ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [12]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.7k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2562 21:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [12]
แบบอักษร

-12- 

 

เรื่องของความรู้สึกไม่กล้าเข้าข้างตัวเอง... 

ว่าไปนั่น เอาเข้าจริงก็เข้าข้างตัวเองไปตั้งหลายครั้งแล้วนั่นแหละ แต่พอเห็นแววตาของไคดูวูบไหวคล้ายกำลังคิดตาม มิคาเอลก็มั่นใจได้ในทันทีว่าสิ่งที่พูดไปเป็นเรื่องที่สมควรทำแล้ว หากอยากจะให้คนคนนั้นยอมรับไวๆ ก็มีแต่ต้องค่อยๆ สะกิดไปทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้น ขนาดไม่เคยดุ พอโดนเขารุกมากเข้ายังดุใส่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับแค่การพูดความรู้สึกออกมาเล่า แสดงออกแบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีหวังเสียหน่อย 

หลังคิดเข้าข้างตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนที่ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมารับโทรศัพท์กะทันหันก็อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ยามเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ไคหลับอยู่บนเตียงเพียงลำพัง เขาจึงไม่ได้มีสีหน้าน่าหวาดกลัวแบบที่ลูก้าคิดว่าจะเป็น 

“มีอะไร” 

“เมื่อครู่คุณโรมันติดต่อขอเข้าพบท่านครับ”  

มิคาเอลเลิกคิ้วเมื่อได้ฟังคำตอบ มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันชัดเจน 

“ขอเข้าพบ... ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เด็กนั่นโง่ถึงขนาดกล้าใช้คำพูดพวกนั้น คิดจริงๆ หรือว่าฉันจะยอมให้มาหาถึงที่” 

“ขออนุญาตเรียนตามตรง ผมไม่คิดว่าเป็นความคิดของคุณโรมันครับ น่าจะมีคนกำกับอยู่มากกว่า”  

คำพูดของลูก้าไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่มิคาเอลคิดเท่าไหร่ แต่ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือทำไมลูก้าถึงได้เอาเรื่องพวกนี้มารายงานในเวลาส่วนตัวที่รู้ดีอยู่แล้วเขาหวงแหนมันมากเพียงใดต่างหาก 

“ฉันยังจำได้ดีว่านายเคยสาบานว่าจะมีฉันเป็นเจ้านายเพียงคนเดียว” มิคาเอลกอดอกแล้วเอนกายพิงกำแพง ขณะลอบสังเกตสีหน้าของอัลฟ่าคนสนิทที่อยู่ด้วยกันมานานอย่างเงียบงัน “คงไม่คิดจะเปลี่ยนใจเอาตอนนี้ใช่ไหม ลูก้า” 

“ผมไม่มีทางเปลี่ยนใจครับ”  

คนตอบทรุดกายลงคุกเข่าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงเมื่อสัมผัสได้ว่าเจ้านายต้องการสื่ออะไร สำหรับคนอย่างเขาหน้าที่มาก่อนเป็นที่หนึ่ง เรื่องอื่นๆ ล้วนเป็นเรื่องรอง ตั้งแต่ยอมรับมิคาเอลเป็นเจ้านายก็ซื่อสัตย์ต่ออีกฝ่ายมาโดยตลอด ไม่มีเลยสักครั้งที่คิดเอาใจออกห่าง 

“งั้นที่นายรีบเร่งมาคุยกับฉันนี่... คงเป็นเพราะถูกขอร้องมาสินะ”  

“…ไม่ใช่ครับท่าน” ลูก้าไม่ได้แปลกใจที่มิคาเอลรู้เรื่องเกี่ยวกับตนและคนคนนั้น เขาเพียงตอบอย่างตรงไปตรงมา ด้วยรู้ดีอยู่แล้วว่าหากต้องการรู้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรคนตรงหน้าก็เสาะหาคำตอบมาได้ทุกเรื่อง “เขาไม่เคยขอร้อง เป็นผมเองที่ทนไม่ได้” 

มิคาเอลไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เมื่อได้ยินคำตอบ ราวกับทุกเรื่องอยู่ในการคาดเดาของเขาตั้งแต่แรก ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่ได้แสดงออกอย่างเย็นชากับลูก้าเหมือนที่อาจจะทำหากเป็นคนอื่น 

“น่ากลัวใช่ไหมล่ะ...ความรักน่ะ” 

“…ครับ” ลูก้าหลุบตาลงต่ำ จ้องมองเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวบนร่างกายอย่างสร้อยคอเรียบๆ สีเงินซึ่งใครบางคนมอบให้เมื่อนานมาแล้วอย่างเงียบงัน “น่ากลัวมากจริงๆ” 

 ทำให้คนที่อุทิศทุกอย่างเพื่อหน้าที่อย่างเขาไขว้เขวได้ถึงขนาดนี้... หากไม่ใช้คำว่าน่ากลัวแล้วจะใช้คำว่าอะไรได้อีก 

“เรื่องส่วนตัวของนายฉันจะไม่ยุ่ง แต่อย่าให้มันส่งผลกระทบมาถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไคเด็ดขาด” มิคาเอลเอ่ยสรุปด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนตรง เตรียมกลับเข้าไปหาคนสำคัญของตัวเอง “บอกโรมันว่าพรุ่งนี้เช้าฉันจะเข้าไปที่บ้านใหญ่ ส่วนถ้าแม่นั่นอยากเจอก็ให้มาเจอ ไม่ต้องปิดกั้นอะไร วันนี้ดึกแล้ว ฉันไม่ออกไปไหนและไม่ให้ใครมาหาทั้งนั้น” 

“ขอบคุณมากครับท่าน” 

“ลูก้า...” 

“ครับ” 

“รอยกัดบนคอคนของนาย... อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นรู้เรื่องเด็ดขาด” 

“ท่าน!…”  

ลูก้าเงยหน้ามองคนพูดด้วยความตกใจ ทว่าทันเห็นเพียงแผ่นหลังที่หายลับเข้าไปในประตูเท่านั้น ในเวลานี้ตัวเขาสั่นสะท้านไปหมด หากไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่เป็นตื่นตระหนกที่แม้แต่เรื่องนี้ก็ไม่อาจรอดหูรอดตาเจ้านายไปได้  

ท่านรู้... 

รู้แม้กระทั่งเรื่องที่คนคนนั้นไม่ใช่อัลฟ่า 

ในขณะที่ลูก้ากำลังจิตตกแบบที่นานๆ จะมีให้เห็นสักที มิคาเอลที่เดินกลับเข้าไปในห้องนอนและซุกไซ้ตัวเข้าไปในอ้อมกอดของไคอีกครั้งเพียงยิ้มอย่างไร้ความกังวลใดๆ สำหรับเขาหากจะกล่าวว่าการได้อยู่ในอ้อมกอดไคทำให้ลืมเรื่องน่ารำคาญไปได้จนหมดสิ้นก็คงไม่เกินจริงนัก แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะไม่เหมือนทุกที 

“ไค?”  

แรงขยับขยุกขยิกเพียงนิดก็มากพอจะทำให้คนรู้สึกตัวไวรับรู้ได้ในทันทีว่าคนสำคัญตื่นขึ้นมาแล้ว มิคาเอลขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างไม่พอใจนัก เพราะรู้ดีว่าปกติไคหลับลึกเพียงใด การที่อีกฝ่ายตื่นขึ้นมากลางคันแบบนี้ หากไม่ใช่ว่าหลับไม่สนิทตั้งแต่แรกก็ต้องถูกทำให้ตื่น... 

“ไปไหน” 

ประโยคคำถามสั้นห้วนทำให้มิคาเอลลืมทุกสิ่งที่คิด เผลอเงยหน้ามองคนที่โอบบ่าตัวเองไว้และก้มลงมองกันอยู่ก่อนแล้วอย่างประหลาดใจ 

“ออกไปคุยกับลูก้ามา... นี่ฉันทำไคตื่นเหรอ” มิคาเอลแตะหลังมือลงบนหน้าผากของคนตาปรือด้วยความเป็นห่วง เขาจำได้ดีว่าเวลาไคตื่นขึ้นมากลางคันจะชอบปวดหัว หากไม่ใช่เพราะฝันร้ายหรือมิคาเอลจำเป็นต้องปลุก ไคจึงไม่เคยตื่นขึ้นมาเลยสักครั้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม 

มันคงเป็นความเคยชินตั้งแต่ยังเด็ก สมองและจิตใต้สำนึกบอกให้เขาหลับให้สนิท จะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงอะไรที่ไม่อยากได้ยิน เพราะแบบนั้นจึงเคยชินกับการเป็นเช่นนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมิคาเอลก็พอจะคาดเดาได้ 

“เปล่า” ไคส่ายหน้าไปมาสองสามที ก่อนจะกระชับอ้อมแขนไม่ให้คนในอ้อมกอดขยับลุกไปไหนอีก 

“แล้ว...” 

“หายไป”  

“เพราะฉันหายไปเหรอ” มิคาเอลยกยิ้มกว้าง ใจเต้นตึกตักหนักกว่าเก่ายามพบว่าคนฟังพยักหน้าตอบตามตรง “ไคจะทำให้ฉันหลงไปถึงไหนนะ” 

“…” 

“พรุ่งนี้ฉันต้องไปคุยธุระที่บ้านใหญ่อีกรอบ ไคอยากไปด้วยกันหรืออยากทำงานอยู่ที่นี่”  

“ไป” ครั้งนี้ไคตอบโดยไม่เสียเวลาคิดให้มากความ ทำเอาคนฟังหน้าบานเป็นจานดาวเทียม ดวงตาวิบวับมีแต่ความสุขสะท้อนออกมาจนดูคล้ายกลายเป็นคนละคนกับที่ผู้อื่นรู้จัก 

“ต่อจากนี้เราตัวติดกันไปทุกที่เลยดีไหม” 

“…อืม” 

ความรักน่ากลัวมากจริงๆ นั่นแหละ 

 

 

เช้าวันต่อมามิคาเอลเดินทางไปยังบ้านใหญ่พร้อมไคที่ยังดูง่วงไม่หาย ตอนเข้าไปในเขตพื้นที่อันแสนคุ้นเคย ร่างสูงโปร่งของโรมันที่ยังคงใส่เสื้อคอเต่าเหมือนเช่นทุกครั้งก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้พอได้รับคำยืนยันจากลูก้ามาเมื่อคืน มิคาเอลจึงสังเกตเห็นความผิดปกติที่ชัดเจนเมื่อเขามาถึงได้โดยไม่ต้องพยายาม 

มองกันตาวิบวับแบบนั้น... ดูท่าหากเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ คงได้มีคนโผเข้ากอดกันแน่ 

“จะให้รออีกนานไหม” น่าเสียดายที่มิคาเอลไม่ใช่คนใจดีอะไร พอเขาพูดจบโรมันก็รีบละสายตาออกจากลูก้า หันมาก้มศีรษะขอโทษขอโพยอย่างตรงไปตรงมา 

“ขอโทษที่เสียมารยาท เชิญคุณมิคาเอลกับคุณไคด้านในเลยครับ” 

การรู้จักจุดยืนของโรมันทำให้มิคาเอลพอใจไม่น้อย แล้วก็เพราะแบบนั้นเขาจึงให้รางวัลโดยการก้าวเท้าเดินนำเข้าไปด้านในพร้อมไค ปล่อยให้คนทั้งสองทางด้านหลังได้เข้าหากันโดยไม่มีใครขัด 

“ที่ฉันใจดีแบบนี้ต้องเป็นเพราะไคแน่ๆ เลย” ชายหนุ่มหันไปมองคนหน้าง่วงข้างกายพร้อมรอยยิ้ม วันนี้เขาคงอารมณ์ดีตกค้างมาจากเมื่อวาน ถึงได้ทำอะไรที่ดูใจดีเอามากๆ แบบนั้นลงไป 

โชคดีที่โรมันไม่ได้ใช้ความใจดีของมิคาเอลเสียเปล่า หลังปล่อยให้ว่าที่เจ้าของบ้านเดินนำเข้าไปนั่งรอได้ไม่ถึงห้านาทีก็รีบตามเข้ามาทั้งที่แก้มแดงเถือก ไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาก็พอจะรู้ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น น่าเสียดายที่มิคาเอลไม่ใช่พวกช่างพูดช่างแกล้ง เขาเหลือบมองเพียงครั้งเดียวก็หันไปสนใจไคต่ออย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นคงมีคนเขินจนหลุดอะไรออกมาอย่างแน่นอน 

“ที่ผมอยากพบคุณเป็นเพราะ...” 

“เพราะมีคนบอกให้ทำ” มิคาเอลยกมือกอดอก ทอดสายตามองโรมันด้วยความว่างเปล่า “แล้วหายไปไหนเสียล่ะ” 

“คือ…” 

“ยังไม่ตื่นสินะ”  

โรมันถอนหายใจก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างอ่อนล้า จะมีใครรู้จักนิสัยของแม่ได้ดีเท่าเขาอีก โซเฟียเป็นหญิงสาวโอเมก้าธรรมดาๆ ที่ไต่เต้าขึ้นมาได้เพราะอดีตผู้นำชาลอฟดันถูกชะตากับโรมันในวัยเด็กเข้า พอได้เข้ามาอยู่ในตระกูลที่มีอำนาจและชื่อเสียง ในฐานะแม่ของลูกบุญธรรมของอดีตผู้นำ หรือในสายตาคนนอกคือภรรยาอีกคนของอดีตผู้นำ ชีวิตความเป็นอยู่ที่เคยย่ำแย่จึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และก็เพราะแบบนั้นเอง เธอจึงแสดงนิสัยไม่ดีออกมาหลายอย่าง 

แน่นอนว่ารวมถึงเรื่องที่เคยจ้างวานให้คนไปจัดการมิคาเอลเมื่อหลายปีก่อนด้วย...  

ตอนนั้นเป็นโชคดีของโซเฟียที่การกระทำไร้หัวคิดนั่นทำให้มิคาเอลได้เจอกับไคจนเผลอลืมเรื่องราวต่างๆ ไม่คิดถือสาหาความใดๆ เพราะหลังจากนั้นเธอก็โดนอดีตผู้นำตบหน้าฉาดใหญ่ ทว่าในตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว หากโซเฟียยังคิดทำร้ายมิคาเอลในช่วงที่มีไคอยู่ข้างๆ จนเรื่องราวใหญ่โตส่งผลให้ไคเป็นอะไรไปด้วย โรมันมั่นใจว่าคนคนนั้นต้องไม่ปล่อยแม่ของเขาไปอีกแน่ 

ครั้งนี้ถ้าไม่ตายก็ไม่รู้จะว่ายังไง 

“ขอโทษนะครับที่แม่ของผมหาเรื่องให้คุณอีกแล้ว” โรมันก้มศีรษะขอโทษขอโพยอย่างจริงใจ หากกลับโดนประโยคตอบกลับทันควันของมิคาเอลทำเอาชะงักค้างไปครู่ใหญ่ 

“รู้ตัวแล้วทำไมยังเชื่อฟังอยู่อีก” 

“เรื่องนั้น...” แววตาที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติมาโดยตลอดหลุบลงต่ำเมื่อนึกถึงเหตุผลของคำถามที่ได้ฟัง “คงเพราะไม่ว่ายังไงท่านก็เป็นแม่ของผม” 

“เหรอ... คิดว่าชินเสียอีก”  

มิคาเอลพูดอย่างไม่ใส่ใจแล้วหันไปมองไคที่ยกชาขึ้นจิบเงียบๆ พอเห็นอีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีเบื่อหน่ายอะไรจึงลูบฝ่ามือที่วางอยู่ข้างกายเบาๆ ก่อนหันกลับไปมองโรมันที่กำลังเม้มปากแน่นอีกครั้ง 

“ผม...ผมจะไม่ให้แม่ทำผิดแบบในอดีตอีก” สุดท้ายคนที่เคยถูกบังคับจนชิน และยังมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ทำให้ไม่กล้าปฏิเสธแม่แท้ๆ ก็ต้องยอมรับอย่างไร้ข้อโต้แย้งใดๆ  

“นายทำไม่ได้หรอก”  

“…” 

“จำเอาไว้แค่ถ้าผู้หญิงคนนั้นทำตัวเอง อย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยก็พอ” 

โรมันหลุบตาลงต่ำเพื่อปิดซ่อนความรู้สึกก้ำกึ่งที่มีให้มารดา ขณะลอบมองไปยังคนที่ยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลนักอย่างต้องการกำลังใจ แม้ลูก้าจะมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาอ่อนแสงที่ทอดมองมาก็ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มยกมือแตะหลังคอตัวเองตามสัญชาตญาณ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงไร้ซึ่งวี่แววของความลังเลใดๆ 

“ผมสาบานว่าถ้าท่านทำผิดอีก ผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแน่นอน” 

ความรู้สึกที่เขามีให้มารดาคงไม่อาจเรียกว่ารักได้เต็มปาก เมื่อตั้งแต่แรกสิ่งที่อีกฝ่ายคาดหวังก็เป็นการใช้สถานะของเขาดันตัวเองให้สูงขึ้นอยู่แล้ว อันที่จริงโรมันไม่ได้อยู่กับแม่แท้ๆ ตั้งแต่แรกเกิด ทุกอย่างมันเริ่มขึ้นจากการที่เขาถูกทิ้งไว้กับสถานรับเลี้ยงแห่งหนึ่ง ความฝันตามประสาเด็กโง่ๆ ก็คงหนีไม่พ้นการอยากเจอพ่อแม่แท้ๆ ของตัวเอง 

วันหนึ่งเขาดั้นด้นหนีออกจากสถานรับเลี้ยงไปตามหาแม่จากที่อยู่ที่แอบได้ยินผู้ดูแลพูดถึง คงเพราะบ้านของแม่ไม่ได้อยู่ห่างไกลเลยสักนิดเขาจึงเจอตัวได้ง่ายๆ แล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ที่เราอยู่ใกล้กันเพียงเท่านี้แต่ท่านกลับไม่เคยคิดไปเยี่ยมเขาบ้างเลย ความเจ็บปวดยามถูกมองด้วยสีหน้ารังเกียจนั่นโรมันยังจดจำได้ดี  

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป...ก็เพราะเขาดันเข้าตาคุณท่าน  

คุณท่านที่มีพระคุณต่อเขา นอกจากจะรับเป็นลูกบุญธรรม ท่านยังช่วยปกปิดสถานะโอเมก้าของโรมันเอาไว้ แม้แต่แม่แท้ๆ ที่คาดหวังสูงส่งว่าเขาจะได้เป็นอัลฟ่าที่ปกครองชาลอฟต่อไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ความจริง 

“ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน” มิคาเอลปรายตามองน้องชายต่างสายเลือดอย่างเย็นชา ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นแหวนเงินกลมเกลี้ยงบนนิ้วนางข้างขวาของอีกฝ่าย “แหวนสวยดีนะ แม่นายเห็นหรือยังล่ะ” 

โรมันไม่ได้แสดงท่าทีตกใจใดๆ ออกมาเมื่อได้ยินถ้อยคำตรงไปตรงมาของคนน่ากลัวตรงหน้า เขาเพียงก้มลงมองของแทนใจที่นิ้ว ลูบไล้มันไปมาอย่างอ่อนโยนราวกับกำลังนึกถึงตัวคนให้และส่ายหน้าไปมาน้อยๆ 

“ท่านไม่สนใจหรอกครับ” 

“อืม... นั่นสินะ”  

แต่ไหนแต่ไรมา ผู้หญิงโง่เง่านั่นเคยสนใจอะไรที่ไหนกันนอกจากตัวเอง ขนาดลูกแท้ๆ เป็นโอเมก้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ต่อให้บอกว่าตอนตรวจเพศไม่ได้อยู่ด้วย แต่หลังจากนั้นใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาโดยตลอด ปล่อยให้ถูกหลอกได้ถึงขั้นนี้ ถ้าไม่ใช่โง่แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก 

“อันที่จริงนอกจากแม่จะบังคับให้เรียกคุณมา ผมยังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกคุณด้วย” 

“เรื่องอะไร” 

“ดูเหมือนว่าจะมีคนเริ่มระแคะระคายเรื่องอดีตผู้นำแล้ว เพราะชาลอฟไม่เคยเก็บตัวเงียบนานขนาดนี้ ไม่มีแม้แต่ส่งคนไปตามงานสำคัญต่างๆ ด้วยซ้ำ มีแต่คนในที่รู้ว่าเป็นเพราะเรายังไม่มีผู้นำคนใหม่ที่จะออกคำสั่ง ผมคิดว่ายังไงคนนอกก็ต้องสงสัย เมื่อไหร่ที่คุณอังเดรย์ทนไม่ได้ ข่าววงในต้องหลุดออกไปแน่” 

“ระยะเวลารับตำแหน่งเหลือเท่าไหร่” 

“ผมไปคุยกับคุณทนายแล้ว ท่านบอกว่าจะเลื่อนขึ้นมาให้เร็วที่สุดตามที่อดีตผู้นำเคยอนุญาต คิดว่าน่าจะอีกหนึ่งเดือน” 

“ตายไปแล้วแท้ๆ แต่กลับวางแผนทุกอย่างเอาไว้อย่างรอบคอบ ทำเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าต้องมีปัญหาถึงได้มีคำสั่งเผื่อเลื่อนเวลาให้เรียบร้อย... ฉลาดจริงนะว่าไหม” 

“คุณมิคาเอล...” 

มิคาเอลยกยิ้มร้ายกาจ ใบหน้างดงามดูเย็นชากว่าเดิมหลายเท่ายามพูดถึงพ่อแท้ๆ ของตนที่จากไปแล้ว แม้แต่โรมันยังไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรต่อเพราะกลัวว่าคนตรงหน้าจะหงุดหงิดกว่าเก่า ทว่านอกจากก้มหน้าลงมองมือไคที่จู่ๆ ก็ออกแรงเกาะเกี่ยวนิ้วกันแน่นขึ้นเล็กน้อยแล้ว มิคาเอลก็ไม่ได้แสดงท่าทีน่ากลัวใดๆ ออกมาอีกเลย 

“โรมัน” 

“ครับ” 

“นายรู้เรื่องลูกชายแท้ๆ อีกคนที่ตาแก่นั่นไปไข่ทิ้งไว้แล้วสินะ” 

“คุณมิคาเอล!” เจ้าของชื่อเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก ไม่คิดว่าแม้แต่เรื่องนี้มิคาเอลก็รู้ด้วยเหมือนกัน “คุณ...คุณรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่” 

“รู้อะไร รู้ว่าตาแก่นั่นมีเมียมีลูกที่รักมากจนถึงขั้นยอมปิดเป็นความลับ ไล่ไปอยู่ไกลๆ แต่กลับให้การ์ดดูแลยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ต้องมารับรู้เรื่องสกปรกทางนี้ หรือรู้เรื่องที่ในพินัยกรรมระบุจะยกสมบัติเกินครึ่งให้แม่ลูกคู่นั้นได้อยู่อย่างสุขสบาย ขณะที่ฉันถูกบังคับให้กลับมารับมือกับอังเดรย์โดยมีสุนัขรับใช้ที่แสนซื่อสัตย์อย่างนายเป็นตัวช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน” 

“คุณ…” 

“ถ้าถามว่ารู้ตอนไหน ก็คงต้องตอบว่าตอนที่ได้เจอ” 

“คุณ...เคยเจอเขาด้วยเหรอครับ” 

“โดยบังเอิญในที่ทำงาน” มิคาเอลโคลงศีรษะไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก “จะไม่ให้สงสัยได้ยังไง ในเมื่อช่างภาพมาใหม่ที่ถ่ายแบบให้ฉันหน้าตาเหมือนตาแก่นั่นยิ่งกว่าฉันเสียอีก แค่สั่งการนิดๆ หน่อยๆ ข้อมูลทุกอย่างก็หลุดมาอยู่ในมือแล้ว คงต้องโทษที่เจ้าของแหวนบนนิ้วนายทำงานเก่งเกินไป” 

ประโยคบอกเล่าสบายๆ ที่ไม่ได้หนักหน่วง แต่กลับแฝงคำขู่เอาไว้จนเต็มเปี่ยมทำให้โรมันสั่นสะท้านไปหมดทั้งตัวและหัวใจ เขาลูบไล้แหวนที่นิ้วไปมาตามสัญชาตญาณ ใจนึกอยากเงยหน้ามองคนคนนั้นเพื่อขอกำลังใจอีกสักครั้งแต่ก็ไม่กล้าพอ ด้วยกลัวเหลือเกินว่าคนตรงหน้าจะไม่หยุดแค่การเตือน 

มิคาเอลกำลังขู่ให้เขาอยู่เฉยๆ... ห้ามเข้าไปยุ่งเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังจะทำ 

หากเป็นเมื่อก่อนโรมันคงหวาดกลัวจนสิ้นสติ แต่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทดแทนบุญคุญของอดีตผู้นำและทำตามคำสั่งของท่านอย่างการช่วยปิดบังตัวตนของคนที่ท่านรักอย่างสุดความสามารถ ทว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว 

“อยู่เฉยๆ เอาไว้... แล้วพวกนายจะปลอดภัย” 

“…” 

“ทั้งพ่อ แม่...แล้วก็ลูก” 

“ท่านครับ!” เสียงเรียกแข็งขืนของคนที่อดทนฟังอยู่ด้านหลังมาโดยตลอดไม่ได้ทำให้มิคาเอลรู้สึกอะไร เขาเพียงปรายตามองลูก้าซึ่งกำมือแน่น จ้องมองหน้า ‘คู่ชีวิต’ ตาแดงก่ำอย่างสะกดอารมณ์นิ่งๆ  

“ลูก้า นายพูดว่าอะไรนะ...” 

“มิคาเอล”  

เสียงเรียกชื่อเรียบนิ่งเต็มยศที่นานๆ จะได้ยินสักครั้งทำเอาคนน่ากลัวหยุดชะงักทุกสิ่งอย่าง มิคาเอลรีบหันกลับไปมองหน้าไคที่จับกุมมือเขาแน่นขึ้นเล็กน้อยด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับอย่างกับเป็นคนละคน  

“ไค…" 

“อย่าซน” 

แทนที่ถูกตำหนิแล้วจะสลด คนฟังกลับฉีกยิ้มกว้าง แม้ในสายตาโรมันกับลูก้าจะดูน่าสยดสยองไปนิด แต่พวกเขาก็รู้ว่าตอนนี้มิคาเอลกำลังอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ต้นเหตุมาจากคนเพียงคนเดียวที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งยังส่งสัญญาณให้ลูก้าเดินเข้าไปหาคนของตัวเองได้อย่างใจกว้างอีกต่างหาก 

โรมันเงยหน้ามองคนที่ทรุดกายลงด้านข้างแล้วแตะหน้าท้องเขาอย่างอ่อนโยนนิ่งๆ ดวงตาที่พยายามทำเหมือนไม่เป็นไรและเข้มแข็งมาโดยตลอดสั่นไหวเล็กน้อย แต่นอกจากวางมือทาบทับลงบนมือของลูก้าอีกที เขาก็ไม่ได้หลุดแสดงสีหน้าท่าทางใดๆ ออกมาอีก 

ฝ่ายคนที่หันไปยิ้มอ้อนไคอย่างใจเย็น จนถึงตอนนี้นอกจากพยายามเบียดกายแนบชิดก็ไม่ได้พูดอะไร ท่าทางดูมีความสุขชัดเจนมากจนน่าหมั่นไส้ ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าโชคดีได้หรือเปล่าที่ไคไม่เคยแสดงความรู้สึก เขาจึงปล่อยให้คนข้างกายกอดแขนอ้อนด้วยหน้าตายิ้มสยองได้โดยไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวอะไร 

แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นานเท่าไหร่ การกระทำของผู้เป็นใหญ่ที่สุดก็หยุดลงอีกครั้ง มิคาเอลลูบแก้มคนสำคัญอย่างอ่อนโยน ก่อนจะผละกายออกช้าๆ แล้วตวัดสายตาไปมองลูก้าที่นั่งจับมือโรมันอยู่ เพียงเท่านั้นอีกฝ่ายก็รู้ตัว รีบลุกขึ้นเดินไปยืนที่เดิมแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 

“มาแล้วเหรอ” เสียงหวานแหลมเสียดแก้วหูที่แค่ได้ยินก็รับรู้ถึงนิสัยของคนพูดได้ง่ายๆ ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องรับแขก  

โรมันเป็นคนเดียวที่หันไปหามารดา ขณะที่มิคาเอลก้มหน้าก้มตา เอาแต่มองหลังมือไคที่หยิบมามาลูบไล้บนตักเบาๆ อย่างไม่สนโลก ดีที่โรมันเป็นพวกหัวไว เผลอแป๊บเดียวก็ก้าวเท้าเข้าไปพูดคุยกับแม่ตัวเองเพื่อซื้อเวลาให้มิคาเอลอย่างรู้ใจ 

“ไคไปเดินเล่นกับลูก้าก่อนนะ อยู่ตรงนี้ไปก็ปวดหัวเปล่าๆ ฉันจะรีบคุยแล้วออกไปหา” 

“…อืม”  

ไครับคำอย่างว่าง่ายพลางลุกขึ้นยืน เตรียมพร้อมจะเดินจากไปกับลูก้า ทว่ายังไม่ทันได้เดินเกินสามก้าว เขาก็หยุดเท้าอีกครั้งก่อนจะหันกลับไปหามิคาเอล  

“ไค?” 

“ห้ามซน”  

คนพูดพูดง่ายๆ แต่กลับทิ้งความรู้สึกอันแสนยิ่งใหญ่เอาไว้ในใจคนฟัง มิคาเอลมองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่เดินหายไปกับลูก้าตาวิบวับ อยากจะยิ้มด้วยความดีใจเสียเหลือเกิน ติดอยู่อย่างเดียวคือดันหันไปเจอสิ่งมีชีวิตน่ารำคาญเข้าเสียก่อน อารมณ์ดีๆ ที่มีเลยหมดลงแทบจะทันที 

เอาเถอะ... เขาจะไม่ซนตามที่ไคบอกไว้ ที่ยอมอยู่เจอแม่นี่ก็แค่อยากดูความเปลี่ยนแปลงหลังจากไม่ได้เจอมานานหลายปี ซึ่งดูท่าก็คงไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แต่เอาไว้ทนไม่ไหวค่อยตามไปหาไคก็ยังไม่สาย 

“แม่ นี่คุณมิคาเอล...” 

“แกจะไปเรียกมันว่าคุณทำไม!” โซเฟียถลึงตาใส่ลูกแท้ๆ ก่อนจะหยุดคำพูดกะทันหันเมื่อรู้สึกขนลุกไปหมดทั้งร่าง เนื่องจากสายตาเบี่ยงไปสบกับคนในบทสนทนาเข้าพอดี  

 เธอเม้มปากแน่น ขณะเชิดหน้าอย่างถือดี ไม่ว่าจะตอนนั้นหรือตอนนี้ไอ้เด็กนี่ก็ยังน่าชิงชังไม่เคยเปลี่ยน สายตาเหมือนอยู่สูงส่งนักหนา ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาทำให้เธออยากฉุดกระชากมันลงมาคลุกดินเสียเหลือเกิน  

ตั้งแต่เมื่อก่อนโซเฟียก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกับมิคาเอลมากนัก แต่เธอจำได้แม่นยำว่าช่วงแรกๆ ที่เธอพยายามญาติดีด้วย มันมองเธอด้วยแววตาเย็นชาเหมือนจะแช่แข็งกันให้ตายทั้งเป็น แล้วก็เมินผ่านไปราวกับเธออยู่ต่ำกว่าหลายระดับ ไม่คิดจะตอบหรืออะไรทั้งสิ้น นับจากนั้นมาโซเฟียก็เกลียดคนตรงหน้าเข้าไส้  

อีกอย่างคือถ้าไม่มีมันสักคน...โรมันก็จะได้เป็นผู้นำ แล้วเธอก็จะสบายไปทั้งชาติ ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอะไรอีก 

“มีอะไร”  

มิคาเอลกอดอกก่อนจะเอนกายพิงพนักโซฟาด้วยสีหน้าเฉยชา ดวงตางดงามจ้องมองเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคล้ายจะส่งสัญญาณอนุญาตให้นั่งได้ ทำเอาคนที่อยู่ที่นี่ทุกวันหัวแทบลุกเป็นไฟ อยากจะอ้าปากด่าด้วยความเกลียดชัง หากกลับพูดอะไรไม่ออกเมื่อดวงตาคู่นั้นตวัดมามองอย่างรู้ทันและดูคล้ายจะออกคำสั่งอยู่ในที 

โซเฟียกัดริมฝีปากขณะทรุดกายลงนั่งข้างโรมันอย่างหัวเสีย เธอพยายามเก็บความหวาดหวั่นเอาไว้ในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัมผัสได้ว่ามิคาเอลดูจะเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน 

หากเป็นตอนนั้นมันคงทำเป็นไม่สนใจแล้วมองเมินเธอเหมือนไร้ตัวตน แต่ว่าตอนนี้... 

แม้จะดูมีอำนาจสมเป็นอัลฟ่าสายเลือดบริสุทธิ์ หากกลับดูน่ากลัวขึ้นทุกขณะ ไม่เหมือนที่คิดไว้เลยสักนิด 

ไหนว่ามันไปติดคนอื่นจนยอมทิ้งทุกอย่างไปใช้ชีวิตตามประสาคนธรรมดาแล้วไง ถึงขั้นยอมทำงานสายนายแบบ เปิดหน้าเปิดตาให้คนอื่นเห็นเลยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงยังรักษาบรรยากาศพวกนี้ไว้ได้ ไม่เห็นเหมือนโรมันที่นับวันยิ่งดูอ่อนแอลงทุกที หากไม่ใช่ว่าเห็นผลตรวจชัดเจน เธอคงคิดว่าลูกตัวเองไม่ใช่อัลฟ่า 

“เมื่อไหร่จะจัดการอังเดรย์สักที” โซเฟียเก็บความหวาดหวั่นทั้งหมดเอาไว้ในใจ ขณะบีบกุมสองมือของตัวเองเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นความสั่นไหว 

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ”  

“วะ...ว่าไงนะ” 

“ฉันถามว่า...” มิคาเอลยกขาที่ไขว่ห้างลง ก่อนจะโน้มตัวไปด้านหน้า ห่างจากโซเฟียหลายช่วงแขนแต่เสียงทุ้มต่ำนั่นกลับดูราวกับมากระซิบอยู่ข้างหู “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ” 

“…” 

“นี่เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร พวกเกาะลูกกินไปวันๆ มีสิทธิ์อะไรที่นี่ด้วยเหรอ หรือไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าเป็นผู้อาศัย” 

“แก!” 

“โง่หรือเปล่า”  

“มิคาเอล!”  

โซเฟียโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แต่กลับไม่กล้าลุกขึ้นโวยวายแบบที่มักทำเป็นประจำ เธอจ้องมองดวงตาสีเขียวงดงามที่ทำราวกับจะด่ากันว่าเป็นตัวร้ายโง่เง่าแล้วยิ่งของขึ้น ใบหน้าสวยงามแม้กาลเวลาจะผ่านพ้นไปนานหลายปีหันขวับกลับไปมองลูกชายที่เอาแต่นิ่งเงียบ ก่อนจะแอบกำแขนโรมันเอาไว้แน่นแล้วกระซิบบีบบังคับให้เขาออกหน้า 

“โรมัน” 

“ครับคุณมิคาเอล” โรมันหันกลับไปมองเจ้านายของคนรักอย่างสงบนิ่ง ไม่ยี่หระแม้จะถูกแม่แท้ๆ บีบแขนจนรู้สึกเจ็บ หรืออาจต้องบอกว่าพยายามทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรมาจนชิน เนื่องจากเขาต้องหลอกเธอว่าตัวเองเป็นอัลฟ่าที่ตามธรรมชาติต้องแข็งแรงกว่าเพศอื่นๆ อยู่แล้ว 

“ออกไปดูแลไค”  

“ได้ครับ” 

“ฉันไม่อนุ!...”  

คำพูดของผู้ไม่อนุญาตหยุดชะงักเมื่อถูกมองด้วยแววตากดดันทั้งที่มิคาเอลไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด สุดท้ายโซเฟียก็ทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังของลูกชายไปจนสุดสายตา และแล้วความเย็นยะเยือกอันมีที่มาจากคนเพียงคนเดียวก็กดทับลงบนร่างของเธอเพียงลำพัง 

นี่คือของจริง... 

“พูดความจริงออกมาโซเฟีย...” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชายคนนี้ยกยิ้มเป็น แต่ที่แน่ๆ หากไม่ใช่ไคคงไม่มีใครต้องการรอยยิ้มของเขาแน่ “แล้วฉันจะทำเหมือนเรื่องเมื่อหลายปีก่อนไม่เคยเกิดขึ้น” 

“ระ...เรื่องอะไร” 

“อย่าทำเป็นโง่ไปหน่อยเลย คิดว่าฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอ ที่เธอยังมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ เป็นเพราะฉันเห็นแก่ที่ช่วยทำให้ได้เจอไคต่างหาก” มิคาเอลมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยสายตาเหมือนมองเชื้อโรค แม้ปากจะบอกว่าอย่าโง่ แต่สีหน้ากลับแสดงออกชัดเจนราวกับจะด่าว่าโง่ “เรื่องที่เธออยากพูดกับฉัน คิดให้ดีๆ ว่าควรจะพูดอะไร” 

“…” 

“โชคดีน่ะ...แค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว” 

 

 

ตอนที่มิคาเอลเดินออกไปนอกตัวบ้าน เขาก็เห็นไคยืนนิ่งเป็นรูปปั้นรออยู่ก่อนแล้ว ด้านหลังคือโรมันกับลูก้าที่แม้จะไม่ได้พูดคุยสนิทสนม แต่ระยะห่างที่น้อยกว่าที่ควรเป็นก็บ่งบอกอะไรได้มากมาย  

“ไค... รอนานหรือเปล่า” ชายหนุ่มมองเมินความใกล้ชิดของน้องชายต่างสายเลือดกับคนสนิท และเลือกก้าวเดินตรงเข้าไปหาคนสำคัญเป็นลำดับแรก มิคาเอลแตะแก้มไคเบาๆ ดวงตาที่มองสบกันมีเพียงความว่างเปล่า หากกลับส่งผ่านความรู้สึกมากมายมาทางสัมผัสและตรงเข้าสู่กลางใจได้อย่างรวดเร็ว 

“ง่วง” 

“ขึ้นไปนอนรอบนรถก่อนนะ ฉันคุยกับโรมันแล้วจะรีบตามขึ้นไป”  

“อืม” 

มิคาเอลเปิดประตูรถให้ไค มองส่งจนเขาขึ้นไปนั่งจัดที่จัดทางเตรียมหลับเรียบร้อยแล้วจึงถอยหลังออกมา ส่งสัญญาณให้ลูก้ากับลูกน้องคนอื่นยืนเฝ้าทุกมุมเพื่อรักษาความปลอดภัย ส่วนตัวเองยืนห่างจากประตูรถมาเพียงสามก้าว จ้องมองโรมันอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนลงไปที่หน้าท้องของอีกฝ่าย 

“คุณมิคาเอล...” 

“ถึงตานายเลือกแล้ว” 

“ครับ?” ไม่ใช่เพียงโรมันที่งุนงงไม่เข้าใจ เพราะแม้แต่ลูก้าที่มีสีหน้าเรียบนิ่งก็เผลอขมวดคิ้วเล็กน้อย ซึ่งมิคาเอลก็ไม่ปล่อยให้สงสัยนาน เขาพูดต่อแทบจะทันทีด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย 

“ถ้านายอยากเป็นอิสระ ไปเก็บข้าวของแล้วตามกลับไปกับฉันภายในสิบนาที ฉันจะปกป้องนายในฐานะคนของฉันเหมือนกับพวกคนงานคนอื่นๆ... แต่ถ้านายเลือกจะอยู่ที่นี่ ก็จงอยู่ที่นี่ไปตลอด อย่าคาดหวังว่าจะได้ออกมาจากวังวนนี้ เราจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก” 

“…” 

“และแน่นอนว่าลูก้าจะต้องเลือก ระหว่างเจ้านายที่เคยสาบานตนว่าจะภักดีด้วยตลอดชีวิต... กับนายแล้วก็ลูกที่อยู่ในท้อง” 

“คุณมิคาเอล” โรมันเบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก สายตาเบนไปหาลูก้าที่มีสีหน้าเคร่งเครียดโดยอัตโนมัติ ทว่ารอบนี้มิคาเอลไม่ได้พูดอะไรแล้ว เขาเพียงยกนาฬิกาขึ้นมาดูเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าระยะเวลาสิบนาทีนั่นเริ่มขึ้นตั้นแต่ตอนนี้ และโรมันก็เชื่อว่าหากครบเวลาเมื่อไหร่ อีกฝ่ายคงทิ้งกันไปแบบไม่หันหลังกลับมาอีกแน่นอน 

คนฉลาดเริ่มหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อควบคุมอาการตื่นตระหนก ก่อนสองมือจะยกขึ้นวางลงบนหน้าท้องแบนราบที่มีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยอยู่ในนั้นอย่างต้องการกำลังใจ ความอบอุ่นบางสายแพร่กระจายไปตามร่างกาย ทำให้ความตกใจที่มีจางหายไปอย่างช้าๆ และเขาก็คาดเดาบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว 

คุณมิคาเอลให้แม่เลือกไปแล้ว...และดูท่าท่านคงเลือกคำตอบที่ไม่ดีนัก หรือไม่ก็เลือกไม่ได้ตั้งแต่แรก คราวนี้จึงเป็นตาของเขาที่ต้องเลือกทางเดินบ้าง 

โรมันหันไปสบตาคนรักที่จ้องมองเขานิ่งนานด้วยแววตาอ่านยาก เพียงเท่านั้นคำตอบในใจก็ชัดเจนจนไม่ต้องคิดอะไรให้มากความอีก 

“คุณมิคาเอล ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ” 

“ว่ามา” 

“คุณ...อะไรทำให้คุณมั่นคงกับคุณไคได้ถึงขนาดนั้นเหรอครับ” 

มิคาเอลเลิกคิ้วมองคนถามอย่างประหลาดใจ หากก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมายามพบว่าโรมันดูจริงจังผิดกับทุกครั้ง เขาเพียงหันกลับไปที่รถ ทำราวกับจะมองทะลุฟิล์มดำทึบเข้าไปหาคนด้านในได้ จากนั้นก็เอ่ยคำตอบออกมาง่ายๆ 

“ก็แค่คิดว่าต้องเป็นคนนี้” 

“พวกคุณต่างเป็นอัลฟ่า...” 

“อือ แล้วยังไง” คนตอบเอียงศีรษะคล้ายจะถามว่าแล้วมันไปหนักหัวใคร ในเมื่อนี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ท่าทางที่ได้เห็นทำให้โรมันหลุดยิ้มออกมานิดหน่อย แต่เขาก็กลับมาจริงจังอีกครั้งได้อย่างรวดเร็วเมื่อกำลังจะพูดถึงคำถามสำคัญ 

“แล้วหากวันหนึ่งคุณคนนั้นไปเจอคู่แห่งโชคชะตาและปฏิเสธกลิ่นของคู่ไม่ได้..." 

“หึ" 

“คุณมิคาเอล?” 

มิคาเอลคลี่ยิ้มเย็น ไม่ได้หยุดชะงักหรือมีวี่แววของความตกใจลังเลใดๆ อยู่บนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย ทำไมเขาจะไม่เข้าใจว่าโรมันต้องการถามอะไร หากสิ่งที่ว่าหมายถึงไอ้กลิ่นฟีโรโมนของ ‘คู่แห่งโชคชะตา’ ไร้สาระที่มีได้แค่ในอัลฟ่ากับโอเมก้านั่น คำตอบนี้ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย 

“ก็ถ้าไอ้กลิ่นเวรนั่นจะทำให้ไคคลุ้มคลั่งได้จริงๆ..." 

“..." 

"แค่ฆ่ามันให้ตายก็หมดปัญหาแล้วไม่ใช่เหรอ"  

มิคาเอลเป็นคนพูดจริงทำจริง 

ถ้าเขาบอกว่าจะฆ่า...ก็หมายความตามนั้นทุกประการ 

ความคิดเห็น