nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 37

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 619

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2562 10:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37
แบบอักษร

 

ตอนที่ 37 

 

“พอ...พอก่อน” ไอ้น้ำดันหน้าอกของผู้กองให้ถอยห่างออกไป มันผละตัวเองถอยออกมาเช่นกัน ยืนพูดกระหืดกระหอบ หายใจไม่ทัน 

“โอเค” 

“เรื่องคุณวรันต์กับผู้กอง” น้ำรีบพูดก่อนจะไม่ได้พูดอีก 

“ครับ? ทำไมล่ะ” ปรานต์ชะงักเล็กน้อยก่อนถาม พลางดึงมือน้ำให้เข้ามาใกล้ตนเหมือนเดิม 

“ผมเห็น...เห็นผู้กองกับคุณวรันต์ยืนอยู่ด้วยกัน ที่กรุงเทพฯ” 

“เมื่อไหร่ อ้อ...สงสัยตอนนั้น ...เอ๊ะ น้ำมากรุงเทพฯ ด้วยเหรอ” ผู้กองทั้งถามและพูดกับตัวเอง ก่อนจะย้อนถามน้ำด้วยความแปลกใจ 

“ใช่” 

“แล้วยังไง เพราะแบบนี้ก็เลยโกรธพี่?” 

“ไม่ใช่ ผมเห็นมากกว่านั้น ทั้งผู้กองกับคุณวรันต์ดูสนิทกันมาก เหมือน...เหมือนกับ...” มันค้างไว้เท่านั้นไม่อยากพูดต่อ 

“เหมือนกับอะไรครับ เหมือนกับยังไม่เลิกกัน? เหมือนกับยังรักกัน? หรือเหมือนกับกลับมาคบกัน?” ผู้กองส่งตัวเลือกให้คนตรงหน้า 

“ผมไม่ว่าอะไรหรอกถ้าผู้กองจะกลับไปคบกัน” 

“ถ้าไม่ว่าแล้วโกรธทำไม” ผู้กองย้อนถามเสียงนุ่ม มือก็ยังจับมือของไอ้น้ำไว้แน่นไม่ปล่อย 

“โอเคๆ ยอมรับก็ได้ ผมไม่โอเคหรอกที่เห็นผู้กองกับคุณวรันต์อยู่ด้วยกันที่นั่น” น้ำพูดความจริงที่ตัวเองคิดออกไป ถ้าไม่พูดออกมาสักที อีกเดี๋ยวก็คงถูกผู้กองไล่ต้อนจนจนมุมแน่นอน 

“หน้าโรงเรียนอะนะ?” ผู้กองเย้าแหย่แกล้งถามอีก 

“ที่ไหนก็ช่างเถอะครับ ผมไม่ได้อยากเห็นอะไรแบบนั้น ถึงเราจะเลิกกันแล้วก็ตาม” น้ำพูดประโยคสุดท้ายเสียงเบา 

“ไม่หรอก เราไม่เคยเลิกกันเลย เราแค่รอเวลา” ผู้กองลูบหลังไอ้น้ำเพื่อปลอบใจอีกฝ่าย 

แต่ไอ้น้ำงง ไม่เลิกกันได้ไง ก็บอกเลิกกันกลางบ้าน มันก็ต้องเลิกแล้วสิ หัวคิ้วขมวดแน่นแทบจะเป็นปมด้วยความฉงน 

“แล้วคุณวรันต์...” น้ำพูดอยู่แถวไหล่ของผู้กอง มันไม่อยากสบตาอีกฝ่าย 

“วันนั้นพี่บังเอิญผ่านไปแถวนั้น เจอรันเข้าพอดี พี่ก็ลงไปทักเขา เพราะ...คืออย่างนี้ พี่ไม่อยากปิดบังเรานะน้ำ” ผู้กองทำหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “พี่จะพูดตรงๆ พี่ยังห่วงเขาอยู่” 

“...” น้ำไม่รู้จะตอบว่ายังไง การเป็นห่วงแฟนเก่า มันเป็นเรื่องคาราคาซังไม่จบสิ้น ไม่รู้ว่าเป็นห่วงแบบไหน ห่วงอย่างคนเคยรักหรือห่วงเพราะยังรักกันอยู่ 

“พี่ไม่ได้ห่วงเพราะยังรักเขาเหมือนที่พี่รักน้ำ แต่พี่ห่วงเขาเหมือนน้องคนหนึ่ง รันมีภาระและมีปัญหาหลายอย่างที่พี่ยังเป็นห่วงอยู่ แต่พอรู้ว่าเขาแก้ปัญหาพวกนี้ได้แล้ว พี่ก็หายห่วง” ปรานต์เหมือนรู้ว่าน้ำกำลังคิดอะไรจึงตอบได้ตรงใจมันพอดี 

แต่เดี๋ยวนะ...? คำพูดของผู้กองเมื่อครู่นี้ ใช่บอกรักมันหรือเปล่า ไอ้น้ำมองพื้นกระดานอย่างใช้ความคิด 

ใช่หรือไม่ใช่วะ 

ต้องใช่สิ ก็เขาบอกอยู่ว่ารักน้ำ ก็ต้องเป็นมันแหละ 

“ไม่เชื่อพี่เหรอ ถ้างั้นลองคุยกับรันนะ ถามเขาในสิ่งที่น้ำสงสัยหรืออยากรู้เลย” 

เพราะมัวแต่คิดเรื่องรักไม่รัก ทำให้ไอ้น้ำประมวลผลช้า กว่าจะจับความได้ก็เห็นผู้กองต่อสายไปหาใครสักคนแล้ว 

“รันเหรอ พี่เอง” ผู้กองเปิดลำโพง ถือโทรศัพท์ไว้ตรงกลางระหว่างพวกเขาสองคน น้ำเห็นชื่อในโทรศัพท์ก็เพิ่งจะรู้ว่าอีกฝ่ายโทรหาใคร 

“ครับ มีอะไรหรือเปล่า” 

“พี่มีเรื่องอยากให้รันช่วยหน่อย พอดีมีคนแถวนี้เขาไม่แน่ใจในตัวพี่” 

ไอ้น้ำได้ยินเสียงหัวเราะดังลอดมาจากปลายสาย ก่อนที่ทางนั้นจะพูดขึ้น “โอเค เกตละ เดี๋ยวอีกสักสิบห้านาทีผมโทรกลับได้ไหมครับ พอดีผมพายายมาโรงพยาบาล ใกล้เสร็จแล้ว” 

“ได้ พี่จะรอ” 

“ครับ” ปลายสายบอกพร้อมวางไปทันที น้ำร้อนใจกลัววรันต์จะไม่โทรกลับมาอีก  

“จริงๆ ไม่เห็นจำเป็นต้องโทรหาเลย” น้ำบอกผู้กอง  

นี่แหละหนา ใจคิดอย่าง ปากก็พูดอย่าง ช่างสวนทางกันจริงๆ 

“ถ้ามันจะทำให้น้ำเชื่อมั่นในตัวพี่มากขึ้น พี่ก็ยินดี” ไอ้น้ำได้ยิน มันก็เดินเข้าไปในห้องนอนด้วยความขัดเขิน ผู้กองเดินตามเข้าไปด้วยเช่นกัน 

ด้วยความที่ไอ้น้ำค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวผู้กอง พอคิดว่าเขาบริสุทธิ์ใจ มันก็ยิ่งใจอ่อน เพราะใจเอนเอียงมาทางผู้กองอยู่แล้วเป็นทุนเดิม 

ใจง่ายไปไหมวะ ความรักทำให้คนตาบอดใช่ไหม น้ำคิดระหว่างนั่งลงบนเตียงที่นอนอยู่ทุกคืน 

“ไม่ได้เข้ามาห้องนี้เสียนาน คิดถึงนะเนี่ย” 

“คิดถึงห้องเหรอครับ” เสียงผู้กองทำให้น้ำหลุดจากความคิดออกมาตอบอีกฝ่าย 

“ใช่ คิดถึงห้องนี้” ผู้กองมองไอ้น้ำนิ่งจนมันเกือบจะหลบตา กระทั่งผู้กองพูดต่อ “แต่...คิดถึง...เจ้าของห้องมากกว่า” 

ไอ้น้ำรู้สึกหน้าร้อนเห่อขึ้นมาเดี๋ยวนั้น อะไรเนี่ย ยิงมาแต่ละนัด พูดมาแต่ละคำ ตั้งใจทำให้มันตายไปเลยใช่ไหม 

“เอ่อ...ห้องก็เหมือนเดิม” 

ผู้กองมองไปรอบๆ ก่อนจะพูด “อืม ห้องเหมือนเดิม แต่เจ้าของห้องเกือบจะไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว” 

“ครับ?” 

“เกือบจะทิ้งพี่ไปจริงๆ” 

“ไม่ใช่ผมสักหน่อย ผู้กองต่างหาก ผมยังรอโทรศัพท์จากคุณวรันต์อยู่นะครับ” น้ำบอกกึ่งโกรธเล็กๆ  มาใส่ร้ายเขาได้ยังไง ที่เขาต้องร้องไห้แทบทุกวันไม่ใช่เพราะผู้กองหรือไง 

“ไหนว่าจริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องโทร” 

“มารยาทไง มารยาท พูดไปงั้นแหละ” น้ำบอกตามตรง ผู้กองได้แต่ยิ้ม 

“พี่ก็ว่างั้น” 

“ผมได้ยินผู้กองพูดกับคุณลุง...เอ๊ย คุณพ่อว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้ผู้กองอยากจัดการเองเหรอครับ” 

“เรียกแม่พี่ว่าแม่ เรียกพ่อพี่ว่าพ่อแล้ว ก็เรียกลูกชายเขาว่าพี่ได้แล้วนะ” ผู้กองแนะ 

“ก็...เถอะน่า เดี๋ยวเรียกเองแหละ ว่าไงครับเรื่องนั้น” น้ำบอกปัด มันกระดากปากเกินกว่าจะเรียกกันง่ายๆ นี่นา 

“เรื่องของพี่กับน้ำก็ควรเป็นพี่ที่จัดการเองถูกไหม” 

“ผมเห็นผู้กองทำท่างอแงเหมือนเด็กๆ เลย” 

“น่าอายใช่ไหม จะสามสิบอยู่แล้ว” 

“เปล่าครับ แค่จะบอกว่าน่ารักดี” น้ำเอ่ยชมตรงๆ และคงไม่บ่อยนักที่จะเห็นผู้กองมีรอยเรื่อสีแดงขึ้นที่หู 

“ร้ายจริง...” ผู้กองบีบจมูกน้ำเบาๆ ไปที 

“เล่าสิครับ ผมรอฟังอยู่” น้ำทวง 

“เล่าอะไร” 

“ผมอยากรู้ว่าถ้าเป็นผู้กองจัดการเอง จะทำยังไง” 

“ก็รอไปอีกสักสิบยี่สิบปี พอแม่น้อยปลงแล้วก็ค่อยกลับมาหาน้ำ” 

“โห ผมไม่รอผู้กองแล้ว ตอนนั้นอะ” 

“นั่นไง ใครกันแน่ที่คิดจะทิ้งพี่” ผู้กองทำเสียงน้อยใจพลางนั่งลงข้างๆ แล้วรั้งเอวอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ตนเอง 

“สิบยี่สิบปีไม่รอหรอกครับ ผมไม่อยากนอนคนเดียวไปตลอด” 

“พูดแบบนี้ คืนนี้ไม่ควรนอนคนเดียวนะเนี่ย” ผู้กองพูดใกล้หูของไอ้น้ำ มันหดคอด้วยความจักจี้ 

“ตอนนี้ยังโอเคครับ นานกว่านั้นไม่เอาอะ” 

“พี่...” ผู้กองเริ่มเปิดปากเล่า “ถูกย้ายกลับไปก็เร่งเคลียร์งาน จะได้มาจัดการเรื่องของเราอย่างเต็มที่ แต่งานกลับเดินหน้าไปอย่างช้าๆ เพราะพี่ไม่ค่อยมีสมาธิสักเท่าไหร่” 

น้ำไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าทำไมผู้กองถึงไม่มีสมาธิ เพราะถ้าพูดมาถึงขนาดนี้แล้วเขายังไม่รู้ก็คงจะแย่เต็มที 

“คิดว่าหลังจากเคลียร์งานเสร็จ แม่น้อยก็คงใจเย็นลงกว่านี้มาก พี่ตั้งใจจะมาพูดกับท่านอีกครั้งหนึ่ง พี่อยากแสดงให้แม่น้อยเห็นว่าพี่จริงใจ รักลูกท่านจริงๆ อยากดูแล ไม่เคยคิดทิ้งขว้างอะไรเลย” 

“พูดอย่างกับจะมาขอผู้หญิง” 

“จะผู้หญิงหรือผู้ชาย น้ำก็เป็นลูกของแม่น้อย ท่านต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว พี่อยากให้แม่น้อยสบายใจ” 

“แล้วถ้าแม่ไม่ยอมอะ” 

“พี่ก็จะตื๊อจนกว่าแม่ยายจะยอมนั่นแหละ” 

“แม่ยายอะไรเนี่ย” น้ำบ่น  

ทำไมใครๆ ก็เห็นว่าเขาควรเป็นลูกสะใภ้ ขนาดผู้กองยังเห็นแม่เขาเป็นแม่ยายเลย อะไรเนี่ย 

“หึๆ...” ผู้กองจูบขมับไอ้เด็กดื้อไปหนึ่งทีด้วยความมันเขี้ยว “เรื่องนี้มันยากพี่รู้ดี มันมีไม่กี่วิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายใจอ่อนและยอมรับในตัวเราหรอก ยกเว้นโชคดีมีเหตุให้เขาได้เห็นความรู้สึกของพี่กับน้ำอย่างชัดเจน” 

“อืม จริง คนไม่ชอบก็คือไม่ชอบ รับไม่ได้ก็คือรับไม่ได้” น้ำเห็นด้วย 

“พี่ก็ทำได้แค่พิสูจน์ตัวเองให้ท่านได้รับรู้ รอคอยด้วยความหวังว่าท่านจะเห็นใจ และขอแค่น้ำยังรอพี่” 

“ไม่บอกผมบ้างเลย ปล่อยให้ผมปล่อยเวลาทิ้งไปแบบนั้น เพราะคิดว่าผู้กองคงเลิกแล้วจริงๆ” 

“น้ำก็ช่วยพี่ได้เยอะเลยนะ ช็อตผูกคอนั่นน่ะ” ผู้กองพูดติดตลก 

“ใช่ความตั้งใจของผมที่ไหนกันเล่า ของแม่ตะเคียนต่างหาก โอย ขนลุก” แค่คิดไอ้น้ำก็ใจแป้วแล้ว นั่งคุยกับแม่ตะเคียนตั้งเป็นนานสองนาน 

ผู้กองรีบรับขวัญ ดึงน้ำเข้ามาใกล้ตนเองพลางลูบแขนไปมาอย่างตั้งใจ น้ำคิดว่าพฤติกรรมแบบนี้ดูไม่ปลอดภัยสักเท่าไหร่ มันเงยหน้าขึ้น ก็เจอหน้าหล่อๆ มองมาก่อนแล้ว กว่ามันจะตั้งตัวได้ทัน หลังของมันก็สัมผัสกับที่นอนตนเองเป็นที่เรียบร้อย 

สถานการณ์ล่อแหลม เมย์เดย์ เมย์เดย์ น้ำเรียกเหตุฉุกเฉิน แต่...ใครจะช่วยกูวะ!!! 

ไอ้น้ำยังไม่ได้เตรียมใจ แต่มันก็หลับตา ...เอาวะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เสร็จแล้วค่อยว่ากัน 

ทว่า...เดชะบุญ การเสียตัวไม่บังเกิด เสียงโทรศัพท์ของผู้กองดังขึ้น ไอ้น้ำถอนหายใจด้วยความโล่งอกระคนเสียดาย 

“รันเหรอ...” ผู้กองรับสายพร้อมเปิดลำโพงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ 

“ครับ ผมเอง” 

“โทรมาได้จังหวะพอดี” 

“ได้จังหวะพอดีหรือขัดจังหวะพอดีครับ” ปลายสายส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ราวกับเห็นภาพว่าก่อนหน้านี้กำลังจะเกิดอะไรขึ้นในห้อง 

“เรียบร้อยแล้วหรือ เรื่องโรงพยาบาล” ผู้กองไม่ตอบแต่เลือกเปลี่ยนเรื่องแทน 

“ครับ ตอนนี้ให้รงพายายไปที่รถก่อน ผมเลยรีบโทรกลับ กลัวผู้กองจะรอนาน ว่าไงครับ มีเรื่องอะไรให้ช่วย” 

“จำวันที่เราเจอกันที่หน้าโรงเรียนรงได้ไหม” 

“ได้ครับ มีอะไรหรือเปล่า” วรันต์ถามอย่างสงสัย 

“วันนั้นน้ำก็อยู่ที่นั่นด้วย เขาเห็นเราสองคน” 

“แล้ว?” วรันต์ตั้งท่าจะถามต่อแต่ฉับพลันก็นึกได้ “อ้อ...ก็เลยคิดเตลิดเปิดเปิงสินะครับ โอเคผมเข้าใจละ ถ้ายังไงผมขอคุยส่วนตัวกับเขาได้ไหมครับ”  

ผู้กองปิดลำโพงแล้วยื่นโทรศัพท์ไปให้คนตรงหน้า น้ำทำท่าลำบากใจแต่ก็ยอมรับไปโดยดี 

“ครับ” 

“น้ำ? นายใช่ไหม” 

“ครับ” 

“ถ้ายังอยู่กับผู้กองก็ขอตัวแยกออกมาหน่อย” วรันต์สั่ง 

“ทำไมผมต้องทำด้วย” น้ำไม่ค่อยพอใจจึงถามกลับไป 

“นายคงไม่อยากให้เขารู้ว่าเรากำลังจะคุยอะไรกันหรอก อย่าถามเซ้าซี้ได้ไหม เดี๋ยวไม่เล่าอะไรเด็ดๆ ให้ฟังเลย” วรันต์บอกพร้อมยื่นข้อเสนอ แล้วมีหรือคนที่อยากรู้อยากเห็นอย่างไอ้น้ำจะไม่อยากรู้ 

“ก็ได้” น้ำบอกปลายสายแล้วหันไปบอกผู้กอง “ผมขอตัวไปคุยกับคุณรันข้างล่างนะครับผู้กอง” 

“หือ?” 

“แป๊บเดียว เดี๋ยวผมมา” 

“ห้านาที อย่านาน” ไม่ใช่ว่าปรานต์กลัววรันต์จะเอาเรื่องของเขาไปขายหรือใส่ร้ายอะไร แต่เขากลัววรันต์จะแกล้งน้ำน่ะสิ รายนั้นเรื่องแกล้งคนด้วยคำพูดนับว่าไม่ธรรมดาเหมือนกัน 

“ครับ” ไอ้น้ำรับคำแล้วรีบออกจากห้องลงบันไดบ้านไปอย่างรวดเร็ว 

“ออกมาแล้ว” น้ำบอกปลายสาย 

“โอเค เอาเรื่องหลักก่อนแล้วกัน เดี๋ยวผู้กองจะว่าฉันได้ ฉันกับผู้กองเราเลิกกันแล้วตั้งแต่วันนั้นที่นายเห็น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น และฉันไม่เคยติดต่อเขาเลย จนกระทั่งบังเอิญเจอกันที่หน้าโรงเรียน ผู้กองเลยมาคุยกับฉันก็แค่นั้น” 

“ผมเห็นเขาจับหัวคุณด้วย” 

“โอ๊ย แค่นั้นเอง ก็เหมือนนายจับหัวน้องสาวนั่นแหละ คิดเล็กคิดน้อยแบบนี้เดี๋ยวก็โดนทิ้งเข้าสักวัน” วรันต์พูดอย่างรำคาญ 

“แล้วคุณคิดเล็กคิดน้อยไหม เพราะเขาก็ทิ้งคุณมาหาผม” น้ำไม่ยอมใครอยู่แล้ว ถ้าดีกับเขา เขาก็ดีด้วย แต่ถ้ามาว่าเขา เขาก็ไม่ยอมหรอก 

“ปากเสีย ฉันทิ้งเขาก่อนต่างหาก” 

“สรุปก็คือไม่มีอะไรใช่ไหม” น้ำตัดบท ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง 

“ใช่ มันไม่มีอะไรเลย แล้วช่วยวางใจเถอะ ผู้กองกับฉันไม่กลับไปคบหรือติดต่อกันลับหลังนายหรอก ยกเว้นเรื่องเงินๆ ทองๆ อะนะ” 

“คุณ...จะปอกลอกผู้กองต่อเหรอ” น้ำถามด้วยความไม่สบายใจ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นห่วงเงินของปรานต์ แต่เขาไม่ชอบเห็นคนรักถูกใครคนอื่นมาหลอกเอาเงิน 

“ผู้กองฉลาดจะตาย นายคิดว่าฉันหลอกเขาได้จากความสามารถตัวเองเหรอ คิดผิดแล้ว เขาให้เมื่ออยากให้เท่านั้นแหละ เขารู้ว่าฉันมีปัญหาที่บ้านก็เลยยื่นมือเข้าช่วย ฉันเองก็เพิ่งรู้วันที่เลิกกันนั่นแหละว่าเขารู้มาตลอด คิดว่าเขาโง่ ที่ไหนได้ตัวฉันเองเนี่ยแหละโง่มาตลอด” 

“ก็สมเป็นเขา และสมเป็นคุณ” 

“อะไร หมายความว่าไง” 

“ช่างเถอะ แล้วไหนเรื่องที่คุณจะเล่าให้ฟังอะ” น้ำทวง นี่เป้าหมายหลักของมันเลยนะ 

“ถามอะไรหน่อย” 

“ว่ามาครับ” 

“นอนกับเขาหรือยัง” 

“ถามอะไรเนี่ย เรื่องชาวบ้านคุณก็อยากรู้เหรอ” น้ำต่อว่าเพราะมันเขินที่ถูกถามตรงๆ  

“ไม่ได้อยากรู้ว่านอนกันท่าไหนสักหน่อย แค่ถามว่านอนด้วยกันหรือยัง” 

“...” น้ำเงียบ 

“โอเค สรุปว่ายัง” 

“รู้ได้ไง” น้ำตกใจที่อีกฝ่ายเดาได้ถูกเผง 

“ถ้านอนด้วยกันแล้วนายคงบอกมาแล้วล่ะ เงียบแบบนี้แสดงว่ามือใหม่ ยังอายๆ อยู่” 

“มันเรื่องของผม” มันเถียง 

“แต่คงเคยจูบกันแล้วล่ะมั้ง ผู้กองไม่ปล่อยนายหรอก” วรันต์ยังพูดต่อ 

“อืม” 

“เขาจูบเก่งใช่ไหมล่ะ เห็นนิ่งๆ แบบนั้น แต่เรื่องบนเตียงไม่ธรรมดาหรอก ร้อนแรงมาก” 

“ผมวางนะ ไม่ได้อยากรู้เรื่องผู้กองกับคุณ” น้ำคิดว่าตัวเองกำลังหึง แค่คิดว่าต้องมาฟังเรื่องผู้กองขึ้นเตียงกับคนอื่น เขาก็ไม่อยากฟัง 

“อย่าเพิ่งวางสิ แค่จะเตือนไว้เฉยๆ” 

“เตือนอะไร” 

“นายไม่รอดมือเขาแน่นอน และบอกไว้เลย หลังจากนั้นนายจะลุกจากเตียงไม่ขึ้น อย่างน้อยก็สามวัน อย่างมากเจ็ดวัน” 

“อะไร” น้ำมึนงง อะไรสามวันเจ็ดวัน 

“นี่เตือนด้วยความหวังดีตามประสาคนรักเก่าหรอกนะ เพราะว่าตรงนั้นของผู้กองน่ะ ใหญ่มากกกกกก...” วรันต์ลากเสียงคำว่ามากยาวออกไปอีกหลายวินาทีก่อนจะพูดต่อ “ที่สำคัญ เขาน่ะอึดมาก คืนหนึ่งสี่ห้ารอบก็ไม่พอ กลางคืนถึงเช้า เช้าถึงเย็น จนนายอาจจะตายคาเตียงเลยก็ได้ เตือนแค่นี้แหละ ขอให้โชคดี” 

เสียงตัดสายดังเป็นสัญญาณว่าวรันต์วางสายไปแล้ว ไอ้น้ำคล้ายได้ยินเสียงหัวเราะของวรันต์ก่อนที่สายจะถูกตัด แต่ยังคงถือสายค้างไว้แบบนั้น มันกำลังอึ้งกับสิ่งที่วรันต์ได้บอกมันเมื่อสักครู่นี้ 

จริงเหรอวะ! ไม่ใช่มั้ง ไม่จริงหรอก ไอ้น้ำคิดเข้าข้างตัวเอง  

เมื่อกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง น้ำเห็นผู้กองยึดเตียงนอนของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว หัวสมองไม่อยากจะคิด แต่สายตากลับมองเป้ากางเกงของผู้กองโดยไม่ตั้งใจ คำพูดของวรันต์ยังวนเวียนอยู่ในหัว 

“คุยเสร็จแล้วเหรอ เรียบร้อยแล้วใช่ไหม” ผู้กองลืมตาขึ้นเพราะสัมผัสแรงยวบของที่นอนได้ 

“ครับ” 

“ไม่โกรธพี่แล้วใช่ไหม” ผู้กองลุกขึ้นนั่งดึงน้ำเข้ามากอดเช่นเคย 

“ไม่แล้วครับ” 

“แล้วทำไมมือเย็นแบบนี้ล่ะครับ” ผู้กองจับมือน้ำมาจูบที่หลังมือ 

“ไม่มีอะไรครับ ผมว่าเราออกไปนั่งข้างนอกหรือตามแม่ไปที่สวนกันดีไหม” 

“ได้สิ น้ำจะไปไหนพี่ก็ไปด้วย” 

“ถ้างั้นไปสวนกันนะ” ไอ้น้ำบอกออกไปอย่างรวดเร็ว 

“ครับ” 

ให้ตายสิ มันหยุดมองเป้ากางเกงผู้กองไม่ได้เลย 

... 

... 

แต่เดี๋ยวก่อน มันจะกังวลไปทำไม ถึงจะใหญ่โตแค่ไหนแต่ถ้าไม่ได้ใช้ มันก็ไม่มีประโยชน์หรือเปล่า 

 

ความคิดเห็น