บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วงเวียนแห่งเวลาได้พบหน้ากันเสียที

ชื่อตอน : วงเวียนแห่งเวลาได้พบหน้ากันเสียที

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 59

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2562 11:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วงเวียนแห่งเวลาได้พบหน้ากันเสียที
แบบอักษร

วงเวียนแห่งเวลาได้พบหน้ากันเสียที 

 

                             วันนี้เจ้านางทรงพับดอกบัวหลวงริมลำธารด้านหลังพระมหาวิหารโดยลำพังอีกแล้ว อันที่จริงสำหรับฉันมันเป็นภาพที่งดงามจนอยากวาดไว้ ภาพเบื้องหน้าที่มีภูเขาสูงตระหง่านเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวครี้มและโขดหินสีขาวที่โผล่ออกมา เบื้องล่างมีลำธารสายที่ไม่กว้างนักน่าจะต้องใช้คนสักสิบคนกางแขนต่อจากกันจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งตรงข้าม ลึกขนาดถึงหน้าอกของฉันที่มีความสูง 160 เซนติเมตร 

                             น้ำในในลำธารใสจนเห็นเม็ดดินเม็ดทรายเบื้องล่าง ไหลลดหลั่นกันมาจากผืนป่าทางด้านซ้าย ผู้หญิงบอบบางที่นั่งพับเพียบติดริมลำธารแต่งกายด้วยผ้านุ่งยกดอกสีทอง มีผืนผ้าสีชมพูห่มกายด้านบนแล้วชายสไบทางไหล่ซ้ายเบื้องหลังพริ้วไปตามแรงลม กำลังก้มลงวางดอกบัวหลวงสีชมพูดอกโตวางลงบนลำธาร 

                             เป็นภาพที่ฉันมองจากทางด้านหลังจึงไม่รู้ว่าใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้เป็นอย่างไร แต่บรรยากาศโดยรวมของภาพที่อยากจะสื่อสารคือความสวยงามที่ดูเศร้า ๆ 

                             วันนี้เจ้านางกลับเข้ามหาวิหารเร็วกว่าทุกวัน ทรงสวดมนต์และเข้าสู่สมาธินานกว่าทุกวันเช่นกัน  

                             เมื่อออกจากสมาธิการกำหนดท่าทางในการลุก เดิน นั่ง นอน ฉันรู้ว่าพระนางกำลังกำหนดเห็นการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อให้เข้าสู่สมาธิก่อนจะหลับลงในคืนนี้ 

                             ฉันยืนอยู่บนพื้นที่มองไม่เห็นพื้น ไม่เห็นท้องฟ้า ไม่เห็นอะไรรอบข้างเลย ทุกอย่างเป็นเพียงแสงสว่าง จึงตัดสินใจนอนราบไปบนสิ่งที่คิดว่าเป็นพื้นเพื่อทำสมาธิเช่นเดียวกับเจ้านาง 

                             ทั้งที่ฉันนอนโดยกำหนดลมหายใจเข้าออก และยังรู้สึกตัว ไม่ได้เคลิ้มหลับ แต่ฉันกลับเห็นความฝันของเจ้านาง โดยที่เจ้านางเองก็รู้สึกไม่ต่างกับฉัน คือรู้ตัวว่าไม่หลับ แต่ก็รู้สึกเหมือนฝัน เป็นฝันที่เห็นรายละเอียดและรู้สึกตัวอยู่ตลอดในความฝันนั้น 

                             ความฝันที่เห็นหญิงชายคู่หนึ่ง พยายามปีนเขาเบื้องหน้าสวนหลังมหาวิหาร ชายหญิงคู่นั้นแต่งกายแปลกตา ฝ่ายหญิงนุ่งผ้าที่เหมือนโจงกระเบนสีฟ้าเนื้อผ้าแปลกตายาวแนบตลอดตั้งแต่เอวจนถึงข้อเท้าของนาง ห่มเครื่องแต่งกายด้านบนที่ไม่ใช่แครื่องห่มแขนกระบอกอย่างที่นางเคยเห็นแต่กลับเป็นเครื่องห่มแขนสั้นและที่คอลึกลงไปเป็นรูปสามเหลี่ยมฐานคว่ำสีขาว เนื้อผ้าดูนุ่มสบาย 

                             ผู้ชายคนนั้นนุ่งห่มผ้าคล้ายโจงกระเบน แต่เนื้อผ้าแนบเข้าพอดีกับขาของเขามากกว่าและมีลายแปลก ๆ เต็มไปหมดใส่เครื่องห่มเหมือนกับผู้หญิงที่เดินตามข้างหลังเพียงแต่ที่คอเป็นรูปโค้งกลมแหวกให้ศรีษะโผล่พ้นขึ้นมาและเครื่องห่มที่ใส่ก็แขนสั้นเท่ากับผู้หญิงที่เขาต้องคอยแหวกทางให้นางเดินตาม  

                             การไว้ผมของทั้งสองคนนั้นก็ดูแปลกตาผู้ชายผมสั้นไม่เกล้ามวยเหมือนอย่างที่เคยเจอ ส่วนผู้หญิงคนที่เดินตามหลังนั้นก็เพียงแค่รวบผมไว้แต่กลับปล่อยชายผมไม่แม้กระทั่งจะมวยไว้บริเวณท้ายทอย ชายหญิงสองคนนั่นพุดคุยนั่งพักกันไปตลอดทาง บางทีก็ยกน้ำจากภาชนะที่เหมือนกระบอกแต่ใสจนมองทะลุไปยังทุกฝั่งได้ 

                             อยู่ดี ๆ ทั้งสองคนก็ดีใจที่ปีนไปถึงโขดหินแห่งหนึ่งบนเขาที่เป็นลานหิน แล้วไปยืนตรงปลายของหินที่ยื่นออกมานั้น มองมายังเบื้องล่างที่แคว้นของนาง แล้วก็หันกลับไปหมอบกราบไหว้พระองค์หนึ่งบริเวณหน้าปากถ้ำด้านหลังของพวกเขา 

                             หลังจากนั้นทั้งสองคนก็นั่งกินของที่ห่อมาด้วยผ้าสีขาวแต่ดูเนื้อผ้ากระด้างและแข็ง ก่อนที่จะจุดธูปแล้วเดินตามทางในป่านั้นต่อไป 

                             ตลอดทางนางผู้หญิงทำท่าแปลกๆ ไปตลอดวิ่งบ้างเดินบ้างยกกระจกเงาที่เป็นสี่เหลี่ยมแท่งยาว ๆ มองไปตรงโน้นตรงนี่ เหมือนกับว่าทั้งสองคนถกเถียงกันไปตลอดทาง  

                             แล้วทั้งสองคนก็มาหยุดหยู่ที่หนึ่งที่มีตาน้ำผุดขึ้นจากดิน 3-4 แห่ง ไหลรวมกลายเป็นลำธารลัดเลาะไปหลายสาขา สาขาหนึ่งของสายน้ำที่รวมกันนี้ไหลมารวมกับน้ำลำธารจากซอกเขาแล้วไหลตามโขดหินมายังลำธารเบื้องหลังมหาวิหารของนาง ใต้พื้นดินของจุดที่น้ำไหลอยู่นี้ป็นแรงดันที่เกิดจากน้ำในโพรงถ้ำบริเวณนั้นที่อยู่ลึกลงไปมากจนเกือบจะสุดใต้พื้นดินที่ตั้งของขุนเขาแห่งนี้ และใต้โพรงถ้ำของภูผาหินนี้เป็นที่อยู่ของพญานาคหลายตน อาศัยอยู่ใต้พื้นพิภพบริเวณนี้ น้ำในท้องถ้ำด้านล่างจึงมีอยู่เสมอ และล้นออกมาตามช่องเขาจนผุดเป็นตาน้ำที่ชายหญิงสองคนนั้นกำลังตื่นเต้นกันอยู่ 

                             หญิงคนนั้นดูซุกซนใช้มืออุ้มน้ำจากน้ำที่ผุดขึ้นมาดื่มเข้าปากแล้วโดนชายหนุ่มที่ตามมาด้วยตีที่แขน เจ้านางรู้สึกถึงความเย็นชื่นใจของน้ำที่ดื่มนี้จนรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมา และรู้สึกเจ็บที่แขนบริเวณที่ถูกตี จนเงยหน้าไปมองโดยตรงเพื่อจะต่อว่า แต่พระนางก็ต้องรู้สึกตกใจเป็นอาการตกใจที่รับรู้ได้จริง ๆ เหมือนไม่ใช่ความฝัน ใบหน้าของชายผู้นั้นคืออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย !! 

                             เมื่อเดินต่อไปถึงจุดที่น้ำแต่ละพุมารวมกันจนแยกเป็นลำธารหลายสายนั้น พระนางก้มมองดูในน้ำแล้วก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่าใบหน้าที่สะท้อนขึ้นมานั้นคือใบหน้าของเจ้านางเอง !!! ทรงก้มมองดูในน้ำแล้วมองมาที่ฉันสลับไปสลับมาอยู่หลายที แล้วท้ายที่สุดพระนางก็เอื้อมมือจนสุดแขนเพื่อลูบใบหน้าของฉัน ฉันสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและความอุ่นของมือ ในขณะที่เจ้านางเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับฉันใบหน้านั้นมีความนุ่ม อุ่น ความฝันมันจะสัมผัสได้ขนาดนี้เลยหรือ 

               ภาพทั้งหมดที่ปรากฎในนิมิตของเจ้านาง เป็นภาพวันเดียวกันกับที่พี่สรรค์พาฉันปีนขึ้นเขาในครั้งนั้น 

                             นิมิตที่เกิดขึ้นทั้งเจ้านางและฉันในขณะนี้ มีเสียงของท่านมหาเถรสังฆราช ดังขึ้นว่า  

                             “พื้นที่บนนี้หากหักล้างถางพง จะสามารถช่วยเหลือผู้คนให้พ้นภัยพิบัติได้หลายชีวิต แหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์นี้จะช่วยให้ทำนา ทำไร่ ไม่ต้องอดอยาก เจ้านางทรงบำเพ็ญสมาธิร่วมกับบนางผู้นี้ในเวลานี้ และขออนุญาตต่อองค์นาคราชและเหล่านาคใต้เบื้องภูผานี้ เพื่อขออพยพผู้คนให้พ้นจากภัยพิบัติ ฝากรักษาทรัพย์สมบัติทั้งปวงของอาณาจักรไว้ให้เป็นสมบัติของแผ่นดินนี้สืบไป และให้ผู้มีบุญญาบารมีในเบื้องหน้าใช้เป็นทุนในการฟื้นฟูรักษาอาณาจักรแห่งนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง” 

                             ในฝันนั้น เป็นครั้งแรกนับแต่ฉันได้เดินทางมาในนิมิตแห่งภพภูมินี้ที่มีโอกาสได้สบตากับเจ้านาง และเจ้านางสบตากับฉัน เป็นครั้งแรกที่เราต่างมองเห็นกัน ในฝันนั้นฉันเอื้อมฝ่ามือทั้งสองข้างออกไปทาบกับฝ่ามือของเจ้านางที่เอื้อมมือมาสัมผัสกับฉัน เป็นสัมผัสทางกายเนื้อไม่ใช่กายละเอียดที่ฉันดำรงอยู่ตอนนี้ ในนิมิตนั้นฉันได้รับรู้เรื่องของเจ้านางตั้งแต่อดีตทั้งหมดในส่วนอื่น ๆ ที่ฉันไม่ได้พบเห็น และเจ้านางเองก็ได้รับรู้ภพภูมิของฉันจากการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านฝ่ามือนี้ 

                             ใช้เวลาสักครู่ร่างกายของพระนางก็สั่นเทิ้ม น้ำตาไหลพราก ฝ่ามือหลุดจากการสัมผัสของฉันแล้วสะดุ้งตื่นลุกขึ้นนั่งอย่างเร็วและแรง ทรงหอบเหนื่อย ร้องไห้จนน้ำหูน้ำตาปะปนกัน ทรงสะอื้นอยู่นานมาก ในขณะที่ฉันค่อย ๆ กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง รับรู้ลมหายใจของตัวเองอีกหน อาการที่สงบของฉันต่างกับเจ้านางที่ดูตระหนก เสียขวัญ หวาดกลัวอย่างรุนแรง สิ่งที่เจ้านางได้รับการถ่ายทอดไปจากฉันคืออะไรกันจึงทำให้เจ้านางต้องอยู่ในสภาพนี้ 

                             “ข้าจักต้องทำอย่างไร  ข้าต้องทำอย่างไรต่อไป เจ้าบอกข้าด้วยสิ” 

                             เจ้านางคงจะถามคำถามนี้กับฉัน แต่ไม่ได้ทรงมองเห็นฉันแล้ว 

                             “แคว้นข้า อาณาจักรข้าต้องสูญสลาย ข้าจะช่วยคนของข้าอย่างไรดี” 

                             ฉันคิดว่าสิ่งที่เจ้านางสัมผัสจากฉัน คงรับรู้ภาพปัจจุบันที่ฉันเห็น ที่ฉันได้เรียนรู้และพบเจอประวัติของดินแดนนี้ และจากการสัมผัสมือกันนั้น ฉันและพระนางเหมือนรวมร่างไว้ด้วยกัน 

                             ฟ้ายังไม่สว่างดีนัก แต่เจ้านางทรงทำความสะอาดพระองค์เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเข้าไปยังพระมหาราชวังแล้ว เพียงแต่วันนี้มีรับสั่งกับนายเวรที่เฝ้ายามหน้ามหาวิหารว่า 

                             “ไปตามอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยและท่านมหาราชครูมาที่ท้องพระโรงทันทีที่ย่ำรุ่ง” 

                             พระนางรีบมาที่ท้องพระโรงก็ทรงเดินตรงไปยังแผนที่ของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไล่ดูตามแม่น้ำ ดูชุมชนที่อยู่ตามแม่น้ำหากเป็นไปดังที่ทรงทราบหลายชุมชนจะอพยพไปยังแคว้นทางเหนือคือสุพรรณภูมิ แต่ภาพความวิบัติของเมืองไม่ว่าจะเป็นพระมหาราชวังแห่งนี้ มหาวิหารทุกที่ สถูป เจดีย์ ต่าง ๆ เกิดอะไรขึ้นจึงเหลือแต่เพียงฐานรากเช่นนั้น เกิดอะไรขึ้นกับแคว้นแห่งนี้  

                             พระนางไล่ไปตามลำธารด้านหลังมหาวิหารย้อนขึ้นไปยังต้นน้ำที่มุดหายเข้าไปในป่าบนภูเขา อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไม่ได้ทำรายละเอียดลึกลงไปในส่วนนี้ 

                             ทรงไล่ทางเดินของชายหญิงคู่นั้นจากทางด้านหลังมหาวิหารขึ้นไปจนถึงลานหิน จากแผนที่ของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยไม่ได้แสดงให้เห็นพื้นที่ตรงนี้ว่าเป็นลานหิน แต่เห็นได้ว่าแผ่นหินยื่นออกมาจากป่าบริเวณนั้นมีต้นไม้ใหญ่น้อยปกคลุมเกือบทั้งหมด 

                             ทรงไล่นิ้วไปบนสันเขาด้วยการประมาณว่าจุดที่พบพุน้ำนั้นอยู่ตรงไหนด้วยการเอาไม้แหลมมาปักไว้ ไล่ไปตามลำธารที่ปรากฎให้เห็นว่าเป็นหมู่บ้าน เป็นชุมชนเกษตรกรรม มีสถาปัตยกรรมสำคัญที่ย่อส่วนจากในแคว้นนี้ โดยพาะมหาวิหารของเจ้านาง แต่ไม่ปรากฎวัดเทียมสุวรรณ ไม่มีพระมหาราชวัง มีแต่ศาลาที่สร้างอย่างงดงามไว้กลางหมู่บ้าน เหมือนเป็นศาลาที่ชุมนุมกันของคนที่นั่น 

                             ภาพที่เห็นยังมีบ้านเรือนไม้แผ่นใหญ่เงางาม และบ้านของชนพื้นเมืองอีกหลายชุมชน แสดงว่าต้องมีคนที่ไม่ได้อพยพไปยังแคว้นอื่นอยู่อีกมาก  

                             เมื่อพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถลงมาจากชั้นบนของพระมหาราชวัง ก็มีนายเวรรายงานว่าเจ้านางทรงอยู่ในท้องพระโรงแล้ว  

                             “งั้นเจ้าบอกนางกำนัลให้จัดสำรับเช้าให้ลูกข้าด้วย” พระมเหษีเทวีนทีนาถตรัสบอกเหล่านางกำนัล 

                             “เผื่อท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยและท่านมหาราชครูด้วยเพคะท่านแม่” เสียงเจ้านางรับสั่งก่อนที่พระองค์จะเสด็จพ้นพระวิสูตรเข้ามาพระราชฐานส่วนพระองค์ 

                             ด้วยรับสั่งเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจหรอกที่ฉันเห็นพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์กับพระมเหษีเทวีนทีนาถสบตากันแล้วชงักไปทั้งสองพระองค์ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น