MaschenY
facebook-icon

ถึงเวลาเล่าเรื่องราวของรุ่นลูกอย่าง ดิน ลูกชายคนโตของดนัยและพลอยไพลินแล้วครับ

ตอนที่ 62 บท'เวียงอู้'เมืองลับแลกลางดง บทสี่

ชื่อตอน : ตอนที่ 62 บท'เวียงอู้'เมืองลับแลกลางดง บทสี่

คำค้น : ป่า คดีความ

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 564

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ย. 2562 14:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 62 บท'เวียงอู้'เมืองลับแลกลางดง บทสี่
แบบอักษร

หลังจากรอในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวมาพักใหญ่ๆ

ดินที่ยืนพิงกำแพงใกล้ๆประตู

ข้างๆมีจิ้นยืนกอดอกพิงกำแพงเช่นกัน

หมวดเจตนั่งลงไม่ไกลออกไปนัก

ส่วนจินนั่งพิงกำแพงอีกด้าน

เวลาผ่านไปพักใหญ่แล้วหลังจากกาโรพาพวกเขาเข้ามาในนี้

"โปรดรอที่นี่ ประเดี๋ยวจะมีคนมาพาพวกเจ้าออกไป"

เขาเอ่ยทิ้งท้ายไว้ก่อนจะก้าวผ่านธรณีประตูออกไป

ในหัวของทุกคนต่างมีคำถามคล้ายๆกัน

'นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?'

แต่ถามกับตัวเองหรือกับคนที่อยู่ด้วยกันในตอนนี้คงจะไม่ได้ประโยชน์นักหรอก

มีแต่ต้องถามกับเจ้าของเมืองแห่งนี้เท่านั้น

ไม่มีใครปริปากพูดอะไรกันเลยซักคำเดียว

ทั้งสี่คนหลับตาพักอยู่เงียบๆ

มันเงียบจนได้ยินแค่เสียงลมหายใจของกันและกัน

แต่แล้วสิ่งที่ทำลายความเงียบก็เกิดขึ้น!

เมื่อประตูไม้บานหนาถูกเปิดออกช้าๆ

และชายหญิงคู่หนึ่งก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามายืนในห้อง

"ขอต้อนรับอย่างไม่เป็นทางการ เหล่าอาคันตุกะต่างถิ่น"

ผู้หญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมา แต่ก็ขอรบกวนด้วย"

ดินบอกอย่างระวัง

"ไม่มีใครตั้งใจมายังเวียงอู้ทั้งนั้นพ่อหนุ่ม"

ผู้ชายเอ่ยตอบกลับมา

"ถ้างั้น?"

หมวดเจตถาม

"มันเป็นเรื่องของโชคชะตา"

ผู้หญิงว่า

ก่อนจะมองไปยังถาดอาหารที่ยังคงอยู่ในสภาพเดิม

"พวกท่านไม่หิวกันเลยรึ?"

เธอถาม

"พวกเราไม่หิวเท่าไหร่ ก่อนจะมานี่ก็กินอะไรมาบ้างแล้ว"

ดินว่า

"แล้วพวกเจ้าจะมาพาพวกเราไปที่ใด?"

จิ้นเอ่ยปากหลังจากเงียบมานาน

"ขออภัย ตามมา"

ผู้ชายพยักหน้าแล้วเดินออกไปพร้อมๆกับผู้หญิง

แต่ดินสังเกตุได้ในเสี้ยววินาทีที่จิ้นพูด

ทั้งสองมีอาการสะดุ้งเล็กน้อย!

เพราะอะไรกันนะ

ทั้งหมดมองหน้ากันและก้าวเดินตามชายหญิงสองคนไปอย่างระมัดระวัง

มันเป็นเส้นทางที่ทำด้วยหินอ่อนสีขาว

กำแพงนั้นสูงจนพ้นศรีษะทั้งหมด

จิ้นเดินมาเคียงข้างดินแล้วกระซิบเสียงเบาที่สุด

"ไม่ว่าจะเห็นอะไร เชื่อใจข้า"

เธอบอก

ดินพยักหน้าตอบรับ

ก็แล้วมันเรื่องอะไรที่เขาจะไม่เชื่อใจเธอกันล่ะ?

แต่อีกสองคนหลังนี่สิจะเข้าใจด้วยรึเปล่านะ

แต่พอฉุกคิดขึ้นได้

'ทำไมจิ้นต้องพูดแบบนั้นกันล่ะ?'

เป็นคำถามในหัวของเขาเวลานี้

และในที่สุดหลังจากพาเดินไปตามทางที่คดเคี้ยว

พวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่สีแดง

สองชายหญิงเดินเข้าไปจับที่ห่วงบนประตูและเคาะมันสามครั้งพร้อมๆกันแล้วปล่อยมือถอยหลังออกมา

ประตูสีแดงบานใหญ่ค่อยๆเปิดออกช้าๆ

แสงจากอีกด้านแยงเข้าตาของทุกคนจนต้องยกมือมาบังไว้

และเมื่อดวงตาปรับแสงได้นั้น

ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของทั้งสี่คือ...

พวกของดำยืนอยู่ทางขวามือ

ทางซ้ายคือพวกของจ่าเย็นและแม็ก

และฝั่งตรงข้ามที่เปิดประตูออกมาพร้อมๆกันคือพวกหมอโชค

ทั้งหมดเห็นหน้ากันก็ทำหน้าอึ้งๆ

แต่ไม่มีใครปริปากออกมากันซักคน

ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

กลุ่มของหมอโชคเดินเข้ามาจนครบก็มีคนอีกกลุ่มเดินตามมาเบื้องหลัง

คราวนี้เป็นคนจริงๆไม่ใช่พวกหัวหรือแขนขาเป็นสัตว์

พวกนั้นมีประมาณสิบคนได้

ชายแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสมัยโบราณ

และมีคนประมาณห้าคนได้ที่แต่งกายแบบทหารและติดอาวุธกันทุกคน

และที่แปลกตาที่สุดคือหนึ่งในนั้นสะพายปืนคาบศิลาสมัยโบราณอยู่ด้วย

ทั้งหมดเดินเลยพวกหมอโชคออกมาและหยุดยืนท่ามกลางทั้งสี่ฝั่ง

"ขอต้อนรับอย่างเป็นทางการอีกครั้งผู้มาเยือนจากต่างถิ่น"

ชายที่อาวุโสที่สุดกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

"พวกท่านทั้งหมดมาด้วยกันรึไม่?"

เขามองไปทีละฝ่าย

"ไม่ครับ มีมากันคนละฝ่าย"

แม็กเอ่ยอย่างระวัง

"งั้นก็จงกลับมารวมฝั่งเดิมของพวกท่านเสีย"

ชายคนนั้นบอก

แม็กมองหน้าจ่าเย็นและเด็กหนุ่มทั้งสองก่อนจะพยักหน้าให้เหมือนจะสื่อว่าไปแล้วนะ

ก่อนที่เขาจะเดินไปหาดำและลูกน้อง

จินมองลูกพี่ลูกน้องตัวเองเดินไปรวมกลุ่มก็มองหน้าหมวดเจตด้วยสายตาแปลกๆ

"ไปก่อนเถอะ"

หมวดเจตบอก

"อื้ม"

จินตอบรับ

"ฝากบอกแม็กด้วยว่าไม่รู้ว่าจะมีอะไร แต่สงบศึกก่อนแล้วก็...ต้องตื่นตัวตลอด"

ดินบอกจิน

"จะบอกให้ละกันนะ"

จินกำลังจะเดินออกไปก็หันกลับมามองจิ้น

สองสาวมองตากันก็เกิดรอยยิ้มขึ้นมาบนใบหน้าที่คล้ายกัน

ก่อนที่จินจะกลับไปรวมกลุ่มกับแม็ก

และพวกดินกับหมอโชคมารวมกลุ่มกับจ่าเย็น

"พวกท่านมีเท่านี้รึ?"

ชายคนที่บอกให้รวมกลุ่มเอ่ยถามดินที่ยืนหน้าสุด

"มีเท่านี้ครับ"

ดินตอบ

"อืม..งั้นพวกท่านล่ะ?"

เขาหันไปถามแม็ก

"มีอีกครับ แต่ไม่รู้หายไปไหนหมด"

เขาตอบตามความจริง

"ประมาณกี่คนได้ล่ะ?"

ทหารคนหนึ่งถามขึ้นเรียบๆ

"อย่างต่ำก็สิบคนครับ เพราะเราตกหลุมลงมาเลยไม่แน่ใจว่าจะครบจำนวนจริงๆมั้ย?"

แม็กบอก

"เอาล่ะๆ เราขอแนะนำตัวก่อน เราคืออันวะเป็นผู้ครองนครนี้ ไม่ต้องเคารพเราหรอก"

อันวะ ชายชราเอ่ย

"ส่วนทหารพวกนี้คือคนที่พาพวกท่านมา"

เขาผายมือไปยังทหารร่างกำยำที่ยืนอยู่

"กาโรงั้นเหรอ?"

หมวดเจตเอ่ยเบาๆ

"ใช่ ข้าเอง"

ทหารคนที่ใกล้ที่สุดยีฟันรับ

"ตกใจนะเนี่ย"

ดินบ่นเบาๆ

"เอาล่ะ ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน"

อันวะกล่าว

ทุกคนเงียบลงและตั้งใจรอฟัง

"พวกท่านไม่ควรมาที่นี่ เพราะพวกท่านยังมีลมหายใจอยู่"

แกพูดพลางมองมายังทุกๆคน

"ยังไงกันครับ?"

จ่าเย็นถาม

"เพราะที่นี่คือเมืองผี ไม่ใช่เมืองมนุษย์"

อันวะบอก

"ยะ..อย่าบอกนะว่าพะ...พวกท่านก็?"

หมอโชคพูดตะกุกตะกัก

"จะว่างั้นก็ได้ แต่พวกเราเป็นมิตร"

อันวะยิ้มให้

"ผมไม่เข้าใจเลย"

จ่ายักษ์กล่าว

"โลกที่พวกท่านอยู่คือคนละโลกกับที่นี่ ที่นี่เหมือนกับเมืองลับแลที่ขนานกับพวกท่านและมันไม่ควรมาบรรจบพบเจอกัน"

อันวะอธิบาย

"ถ้าเป็นแบบนี้ เราจะกลับไปได้มั้ยครับ..ยังโลกของเราน่ะ?"

ดินถามอย่างระวัง

"กลับได้สิ มันมีกำหนดเวลาอยู่ พวกท่านเข้ามาทางป่าลึกลับและเส้นทางที่หนาวเหน็บใช่รึไม่?"

อันวะถาม

"ใช่ๆ ป่าที่แปลกๆหนาวๆนั่นแหละครับ"

หมวดเจตว่า

'อืม...เพียงรอให้ป่านั่นปรากฏอีกครั้งที่โลกของท่านเท่านี้ก็กลับไปได้แล้ว"

อันวะบอก

"แล้วเมื่อไหร่กันล่ะ?"

ดินหยั่งเสียง

"ตามกำหนดก็ราวๆสามราตรี ระหว่างนั้นพวกท่านสามารถพักในนครนี้ไปก่อนได้ แต่อย่าออกจากกำแพงเมืองเป็นอันขาดเพราะท่านก็พบเจอกับพวกที่อยู่ด้านนอกแล้ว"

อันวะเอ่ย

"เมืองแห่งนี้อายุเท่าไหร่กันครับ?"

หมอโชคถามขึ้น

"ข้าก็ไม่แน่ใจหรอก แต่ข้าเป็นผู้ครองนครรุ่นที่หกสิบห้าแล้ว"

อันวะยิ้มตอบ

"เอาล่ะ คนของเราจะพาท่านไปยังที่พัก ท่านใคร่จะพักยังไงก็บอกพวกเขาเถิดและอาหารที่นำไปให้นั้นเรารับรองว่าเป็นอาหารของโลกมนุษย์ ฉะนั้นกินได้แน่"

อันวะพูดก่อนจะพยักหน้าให้คนของเขาเดินมาเตรียมนำทาง

"ขอเป็นแบบเรือนหลังใหญ่แล้วมีห้องแยกจะได้มั้ยครับ?"

ดินถาม

"เช่นนั้นก็จัดการให้เขาเถิด"

อันวะบอก

คนที่จะเดินมาหาก้มหัวรับคำสั่ง

กาโรเดินเข้ามาหาดิน

"ว่างๆข้าจะพาชมเมือง...ในเมืองนี้ทุกคนจะมีกายเช่นนี้ แต่ถ้านอกเมืองก็อย่างที่เห็น"

เขาเอ่ยเสริม

"ตามข้ามาทางนี้"

คนนำทางเอ่ย

ทุกคนออกเดินตามไปช้าๆอย่างว่าง่าย

"พวกเราจะได้กลับไปมั้ย?"

ดินถามกาโรที่เดินมาด้วย

"ได้กลับ แต่จะครบมั้ยก็อีกเรื่อง"

กาโรตอบ

"ทำไมล่ะ?"

จิ้นถาม

"ก็ฝั่งนั้นบอกว่าคนไม่ครบ และตราบใดที่ยังมายังนครนี้ไม่ได้ก็ไม่มีทางได้กลับหรอก"

กาโรบอกมา

"ทางออกอยู่ในเมืองงั้นเหรอ"

ดินถาม

"อยู่หลังเมือง ตรงกันข้ามกับที่พวกท่านเข้ามา"

กาโรพูดและหันซ้ายหันขวา

"เดี๋ยวเข้าที่พักแล้ว ท่านกับแม่สาวนี่ออกมาพบข้าที"

เขากล่าวทิ้งท้ายด้วยเสียงกระซิบที่ได้ยินกันแค่สามคน

ดินพยักหน้ารับแต่จิ้นทำสีหน้าครุ่นคิด

"พบท่านหรือใครกันแน่?"

จิ้นยิงคำถาม

กาโรยิ้มน้อยๆ

"ข้าชอบนะพวกเข้าใจอะไรง่ายๆน่ะ"

เขาบอก

คนนำทางพาทุกคนมายังเรือนหลังใหญ่ที่มองไกลๆก็ยังเห็นว่าใหญ่

ก่อนจะเปิดประตูไม้สองบานเข้าไป

ภายในเป็นโถงโล่งๆและมีประตูมากมายคล้ายกับว่าจะแบ่งห้องไว้

"นี่คือเรือนรับรอง เลือกที่พักได้เลยเดี๋ยวพอค่ำแล้วเราจะนำอาหารมาให้พวกท่าน...กองไฟตรงนั้นจะติดขึ้นมาเองในยามราตรี"

เขาบอกและชี้ไปยังตรงกลางที่มีเหมือนกับเตาไฟอยู่

"มีอะไรก็เคาะห่วงนั่น แล้วคนของข้าจะมาหา"

เขาชี้ไปที่ห่วงทองเหลืองที่ติดกับกำแพงหินอ่อน

จะว่าไปถ้ามองดูดีๆแล้ว เรือนหลังนี้ทำจากหินอ่อนผสมกับไม้เกือบจะทั้งหลัง

ชายคนนำทางเดินไปยืนข้างๆกาโร

"พวกข้าขอลาล่ะนะ"

ทั้งสองบอก

"ขอบคุณท่านมาก"

หมวดเจตยิ้มให้

สองคนนั้นหันหลังเดินออกจากประตูไปและหันกลับมาปิดประตูลงให้

ทุกคนมองหน้ากันและแยกย้ายไปหาที่พักของตัวเองทันทีโดยไม่ต้องให้ใครบอก

ดินพักในห้องที่ใกล้ที่สุด

เมื่อเขาเปิดประตูเข้ามา จิ้นก็ตามมาทันทีโดยไม่รอให้เขาชวน

หมวดเจตพักกับลูกน้องคือจ่ายักษ์ หมู่จ๊าบและหมู่คำปัน

จ่าเย็นเข้าพักกับหมอโชค โต้งและขุ่นนอนด้วยกันในห้องใกล้ๆ

ดำและแม็กกับจินแยกห้องนอนกันคนละห้องแต่ไม่ห่างกัน

พวกลูกน้องนั้นแบ่งกันนอนห้องละสองสามคน

ประตูห้องปิดลง

มันเป็นห้องโล่งที่มีฟูกนอนและโต๊ะไม้พร้อมเก้าอี้

"มีห้องน้ำมั้ยล่ะเนี่ย?"

ดินถามกับตัวเอง

"จุดไฟที่ตะเกียงก่อนมั้ยคะ?"

จิ้นถาม

"นั่นสินะ"

ดินเดินไปจุดไฟที่ตะเกียงสองดวงในห้อง

"สว่างอยู่นะเนี่ย"

เขาพูดเพราะแสงจากตะเกียงมันสว่างมากเหมือนกับหลอดไฟสมัยใหม่

"เป็นเพราะผนังห้องและข้างนอกยังไม่ค่ำ"

จิ้นชี้ไปยังหน้าต่าง

"งี้นี่เอง"

ดินว่าก่อนจะจับแขนจิ้นแล้วดึงเข้ามากอด

"จินบอกว่าทำแบบนี้มันฉวยโอกาสนะคะ"

จิ้นพูด

"ยัยนั่นนิสัยไม่ดี"

ดินบอก

"ไม่หรอก ข้าว่าจินน่ารักออก"

จิ้นว่า

"นี่รู้จักใช้คำว่าน่ารักแล้วงั้นเหรอ?"

ดินถาม

"ก็จินเหมือนกับข้าไม่ใช่เหรอ?"

จิ้นถามซื่อๆเพราะหน้าตาและรูปร่างพวกเธอนั้นเหมือนกันยังไงยังงั้น

"นั่นสินะ"

ดินหัวเราะในลำคอก่อนจะคลายกอดออก

เสียงเคาะหน้าต่างที่เปิดไว้ดังขึ้น!

'ก๊อกๆ'

ทั้งสองหันไปมองยังที่มาของเสียงทันที!

"ขออภัยที่มาขัด แต่ช่วยตามข้ามาที"

เป็นกาโรยืนยิ้มอยู่เบื้องนอก

"บอกกันดีๆก็ได้"

ดินเอ่ยขำๆ

ทั้งสองออกจากห้องไปทางหน้าต่างและตามกาโรไป

เขาพาดินและจิ้นไปยังเรือนอีกหลังที่ไม่ห่างไปมากนัก

อันวะนั่งรออยู่แล้วบนเก้าอี้หินอ่อน

มีเก้าอี้อีกหกตัวซึ่งเป็นหินอ่อนเหมือนกัน แต่ละตัวจะมีหนังสัตว์คลุมไว้

"เชิญๆ นั่งก่อนสิ"

เขายิ้มอย่างเป็นมิตรและผายมือไปยังเก้าอี้ตัวเดียวตรงหน้า

ดินมองแล้วก็ไม่เข้าใจ จะให้เขานั่งคนเดียวหรือให้จิ้นนั่งกันแน่ล่ะ

"ผมนั่งเหรอ?"

ดินชี้ไปที่เก้าอี้ตัวนั้น

"ใช่แล้วพ่อหนุ่มผู้ครองมีดเหล็กน้ำพี้"

ดินขนลุกซู่โดยไม่รู้ตัว อันวะรู้ได้ยังไงว่าเขามีมีดนั่นอยู่กับตัว?

ดินเดินมานั่งลงบนเก้าอี้นั่น

มันถูกปูด้วยขนแกะ

"แล้ว?"

เขาหันไปมองจิ้น

"เป็นอะไรไป สองร้อยกว่าปีที่ไม่อยู่ที่นี่เจ้าจำที่นั่งของตัวเองไม่ได้รึกาเอ็น?"

อันวะเอ่ยเรียบๆ

"ตัวข้างั้นหรือ?"

จิ้นถามอย่างสับสน

"ไม่ใช่เจ้า แต่เป็นสิ่งที่อยู่กับเจ้าตังหากล่ะ"

กาโรบอก

"ข้า....."

จิ้นอึกอัก

"กาเอ็น ข้ารู้เจ้าได้ยิน"

อันวะย้ำ

"ก็ได้ๆ"

จิ้นพูดน้ำเสียงเย็นชา

และตาของเธอกลายเป็นตาสีเขียวของเสือไป!

เธอเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ประดับด้วยหนังเสือโคร่ง

"ไอ้ข้าก็ออกไปเที่ยวเล่นมาตั้งสองร้อยกว่าปีนะ ก็ต้องมีลืมบ้างซี่"

เธอเอ่ยด้วยโทนเสียงเดิม

ก่อนจะมองมายังดิน

"ไงจ๊ะพ่อหนุ่ม"

ซึ่งดินฟังทีแรกก็รู้แล้วว่านั่นไม่ใช่จิ้นที่เขารู้จัก!

"คุณคือ?"

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ปกติที่สุด

"ข้ารึ ข้าไม่ใช่นังหนูที่เป็นภาชนะนี่หรอก แต่ข้ารู้จักเจ้านะพ่อหนุ่ม"

เธอตอบกลับมา

"นั่นคือกาเอ็น หนึ่งในผู้พิทักษ์ที่หายไปเมื่อสองร้อยปีกว่าก่อน"

อันวะเอ่ย

"ไม่ได้เจอนานนะท่านอันวะ"

กาเอ็นในร่างจิ้นกล่าวทักทาย

"ผมไม่เข้าใจ นี่มันคืออะไร?"

ดินถาม

"ที่ข้าให้กาโรพาเจ้าสองคนมาก็เพราะเรื่องนี้แหละ"

อันวะบอก

"เรื่องนี้?"

ดินถาม

"อ่า...กาเอ็นควรกลับมาทำหน้าที่ได้แล้ว"

กาโรบอก

"นังหนูที่เป็นร่างต้นให้กับเขาจะต้องแยกกับกาเอ็น หรือแปลง่ายๆคือนังหนูจะไม่ต้องเป็นสมิงอีกต่อไป"

อันวะพูดเสียงดังฟังชัด

ดินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น

นั่นคือสิ่งที่จิ้นปรารถนามาตลอดสองร้อยกว่าปี

"ละ...แล้วต้องทำยังไง"

เขารีบถาม

"ใจเย็นๆก่อน ขอข้าถามเจ้าก่อนจะได้รึไม่?"

อันวะบอก

"ได้ครับ"

ดินรีบรับคำ

"งั้นก็ดี อีกราตรีมาพบข้าที่นี่แล้วกัน แต่ตอนนี้ตามข้ามาก่อน"

อันวะบอกดิน

เขารีบลุกเดินตามไปทันที

"ร่างกายของนังหนูนั่นหยุดทุกอย่างไว้เมื่อตอนที่กลายเป็นภาชนะให้กับกาเอ็น"

อันวะเอ่ยเสียงเครียด

"ใช่ครับ เธอบอกอย่างนั้น"

ดินว่า

"ซึ่งถ้าดึงเอากาเอ็นออกมา เธอจะยังคงสภาพมนุษย์เหมือนเดิน และสามารถเติบโตได้เช่นมนุษย์ปกติ..แต่"

อันวะเว้นคำ

"แต่อะไรครับ?"

ดินถาม

สีหน้าของอันวะนั้นไม่บอกความรู้สึกอะไรเลย

เขายื่นหน้ามากระซิบอะไรบางอย่างข้างหูดิน

หลังจากได้ยินดินก็นิ่งไปทันที

"ราตรีหน้ามาพบข้านะ"

อันวะบอก

ดินเดินกลับมาก็พบว่าจิ้นหรือกาเอ็นกำลังนั่งคุยกันอยู่

"งั้นข้าไปล่ะนะกาโร"

กาเอ็นบอกก่อนจะยิ้ม

และดวงตาสีเขียวนั่นก็หายไปกลายเป็นตาของมนุษย์ปกติ

จิ้นกำลังนั่งเอ๋อบนเก้าอี้ของกาเอ็น

เธอจำอะไรไม่ได้ระหว่างที่ตัวเองเป็นกาเอ็น

ดินยิ้มให้และจูงมือเธอเดินกลับที่พักโดยไม่ต้องให้กาโรมาส่ง

ทั้งคู่เดินมาเงียบๆตลอดทางโดยไม่คุยกันจนถึงห้องพัก...

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น