lunarmurilee
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Match 10: As a Father

คำค้น : HastEli, Hastur x Eli, Feaster, Seer, Identity V, 18+, IdentityV, NC, IdentityVTH, Cthulhu, Haita

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 580

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2562 00:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Match 10: As a Father
แบบอักษร

Match 10: As a Father

 

 

ไฮตารับเบียคีไว้ในอุปถัมภ์ ฝึกฝนให้มันเป็นผู้สื่อจิตของเขาได้โดยสมบูรณ์ สำหรับมนุษย์ทั่วไปนั้น ลำพังการนำเบียคีมาเป็นสัตว์เลี้ยงก็นับว่าน่าประหวั่นแล้ว ยิ่งใช้งานมันต่างดวงตา ให้มันเกาะบ่าเกาะแขนไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอคู่หู ยิ่งทำให้ผู้ศรัทธาในฮัสเทอร์รู้สึกเคารพเลื่อมใสที่ไฮตาสามารถควบคุมสัตว์ดุร้ายไว้ในโอวาทได้ จนจำนวนสาวกในวิหารเทพฮัสเทอร์มีมากเพิ่มขึ้นเป็นทวีเท่าภายในระยะเวลาอันสั้น 

แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้ประสงค์ร้ายหลายราย ซึ่งส่วนมากจะเป็นสาวกจากวิหารเทพอื่นที่เกรงว่าไฮตาจะกลายเป็นสาวกศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกร และจะก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือวิหารอื่น 

แน่นอน...หากไฮตาขึ้นมาถึงจุดนั้นได้ ฮัสเทอร์ก็จะกลายเป็นเทพที่มีผู้ศรัทธามากที่สุด จนเป็นที่สรรเสริญเหนือเทพองค์ใด ‘วิลเบอร์ วาเทลีย์’ ...สาวกศักดิ์สิทธิ์ผู้ว่ากันว่าเป็นบุตรของเทพยอกโซธอทจึงเริ่มดำเนินแผนการบางอย่างเพื่อให้แรงศรัทธาในตัวไฮตาสั่นคลอน 

เทพยากรณ์แห่งฮัสเทอร์เดินกลับวิหารหลังจากไปเยี่ยมเยียนหญิงชราผู้ศรัทธาซึ่งกำลังป่วยหนักตามคำร้องขอของบุตรนาง เพื่อให้ได้รับคำอำนวยพรจากสาวกศักดิ์สิทธิ์ของเทพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหวนคืนธรณี เมื่อไฮตากุมมือเหี่ยวย่นแห้งสากของหญิงชราไว้อย่างไม่รังเกียจ กล่าวให้นางได้มีภพภูมิที่ดีรออยู่สำหรับการกำเนิดใหม่ หญิงชราผู้ทรมานมานานก็หลับตาลงเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมรอยยิ้มโดยสงบ ญาติของนางซาบซึ้งในความเมตตาของเขาและตั้งใจจะมาส่งที่วิหาร แต่ไฮตาก็ปฏิเสธไป 

ไม่นึกเลยว่าทันทีที่พ้นเขตบ้านเรือนจะได้พบกับชายฉกรรจ์กว่าสิบคนในชุดมิดชิดที่ดักรออยู่ทางกลับไปวิหาร 

“ท่านสาวกศักดิ์สิทธิ์...กรุณาส่งเบียคีตัวนั้นมาให้ข้า หากท่านขัดขืน พวกเราคงจำเป็นต้องใช้กำลังบังคับท่านไป” 

“ในเมื่อรู้ว่าข้าเป็นสาวกศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังกล้าปฏิบัติกับข้าเช่นนี้หรือ” ไฮตาถามด้วยรอยยิ้ม “วิหารเทพใดส่งพวกเจ้ามาหรือ” 

“พวกเราไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นท่าน ขอแค่ส่งนกอสูรตัวนั้นมาก็พอ มันหาใช่สัตว์เลี้ยงที่ท่านจะเอามาไว้ข้างกายได้” 

เบียคีน้อยกางปีกพึ่บพร้อมโก่งตัวร้องขู่ เสียงของมันบาดหูจนคนฟังถึงกับผงะถอยเท้า มีก็แต่ไฮตาที่พยายามลูบขน รั้งตัวมันลงให้สงบอาการ 

“พวกเจ้าไม่ได้ปรารถนาจะพรากมันไปจากข้าหรอก เป้าประสงค์ที่แท้จริงของพวกเจ้าคือข้าหรือมิใช่ ที่เจ้าต้องการคู่หูข้าก็เพียงเพราะอยากตัดแขนขาข้าทิ้งให้ไม่อาจดิ้นรนหนีรอดได้เท่านั้น” 

“ท่านสาวกปฏิภาณเป็นเลิศ ดังนั้นข้าเกรงว่าเราคงไม่ต้องอ้อมค้อมกัน” พวกมันคนหนึ่งพูด จากนั้นเหล่าอาวุธมีคมก็ถูกดึงออกจากที่ซ่อน พร้อมกับที่พวกมันย่างสามขุมเข้าหาไฮตา 

ไม่ต้องรอให้สั่ง เบียคีตัวน้อยสยายปีกพร้อมบินชนใส่เหล่าผู้ไม่หวังดีจนระเนระนาด เสียงกรีดร้องของมันดังแหวกอากาศด้วยความกราดเกรี้ยว ดวงตาสีน้ำทะเลฉายแววดุร้ายของนักล่าที่กำลังจะเอาชีวิตเหยื่อ ไฮตาเห็นท่าไม่ดีจึงรีบร้องห้าม 

“กลับมาคู่หู! อย่าได้เอาชีวิตพวกเขา” 

แม้เบียคีจะยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้ แต่กรงเล็บแหลมๆและจงอยปากคมๆจิกฝังกระชากเอาเศษเนื้อจนกลายเป็นภาพสยดสยอง ผู้รุมล้อมไฮตาทั้งหมดกลายเป็นฝ่ายล้มจมกองเลือด ถึงจะไม่มีใครถึงตายแต่ก็นับว่าสาหัส ในขณะที่ไฮตาไม่มีบาดแผลแม้เท่าขนแมว เด็กหนุ่มรวบเอาตัวเบียคีเข้ามาไว้ในอ้อมแขน 

“หากเจ้าฆ่าพวกเขา วิหารเทพที่ส่งพวกเขามาจะถือโอกาสใช้เหตุนี้บีบให้ข้าส่งตัวเจ้าไปให้ เพื่อกำจัดเจ้า” ไฮตาพยายามปลอบเจ้านกร้ายที่ยังฮึดฮัดตามสัญชาตญาณสัตว์ป่า ดวงตาของมันกวาดไปทั่วบริเวณราวกับยังไม่สาแก่ใจ ไฮตามองผู้รุมล้อมรอบตัวด้วยสายตาเวทนา “จงกลับไปเสีย ข้าหาได้หมายเอาชีวิตพวกเจ้าไม่ เรื่องในวันนี้ข้าจะไม่เอาความใดๆ จงรักษาศรัทธาในเทพของเจ้าให้ดีแล้วอย่าได้ระรานข้าอีก วิหารเทพฮัสเทอร์ไม่ได้มีความอันใดกับพวกเจ้าแล้ว” 

ไฮตาก้าวออกจากแอ่งเลือดเจือเสียงโอดโอยโดยไม่หันกลับไปมอง จริงอยู่ที่เขาไม่ต้องการเอาชีวิตคนเหล่านั้น และไม่ใช่เพราะเขาใจอ่อนหรือมีเมตตากระนักหรอก แต่เพียงเพราะไม่อยากให้มีใครตายเพราะเขาเป็นเหตุ...ไม่อยากให้สาวกศักดิ์สิทธิ์อย่างเขาทำให้ใครต่อใครเอาไปว่าร้ายสาดเทไปถึงฮัสเทอร์ 

ลึกลงไปแล้ว ไฮตารู้ดีว่าการปล่อยพวกมันไปนั้นย่อมทำให้เกิดผลร้ายตามมา ขอให้ผลร้ายนั้นจงเกิดตัวเขาเองแต่ผู้เดียว อย่าให้ฮัสเทอร์ต้องแปดเปื้อนมลทินใดๆเลย 

 

............................................................................................................................................

 

หลายวันผ่านมา อีไลไม่คิดมาก่อนว่าแค่เขาช่วยเหลือชายหญิงที่รักกันคู่หนึ่งจะทำให้เกิดการตอบรับเช่นนี้ ครอบครัวทั้งสองฝ่ายมาที่วิหารพร้อมด้วยของสักการะจำนวนมากเพื่อขอบคุณเขา ราวกับเขาเป็นผู้ปลดปล่อยให้พ้นทุกข์อย่างไรอย่างนั้น ซ้ำยังไปป่าวประกาศถึงความช่วยเหลือที่เขามีให้ไปทั่ว

มีคนอีกหลายคนมาหาเขา ให้เขาช่วยเหลือในด้านที่ยากจะช่วย บางครั้งก็เป็นปัญหาทางลบที่ขอให้เขาแก้แค้น สาปแช่งหรือทำร้ายคู่อริ แต่อีไลไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาไม่ได้ตอบรับทุกคำภาวนา เขาเลือกทำในสิ่งที่ตนทำได้ ดำรงตนอย่างสุขุม แม้ตกเป็นที่ระแวงว่าร้ายจากคนรอบข้างเวลาออกช่วยเหลือสาวกก็ตอบโต้โดยสำรวม จนเริ่มมีคนเห็นถึงจริยาวัตรที่สมเป็นสุภาพบุรุษ อีไลใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหา และเมื่อติดขัดก็จะขอคำปรึกษาจากฮัสเทอร์ เทพผู้อยู่มานานนับกัปป์กัลป์มีประสบการณ์มากกว่าเขา ฮัสเทอร์จะช่วยเหลืออย่างผู้ที่เดินเคียงข้าง แต่ไม่ได้ชักจูงนำหน้าหรืออยู่เหนืออีไล

ตอนนี้มีหลายคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากอีไล เมื่นพ้นปัญหาแล้วก็ค้นพบว่าสาวกศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ดำรงตนเหมาะสมและมีคุณธรรม ปฏิเสธของสักการะและของกำนัลราคาแพง และมักจะอธิบายความดีของฮัสเทอร์แก่ผู้มาภาวนาโดยไม่โอ้อวดเกินงาม และสำทับว่าเรื่องราวบางอย่างมีเบื้องหลังและมีเหตุผลที่มันต้องเป็นเช่นนั้น จากนั้นเรื่องราวของอีไลก็ถูกชื่นชมต่อไปกันปากต่อปาก มีผู้มาขอความช่วยเหลือมากขึ้น วิหารฮัสเทอร์ที่เคยเงียบเหงาก็เริ่มมีผู้มาเยือน และเสียงเล่าลือกระแสใหม่ก็ว่ากันว่าวิหารฮัสเทอร์ไม่ใช่ที่ลี้ลับน่ากลัว แม้ศรัทธาในเทพฮัสเทอร์จะไม่ได้เพิ่มขึ้นพรวดพราด แต่ก็เริ่มมีผู้คนเริ่มฉุกใจคิดว่าฮัสเทอร์อาจไม่ใช่เทพที่เลวร้ายนัก

เอียนรู้แล้วว่าลูกชายเขาได้รับเสียงชื่นชมและความเคารพมากขึ้น แต่คนเป็นพ่อก็ยังอดห่วงไม่ได้จนกระทั่งยอมเดินขึ้นเขามาในที่ที่เขาไม่คุ้ยเคย หนทางสู่วิหารฮัสเทอร์ยังคงยาวไกลและยากลำบาก แต่ก็พบร่องรอยของมนุษย์เข้าออกมากกว่าที่เคย ยิ่งมาถึงหน้าถ้ำ เขาก็พบว่ามีผู้ศรัทธากำลังนำสิ่งสักการะ ทั้งไม้หอม ของป่า ของประดิษฐ์เล็กๆน้อยๆ มาวางไว้ให้ รอเจ้าของถ้ำมาเก็บเข้าไป

จังหวะนั้นเองที่อีไลเดินออกมา ผู้ศรัทธาตรงนั้นค้อมกายลงแสดงความเคารพเขา บางคนถึงกับจะก้มลงสัมผัสเท้าและชายผ้าคลุม แต่อีไลปรามไว้ ภาพของลูกชายผู้ก้าวเดินไปบนหนทางที่ตนเชื่อมั่นทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับน้ำตารื้น เมื่ออีไลกล่าวลาผู้ศรัทธาเพื่อส่งกลับ เจ้านกคู่หูก็ร้องเตือนเขาเบาๆ ทำให้อีไลหันมาทางทิศที่เอียนยืนอยู่ เอียนทำอะไรไม่ถูกเมื่อลูกชายก้าวตรงมาหาเขาด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้คนตรงหน้าไม่ใช่แค่อีไล แต่เป็นถึงเทพยากรณ์ของฮัสเทอร์ เป็นประมุขสูงสุดของวิหารราชาอาภรณ์สีเหลือง ทำให้เอียนค้อมกายลงให้ลูกชาย

"ท่านสาวก"

"พ่อครับ ทำอะไรน่ะครับ" อีไลรีบรั้งตัวเขาขึ้น "พ่อทำแบบนี้ผมลำบากใจนะครับ"

"ตอนนี้ลูกเป็นสาวกศักดิ์สิทธิ์นะ อย่างไรพ่อก็ต้องให้ความเคารพอีกฐานะหนึ่งของลูกด้วย"

"ผมยังเป็นอีไลคนเดิมครับ ผมยืนยันได้" อีไลจับมือผู้เป็นพ่อไว้ "เข้ามาในวิหารก่อนสิครับ เราไปคุยกันข้างในดีกว่า"

เอียนดูอึกอักเมื่อเดินตามอีไลเข้าไปในโพรงถ้ำที่มีลำธารเล็กๆใสสะอาดไหลผ่าน เขายอมรับว่าขาทั้งสองของเขาสั่นไหว แน่นอนว่าการเดินเข้าสู่วิหารของเทพผู้ไร้นามสำหรับผู้ที่หวาดกลัวฮัสเทอร์ก็ไม่ต่างจากการย่าวเท้าลงปากทางนรก ยึดเพียงแค่มือของลูกชายไว้ด้วยความเชื่อใจ สุดท้ายเขาก็นั่งลงภายในวิหารที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเข้ามาจนได้

“พ่อครับ ผมอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว หากท่านฮัสเทอร์นิยมทำร้ายมนุษย์จริง ที่นี่คงเต็มไปด้วยซากศพ และผมก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้กับพ่อหรอกครับ” อีไลกล่าวด้วยรอยยิ้ม และยิ้มของเขาก็กว้างขึ้นเมื่อคู่หูบนบ่าพยักหน้าหงึกหงักอย่างสนับสนุน ฮัสเทอร์ปรากฎกายขึ้นอย่างเงียบงัน ทว่าผู้ที่มองเห็นเขากลับมีเพยงแค่อีไล เทพเจ้านั่งลงที่แท่นบูชาไม่ห่างจากสาวกของเขามากนัก สังเกตท่าทีกระอักกระอ่วนของเอียนอย่างไม่ละสายตา

“เขาอยู่ที่นี่ไหม...พ่อหมายถึง เทพเจ้าของลูก” เอียนถามขึ้นด้วยเสียงไม่ดังนัก แสดงถึงความยำเกรงที่ไม่ลดลง

“อ่า...ครับ” อีไลผินหน้าไปทางฮัสเทอร์เล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมา “ท่านอยู่ที่นี่ตลอดเวลา แต่ดวงตาของมนุษย์ทั่วไปไม่อาจมองเห็น”

“อย่างนั้นหรือ” เอียนเผลอบีบมืออีไลแรงขึ้นเล็กน้อย ความประหม่าก่อตัวขึ้นจนหนักหน่วงเมื่ออีไลพูดเช่นนั้น ทั้งๆที่เขาก็เคยเห็นฮัสเทอร์ในระยะประชิดมาแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน “พ่อ...พ่อเคยเห็นเทพเจ้าของลูก ตอนที่ลูกเกิด”

“ครับ ผมทราบแล้ว ท่านคงจะบอกกับพ่อว่าสักวันหนึ่งผมคงจะต้องกลับมาทำหน้าที่”

“ใช่...และพ่อก็พยายามฝืนลิขิตของเทพเจ้ามาตลอดนับแต่นั้น เอาโกหกตัวเองซ้ำซากว่าลูกจะรอดพ้นเงื้อมมือเทพผู้โหดร้ายที่ใครๆเล่าลือกัน มาวันนี้ พ่อถึงคิดได้ว่า...บางทีลิขิตของเทพก็อยู่เหนืออำนาจของมนุษย์ที่จะไปเปลี่ยนมันให้เป็นอย่างอื่นได้” เอียนมองลูกชายด้วยความเข้าใจ “พ่อเคยกลัว เคยหวั่นมามาก ยิ่งลูกพูดถึงเขามากเท่าไรพ่อก็ยิ่งกลัวมากเท่านั้น กลัวว่าจะเสียลูกไป กลัวว่าลูกจะต้องทุกข์ทรมานเหมือนที่ตำนานว่าไว้ ที่สาวกศักดิ์สิทธิ์ของวิหารนี้จะต้องมีชะตาอาภัพทุกรายไป หัวอกคนเป็นพ่อย่อมไม่อยากเห็นลูกตนเองมีสภาพเช่นนั้น”

“ครับ ชาติภพที่ผ่านมาของผม ไม่มีจุดจบที่ดีเลย แต่ว่านะครับ...” อีไลเว้นช่วง แล้วผ่อนลมหายใจ “พ่อคิดว่าสิ่งสุดท้ายในมโนสำนึกของไฮตา...คือความเจ็บปวดทรมานเจียนตายก่อนหมดลม หรือเป็นความสุขที่อย่างน้อยก็เคยได้อุทิศชีวิตเพื่อรับใช้เทพเจ้าของเขา”

ทั้งเอียนทั้งฮัสเทอร์ถึงกับชะงัก เอียนรับรู้มาตลอดถึงตำนานของอดีตเด็กหนุ่มเลี้ยงแกะที่ต้องตายขณะดำรงตำแหน่งสาวกศักดิ์สิทธิ์ของฮัสเทอร์ ว่าจุดจบของเขาคือไม่ตายดี ส่วนฮัสเทอร์ก็ได้แต่รับรู้ว่าสาวกของเขาสาหัสจนสิ้นใจอย่างไร พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าประสบการณ์ของเจ้าตัวที่เผชิญหน้ากับความตายแท้จริงเป็นเช่นไร ยิ่งมาจากปากอีไลเองด้วยแล้ว พวกเขายิ่งรู้สึกว่าเทพยากรณ์ผู้นี้ช่างยิ่งใหญ่นัก

มนุษย์ที่ไร้กำลังแสนธรรมดาคนหนึ่ง เหตุใดจึงมีหัวใจที่กว้างใหญ่เช่นห้วงสมุทรไกลโพ้นได้เพียงนี้

“ไฮตาอาจจะไม่ได้สิ้นใจอย่างทรมานก็ได้นะครับ ผมเชื่อว่าความเจ็บปวดสำหรับเขามันรอได้ แต่เทพเจ้าของเขาคงรอไม่ได้...ไฮตาไม่มีเวลามากขนาดนั้น เขารู้ว่าร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัดจึงขอให้ซอธราพาเขากลับมา ชั่วเวลาที่ความตายกำลังกัดกินกระแสธารแห่งชีวิต นิมิตพยากรณ์ของไฮตากลับทำให้เขาเห็นภาพที่ทำให้เขาเชื่อว่าเขาจะได้กลับมาพบเทพเจ้าของเขาอีกครั้ง อย่างน้อย...มันก็ทำให้บาดแผลที่สาหัสบนตัวเขา ไม่เจ็บปวดเลยแม้เพียงนิด”

ไม่รู้อีไลพูดปลอบพ่อหรือฮัสเทอร์ แต่ทั้งสองล้วนมีปฏิกริยากับคำบอกเล่าของเขา เอียนน้ำตารื้นขึ้นอย่างสุดจะกลั้น ส่วนฮัสเทอร์ส่งรยางค์ของเขาเข้ามาหาอีไล วางลงบนบ่าของสาวกที่รักยิ่ง ยืนยันกับตัวเองว่าอีไลไม่ได้หายไปไหน

“พ่อดีใจที่ลูก...ค้นพบที่ของตนเองอย่างแท้จริง และพ่อก็ดีใจที่ตอนนี้ลูกเป็นที่เคารพของผู้คนมากมาย แม้จะไม่ได้มากเท่าวิหารเทพอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไร้ซึ่งผู้ศรัทธาในตัวลูก” เอียนเช็ดน้ำตาลวกๆ “ปัญหาที่ผ่านมือลูกจะได้รับการชำระด้วยดี มีผู้ศรัทธากล่าวชื่นชมลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่ามีทั้งคนเชื่อและคนแช่ง แต่ลูกก็ได้เป็นผู้นำทางแห่งจิตวิญญาณของใครหลายคนไปแล้ว พ่อดีใจ...ดีใจมากจริงๆ”

“ขอบคุณครับพ่อ อันที่จริง ผมไม่ได้ดูแลพ่ออย่างที่เคย ผมเองก็รู้สึกผิดมากอยู่เหมือนกัน”

“ไม่เลยอีไล ลูกดูแลสุขทุกข์ของผู้คนจำนวนมาก แบบนี้สิถึงสมเป็นลูกพ่อ สมเป็นเทพยากรณ์ที่ผู้คนจะสรรเสริญ พ่อเชื่อว่าแม่ของลูกเองก็ภูมิใจ” เอียนเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูก “หากเทพเจ้าของลูกอยู่ที่นี่ พ่ออยากกล่าวอะไรกับท่านเสียหน่อย”

“ครับ...ท่านอยู่ใกล้ๆนี่เอง”

“คือผม...” เอียนพยายามควบคุมลมหายใจ พลางมองไปทั่วห้องอย่างมุ่งมั่นกว่าเดิม “ท่านผู้เป็นใหญ่ครับ ผมอยากให้ท่านทราบว่าอีไลเป็นลูกชายที่ผมรักยิ่งกว่าชีวิต เขาเป็นยิ่งกว่ารางวัลและความภูมิใจ แต่หากสิ่งที่อีไลกล่าวมานั้นจริง ผมก็เชื่อว่าท่านเมตตาลูกผมเกินกว่าที่จะเปรียบกันได้ ตอนนี้ผมขอบังอาจคืนเทพยากรณ์ผู้แสนดีคนนี้ให้ท่าน ได้โปรดเมตตาเขาเช่นที่ท่านเคยทำด้วยนะครับ”

ฮัสเทอร์ไม่จำเป็นต้องตอบ เขากระชับรยางค์โอบไหล่อีไลให้แน่นขึ้นจนเด็กหนุ่มขยับตัวประท้วงเล็กน้อย และเมื่อรยางค์อีกเส้นเข้ามาเกี่ยวรัดรอบเอว อีไลก็ลุกขึ้นเพื่อแก้เขิน

“อาทิตย์จวนลับฟ้าแล้ว หากกลับดึกจะไม่ดีนัก ผมว่าผมควรไปส่งพ่อดีกว่านะครับ”

“ไม่ต้องๆ ไม่เป็นไร พ่อกลับเองได้ หากมีผู้ศรัทธามาภาวนาอีก ลูกก็ควรจะอยู่ที่นี่นะ” เอียนลุกขึ้นพลางยิ้มให้ “พ่อกลับแล้วนะอีไล”

อีไลยิ้มส่งพ่อของเขาที่เดินกลับออกไปทางปากถ้ำ ทั้งๆที่เขากำลังดื่มด่ำความสุขจากการที่พ่อยอมรับเส้นทางที่เขาเลือก เจ้ารยางค์จอมวอแวก็ยังไม่วายตามมาพันเอวรัดแขนอย่างก่อกวน

“แม้เอียนกล่าวยกเจ้าให้ข้าโดยสมบูรณ์ แต่แท้จริงเจ้าก็เป็นของข้ามาก่อนที่เขาจะได้เป็นบิดาเจ้าเสียอีกเขาไม่จำเป็นต้องกล่าวคำพวกนั้นก็ได้กระมัง”

“ท่านผู้เป็นใหญ่ บางครั้งท่านก็ต้องเห็นถึงความผูกพันทางอารมณ์ของมนุษย์บ้างสิครับ” อีไลขยับตัวออกจากเส้นหยุ่นลื่นเหล่านั้น “พ่อมาที่นี่ก็เพราะเป็นห่วงผม อยากรู้ว่าผมอยู่ดีหรือไม่ เป็นธรรมดาของพ่อที่จะห่วงใยลูกของเขานะครับ”

“เขาห่วงเจ้าไปไย ข้าถนอมถึงเพียงนี้ ยิ่งกว่าเทพบางองค์กระทำให้ชายาของตนเสียอีก มิมีสิ่งใดควรกังวลแม้แต่น้อย”

“แล้วเหตุใดถึงเปรียบเทียบผมกับเทพีเหล่านั้นเล่าครับ ท่านฮัสเทอร์พูดเรื่องนี้อีกแล้ว ผมไม่บังอาจถึงเพียงนั้น ยังไม่มีใครเป็นชายาของท่านเสียหน่อยนะครับ”

“ข้าให้โอกาสเจ้าพูดใหม่” วจนะสั้นๆจากองค์เทพทำให้ผู้แทนวจนะถึงกับสงบปากฉับ ฮัสเทอร์เคลื่อนกายไปประชิดสาวกของเขา นิ้วที่มีเล็บคมเกลี่ยริมฝีปากที่เม้มแน่นของอีไลแผ่วเบา “เจ้าคงไม่ลืมตนเองในฐานะผู้แทนวจนะของข้ากระมังอีไล เหตุใดจึงตีความคำข้าได้ไม่ถูกต้อง หรือข้าต้องเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าจากสาวกศักดิ์สิทธิ์มาเป็นตำแหน่งอื่นให้ชัดแจ้ง จะได้รู้ตัวเสียทีว่าผู้ที่อยู่เคียงข้าข้า อุ้มชูบริวารข้าดุจมารดาฟูมฟักบุตร และปรนนิบัติข้ายามราตรี แท้จริงคู่ควรสถานะใด”

“ในเมื่อกล่าวเองว่าจะถนอมผม ท่านผู้เป็นใหญ่คงไม่รังแกผู้รับใช้เช่นผมมากเกินไปจริงไหมครับ” อีไลย้อนคำอย่างชาญฉลาด ฮัสเตอร์หัวเราะในลำคอเล็กน้อยก่อนจะใช้รยางค์เชยคางอีกฝ่ายขึ้น ท่ามกลางสายตารู้เห็นเป็นใจและสนับสนุนเต็มที่ของเจ้านกตัวป้อม

“ปฏิภาณเป็นเลิศนัก ยิ่งคู่ควร”

“ถ้าพ่อมาคราวหน้า ผมฟ้องจริงๆนะครับ” อีไลพยายามเฉไปเรื่องอื่น “พ่ออุตส่าห์เป็นห่วงผม ท่านก็อย่าแกล้งกันอีกเลย อันที่จริงสถานการณ์ของผมตอนนี้ก็น่าห่วงนะครับ พ่อบอกว่าผมมีผู้ศรัทธามากขึ้น ผมย่อมเป็นที่จับตามองของวิหารอื่นเป็นแน่ ท่านหญิงวาเทลีย์และท่านเมเตอร์จะลงมือเมื่อไรก็ขึ้นกับเวลาเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถทนการสูญเสียผู้ศรัทธาได้นานหรอกครับ”

ฮัสเทอร์รู้ว่าสิ่งที่อีไลพูดเป็นความจริง เป็นไปไม่ได้ที่อีไลจะไม่ถูกเพ่งเล็ง รยางค์ของเขาโอบรอบตัวเด็กหนุ่มไว้แทนอ้อมกอด รู้ว่าแม้แต่อีไลเองก็ต้องคิดทบทวนให้มาก รวมถึงต้องหาทางรับมือกับสิ่งที่จะเกิดตามมา

ต่อให้ไม่มีนิมิต ก็รู้ได้ว่ามีวิหารอื่นที่ประสงค์ร้าย...

“เด็กน้อย สาวกศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้านั้น ย่อมสามารถเชื่อมโยงตนกับเทพผู้มอบอณูพลังให้ได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง การสืบสายสกุลไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นเป็นสาวกศักดิ์สิทธิ์โดยแท้จริงหรอกนะ” ฮัสเทอร์เอ่ยในสิ่งที่ทำให้อีไลได้ฉุกคิด “นี่เป็นเพียงคำแนะนำของข้า เจ้ามีปัญญา...ย่อมรู้ว่าข้าหมายถึงสิ่งใด”

ทำไมอีไลจะไม่รู้...ดูเหมือนข้อสงสัยของเขาจะเป็นจริง เบเรนิสสืบเชื้อสายมาจากตระกูลวาเทลีย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหล่อนเป็นสาวกศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง เขารู้สึกได้ว่าเบเรนิสเอาคำพูดของตนเองอ้างว่าเป็นวจนะของเทพหลายครั้ง ซึ่งเขาเองที่เจอมากับตัวย่อมรู้ได้ว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่หล่อนกล่าว ในเมื่อโชคชะตาของเขาลิขิตให้ผูกพันกับฮัสเทอร์ เขารู้ได้เพราะมันเป็นสิ่งที่ไฮตา...ตัวเขาในอดีตเห็นพยากรณ์ด้วยตนเอง

แต่เจ้าหล่อนกลับบอกว่าเขาต้องเป็นสาวกของวิหารเทพยอกโซธอท ซึ่งถ้าไม่ได้มาจากความตั้งใจที่จะแอบอ้างของหล่อน ก็เท่ากับว่าหล่อนยังคิดว่าทุกสิ่งที่หล่อนต้องการนั้นเป็นประสงค์จากเทพที่ใช้อำนาจผ่านร่างกายหล่อน...หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนไม่ใช่สาวกศักดิ์สิทธิ์ ทุกอย่างที่คิดที่ทำที่พูดล้วนมาจากตัวเองทั้งนั้น ไม่ใช่เทพบงการ

อีไลไม่รู้ว่าจะสงสารหรือสมเพชหล่อนดี

“ผมจะพยายามไม่แทงใจดำท่านหญิงวาเทลีย์ด้วยเรื่องนี้ หากผมทำ...ตัวตนของหล่อนคงกลวงเปล่า” อีไลตัดสินใจเช่นนั้น ถ้าหากเขาเปิดโปงเรื่องนี้ แก่นชีวิตของเบเรนิสจะต้องพังทลายย่อยยับในพริบตา “ถ้าหากผมยังมีหนทางอื่นจะรับมือหล่อน ผมจะยังไม่จู่โจมหล่อนด้วยวิธีนี้จนถึงที่สุด”

“ทั้งที่ฐานะแท้จริงของเจ้าสามารถออกปากให้นางหมอบราบแล้วแตะชายผ้าคลุมได้ แต่เจ้าก็ยังเลือกวิธีอื่น หึ...เด็กน้อยของข้าช่างอารีนัก ก็สมเป็นเจ้าดี” ฮัสเทอร์ถอนหายใจ พอๆกับที่เจ้านกฮูกหน้าหงิกงอราวกับไม่พอใจที่อีไลไม่คิดเล่นงานศัตรูด้วยวิธีที่ได้ผลชะงัด “เอาเถอะ ตามใจเจ้า แต่ข้าอยากให้เจ้าพึงระลึกไว้ เจ้ายืนหยัดเพื่อข้า ข้าก็ย่อมมีสิทธิ์ปกป้องเจ้าเช่นกัน...เมื่อใดที่เจ้าต้องการข้า เพียงแค่เอื้อนเอ่ย ข้าจะทำให้เจ้าสมสมปรารถนา”

อีไลระบายยิ้มกว้าง ริมฝีปากบางที่มักจะเม้มแน่นเวลาขัดใจคลายออก

“ไม่สมกับเป็นอสุรกายผู้น่ากลัวในตำนานเลยนะครับ ท่านฮัสเทอร์น่ะ”

 

 

เบเรนิสไม่เคยข่มตาหลับลงได้เลย ดวงตาคมของหล่อนจับนิ่งที่กุญแจศักดิ์สิทธิ์รูปดวงตาอันเป็นของวิเศษประจำตำแหน่งสาวกศักดิ์สิทธิ์ของเทพยอกโซธอท หล่อนใช้มันเปิดประตูข้ามผ่านสิ่งกีดขวางได้ แต่ตามตำนานแล้ว จริงๆหล่อนควรใช้กุญแจนี่เปิดประตูมิติไปยังสถานที่อื่นที่ไกลตัวได้ด้วย คงเป็นเพราะศรัทธาที่ลดลงทำให้หล่อนฝึกฝนพลังเทพในตัวได้ไม่เข้าขั้น

ต้องเป็นเพราะเจ้าเด็กจอมโอหังนั่นแย่งผู้ศรัทธาหล่อนไปแน่นอน...มันกำลังเติบโตและท้าทายอำนาจหล่อนอย่างกร้าวแข็ง หากมันยังดึงผู้ศรัทธาไปจากเธออย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เกรงว่าเธอคงไม่มีศรัทธาจากผู้คนมาบริบาลตนเองแน่นอน

เธอต้องเร่งลงมือ ต้องจัดการอีไล คลาร์กให้เร็วที่สุด...

แต่อสูรร้ายตนนั้นคงไม่ปล่อยให้หล่อนฆ่าสาวกของเขาได้โดยง่าย และคนในวิหารหล่อนคงไม่กล้าบุกเข้าไปชิงตัวเจ้าเด็กนั่นออกมาจากวิหาร เพราะก่อนจะไปถึงตัวอีไล คงโดนเจ้านกผีนั่นไล่จิกไล่ตีออกมาจากได้เลือด

ทำอย่างไรอีไลถึงจะเดินออกมาหาหล่อนเองนะ”

“ท่านหญิง...” เสียงของฟิโอน่าดังขึ้น เธอเป็นเวรรับใช้วันนี้ เด็กสาวเดินอย่างนอบน้อมเข้ามาใกล้ๆ “คนที่ท่านหญิงให้หากลับมาถึงวิหารแล้วค่ะ”

“ให้เข้ามา”

สิ้นเสียงบัญชา ฟิโอน่าจึงได้แต่ทำตามคำสั่ง ศิษย์ในวิหารคนหนึ่งด้าวเข้ามาในห้องแทนที่ฟิโอน่า เบเรนิสปรายตามองผู้เข้ามาใหม่แวบหนึ่ง

“ได้เรื่องอะไรมาบ้าง”

“มีคนกล่าวชื่นชมสาวกของเทพผู้ไร้นามมากขึ้นจริงๆครับ วันนี้ผมเฝ้าดูที่บ้านทั้งวัน ละแวกข้างมีทั้งคนชมและคนด่าว่า แต่ก็ไม่ได้ถูกปฏิเสธมากเท่ากับระยะแรก”

“เอียนเห็นเธอไหม”

“ไม่เห็นแน่นอนครับ วันนี้เขาออกไปข้างนอก กว่าจะกลับมาก็เกือบพลบเย็น มีคนบอกว่าเขาไปเยี่ยมลูกที่วิหารครับ”

เท่านั้นเองเบเรนิสก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ ดวงตาและริมฝีปากวาดรอยยิ้มชั่วร้าย ในที่สุดหล่อนก็หาจุดอ่อนของอีไลเจอ จุดอ่อนที่จะต้องทำให้อีไลศิโรราบอย่างไร้เงื่อนไข และไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงไปพาตัวออกมา เพราะอีไลจะต้องออกมารับความตายเองแน่นอน

“ขอบใจ ออกไปได้แล้ว บอกคนทื่นให้เตรียมตัว เร็วๆนี้เราจะไปเยี่ยมบ้านเดิมของเทพยากรณ์แห่งเทพผู้ไร้นามกัน”

 

 ____________________________________________________________________________________________________________________________________

มาอัพยามดึกอีกแล้ว 5555555 ตอนนี้เราได้เคลียร์ความรู้สึกในใจระหว่างพ่อลูกกันไปแล้วนะคะแถมยังมีสวีทโมเมนต์เล็กๆ แต่ดันมีปมใหญ่ตามมาซะได้ รีดเดอร์จะปรับอารมณ์กันทันไหมนี่

น้องก้อนจะยังถูกตามจ้องล้างจองผลาญจองเวรจองกรรมไม่เลิกไม่ราไม่จบไม่สิ้น คราวนี้ศัตรูคู่แค้นอย่างแม่เบเรนิสก็เล่นใหญ่เล่นโตลามไปถึงบุพการี น้องก้อนของเรากำลังจะเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งใหญ่ค่ะ

คราวนี้ ไรท์ขออนุญาตสอบถามรีดเดอร์ทุกท่านเกี่ยวกับความเห็นในเรื่องของคำว่า “Seer” ได้มีรีดเดอร์ที่รักแนะนำว่า อยากจะให้ลองปรับเป็น “เซียร์” แทนที่ไรท์ใช้อยู่เดิมว่า “ซีเออร์” อันนี้ไรท์อาจจะขอคำชี้แนะจากรีดเดอร์ในภาพรวมนะคะ ไรท์อาจจะเปิดเป็นโพสต์สอบถามในเพจ Facebook อย่างไรมาให้คำตอบกันได้นะ

สมาชิกแคมป์หน้าถ้ำคะ...ตอนหน้าพบกันใหม่ที่บ้านเดิมของน้องก้อน สวัสดีค่ะ

ความคิดเห็น