nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 38

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 556

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2562 22:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 38
แบบอักษร

 

ตอนที่ 38 

 

“แม่จ๊ะ ฉันขอถามอะไรหน่อย” น้ำฝนเอ่ยถามมารดาหลังอาหารมื้อเย็น สมาชิกครอบครัวต่างนั่งกันพร้อมหน้าอยู่บริเวณหน้าโทรทัศน์อันเป็นที่นั่งประจำของแม่น้อย 

“อะไรวะ” แม่น้อยถาม มือก็กดรีโมตหารายการทีวีดูไปเรื่อย 

“เรื่องพี่น้ำกับผู้กองน่ะจ้ะ” 

“ทำไมวะ ข้าก็อนุญาตแล้วไง” แม่น้อยบอก กดจนครบทุกช่องแต่ไม่มีรายการไหนน่าดู นางจึงกดปิดโทรทัศน์เสียเลยแล้วหันมามองบุตรสาวตรงๆ  

“ก็ใช่...แต่มันง่ายไปหรือเปล่าแม่” 

“ใช่” น้ำเห็นด้วยกับคำพูดของน้ำฝน 

“ตอนนั้นแม่ดูเดือดร้อนยิ่งใหญ่มาก จะตัดแม่ตัดลูก แล้วพอครอบครัวของพี่ปรานต์มา แม่ก็อนุญาตง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอจ๊ะ บอกตรงๆ ฉันทั้งงงทั้งอึ้งไปหมด” 

“ใช่” น้ำยังพูดคำเดิม 

“งั้นเปลี่ยนใจ ไม่อนุญาตละ” แม่น้อยกลับคำ 

“อ้าว” สองพี่น้องร้องออกมาพร้อมกัน 

“ไม่ได้นะแม่ อนุญาตแล้วก็ต้องตามนั้นสิ” น้ำรีบพูดต่อ 

“ใช่จ้ะ เป็นผู้ใหญ่แล้วจะมาพูดกลับไปกลับมาไม่ได้นะแม่” น้ำฝนย้ำ 

“เอ็งสองพี่น้องนี่ ทำมาเป็นพูดดี ประเดี๋ยวเขกหัวให้ทั้งคู่” แม่น้อยพูดพลางทำท่าจะยกมือเขกหัวอย่างที่พูดจริงๆ  น้ำฝนกับไอ้น้ำรีบถอยกรูด 

“ฉันถามจริงๆ นะแม่ ทำไมล่ะ” น้ำพูดด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน บอกให้รู้ว่ากำลังจริงจัง 

“ข้าอนุญาตแล้ว เอ็งไม่ดีใจหรือ ถึงได้เซ้าซี้ถามข้าอยู่แบบนี้” แม่น้อยถามกลับ 

“ดีใจสิ ฉันดีใจมาก แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงเปลี่ยนใจ” 

“ข้าไม่ได้คิดจะกีดกันเอ็งกับผู้กองแต่แรกอยู่แล้ว” 

“ฮะ!?” สองพี่น้องประสานเสียงพร้อมกันอีกครั้งเพราะความงง ไม่คิดกีดกันแต่จะตัดแม่ตัดลูกเนี่ยนะ 

“ตกใจ?” 

“จ้ะ ตกใจมากของมากของมากที่สุด” น้ำบอก 

“ฟังให้ดีล่ะ ข้าจะพูดครั้งเดียว” แม่น้อยบอก สองพี่น้องนั่งนิ่งเตรียมตั้งใจฟังหน้าสลอน 

“ข้าแกล้งเล่นบทร้ายไปงั้นเองแหละ” 

“แม่!!!” น้ำตะโกนเสียงดังลั่นบ้าน 

“เบาๆ สิวะ มืดค่ำข้างบ้านเขาเข้านอนหมดแล้ว เดี๋ยวได้ลุกมาด่าแม่เอ็งหรอก” 

“ด่าแม่ก็ด่าไปสิ ไม่ได้ด่าฉันนี่” น้ำบอกด้วยความฉุน 

“เอ้า โกรธข้ารึ” 

“มันน่าโกรธไหม แม่เล่นแรงมากเลยนะ” น้ำบอก 

“แม่เล่นเกินไปจริงๆ  แม่ก็เห็น พี่น้ำเศร้าเว่อร์” น้ำฝนพูดย้ำอีกคน 

“อ้าว ทีนี้ล่ะมาโกรธข้า ไม่คิดว่าแอบรักกัน คบกัน แล้วให้ข้ามารู้มาเห็นทีหลังบ้างล่ะ ข้าไม่ควรโกรธมากกว่าหรือ” ถึงคราวแม่น้อยพูดบ้าง 

“...” 

“ข้าไม่เคยยุ่งกับชีวิตของเอ็งเลยใช่ไหมเจ้าน้ำ ไม่ว่าเอ็งจะเลิกกับแฟน อกหักกลับบ้าน ลาออกจากงาน หรือเลือกเรียนอะไร มีสักครั้งไหมที่ข้าจะด่าหรือห้ามเอ็งว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้” 

“ไม่เคยจ้ะ” 

“ข้ายอมรับว่าการที่เอ็งมารักมาชอบผู้ชายมันทำให้ข้าเครียดและตกใจมากอยู่ ข้าเอาแต่คิดเรื่องของเอ็ง นอนไม่หลับก็หลายคืนเพราะห่วงเอ็ง รอให้เอ็งมาพูดกับข้า แต่เอ็งก็ไม่บอกจนข้าต้องเห็นเอง” 

“ขอโทษจ้ะ ฉันกลัวแม่รับไม่ได้ ก็เลยกะว่าจะหาจังหวะดีๆ แล้วค่อยบอก แต่แม่ดันจับได้เสียก่อน”น้ำยกมือไหว้พร้อมบอกหน้าสลด 

“ข้าก็เสียใจเหมือนกัน ที่ลูกมีความลับอะไรก็ไม่บอก” แม่น้อยบอกพลางหันหน้าไปอีกทาง น้ำใจเสียเพราะคิดว่าแม่น้อยอาจจะร้องไห้เลยรีบโผเข้าไปกอด 

“ฉันขอโทษ ขอโทษแม่จริงๆ ต่อไปฉันมีอะไรจะบอกแม่ทุกอย่าง แม่อย่าร้องไห้เลยนะ” น้ำกอดแม่ ละล่ำละลักพร่ำบอกแม่ไม่ให้เสียใจ 

“กอดข้าทำไมเนี่ย ข้าไม่ได้จะร้องไห้โว้ย” แม่น้อยหัวเราะเสียงดังกับท่าทีของบุตรชาย 

“อ้าว” 

“คิดเหรอว่าข้าจะโกรธเอ็งได้ลงคอ ยายฝนก็ด้วย ฮึ ข้าคิดอยู่ค่อนคืนจะเอาคืนเอ็งยังไงดี แล้วข้าก็ได้แผนนี้มา ฮ่าๆๆ” 

“แม่เล่นใหญ่มาก” น้ำฝนพูด 

“เออ มันเรียกอะไรนะ รัชดาเตอร์ๆ” 

“รัชดาลัยเธียเตอร์จ้ะ” น้ำบอก 

“นั่นละๆ ข้าเลยต้องให้สมจริงหน่อย” 

“ตีบทแตก รับตุ๊กตาทองไปเลยจ้ะ” น้ำฝนอดค่อนขอดมารดาไม่ได้ เธอละเชื่อเลย 

“ถ้างั้นแม่ตั้งใจจะแกล้งฉันตั้งแต่แรกแล้วสิ” 

“อย่าเพิ่งใส่ร้ายข้า มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด ที่ข้าทำไปส่วนหนึ่งก็หวังดีกับเอ็งด้วย” 

“ยังไงอะ” ไอ้น้ำกำลังจะถามแต่ไม่ทันน้ำฝนที่ชิงถามตัดหน้า 

“เอ็งมั่นใจได้ยังไงว่าผู้กองเขาจะจริงจังกับเอ็ง ขนาดชายหญิงยังมีปัญหา แล้วความรักแบบของเอ็งน่ะ แน่ใจได้ยังไงกัน ข้าเลยอยากให้พวกเอ็งได้ห่างกันดูบ้าง ดูซิว่ามันเข้มแข็งพอไหม แล้วผู้กอง ถ้าเจออุปสรรคแค่นี้แล้วถอดใจก็แสดงว่าเขาไม่ได้คิดจะจริงจังกับเอ็งสักเท่าไหร่” 

“...” 

“แล้วดู ไม่ทันไรเอ็งยังไม่มั่นใจในตัวเขาเลย” 

“แม่รู้ได้ไง” น้ำถาม เพราะตั้งแต่ที่มีปัญหากัน เขาไม่เคยเล่าเคยบอกอะไรกับแม่เลย แค่จะพูดกันยังนับคำได้ด้วยซ้ำ 

“นี่ใคร ดูหน่อย นี่แม่เอ็งนะ ไม่รู้ได้ไงวะ” แม่น้อยบอกอย่างภูมิใจ 

“รู้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” ไอ้น้ำท้า 

“เฮอะ เอ็งไปกรุงเทพฯ หนนั้นเจออะไรเข้าล่ะ ถึงได้ทำหน้าเซ็งอย่างกับคนหมดอาลัยตายอยากขนาดนั้น ทำเหมือนผู้กองเขาหนีไปแต่งงาน”  

“...” 

“ข้าพูดถูกล่ะสิ” 

“แม่ใครเนี่ย โคตรเก่งอะ” น้ำฝนสมทบทั้งที่ยังไม่รู้ว่าแม่น้อยเดาถูกไหม 

“เอ็งไปเจออะไรมาฮึ” 

“ฉันเห็นผู้กองกับแฟนเก่าเขา” 

“แค่นั้นเอ็งก็ทุกข์แล้วหรือวะ ทำไมไม่เข้มแข็งหน่อย แฟนเก่าจะเจอกันมันก็ไม่แปลก” แม่น้อยเตือนสติ 

“เขาเหมือนกลับมาคบกัน” 

“คิดเองเป็นตุเป็นตะน่ะสิ เอ็งต้องถามให้มากรู้ไหม ความรักมันต้องตั้งอยู่บนความเชื่อใจ ถ้าระแวงแล้วยังปิดปากเงียบ มันจะสั่นคลอน น้ำฝนเอ็งก็ฟังไว้ด้วย ถึงยังไม่มีแฟนตอนนี้ก็จำที่ข้าสอนไว้”  

“ฉันจะไปถามเขาได้ยังไงล่ะแม่ ตอนนั้นก็เลิกกันอยู่นี่” 

“ก็ยิ่งเลิกกันเอ็งยิ่งไม่ควรเก็บมาคิดมาก เพราะถ้าเอ็งไม่ได้อยากเลิก เอ็งก็ต้องพยายามหน่อย ข้ารู้ว่าวันนั้นข้าพูดแรงที่ให้เอ็งเลือกระหว่างข้ากับผู้กอง แต่ถ้าเอ็งอยากรักกับผู้กองจริงๆ เอ็งควรจะลงมือทำอะไรบ้าง ไม่ใช่รอแต่ทางนั้นฝ่ายเดียว” 

“ถูกของแม่จ้ะ ฉันเองกลับไม่ได้ทำอะไรเลย” น้ำบอก เขาเอาแต่โทษผู้กองเต็มๆ โดยลืมนึกไปว่าตัวเขาเองก็เลือกที่จะเศร้าแล้วอยู่เฉยโดยไม่ทำอะไรเลย 

“แล้วนี่ตกลงกันได้หรือยัง” 

“เรียบร้อยแล้วจ้ะ” 

“ดีแล้ว มีอะไรต้องถามต้องคุยกัน อย่าเก็บไปคิดเอง” 

“จ้ะแม่” 

“อีกอย่างหนึ่ง จริงๆ ข้าก็ตั้งใจว่าถ้าผู้กองไม่มาหาเอ็ง ข้าก็ตั้งใจจะพูดกับเอ็งว่าข้าอนุญาตแล้วอยู่พอดี” 

“ทำไมล่ะ” 

“ก็ยายฝนน่ะสิ มันชอบเอาเรื่องเอ็งมากรอกหูข้าอยู่เรื่อย คราวนั้นก็บอกเอ็งพูดว่าเบื่อโลก ไม่อยากอยู่ ข้าก็ใจเสียสิ” แม่น้อยสารภาพ 

“อ้อ...ได้ผลจริงด้วย” น้ำพูดลอยๆ 

“อะไรวะ” 

“ก็ฉันรู้ว่ายายฝนมันต้องเอาเรื่องฉันไปเล่าให้แม่ฟังแน่ๆ ก็เลยพูดไปแบบนั้นแหละจ้ะ เผื่อว่าแม่จะได้เห็นใจฉันไวๆ”  

“หน็อย ไอ้น้ำ เอ็งก็ไม่เบานะนั่น” 

“พอกันจริงๆ แม่ลูกคู่นี้” น้ำฝนหัวเราะ 

“เอ็งก็ด้วย ยายฝน ร้ายนัก ชอบสรรหาคำมาเป่าหูข้า” แม่น้อยคาดโทษ 

“สรุปว่าเราสามคนควรได้รางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมสินะ” น้ำฝนบอก 

“ไม่ใช่แค่เราสามคนหรอก ยายฝน” แม่น้อยยิ้มอย่างมีเลศนัย 

“ใครอีกล่ะแม่” น้ำฝนถามกลับด้วยความสงสัย ก็มีกันแค่นี้จะมีใครได้อีก 

“ทางบ้านผู้กองไง ก็เล่นใหญ่ไม่แพ้พวกเราหรอก หึๆ” 

“นี่ฉันจะเชื่อใจใครได้บ้างเนี่ย” น้ำฝนถึงกับตาโตเมื่อรู้ความจริง 

“นี่แม่” น้ำเรียกหลังจากที่เหตุการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดี ทุกอย่างถูกเฉลยออกมา 

“อะไรวะ” 

“ฉันรักแม่นะ” น้ำบอก 

“ฉันก็รักแม่นะ” น้ำฝนพูดบ้าง 

“พูดอะไรของพวกเอ็ง ขนลุกไปหมด” แม่น้อยโบกมือปัดไปมา ทำท่าเหมือนรำคาญสองคนนี้เสียเต็มประดา 

“ดีใจละสิคนสวย แน่ะๆ จะยิ้มก็ยิ้มมาเลย ไม่ต้องเขิน พี่น้ำไม่ว่าอะไรหรอก” น้ำพูดเย้ามารดา 

“เออ...ข้าก็รักพวกเอ็ง” 

“...” สองพี่น้องได้แต่นั่งยิ้มกับคนปากแข็งกว่าจะพูดออกมาได้ 

“ง่วงแล้ว ข้าไปนอนละ ปิดประตูดีๆ ด้วย” แม่น้อยเตรียมเลี่ยงเข้าห้องนอน 

“จ้ะแม่” น้ำฝนรับคำ 

“อ้อ เกือบลืม” 

“อะไรเหรอ” น้ำถามกลับ 

“กลางดึกกลางดื่นไม่ใช่ว่าแอบเปิดประตูแล้วไปหาลูกเขยข้าล่ะ” แม่น้อยพูดจบก็รีบเข้าห้องไปทันที แต่ยังทันได้ยินเสียงน้ำฝนพูดไล่หลัง 

“โอ๊ะ ลูกเขยยย เต็มปากเต็มคำจริงจริ๊ง” น้ำฝนแซว 

“แม่...พูดอะไรเนี่ย ฉันต่างหากที่เป็นลูกเขย” 

“พี่น้ำก็... พี่ปรานต์เขาก็เป็นผู้ชาย ก็ต้องเป็นลูกเขยเหมือนพี่นั่นแหละ” 

“เออ...” 

“ตัวเองดูก็รู้ว่าเป็นสะใภ้แท้ๆ ยังอยากจะเป็นลูกเขย” น้ำฝนพูดเบาๆ กับตัวเอง 

“เอ็งว่ายังไงนะ ยายฝน” 

“เปล๊า ฉันไปปิดประตูบ้านก่อนนะจ๊ะ” น้ำฝนปฏิเสธแล้วรีบลุกไปทำอย่างที่บอก น้ำจึงลุกขึ้นบ้าง ก่อนเข้าไปนอนในห้องของตัวเอง 

 

“นอนหรือยังครับ” 

น้ำได้ยินเสียงแอปพลิเคชั่นสีเขียวดังเลยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู พอเห็นชื่อคนถามก็แอบอมยิ้มโดยไม่รู้ตัว 

“ยังอะ เพิ่งคุยกับแม่เสร็จ แล้วผู้กองล่ะครับ ยังไม่นอนเหรอ” 

“พี่นอนไม่หลับ” 

“หืม?” 

น้ำมองนาฬิกาในมือถือ พบว่าเพิ่งสองทุ่มเท่านั้น ยังไม่ดึกมากสำหรับคนกรุง  

“หาอะไรทำสิครับ” 

“ไม่มีอะไรทำเลย” 

“แล้วคุณพ่อคุณแม่ล่ะครับ” 

“แยกกันเมื่อครู่ พี่ส่งพวกท่านกลับโรงแรมแล้ว” 

“ผู้กองอยู่ไหนครับ”  

น้ำอ่านข้อความในแชตแล้วสัมผัสได้ว่าคนในนั้นน่าจะอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่โรงแรม 

“ข้างนอก” 

“ข้างนอกน่ะที่ไหนครับ” 

“แถวๆ โรงแรม” 

น้ำสังหรณ์ใจ เขาค่อยๆ แง้มหน้าต่างห้องนอนของตัวเอง ก็เจอแสงไฟเล็กๆ วาบอยู่ข้างล่าง เกือบจะคิดว่าเป็นผีแล้วเชียว ดีนะที่ตั้งสติได้ทัน 

“ข้างนอกที่ผู้กองอยู่ คงมีหมาสองตัวมานั่งเฝ้าด้วย” 

น้ำพิมพ์กลับไป 

“ฮ่าๆ ถูกจับได้เสียแล้ว” 

“เดินอ้อมมาหน้าบ้านหน่อยครับ” 

“ครับ” 

ผู้กองไม่ถามอะไร ทำตามคำบอกของน้ำแต่โดยดี 

น้ำกดปิดหน้าจอแล้วออกจากห้อง เจอน้ำฝนกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ 

“ฝน เดี๋ยวพี่จะออกไปข้างนอกหน่อย” น้ำบอกอีกฝ่ายด้วยเสียงไม่ดังนัก โชคดีที่มีเสียงโทรทัศน์ช่วยกลบเสียงของตนเอง 

“ลูกคนนี้ แม่เพิ่งบอกอยู่หยกๆ ว่าดึกดื่นอย่าเปิดประตูลงไปหาผู้ชาย” น้ำฝนทวนคำพูดพร้อมกับใช้น้ำเสียงของมารดา 

“เออ แป๊บเดียวเองน่า ไปนะ” น้ำบอก ถึงจะเขินนิดหน่อยที่น้องสาวรู้ทัน แต่มันก็ต้องหน้าด้านเดินต่อไป 

“เดี๋ยวก่อนพี่น้ำ” ขาที่กำลังจะเดินหยุดชะงักลง 

“อะไร” 

“คืนนี้กลับบ้านหรือเปล่า” 

“ถามอะไรแปลกๆ ก็ต้องกลับสิวะ” น้ำพูดแต่ก็รู้สึกเหมือนตัวเองหน้าร้อนเห่อยังไงไม่รู้ 

“แน่ใจ?” น้ำฝนถามย้ำ 

“แน่สิ” 

“ฉันล็อกบ้านดีกว่า แล้วถ้ากลับมาจริงก็โทรมาบอกฉันละกัน” 

“ไม่เอาๆ เดี๋ยวเอ็งก็ต้องตื่นมาอีก” 

“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า แต่ฉันน่ะห่วงบ้าน เผื่อพี่ไม่กลับ บ้านก็เปิดทิ้งไว้น่ะสิ” น้ำฝนเงียบ กลืนน้ำลายไปอึกหนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยสายตาเป็นประกาย “แม่ตื่นเช้ามากนะ ถ้าตื่นมาเห็นประตูบ้านไม่ล็อกละก็ แม่จับได้แน่” 

“...” น้ำเงียบเพราะถูกอย่างที่น้ำฝนว่า 

“เอาไงๆ” น้ำฝนเร่ง 

“อย่าลืมล็อกบ้านด้วยล่ะ” น้ำบอกแล้วรีบเดินไปที่ประตู 

“ก็แค่นั้น ทำเป็นท่าเยอะ” น้ำฝนยิ้มก่อนจะเร่งเสียงโทรทัศน์ให้ดังขึ้นอีก รอจนพี่ชายออกจากบ้านไปแล้วจึงลุกขึ้นไปล็อกประตูลงดังเดิม ก่อนลดเสียงโทรทัศน์ให้ดังเท่าเก่า 

“ทำไมไม่อยู่ที่โรงแรมล่ะครับ” น้ำลงจากบันไดบ้านมาก็ถามผู้กองเป็นคำแรก 

“อยากเจอ คิดถึง” ผู้กองบอกพลางจับมือของไอ้น้ำ 

“คิดถึงอะไรเนี่ย เพิ่งแยกกันตอนเย็นเอง” 

“แค่นั้นก็นานพอให้คิดถึงแล้ว” น้ำยิ้ม จะบอกว่ามันเขินก็คงใช่ ใครจะรู้ว่าผู้กองก็ช่างพูดช่างหยอดกับเขาเป็นเหมือนกัน 

“เว่อร์จริง” น้ำว่าอีกฝ่ายเพื่อปิดบังความรู้สึกตัวเอง 

“ไม่คิดถึงพี่หรือไง” 

“ถามอะไรก็ไม่รู้ ...ว่าแต่ผู้กองมายังไง ผมไม่เห็นได้ยินเสียงรถ” 

“พี่จอดรถไว้ไกลเลยแหละ กลัวแม่น้อยจะว่า เกรงใจ” 

“แล้วเดินมามืดๆ เนี่ยเหรอ งูเงี้ยวเขี้ยวขอ อันตรายนะครับ วันหลังมาจอดหน้าบ้านนะ อย่าไปจอดไกลๆ อีก” น้ำบอกด้วยความเป็นห่วง 

“ตกลงครับ แม่น้อยล่ะ” ผู้กองไม่ปฏิเสธเพราะเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายดี 

“เข้านอนแล้วครับ” 

“อ้อ...เข้านอนเร็วจัง” ผู้กองพูดจบก็เหมือนนึกขึ้นได้ “ลืมไป แม่น้อยคงไปเข้าสวนแต่เช้าสินะ” 

“ไปครับ ผมเดินไปส่งที่รถ” 

“พี่ยังไม่อยากกลับ แล้วไม่ต้องไปส่งพี่หรอก ถ้าน้ำไปส่ง พี่ก็จะห่วงน้ำจนวนรถกลับมาส่ง แล้วแม่น้อยก็จะตื่นเพราะเสียงรถอีก” ผู้กองบอก 

“แล้วใครบอกพี่ปรานต์ว่าผมไปส่งแล้วจะกลับบ้านล่ะ” น้ำพูดเสร็จก็เดินนำออกไปทันที 

“น้ำ...” ผู้กองอยากเรียกอีกฝ่ายเสียงดังแต่ก็กลัวแม่น้อยจะได้ยิน 

“รถอยู่ไหน เร็วสิครับ” 

“ทางนี้ ตามพี่มา” ผู้กองยิ้มก่อนจะคว้ามือไอ้น้ำอย่างรวดเร็ว 

ตอนนี้คนเดินนำกลายเป็นคนตามอีกฝ่ายไปเสียแล้ว 

 

 

ความคิดเห็น