทั้งเทรนเนอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสรีระรูปร่างประจำโมเดลลิ่งกำลังช่วยกันวัดสัดส่วนและขนาดตัวพร้อมทั้งจดบันทึกข้อมูลเอาไว้เพื่อนำไปเขียนโปรแกรมฝึกเทรนด์ร่างกายให้กับเด็กใหม่ ในช่วงเช้าพีทต้องเข้าพบฝ่ายสรีระและฝ่ายเบสิคเทรนด์นิ่ง ส่วนช่วงบ่ายเป็นคิวของสไตล์ลิสต์เพื่อปรับเปลี่ยนลุคให้เจ้าตัวซึ่งเขาเป็นคนรับหน้าที่นี้เอง 

               “ถอดเสื้อออก” เทรนเนอร์สั่ง ทำให้เด็กหนุ่มต้องถอดเสื้อฮู้ดที่สวมใส่อยู่ 

               “ผอมไปนิดนะ” กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องถึงแม้จะไม่มีส่วนเกินแต่ก็ไม่ได้ขึ้นเป็นลอนสวยงามสักเท่าไรนัก อีกทั้งช่วงไหล่ยังตกและงองุ้มเล็กน้อยทำให้ต้องเพิ่มเข้าไปในโปรแกรมฝึกเรื่องบุคลิกภาพ “หลังจากนี้สามเดือน ผมคงต้องให้คุณควบคุมอาหารอย่างจริงจัง” คุณเคย์เป็นเทรนเนอร์ที่ทำงานคู่กับทางโมเดลลิ่งมานาน ผ่านการเทรนด์ให้นายแบบและนางแบบมาไม่ต่ำกว่าหลายร้อยคน เบต้าหนุ่มไฟแรงที่มากไปด้วยความสามารถ ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มีชื่อเสียงในแวดวงและตกเป็นที่ยอมรับของใครหลายคน ซึ่งอเล็กซ์เองก็ถูกเคี่ยวมาไม่น้อยกว่าจะมีรูปลักษณ์ที่เพอร์เฟกต์แบบนั้น 

               “ครับ” พีทพยักหน้ารับ ตลอดเวลาที่ยืนให้เหล่าเทรนเนอร์สำรวจร่างกายฝ่ายนั้นก็หันไปมองทางผู้จัดการส่วนตัวอยู่เป็นระยะ คงเพราะรู้สึกประหม่ากับคนแปลกหน้าทำให้ฮานะต้องเดินเข้ามายืนอยู่ข้างกันเพื่อให้อีกฝ่ายลดความตึงเครียดลง 

               “พอไหวไหมครับ คุณเคย์” ฮานะถามอย่างเป็นห่วง เพราะต้องคอยบันทึกรายงานความคืบหน้าของพีทส่งให้คุณแกเรนทราบเป็นระยะเหมือนอย่างคราวของอเล็กซ์ 

               “สบายมากครับ” เคย์หันมามองสไตล์ลิสต์คนสวยประจำโมเดลลิ่งด้วยเสียงที่อ่อนหวานจนเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ข้างกันต้องทำหน้าเหม็นเบื่อ “พีทอายุยังน้อย ระบบเผาผลาญเขาดีเยี่ยม บอดี้เชฟก็สวย ถึงแม้พฤติกรรมการกินตามข้อมูลที่ให้มาจะไม่ค่อยถูกหลักแต่ไขมันส่วนเกินแทบจะไม่มีเลยละครับ ขาดก็แค่เพิ่มมวลกล้ามเนื้อและปรับฟอร์มร่างกายให้ได้เชฟมากกว่านี้ก็เพอร์เฟกต์...แซงหน้าอเล็กซ์ไปสบายๆ” ประโยคสุดท้ายเบต้าหนุ่มลดเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคนพร้อมกับป้องปากพร้อมขยิบตาแสดงความเจ้าชู้ออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง 

               ฮานะหลุดหัวเราะกับท่าทางใกล้ชิดสนิทสนมของอีกฝ่าย...อันที่จริงแล้วเขากับคุณเคย์สนิทกันพอตัวเพราะร่วมงานกันมานาน แต่ตั้งแต่ที่อเล็กซ์ได้เข้ามาทำงานฮานะก็ไม่ค่อยได้พบปะสุงสิงกับใครมากนัก เพราะฝ่ายนั้นมักจะหงุดหงิดและดูอารมณ์เสียเมื่อเห็นว่าเขาให้ความสนใจใครมากเกินไป...กับคุณเคย์เองก็ยังเคยโดนอเล็กซ์แผลงฤทธิ์ใส่เพราะเข้าใจผิดว่าฝ่ายนั้นตามตอแยเขาไม่เลิก 

               คราวแรกก็หลงนึกดีใจลึกๆเพราะคิดว่าฝ่ายนั้นจะหึงหวงกัน...แต่คำตอบที่ได้รับคือเขาไม่ชอบใช้ของร่วมใครทำเอาหน้าชาจนปวดร้าวไปถึงใจ 

               “เอาไว้ผมจะคอยช่วยดูแลเขาให้อีกแรงก็แล้วกันครับ” ฮานะรับปาก “แล้วก็...รบกวนคุณเคย์ช่วยส่งข้อมูลที่จำเป็นกับพวกตารางนัดหมายมาให้ผมด้วยนะครับ” 

               “ได้ตามที่คุณต้องการ” รอยยิ้มเจ้าชู้ที่ทำเอาใครต่อใครใจละลายถูกส่งมาให้ครั้งแล้วครั้งเล่าแต่นอกจากเจ้าตัวจะไม่หวั่นไหวแล้วยังมองมันเป็นภาพที่ชวนน่าเอ็นดูเสียจนเคย์ต้องยอมล่าถอย “ตอนเย็นผมจะส่งสรุปข้อมูลทุกอย่างไปให้ในเมลล์คุณอีกทีก็แล้วกัน วันนี้คงพอแค่นี้ก่อน” 

               “ขอบคุณครับ” เด็กหนุ่มตัวสูงยกมือขึ้นไหว้เหล่าเทรนเนอร์อีกครั้ง จนฝ่ายนั้นต้องรีบบอกปัดเพราะไม่ค่อยจะชินสักเท่าไรนักที่ถูกชนชั้นที่เหนือกว่าให้ความเคารพ...เพราะตั้งแต่เริ่มทำงานในวงการนี้มาอดที่จะยอมรับไม่ได้เลยว่านายแบบและนางแบบทุกคนนั้นส่วนมากล้วนมีสายเลือดอัลฟ่าเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้การร่วมงานกันแต่ละครั้งนั้นเบต้าอย่างพวกเขาจึงมักถูกบรรยากาศรอบกายคนพวกนั้นกดให้ต่ำกว่าอยู่เสมอ 

               มีเพียงส่วนน้อยที่จะให้เกียรติและปฏิบัติตัวอย่างเสมอภาค...และพีทคือหนึ่งในนั้น 

               ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันเด็กหนุ่มนั้นนอบน้อมและถ่อมตนกับพวกเขาเป็นอย่างมาก ยอมรับเลยว่าตอนแรกนั้นใจเผลอคิดไปแล้วว่าคงเป็นพวกประเภทที่แสนจะเย่อหยิ่งและเงียบขรึมอย่างแน่นอน ซึ่งทั้งหมดมันก็เป็นเพียงแค่การมองแบบผิวเผินเท่านั้น เพราะความจริงแล้วเด็กหนุ่มนั้นเข้าถึงง่ายและไม่ได้วางกำแพงกีดกันแบ่งชนชั้นเหมือนอย่างพวกอัลฟ่าคนอื่นที่เคยร่วมงานมา 

               “เขาเป็นเด็กดีนะ” เคย์ที่เดินรั้งเป็นคนสุดท้ายหยุดพูดกับผู้จัดการส่วนตัวของเจ้าเด็กใหม่  

               “ครับ...คุณแกเรนก็บอกแบบนั้น” ใบหน้าสวยยิ้มรับสลับมองคนที่กำลังก้มตัวไปหยิบเสื้อมาสวมทับด้วยแววตาที่นิ่งเฉย 

               “แล้วฮานะละ” เบต้าหนุ่มเลิกคิ้วเป็นเชิงคำถาม 

               “ผม? ทำไมเหรอครับ” 

               “ฮานะคิดว่าเขาเป็นยังไง” 

               “ก็...คงต้องเรียนรู้กันอีกสักพัก”  

               “...เขาดูสนใจคุณไม่น้อยเลยนะ” เคย์ลดเสียงให้เบาลงพร้อมกับบอกความจริงที่เขาได้จับสังเกตมาตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามาในห้อง...เจ้าเด็กนั่นมองคนสวยของเขาอยู่ตลอดด้วยสายตาที่เหมือนสุนัขแสนซื่อสัตย์คอยเฝ้ามองเจ้าของ “ดูท่าผมจะอกหักจริงๆก็คราวนี้” ชายหนุ่มแสร้งยกมือขึ้นมากุมบริเวณอกซ้ายพร้อมแกล้งทำหน้าเจ็บปวด...ก็เมื่อก่อนน่ะเคยถูกคนสวยหักอกมาแล้วครั้งหนึ่งด้วยเหตุผลที่ว่า... 

               “คุณก็รู้ว่าผมไม่ชอบคนอายุน้อยกว่า” ฮานะยิ้มกว้าง ไร้ซึ่งท่าทีลังเลเมื่อมองไปยังคนที่กำลังเดินเข้ามาหากัน 

               “ชัดเจน” เคย์ตีหน้าเจ็บปวดก่อนจะถือวิสาสะคว้ามือเรียวสวยขึ้นมาจรดจูบ “ให้คุณหักอกเล่น...เจ็บแค่ไหนก็คุ้ม” เบต้าหนุ่มจอมเจ้าชู้ทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานของตัวเองต่อ 

               “เหนื่อยไหมครับ” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นเหนือศีรษะทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง...เจ้าเด็กนี่ตัวสูงชะมัดเลย 

               “ถามฉันเหรอ” ฮานะเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง  

               “ครับ” 

               “ไม่นี่...ไม่เหนื่อยเลย” รอยยิ้มสดใสถูกส่งกลับไปให้เพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวลลง “ว่าแต่...หิวหรือยัง อยากลงไปหาอะไรทานรองท้องหน่อยไหม” 

               “เอาไว้ทานมื้อเที่ยงทีเดียวก็ได้ครับ” พีทยิ้มบาง ถามอีกฝ่ายกลับอย่างเป็นห่วงไม่แพ้กัน “หรือฮานะหิวแล้ว” 

               สรรพนามที่ตัวเองเป็นคนบอกให้อีกฝ่ายเรียกกลับทำเอาร้อนวูบวาบที่ใบหน้าจนต้องกระแอมไอแก้เก้อ “ก็...ยังไม่หิวเท่าไหร่ แต่ฉันจะลงไปซื้อกาแฟสักหน่อย” เขาชักชวนเพื่อเบี่ยงประเด็น “จะลงไปด้วยกันไหม” 

               พีทพยักหน้ารับ เขาเองก็เริ่มรู้สึกง่วงขึ้นมาเล็กน้อยอยู่เหมือนกันเพราะเมื่อคืนนั้นดันนึกครึ้มนั่งแกะคอร์ดกีตาร์เสียเพลิน รู้ตัวอีกทีก็ตีสี่กว่าเข้าไปแล้ว เมื่อเช้าเลยถูกฮานะดุเอานิดหน่อยเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ 

               เด็กหนุ่มลอบมองใบหน้าได้รูปเป็นระยะ เรือนผมที่เคยยาวระถึงเอวถูกตัดให้เหลือเพียงแค่ประบ่า สีผมที่เคยดำสนิทถูกย้อมทับด้วยสีน้ำตาลอ่อนยิ่งช่วยขับให้อีกฝ่ายดูเด็กลงมากกว่าเดิมทั้งที่ปกติก็ดูอ่อนกว่าวัยมากอยู่แล้ว 

               “มีอะไรติดอยู่ที่หน้าฉันหรือเปล่า” เสียงเอ่ยทักทำให้ต้องเลิกมองสำรวจเกินความจำเป็น พีทยกมือขึ้นลูบหลังคอเมื่อรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าลามไปถึงใบหู 

               “เปล่าครับ” เด็กหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ 

               “แล้วมองทำไม” ฮานะเค้นเอาคำตอบอย่างไม่จริงจังมากนักในระหว่างที่กำลังยืนรอลิฟต์ 

               “ก็...คุณน่ามอง” คำสารภาพเถรตรงทำเอาคนฟังหูดับกะทันหัน ฮานะหันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างกันด้วยแววตาที่ตื่นตะลึงแต่อีกฝ่ายกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉยราวกับคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงแค่เรื่องปกติไม่ได้มีความหมายอื่นใดแฝงอยู่ 

               เสียงสัญญาณลิฟต์แทรกขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศแปลกประหลาด ฮานะรีบแทรกตัวเข้าไปข้างในโดยมีร่างสูงใหญ่เดินตามหลังมา จำนวนคนในลิฟต์นั้นบางตาแต่เจ้าตัวกลับเดินไปหลบอยู่ที่อีกมุมก่อนจะยืนกอดอกแล้วหันออกไปอีกทาง ไม่ได้สนใจใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกัน ขณะที่ลิฟต์เคลื่อนตัวต่ำลงจำนวนคนในห้องโดยสารก็เพิ่มมากขึ้นจึงทำให้ฮานะถูกพนักงานคนอื่นดันจนลำตัวแนบไปกับผนังลิฟต์ แต่จู่ๆร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ขยับมายืนบังตัวเขาเอาไว้ทำให้ไม่ถูกเบียดไปมากกว่าเดิม 

               ความเอาใจใส่ในเรื่องเล็กน้อยทำเอาคนอายุมากกว่าต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นมา 

               ...เพราะไม่เคยได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่เป็นฝ่ายถูกปกป้องหรือถูกหยิบยื่นความช่วยเหลือเช่นนี้มาก่อนจึงไม่รู้ว่าควรต้องทำตัวอย่างไร ฮานะลอบมองแผ่นหลังกว้างใต้เสื้อฮู้ดสีเข้มอยู่นาน ก่อนจะถือวิสาสะพิงหน้าผากลงไปเมื่อรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากช่วงตัวสูงใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศความเงียบในห้องโดยสาร 

               ร้านกาแฟที่อยู่ชั้นล่างสุดของสำนักงานถูกตกแต่งด้วยสไตล์อินดัสเทรียลที่เน้นความดิบและความเปลือยของผิววัสดุ ฝ้าเพดานที่กินพื้นที่เปิดโล่งไปถึงชั้นสองโชว์เนื้อผิวของคานคอนกรีตและท่อไฟที่ทำจากโลหะพ่นสีดำด้านให้อารมณ์แข็งกร้าวแต่ทว่าไม่ได้ส่งเสริมให้บรรยากาศภายในร้านนั้นดูอึมครึมเมื่อประกอบกับโคมไฟขนาดใหญ่ที่ถูกขึ้นรูปด้วยโครงเหล็กดัดสีดำเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่ายทับซ้อนกันหลายรูปทรง 

               จุดเด่นคือบริเวณผนังฝั่งเคาน์เตอร์บาร์เป็นผนังเหล็กที่ขึ้นสนิมแสดงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของสไตล์อินดัสเทรียลได้เป็นอย่างดี เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทำมาจากไม้สนขาวขึ้นโครงด้วยโครงเหล็กสีดำ บริเวณข้างร้านเป็นผนังกระจกที่เปิดขึ้นสูงจนสุดฝ้าเพดานทำให้เห็นบรรยากาศของสวนสไตล์อังกฤษช่วยเสริมความร่มรื่นและความเป็นส่วนตัว 

               กลิ่นหอมของกาแฟคั่วและเบเกอร์รี่ที่อบสดใหม่ผสมผสานกับกลิ่นหอมอ่อนๆของไม้สนขาวทำให้ร้านนี้เป็นที่โปรดปรานของทุกคนในบริษัท เพราะนอกจากบรรยากาศสไตล์การตกแต่งที่ดีแล้วรสชาติของเครื่องดื่มและขนมของที่นี่ก็ขึ้นชื่อไม่แพ้ใคร 

               “เดี๋ยวผมไปสั่งให้” พีทเสนอตัวพร้อมบอกให้อีกฝ่ายไปนั่งรอที่โต๊ะ  

               “เอางั้นเหรอ” ในเมื่อเสนอมาก็ไม่คิดขัด ฮานะยื่นกระเป๋าตังค์ส่งให้เพื่อให้นำไปจ่ายค่าเครื่องดื่ม แต่นอกจากอีกฝ่ายจะไม่รับแล้วยังอาสาเลี้ยงเองอีกต่างหาก “ตามใจเธอ”  

               หลังจากที่พีทเดินออกไป เขาก็เลือกไปนั่งรอที่โต๊ะตรงมุมอับสายตาที่ที่มักจะมานั่งประจำเวลาทำงาน เพราะบริเวณนี้อยู่ติดกับผนังกระจกและมีฉากไม้กั้นจึงทำให้มีความเป็นส่วนตัวสูง 

               แต่ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้นเสียงทุ้มที่คุ้นเคยก็เอ่ยทักทายขึ้นมา ก่อนเจ้าตัวจะถือวิสาสะนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม 

               “ไง” แว่นกันแดดสีชาถูกถอดมาเหน็บไว้บนเสื้อยืดราคาแพง ใบหน้าหล่อเหลาของหนุ่มลูกครึ่งยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตร “ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยเหรอ” อเล็กซ์แสยะยิ้มเมื่อเห็นว่าอดีตผู้จัดการส่วนตัวที่จู่ๆก็ปล่อยเขาลอยแพกำลังหมางเมินกันอย่างเห็นได้ชัด 

               “มีธุระอะไร” ฮานะหันมามองโต้ตอบแต่ทว่าสองมือที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะกลับกำแน่นเข้าหากันเมื่อรู้สึกเย็นเฉียบ 

               “ไม่มีธุระแล้วฉันมาหาไม่ได้หรือไง” อเล็กซ์ยิ้มกว้างแต่ทว่านัยต์ตานั้นมีความกรุ่นโกรธอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด 

               ยิ่งได้เห็นท่าทีที่ไม่รู้สึกรู้สาของฮานะเขาก็เดือดจนแทบคลั่ง 

               “เปล่า” ฮานะปฏิเสธ พยายามไม่สบตาโดยตรงเพราะบาดแผลในจิตใจที่กำลังช้ำเลือดนั้นยังคงสดใหม่ 

               ...อดที่จะยอมรับไม่ได้เลยว่าอเล็กซ์ยังมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขามากเหลือเกิน... 

               “เมื่อวันก่อน...นายกล้าขัดคำสั่งฉัน” เขาหมายถึงเย็นวันที่ได้นัดฮานะไปหาที่คอนโดแต่อีกฝ่ายบอกว่าติดธุระ แล้ววันต่อมาก็ถูกแกเรนโอเมก้าแสนหยิ่งผยองนั่นเรียกเข้าไปพบเพื่อบอกกับเขาว่าฮานะจะไม่ได้เป็นผู้จัดการเขาต่อไปแล้วเพราะเจ้าตัวต้องไปร่วมโปรเจกต์ใหญ่ที่จะมีในปลายปีนี้จึงทำให้เขาต้องทนอยู่กับยัยเบต้าแสนจู้จี้จุกจิกน่ารำคาญ 

               “อีกอย่างเรื่องที่จะถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการของฉัน...นายยังไม่บอกฉันสักคำ” อเล็กซ์กดเสียงต่ำให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคนเมื่อเห็นว่าบริเวณโต๊ะตรงข้ามมีคนอื่นนั่งอยู่ “นายคิดว่าตัวเองสำคัญมากแค่ไหนกัน...ฮานะ” เขาหัวเราะเย้ยหยันเมื่อเห็นดวงตาคู่สวยวูบไหว “...หรือคิดว่าการตีตัวออกห่างแบบนี้จะทำให้นายหลบหนีฉันได้พ้น”  

               ใบหน้าหล่อเหลายื่นข้ามมาอีกฝั่งพร้อมกับพ่นคำพูดร้ายกาจออกมาทิ่มแทงจิตใจคนฟัง “คนอย่างนายน่ะ...ขาดเซ็กซ์จากฉันไม่ได้หรอก” 

               “ต้องการอะไร” เสียงที่ตอบโต้ช่างแผ่วเบาและสั่นเครือไปด้วยความโกรธ “ฉันก็หลีกทางให้นายได้คั่วกับเด็กนั่นสมใจแล้วนี่...ยังจะต้องการอะไรอีก” นัยน์ตากลมโตรื้นน้ำอย่างอ่อนแอตอนที่ตวัดขึ้นมองคนที่เอาแต่คอยเหยียบย่ำใจกันซ้ำไปมา 

               เขาทั้งยอมทั้งถอยจนไม่รู้จะต้องทำยังไงแล้ว...ทำไมไม่ยอมปล่อยกันไปเสียที 

               ถ้าไม่คิดรักกัน...จะรั้งเอาไว้ทำไม... 

               “ต้องการตัวนาย” อเล็กซ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลาย ถ้อยคำหยาบคายถูกริมฝีปากที่เคยป้อนจูบเขาพูดอย่างไม่มีท่าทีรู้สึกกระดากอาย...ยิ่งเห็นยิ่งนึกรังเกียจ “กับไอ้โอเมก้าสมองอ่อนคนนั้น ลีลามันไม่เป็นสับปะรดเอาซะเลย สู้นายก็ไม่ได้” ปลายนิ้วโป้งสีสวมแหวนเงินเกลี้ยงเกลายกขึ้นลูบริมฝีปากไปมาตอนที่ใช้สายตาจาบจ้วงจ้องมองร่างของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม  

               ฮานะตัดผมสั้น....ทั้งที่รู้ว่าเขาชอบผมยาว...แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่นักเพราะอีกฝ่ายยังคงดูดีและมากไปด้วยเสน่ห์เหมือนอย่างเคย 

               “อเล็กซ์” น้ำเสียงไม่พอใจถูกส่งมาให้ “...ถ้าไม่มีธุระก็กลับไปได้แล้ว ฉันต้องไปทำงานต่อ” 

               เขาปฏิเสธเสียงแข็งอย่างไม่คิดจะคล้อยตามทำให้อีกฝ่ายหัวเราะขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีก่อนที่รอยยิ้มร้ายกาจจะถูกส่งมาให้ตอนที่กำลังยกแว่นกันแดดขึ้นมาสวม “ถึงนายจะตีตัวออกห่างจากฉัน...แต่นายก็ไม่มีทางปฏิเสธความต้องการของตัวเองได้หรอกฮานะ” อเล็กซ์ผิวปากหวืออย่างดูถูก สายตาเย็นชากดต่ำเหยียดหยาม “ถ้าทำได้...นายทำมันไปตั้งนานแล้ว...คงไม่ปล่อยให้ความรู้สึกน่ารังเกียจของนายรบกวนฉันมานานขนาดนี้หรอก” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็เดินหมุนตัวออกไปจากร้าน ปล่อยให้คนที่ถูกวาจาร้ายแรงรุมทำร้ายจนแทบกระอักเลือดตายกับความจริงที่ยากจะปฏิเสธ 

               กระบอกตาพลันร้อนผ่านเมื่อนึกทบทวนคำพูดของอีกฝ่ายย้ำไปย้ำมา...ทุกสิ่งทุกอย่างมันกลับยิ่งตอกย้ำให้ได้เห็นว่าที่ผ่านมาตนเองนั้นไร้ค่าเพียงใด 

               “รอนานไหมครับ” แก้วกาแฟถูกวางลงบนโต๊ะช่วยเรียกสติที่หลุดลอยกลับคืน “…ฮานะรู้สึกไม่สบายหรือเปล่าครับ” พีทเห็นว่าอีกฝ่ายตาแดงและยังมีสีหน้าไม่สู้ดีสักเท่าไร 

               “เปล่า...ไปกันเถอะ” ฮานะลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินนำออกไปนอกร้านโดยที่มีอีกคนตามหลังมาติดๆ เด็กหนุ่มไม่ได้เอ่ยปากถามให้มากความเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายดูอารมณ์ไม่ค่อยดี หลังจากที่ลิฟต์มาจอดที่ชั้นสำนักงานฮานะก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำพร้อมกับฝากแก้วกาแฟเอาไว้ 

               กลุ่มควันสีขาวที่ลอยอ้อยอิ่งไปบนอากาศและรสชาติขมปร่าของนิโคตินช่วยเยียวยาจิตใจฟุ้งซ่านให้กลับมาคงที่ บุหรี่มวนที่สามถูกนิ้วเรียวคีบเอาไว้อยู่อย่างนั้น นัยน์ตาสีเข้มเฝ้ามองเปลวไฟที่ค่อยๆเผาไหม้มวนสีดำไปทีละนิด การจราจรวุ่นวายที่อยู่บนท้องถนนเบื้องล่างช่วยให้บรรยากาศบริเวณสวนลอยไม่เงียบเหงามากนัก 

               ...ตลอดเวลาคำพูดของอเล็กซ์ที่ตราหน้าเขาเอาไว้อย่างเจ็บแสบคอยวนเวียนรบกวนจนฟุ้งซ่านจึงทำให้ต้องหลบหนีมาสงบจิตสงบใจ 

               ฮานะดับบุหรี่ลงบนที่เขี่ยก่อนจะเอนตัวพิงราวกั้นกระจกพร้อมมองทิวทัศน์รอบกายไปเรื่อยเปื่อย เข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาชี้ไปที่เลขหนึ่งบ่งบอกว่าถึงเวลาที่เขาต้องพาพีทไปที่ฝ่ายสไตล์ลิสต์ได้แล้ว  

               มือเรียวสวยคว้ากล่องบุหรี่และไฟแช็กมาเก็บไว้ในกระเป๋าพกก่อนจะเดินกลับเข้าไปในสำนักงานโดยที่ไม่ลืมแวะจัดการตัวเองในห้องน้ำเพื่อดับกลิ่นบุหรี่ที่ติดตามเนื้อตัว ฮานะเดินมาถึงบริเวณรีเซปชั่นที่บอกให้พีทนั่งรอก่อนจะพบว่าบนโซฟานั้นว่างเปล่า มีเพียงแก้วกาแฟสองแก้วที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกใส 

               แก้วหนึ่งลดลงไปเกือบครึ่ง...แต่อีกแก้วกลับยังคงเดิม น้ำแข็งในแก้วของเขานั้นละลายจนเห็นว่าชั้นของกาแฟแยกกันระหว่างสีเข้มกับน้ำ เรียวคิ้วได้รูปขมวดมุ่นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายหายตัวไปโดยไม่บอกไม่กล่าว พอจะโทรไปหาก็ดันลืมไปว่าตนเองไม่มีเบอร์ติดต่อจึงจำใจต้องนั่งรอบนโซฟาด้วยอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาทีละนิด 

               “ฮานะ” แต่ก่อนที่ความคิดจะถลำลึก เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยก็เอ่ยเรียกจนทำให้ต้องหันกลับไปมอง 

               “เธอไปไหนมา” ฮานะถามเสียงห้วน ทั้งที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ทำอะไรผิดแต่จิตใจที่ถูกอเล็กซ์ว่ากระทบก่อนหน้าพานทำให้ควบคุมอารมณ์ได้ยาก 

               เด็กหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะชูถุงกระดาษในมือและแก้วกาแฟที่เพิ่งเดินลงไปซื้อแทนคำตอบ “แก้วของคุณน้ำแข็งมันละลายจนเสียรสชาติผมเลยลงไปซื้อมาให้ใหม่” เขายิ้มบางเบา “ซื้อแซนด์วิชมาให้ด้วย กลัวว่าคุณจะหิว” 

               ฮานะมองของที่อยู่ในมืออีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย แต่ตะกอนขุ่นมัวที่มีอยู่นั้นยังคงไม่จางหายไป 

               เขาเลือกที่จะมองเมินความหวังดีที่อีกฝ่ายหยิบยื่นมาให้ “ขอบใจ...แต่ฉันยังไม่หิวน่ะ เธอกินเถอะ” 

               “แต่...คุณยังไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เช้า” พีทเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง 

               “ช่างมันเถอะน่า…ไปกันได้แล้วเดี๋ยวสาย” ฮานะบอกปัดพร้อมกับเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องงาน โดยที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับแก้วกาแฟเมนูโปรดทั้งแก้วเก่าและแก้วใหม่...ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมาเอาใจใส่คนอย่างเขาเลยสักนิด 

               “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำก่อนจะมองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินนำออกไป 

               ภาพของผู้ชายอีกคนที่เดินสวนกับเขาตอนที่กำลังจะกลับไปที่โต๊ะฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง...ท่าทีของฮานะเปลี่ยนไปหลังจากที่เขาคนนั้นเข้าไปหา แววตาที่โศกเศร้าดูเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนคนมองนั้นรู้สึกได้ 

               ...ทุกการกระทำของคนทั้งคู่อยู่ในสายตาของเขาตลอด... 

               หลังจากที่ตารางงานวันนี้สิ้นสุดลงฮานะก็ตั้งใจเอาไว้ว่าจะขับรถไปส่งอีกฝ่ายเหมือนอย่างเคย แต่พีทกลับปฏิเสธ 

               “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องเกรงใจ” เรียวคิ้วขมวดมุ่นขึ้นเล็กน้อย...เพราะอย่างนี้ไงถึงไม่ชอบวุ่นวายกับคนที่อายุน้อยกว่า เอาใจไม่ถูกเลยจริงๆ... 

               “ผมกลับเองได้ครับ” เด็กหนุ่มย้ำคำเดิม “คุณจะได้ไม่ต้องขับรถให้เหนื่อย” 

               “มันไม่ลำบากฉันนักหรอก” ฮานะเดินไปดักหน้าอีกฝ่ายเอาไว้ ต้องเงยหน้าขึ้นจนสุดคอรู้สึกเมื่อยอยู่ไม่น้อย “พีท ...ทำไมเธอดื้ออย่างนี้” 

               “ผมเปล่า” นัยน์ตาคมทอดมองอย่างเอื่อยเฉื่อยก่อนจะถอนหายใจออกมา “...ผมกลับเองได้จริงๆครับ” ที่ปฏิเสธไม่ได้คิดที่จะต่อต้านหรือทำตัวงี่เง่า แต่เพราะช่วงบ่ายที่ผ่านมาเขาได้รับข้อความจากเพื่อนสมัยเรียนให้ไปช่วยเล่นดนตรีที่ผับเพราะมือกลองประจำวงมันดันป่วยขึ้นมากะทันหัน ด้วยความที่เขายังพอมีเวลาว่างและอยากหาอะไรทำแก้เบื่อเลยตกปากรับคำไป 

               “’ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเธอ” ฮานะถอนหายใจออกมาและไม่คิดที่จะเซ้าซี้ต่อ “วันพรุ่งนี้อย่าลืมนัดคุณเคย์ละ สิบโมงเช้าฉันจะไปรับ” ย้ำถึงตารางฝึกวันแรกเป็นรอบที่สามของวันเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะลืม 

               “ครับ” เด็กหนุ่มยิ้มรับ “เดินทางปลอดภัยนะครับ” 

               “อืม...ขอบใจ” รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่ข้างมุมปาก “เธอเองก็ด้วย” 

                

               บริเวณชั้นจอดรถช่วงเย็นนั้นจำนวนรถบางตาลงไปมาก ฮานะเดินทอดน่องไปเรื่อยเปื่อยเพราะรู้สึกว่าวันนี้ตนเองใช้สมองคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องเยอะแยะไปหมด...อีกอย่าง ลึกๆในใจยังคงแอบรู้สึกผิดที่ปฏิเสธน้ำใจของพีทโดยเอาอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาปะปนจนทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขามันอึมครึม  

               ..เอาไว้พรุ่งนี้จะเลี้ยงข้าวเจ้าเด็กตัวโตเพื่อเป็นการไถ่โทษก็แล้วกัน... 

               เผลออมยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยตอนที่นึกถึงใบหน้าเรียบนิ่งเวลาที่เห็นอาหาร...พีทเป็นคนที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกไม่ค่อยเก่งนักทำให้คาดเดาได้ยากว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้คือเวลาที่อยู่กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นพีทดูเป็นผู้ใหญ่มาก ตั้งอกตั้งใจทำงานและมีสมาธิจดจ่ออยู่กับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบได้ดีเกินคาด 

               ...แต่เวลาที่อยู่ด้วยกันแค่สองคน พีทจะยิ้มบ่อยมากกว่าปกติ และเป็นยิ้มที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากคนอื่น 

               ...คล้ายกับว่าเจ้าตัวเผยด้านนี้ให้เขาได้เห็นเพียงคนเดียวเท่านั้น.. 

               “หน้าระรื่นเชียวนะ” ทันทีที่ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจังหวะการก้าวเดินก็หยุดชะงักก่อนหนังศีรษะจะชาวาบขึ้นมาเมื่อเห็นว่ารอบกายนั้นไม่มีคนอื่นอยู่ “เหตุผลที่ตีตัวออกห่างจากฉัน...ที่แท้ก็ไปเป็นลูกไล่ไอ้ไก่อ่อนนั่น” ถูกกระชากจนตัวลอยไปกระแทกเข้ากับแผ่นอกกว้าง ความรู้สึกเจ็บแล่นริ้วขึ้นมาเมื่อถูกเรี่ยวแรงมหาศาลบีบเคล้นบริเวณต้นแขน อีกฝ่ายใช้แขนอีกข้างโอบล็อกรอบเอวเอาไว้แน่น  

               “อเล็กซ์” ฮานะพยายามดิ้นหนีแต่เพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่เช้าเลยทำให้หน้ามืดและไม่มีแรงที่จะขัดขืนได้เต็มกำลังมากนัก “อเล็กซ์ปล่อยนะ...ฉันเจ็บ!” ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เพราะนอกจากอีกฝ่ายจะไม่ทำตามแล้วยังลากให้เดินห่างออกมาจากรถ 

               “หยุดเล่นตัวซะทีฮานะ...มันไม่ได้ทำให้นายดูยากขึ้นสักเท่าไหร่หรอก” เขาหันไปตวาดเสียงดังก่อนจะจับอีกฝ่ายดันเข้าไปในรถซูเปอร์คาร์ของตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่สนใจไปมากกว่านี้...ถ้าแกเรนรู้ว่าเขาตามมารังควานฮานะละก็มีหวังถูกเพ่งเล็งแน่ 

               “อเล็กซ์...นายควรเชื่อฟังคำเตือนของคุณแกเรน” แม้จะไม่รู้ว่าทั้งสองได้พูดคุยอะไรกันเอาไว้ แต่ท่าทีชะงักของอเล็กซ์ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี...เพราะมันแสดงให้เห็นว่าฝ่ายนั้นยังคงเกรงใจเจ้านายอยู่บ้าง 

               “…คิดว่าฉันสนเหรอ” แต่แล้วรอยยิ้มร้ายกาจกลับฉายชัดขึ้นมาอย่างเหี้ยมเกรียม “นายไม่ยอมให้เขาทำอะไรฉันหรอกน่า...ที่รัก” เอ่ยบอกอย่างมั่นอกมั่นใจเพราะที่ผ่านมาที่รอดพ้นจากการทำโทษของแกเรนได้ก็เป็นเพราะฮานะแบกหน้าไปขออ้อนวอนให้ฝ่ายนั้นไม่เอาเรื่อง 

               “…ต้องการอะไร” ฮานะเป็นฝ่ายถอยเพราะเริ่มรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องมาต่อล้อต่อเถียงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง 

               “อย่าถามในสิ่งที่นายก็รู้คำตอบดี” อเล็กซ์เอื้อมมือไปลูบเรียวปากอีกฝ่ายอยากโหยหา ก่อนจะเคลื่อนนิ้วผ่านร่องรอยช้ำที่เริ่มเจือจางอย่างแผ่วเบา “ฉันอยากมีเซ็กส์กับนาย” 

               “..ไม่...ไม่ได้” ฮานะส่ายหน้าปฏิเสธ  

               “ว่าไงนะ?” อัลฟ่านิสัยดุร้ายเลิกคิ้วอย่างเหลือเชื่อราวกับได้ฟังเรื่องตลก 

               “ฉันไม่อยากทำกับน...อะ!” พูดยังไม่ทันขาดคำศีรษะก็ถูกอุ้งมือใหญ่กระชากอย่างรุนแรงจนหน้าหงาย 

               อเล็กซ์เอี้ยวตัวข้ามเบาะมาประกบจูบอย่างรุนแรงจนได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้งทั้งโพรงปาก แผลใหม่ที่ปริแตกและแผลเก่าที่ถูกซ้ำเติมทำรู้สึกเจ็บจนน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม ฮานะพยายามดิ้นขัดขืนและเบี่ยงหน้าหลบเป็นพัลวันเมื่อถูกรุกรานจนไม่สามารถหลบหนีได้ 

               ความเกรี้ยวกราดและอารมณ์ที่เดือดพล่านถูกระบายออกมาในรูปแบบของจูบที่รุนแรงบ้าคลั่ง ฮานะถูกดึงตัวออกก่อนจะถูกกดศีรษะลงต่ำจนใบหน้าเสมอกับบริเวณเป้ากางเกงของอีกฝ่าย 

               “จัดการซะ...ถ้าทำให้ฉันพอใจได้จะไม่รุนแรงด้วย” ซิปกางเกงถูกปลดลง บางส่วนที่เริ่มตื่นตัวถูกนำออกมาจากชั้นในสีเข้มก่อนจะใช้ตีลงข้างแก้มขาวเบาๆอย่างหยาบโลนเป็นเชิงสั่ง 

               ฮานะเม้มปากแน่น ฟันขาวขบเข้าที่เรียวปากบวมช้ำจนได้เลือดเมื่อรู้สึกว่าคุณค่าของตนเองถูกอีกฝ่ายใช้เท้าเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับว่าตนเองเป็นเพียงกระโถนที่คอยรองรับอารมณ์เบื้องต่ำ 

               “เร็วเข้า” เสียงทุ้มเร่งเร้าเมื่อจินตนาการไปถึงโพรงปากอุ่นนุ่มที่เขาแสนจะคิดถึง 

               ...เวลาที่ได้ยัดเยียดตัวตนเข้าไปจนฮานะสำลักหน้าแดงก่ำ...มันทำให้เขาอดใจไม่ไหวที่จะรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

               ริมฝีปากจิ้มลิ้มที่บอบช้ำค่อยๆรับความใหญ่โตเข้าไปก่อนจะเริ่มปรนเปรอให้จนมันขยายตัวแน่นคับปาก เสียงทุ้มต่ำที่คราเครืออย่างสุขสมทำเอาความคลื่นเหียนตีรวนขึ้นมาจนแทบสำลักตอนที่อีกฝ่ายกดตัวลึกเข้ามาจนสุดความยาว ฮานะดันหน้าท้องแข็งแรงไว้เพราะเริ่มผ่อนลมหายใจไม่ทัน น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มจนเปียกชื้นเมื่อรู้สึกเจ็บกระพุ้งแก้ม 

               ในขณะที่ม่านน้ำตาขึ้นมาบดบังภาพเบื้องหน้าจนเลือนราง จู่ๆเสียงทุ้มต่ำอันแสนอ่อนโยนก็ดังแว่วขึ้นมา พร้อมกับภาพแผ่นหลังกว้างที่แสนจะอบอุ่นและสายตาที่มองมาราวกับว่าเขาเป็นคนสำคัญ... 

               ‘แก้วของคุณน้ำแข็งมันละลายจนเสียรสชาติผมเลยลงไปซื้อมาให้ใหม่’ 

‘ผมซื้อแซนวิชมาให้ด้วย กลัวว่าคุณจะหิว’ 

‘เดินทางปลอดภัยนะครับ’ 

...แต่ความเอาใจใส่ทั้งหมดกลับถูกเขาปัดทิ้งอย่างไม่ไยดี.. 

               “อา...ดี อย่างนั้นแหละ” อเล็กซ์สวนกายเข้าไปอย่างไม่คิดปรานี “F*ck! ที่รัก...นายนี่มันสุดยอด” กลุ่มผมนุ่มที่คลอเคลียที่หน้าขาถูกขยุ้มรุนแรงตามอารมณ์ที่พุ่งสูง ร่างสูงใหญ่สะท้านไหวเมื่อได้ปลดปล่อยความกดดันทั้งหมดเข้าไปในโพรงปากเล็ก เขาถอนตัวออกมาก่อนจะบังคับให้อีกฝ่ายกลืนกินมวลอารมณ์ทั้งหมดเข้าไป 

               “ยังเก่งเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นอยู่ในลำคอ 

คำชมแกมเย้ยหยันถูกส่งไปให้คนที่นอนหอบหน้าแดงก่ำอยู่บนเบาะ ฮานะยกแขนขึ้นมาเช็ดคราบขาวขุ่นที่เปรอะอยู่บนแก้มออกก่อนจะอดทนอดกลั้นกับความรู้สึกรังเกียจที่ตีรวนขึ้นมาจนแทบจะอาเจียนออกมา “คืนนี้ไปค้างห้องฉัน” เสียงทุ้มต่ำตัดบทโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบตกลง  

               ซูเปอร์คาร์คันหรูเคลื่อนตัวออกมาจากตัวตึก อเล็กซ์หันไปมองคนที่นอนหมดสติอย่างไม่ได้รู้สึกผิดหรือสงสาร แต่แล้วใครบางคนที่กำลังยืนรอรถโดยสารอยู่ที่บริเวณฟุตบาทข้างถนนกลับดึงความสนใจของเขาไปแทน 

               ...ดูท่าแล้วไอ้เด็กใหม่ที่คุณแกเรนเพิ่งรับเข้ามาคงกำลังยืนรอรถโดยสารอยู่...รูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าที่โดดเด่นท่ามกลางผู้คนมากมายทำให้เขาต้องแสยะยิ้มออกมาอย่างนึกสมเพช...มันก็คงมีดีแค่นี้  

               รถยนต์คันหรูค่อยๆชะลอจอดเทียบข้างฟุตบาทที่อีกฝ่ายนั้นยืนอยู่ กระจกถูกลดระดับลงทำให้มันต้องหันมามอง ฝ่ายนั้นดูแปลกใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าผู้จัดการส่วนตัวของตนเองนอนอยู่เบาะข้างเขา  

               อเล็กซ์ถอดแว่นกันแดดออกเพื่อที่จะได้จ้องตากับอีกฝ่ายชัดๆ...ยิ่งเห็นแววตาของมันเขาก็ยิ่งรู้สึกสะใจเมื่อสามารถประกาศความเป็นเจ้าของได้สำเร็จ และก่อนที่กระจกบานเลื่อนจะเลื่อนปิดเขาก็ไม่ลืมที่จะยกมือทักทายอีกฝ่าย 

               ....ด้วยนิ้วกลางเพียงนิ้วเดียว ก่อนจะเหยียบคันเร่งออกไปด้วยเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม 

               ..ถือว่าเป็นคำเตือน  

อย่าได้สะเออะมายุ่งกับคนของเขา.. 

               “วันนี้มึงดูไม่มีสมาธิเลย มีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่า” เสียงทักอย่างเป็นห่วงมาพร้อมกับมือที่วางลงบนบ่า 

               “เปล่า” พีทบอกปัด...เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงที่จะขึ้นเล่นเขาจึงถือโอกาสออกมาตากอากาศด้านนอกเพราะไม่ค่อยชอบกลิ่นบุหรี่เท่าไรนัก แม้ว่าที่ผ่านมาจะรับงานเล่นดนตรีที่ร้านอาหารตอนกลางคืนแต่เขาไม่เคยแตะของมึนเมาและบุหรี่แม้แต่นิด เพราะเคยลองไปแล้วตอนมัธยมปลายตอนไปเที่ยวงานดนตรีประจำปี แค่เหล้าไม่กี่แก้วก็เล่นเอาล้มพับจนถูกแม่ด่าไปยกใหญ่ หลังจากนั้นมาเลยไม่คิดแตะมันอีก 

               “เอาน่า...ทำใจให้สบาย เดี๋ยวก็ถึงคิวแล้ว” มันปลอบ “ถ้าพร้อมก็เข้าไปข้างในนะ กูบอกให้พวกมันเลิกสูบแล้ว จะขอซาวน์เช็กอีกที” 

               “อืม...เดี๋ยวตามไป” เขาพยักหน้ารับ 

               เมื่อเพื่อนเดินจากไป โทรศัพท์มือถือก็ถูกนำออกมาเลื่อนหารายชื่อที่ได้เมมเอาไว้เมื่อสองวันก่อน...หลังจากที่คุณแกเรนให้มาก็ยังไม่มีโอกาสจะได้โทรสักที 

           ‘ฮานะ’ 

               รู้ตัวอีกทีก็กดโทรหาไปแล้ว เสียงสัญญาณที่ดังขึ้นต่อเนื่องเชื่องช้าพอๆกับจังหวะชีพจรในร่างกาย ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นฉายชัดขึ้นมาอีกครั้งทำให้ตัดสินใจกดตัดสายก่อนที่ทางนั้นจะกดรับ 

               ...โทรไปขัดจังหวะช่วงเวลาส่วนตัวของพวกเขาคงไม่ใช่เรื่องดี.. 

               ร่างสูงใหญ่หันเดินกลับไปทางห้องพักนักแสดง แต่ก่อนที่จะได้หมุนลูกบิดเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทำให้ต้องยกดูว่าเป็นใครที่โทรเข้ามา 

               แล้วชื่อของคนที่แสดงโชว์อยู่บนหน้าจอก็ทำให้ตัดสินใจกดรับทันที 

               “ฮานะ” 

               ปลายสายไม่ได้ตอบกลับมาในทันที กลับเว้นระยะไปสักพัก (อ..สวัสดีครับ) เสียงเบาหวิวที่สั่นเครือเล็กน้อยทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า...ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทางนั้นกำลังทำอะไร (...อเล็กซ์!-) เสียงสปริงเตียงที่ขยับเป็นจังหวะดังสอดแทรกเข้ามาทำเอาฝ่ามือเย็นเฉียบขึ้นมากะทันหัน 

               สัญญาณที่ถูกตัดไปเงียบสงบแต่จังหวะชีพจรในกายกลับเต้นรัวแรงขึ้นเมื่อได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่

               ก่อนที่ความกดดันทั้งหมดจะถูกระบายลงกับหน้ากลองบนเวทีคอนเสิร์ต

               จังหวะที่หนักแน่น....รุนแรง 

               ไม่ต่างกับท้องทะเลยามที่กำลังคลั่งเดือด 

 

_______________________________ 

 

 

 

ซึมไปเลยย โอ๋ๆนะครับลูกกกกก /หอมหัว  

แวะมาส่งกำลังใจให้เจ้าลูกหมาได้ที่ #ดอกไม้ของพีท หรือจะคอมเม้นต์ก็ได้คับบ  

/บ๊อกๆแบ๊กๆ 

ความคิดเห็น