nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 35

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 562

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2562 10:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35
แบบอักษร

 

ตอนที่ 35 

 

“ไปกินข้าวกับว่าที่สามี...เอ๊ย กับผู้กองมาเป็นไงบ้างอะ” น้ำฝนเอ่ยทักตรงเชิงบันไดบ้าน ถึงจะคันปากอยากแซวพี่ชายเสียงดังกว่านี้ แต่น้ำฝนก็ไม่ลืมว่าตอนนี้แม่ไม่ปลื้ม จึงต้องกระเซ้าพี่ชายเพียงเบาๆ 

“ว่าที่สามีอะไรล่ะ มะเหงกไหม” น้ำตั้งท่าจะเคาะหัวน้องสาว แต่น้ำฝนรู้ทันหลบได้อย่างว่องไว 

“แล้วดีไหม แต่ท่าทางคงจะดี ดูสิ หน้างี้บานเป็นกระด้ง” 

“ใคร อะไร หน้าบานอะไรของเอ็ง” 

“หึ อยากจะเอากระจกมาให้ส่องนัก ตอนเข้าบ้านก็ทำหน้าดีๆ ล่ะ หุบยิ้มหน่อย แม่ยังไม่นอน บอกไว้ก่อน” 

“ป่านนี้ยังไม่นอนอีกเหรอ ปกติละครจบก็นอนแล้วนี่” น้ำพูดด้วยความแปลกใจ 

“คิดว่าเรื่องอะไรล่ะที่ทำให้แม่ยังไม่นอน ถ้าไม่ใช่เรื่องที่พี่ไปกินข้าวกับครอบครัวพี่ปรานต์” 

“แม่รออยู่เหรอ” 

“เข้าไปสิ ทำหน้าเศร้าด้วย เล่นละครหน่อย” น้ำฝนเตือน 

“เออๆ คร้าบ คุณน้องสาว” น้ำประชดน้ำฝนแล้วเดินนำอีกฝ่ายไป 

“ฉันกลับมาแล้วจ้ะ” น้ำส่งเสียงทักทายเป็นสัญญาณให้คนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนดูโทรทัศน์รู้ตัว 

“กลับมาแล้วเรอะ” แม่น้อยหันมาเห็นบุตรชายจึงกดปิดจอสี่เหลี่ยมนั้นเสีย ในบ้านจึงเกิดความเงียบเข้าครอบงำ น้ำกลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างยากเย็น ไม่รู้ว่าแม่น้อยคิดอะไรอยู่ 

“จ...จ้ะ แล้วนี่...แม่ยังไม่นอนอีกหรือ” 

“ถ้านอนแล้วจะเห็นข้านั่งอยู่นี่เรอะ ​แต่ก็เออ... ใช่ ข้ายังไม่นอน รอเอ็งอยู่” 

“รอฉัน? รอทำไมจ๊ะ ถ้ามีอะไรค่อยคุยพรุ่งนี้ก็ได้” น้ำถาม 

“วันนี้แหละ รอพรุ่งนี้ข้ากลัวไม่ทันการณ์” 

“ไม่ทันการณ์? ไม่ทันอะไร” น้ำฝนที่ไปดูแลความเรียบร้อย ปิดประตูหน้าบ้านทุกบานจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงกลับมาสมทบ ทันได้ยินประโยคสุดท้ายของมารดาพอดี 

“ข้าไม่อยากพูดเดี๋ยวจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก” คำตอบของแม่น้อยทำให้สองพี่น้องมองหน้ากัน พากันเกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ 

“อะไรของแม่เนี่ย งั้นฉันไปนอนก่อนนะ” น้ำฝนบอก เพราะไม่อยากขัดการสนทนาของแม่และพี่ชาย 

“อย่าเพิ่งไป เอ็งก็อยู่ฟังด้วยกันนี่แหละ ตัวดีคอยเสี้ยมให้ข้าคิดมากตลอดเวลา” แม่น้อยร้องห้ามพร้อมค่อนขอดบุตรสาว 

“อ้าว” น้ำฝนร้องอย่างงงๆ เท้าที่กำลังมุ่งหน้าไปยังห้องนอนของตนเองจึงต้องเปลี่ยนทิศมานั่งเรียบร้อยข้างมารดา น้ำเลยทรุดลงนั่งฝั่งตรงข้ามของแม่และน้องสาว 

“ข้าขอถามอีกครั้ง วันนี้...” แม่น้อยเกริ่น เสร็จแล้วนางก็กระแอมเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ที่บ้านผู้กองพากันมาเนี่ย เอ็งรู้เรื่องนี้หรือเปล่าไอ้น้ำ” 

“ไม่รู้เรื่องเลยจ้ะ” น้ำตอบสงบเสงี่ยม 

“ไม่ได้มุสาข้านะ” 

“ฉันสาบานได้เลยจ้ะ” น้ำทำท่าจะชูมือแล้วเตรียมกล่าวคำปฏิญาณให้คำสัตย์ แต่แม่น้อยก็ห้ามไว้เสียก่อน 

“เออ ข้าเชื่อเอ็ง ...แล้วยายฝนล่ะ” 

“ฉันยิ่งไม่รู้เลย ถ้าฉันรู้เรื่องคงให้มาพรุ่งนี้ จะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน พลาดเรื่องดีๆ แบบนี้น่าเสียดายจะตาย” หญิงสาวตอบ 

“พอ...” แม่น้อยรีบยกมือห้าม “ข้าถามนิดเดียว ตอบเสียยืดยาว”  

“ก็ฉันกลัวแม่ไม่เชื่อเหมือนพี่น้ำ” น้ำฝนบอกเพิ่มเติม 

“เอาเป็นว่าข้าเชื่อพวกเอ็งทั้งสองคน เลี้ยงพวกเอ็งมา ข้าก็พอรู้หรอกว่านิสัยพวกเอ็งเป็นยังไง แค่ถามเผื่อไว้เฉยๆ เท่านั้น” 

“จ้ะ” สองพี่น้องรับคำพร้อมกัน 

“เรื่องระหว่างเอ็ง...” แม่น้อยมองหน้าน้ำแล้วจึงพูดต่อ “...กับผู้กอง”  

“จ้ะแม่” 

“คิดดีแล้วหรือ” แม่น้อยถามเสียงเรียบทว่าเต็มไปด้วยความจริงจัง 

“คิดดีอะไรแม่” น้ำทวนคำถามซ้ำ 

“ข้าว่าเอ็งรู้ดีว่าผู้กองเป็นผู้ชาย” 

“ใช่แม่ ฉันรู้และเข้าใจทุกอย่างดี” 

“เอ็งเป็นผู้ชาย และเขาก็เป็นผู้ชาย ถ้ารักกันชอบกัน อยู่กันไปมันก็ไม่เหมือนคู่คนอื่นเขา ไหนจะสายตาคนอื่นที่มองมา ไหนจะลูกเต้าที่ไม่มีทางมีได้ แล้วไหนเรื่องแก่ตัวไปจะอยู่ยังไง ที่ข้าพูดไปเข้าใจความหมายของข้าหรือเปล่า” แม่น้อยพยายามพูดให้บุตรชายเข้าใจสถานการณ์ต่อจากนี้ 

“ฉันเข้าใจที่แม่พูด รู้ว่าแม่ห่วงฉันแค่ไหน ก่อนที่ฉันจะคบกับผู้กอง ฉันคิดมาดีหมดแล้วทุกอย่าง ตามที่แม่เป็นกังวล ฉันรับได้หมด ขอแค่แม่เข้าใจฉันก็พอ” 

“สังคมเขาจะมองพวกเอ็งยังไง ผู้กองเองก็มียศ มีหน้ามีตา” 

“ฉันไม่มีปัญหาหรอก จะยังไงฉันก็จะอยู่กับมันให้ได้ สังคมสมัยนี้เปิดกว้างขึ้นมาก คนทั่วไปเข้าใจกันมากขึ้น เหมือนละครที่แม่ดูไง ก็มีหลายต่อหลายเรื่อง ส่วนเรื่องผู้กอง เขาคงคิดมาดีแล้วละ กับแฟนเก่า เขายังไม่มีปัญหาเลย” น้ำอธิบาย แต่ประโยคสุดท้ายเสียงกลับแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด แม่น้อยกับน้ำฝนก็เอะใจแต่เข้าใจว่าเป็นเรื่องแฟนเก่าแฟนใหม่ ปัญหาโลกแตกเท่านั้น 

“ยายฝนล่ะ?” 

“ฉัน...” น้ำฝนชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมท่าทางงงงวย “ฉันทำไมอะแม่” 

“ก็ที่พี่เอ็งเป็นแบบนี้ เอ็งว่ายังไง” 

“โอ๊ย ฉันไม่มีปัญหาหรอก ตัวพี่น้ำเองนี่นา ไม่เกี่ยวกับฉัน ตัวใครตัวมัน ขอแค่แฟนพี่น้ำดีกับพี่น้ำ ฉันก็พอใจแล้ว เรื่องอื่นๆ ปล่อยให้เป็นเรื่องของพี่น้ำกับแฟนเขาเถอะ คนนอกไม่เกี่ยว”  

“นี่เอ็ง...หลอกด่าข้าหรือเปล่าวะ” แม่น้อยฟังจบก็ตงิดๆ ทำไมคำพูดมันสื่อความนัยแปลกๆ 

“เปล๊า... เปล่าเลยจ้ะแม่ ใครจะกล้าด่าแม่ บาปตาย จริงไหมพี่น้ำ” น้ำฝนปฏิเสธมารดาเสียงสูง ฟังยังไงก็รู้ว่าลูกสาวของนางน้อยพ่นพิษใส่ตัวนางเสียแล้ว 

“ยายฝน จริงจังหน่อย” น้ำอยากจะขำกับสิ่งที่น้องสาวพูด แต่สถานการณ์ของมันยังไม่สู้ดีนัก จึงแกล้งทำเสียงขรึมปรามน้องสาว 

“ไม่อยากมีลูกหรือเจ้าน้ำ” แม่น้อยถาม 

“สำหรับฉันตอนนี้...ก็...ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากมีหรือเปล่า แต่ฉันตัดสินใจแล้ว เมื่อเลือกเดินทางนี้ก็คงมีลูกไม่ได้ ฉันน่ะกลัวแค่แม่จะผิดหวังเท่านั้น แต่หลังจากนี้...ต่อให้ไม่ใช่ผู้กอง ฉันก็คงไม่เลือกผู้หญิงมาแต่งงานด้วยหรอกจ้ะ ไม่อยากหลอกลวงเขา” น้ำบอก แต่คำพูดของมันก็บอกเป็นนัยอีกเช่นเดียวกันว่าในชาตินี้แม่น้อยคงไม่มีทางได้อุ้มหลานจากไอ้น้ำแน่นอน ให้เลิกหวังไปได้เลย 

“เรื่องนี้แม่ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่ได้อุ้มหลานนะ เดี๋ยวฉันจะมีหลานให้แม่อุ้มแม่เลี้ยงเอง ดีไหม” 

โป๊ก! 

“โอ๊ย พี่น้ำ เขกหัวฉันทำไม” น้ำฝนร้องเสียงหลงเพราะเจ็บที่ถูกพี่ชายเขกหัวไม่เบามือ 

“แก่แดดนัก” แม่น้อยว่า 

“เรียนยังไม่จบ ยังไม่ต้องคิด อีกอย่างการจะมีลูกได้ ต้องมีผัวก่อน มโนเองไม่ได้ เรียนมาคงรู้ใช่ไหม” น้ำบอกแกมด่าน้องสาว 

“รู้สิ รู้ ...โอย เจ็บจัง พี่น้ำมือหนักชะมัด” 

“เรียนให้จบก่อน เรื่องหลานเหลินอะไร ข้าไม่รีบ ไม่มีก็ไม่มี ช่างมัน” แม่น้อยบอกน้ำฝน พานเลยไปทางไอ้น้ำให้รู้ตัวว่านางเข้าใจทั้งหมด 

“จ้ะแม่” สองพี่น้องรับคำอีกครั้ง 

“บ้านผู้กองเขาจะมาที่นี่อีกไหม” 

“มาพรุ่งนี้จ้ะ” 

“มาทำไมเร็วนัก นี่ก็ให้เวลาข้าคิดน้อยจริง” แม่น้อยบ่น 

“เขาจะมารับฉันแล้วให้พาไปเที่ยวในเมืองจ้ะ” น้ำอธิบาย 

“อ้อ มารับว่าที่ลูกสะใภ้ โอ๊ย...แม่ผัวรักเหลือเกิ๊น” สิ้นคำน้ำฝนก็ถูกมะเหงกของแม่น้อยเข้าให้บ้าง 

“โอ๊ย อะไรเนี่ยแม่” 

“ไปพูดอย่างนั้นกับพี่เขาได้ยังไง ผู้ชายเหมือนกัน สะภ้งสะใภ้อะไร ยายฝน เอ็งนี่มันพูดอะไรไม่รู้เรื่อง” แม่น้อยดุ 

“ใช่ ถูกอย่างที่แม่พูด ข้าเป็นพี่เอ็ง เป็นผู้ชายมีหรือจะไปเป็นสะใภ้ เอาอีกสักทีดีไหม” น้ำตั้งท่าจะเคาะหัวน้องสาวอีกครั้ง แต่น้ำฝนหลบได้ทัน 

“เข้าขากันดีเหลือเกินนะสองแม่ลูก หายงอนกันแล้วเหรอ” น้ำฝนค่อนขอด แต่ไม่ได้จริงจังอะไรนัก เธอไม่ได้โกรธคนทั้งคู่เลย แค่หมั่นไส้ที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย 

คำพูดของน้ำฝนทำให้เหตุการณ์ทุกอย่างคล้ายหยุดชะงักลง แม่น้อยกระแอมเล็กน้อยก่อนจะพูดทำลายความกระอักกระอ่วนตรงนี้ 

“ถ้าอย่างนั้น...คืนนี้ก็รีบเข้านอน พรุ่งนี้คงต้องคุยเรื่องของเอ็งกับผู้กองจริงจัง” แม่น้อยบอกเป็นการปิดการประชุมของบ้านแต่เพียงเท่านี้ 

แม่น้อยลุกเข้าห้องไปแล้ว เหลือเพียงสองพี่น้องซึ่งยังคงมองหน้ากันว่าที่เรียกมาคุย คือแค่นี้? 

แค่นี้จริงดิ? 

 

คืนนั้น ไอ้น้ำรีบเข้านอนตามคำมารดา แต่มันก็นอนไม่หลับ พลางคิดถึงเรื่องในวันนี้ มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเหลือเกิน มันไม่นึกไม่ฝันว่าผู้กองจะกลับมาที่นี่อีก ซ้ำไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่พาคนในครอบครัวมาด้วย สร้างความตื่นเต้นและตกใจให้ไอ้น้ำไม่น้อยเลยทีเดียว 

นายนทีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา มองหน้าจอกับไอคอนสีเขียว มันกดเข้าไป เลื่อนนิ้วไล่หาข้อความจากคนที่มันอยากเห็นมากที่สุด แต่ไม่มีข้อความจากคนที่มันคิดถึง เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์สาหัสนั้น ข้อความจากอีกฝ่ายไม่เคยถูกส่งมาเลยสักครั้ง ชื่อรวมไปถึงรูปของคนคนนั้นที่ตั้งเป็นโปรไฟล์ยังเหมือนเดิม ไม่รู้ว่าไม่สนใจอัปเดต หรือจริงๆ คือ...อีกฝ่ายบล็อกเขาไปแล้วต่างหาก 

น้ำคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เขาเข้าไปร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็นกับครอบครัวของผู้กอง 

... 

“ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลใช่ไหมจ๊ะ” คุณหญิงถาม  

“จริงๆ แล้วมีหลายอย่างเลยครับ” 

“อย่างนั้นหรือ ทำไมแม่คุ้นว่าที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเล”  

“อาจจะเป็นเพราะที่นี่มีของทะเลเยอะครับ แล้วไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ด้วย” น้ำอธิบาย 

“อ้อ...ก็จริงนะ ขับรถมาแป๊บๆ ก็ถึงแล้ว” คุณหญิงยิ้มให้น้ำแล้วหันไปถามสามี “อยู่ใกล้กรุงเทพฯ ก็จริง แต่แปลกนะคะคุณที่คนบางคนไม่ค่อยกลับบ้าน” 

“จะว่าผมก็หันมาทางผมสิครับแม่” ผู้กองเอ่ยขึ้นบ้าง 

“แม่ไม่ได้ว่าเราสักหน่อย เอ...หรือว่าแม่เอ่ยชื่อปรานต์ออกมางั้นเหรอ” คุณหญิงทำเฉไฉไม่รับรู้ 

“พ่อว่างานนี้เราตกกระป๋องแล้วละ เจ้าปรานต์” คนเป็นพ่อหันไปแซวบุตรชาย 

“คงอย่างนั้นครับคุณพ่อ” ปรานต์เห็นด้วยเพราะเข้าใจความหมายที่พ่อสื่อมาอย่างดี 

ถ้าจะมีใครไม่เข้าใจก็คงมีแต่ไอ้น้ำที่นั่งงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ว่าคุณพ่อหมายถึงใคร หรือจะ...วรันต์? 

“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ สบายดีใช่ไหม” คุณหญิงเอ่ยถามคนโปรดคนใหม่พลางตักหอยเชลล์ผัดฉ่าให้สามีนางอย่างรู้ใจ 

“สบายดีครับ” น้ำตอบ 

“แม่ขอถามหน่อย ตอนที่แม่ไปเจอหนูอยู่ตรงแถวท่าน้ำน่ะ คิดจะทำอะไร” 

“ครับ?” น้ำยังจับต้นชนปลายไม่ถูก 

“แม่เห็นเราเอาเชือกคล้องกับกิ่งไม้ใช่ไหม ตั้งใจจะทำอะไรลูก” 

“อ้อ...เรื่องนั้น คือ...” น้ำมีสีหน้าท่าทางลำบากใจที่จะอธิบาย 

“ไม่ได้คิดสั้นใช่ไหม” คุณหญิงตัดสินใจถามตรงๆ 

“แม่ครับ...” ปรานต์เอ่ยเตือนมารดา เพราะกลัวจะเป็นการละลาบละล้วงอีกฝ่ายมากเกินไป 

“ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้คิดสั้น...ไม่เคยคิดเลยครับ” น้ำรีบตอบ ถึงจะอกหักเสียใจแค่ไหน เขาก็ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย นอกจากคิดเล่นๆ ว่าอยากจะหนีไปบวช แต่ก็กลัวจะเป็นการเพิ่มภาระให้ศาสนา เลยได้แค่คิด ไม่มีวันไปทำจริงอย่างแน่นอน 

“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็เบาใจ” 

“น้ำคงเห็นเชือกตกอยู่เลยจะเก็บไว้เท่านั้นแหละครับ” ผู้กองหนุ่มช่วยไอ้น้ำอธิบายอีกแรงและรีบเปลี่ยนเรื่อง “แม่กินกุ้งหน่อยนะครับ ผมแกะให้แล้ว”  

“ขอบใจจ้ะ” คุณหญิงบอกบุตรชาย แล้วก็หันมาหาคนโปรดต่อ “ตาเศร้าหน้าหมองเชียว เสียใจมากใช่ไหมลูก พี่เขาก็ไม่ต่างกันหรอก ขวัญเอ๊ยขวัญมานะลูกนะ” 

“แม่ พอเถอะครับ...” ปรานต์พยายามห้ามมารดาอีกครั้ง 

“ขอบคุณครับ” น้ำไม่รู้จะตอบว่าอะไร ทำได้เพียงใช้คำสากลตอบรับความห่วงใยของอีกฝ่าย 

ตลอดมื้ออาหารคุณหญิงทำหน้าที่ชวนทุกคนคุยเพราะนางไม่อยากให้น้ำรู้สึกเคอะเขินและตกอยู่ในบรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง 

“ของหวานที่นี่อร่อย แน่นท้องเหมือนกันนะคะ คุณคะ ออกไปเดินแถวๆ นี้ดีไหม เขาตกแต่งร้านสวยเชียว ถ่ายรูปเล่นก็ยังดี” 

“อายุปูนนี้แล้วยังอยากถ่ายรูปอยู่อีก แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้เดินย่อยด้วย” 

“ค่ะ ให้หนุ่มๆ เขาเฝ้าโต๊ะไปแล้วกัน” คุณหญิงลุกจากที่นั่งแล้ววางมือบนบ่าของน้ำ ก่อนจะพูดต่อว่า “ถ้ายังไม่อิ่มก็สั่งกันต่อเลยนะจ๊ะ แม่จะไปเดินย่อยอาหารกับพ่อเขาเสียหน่อย คนแก่ก็แบบนี้แหละ กินอะไรนิดๆ หน่อยๆ ท้องก็พานจะอืดเอา” 

“ครับ” 

“เป็นไงบ้าง” เมื่ออยู่ตามลำพัง ผู้กองจึงเอ่ยถามคนนั่งข้าง เขารู้ว่าแม่ของเขาตั้งใจเปิดโอกาสให้เขาได้พูดคุยอยู่กับน้ำตามลำพัง 

“แม่ผู้กองถามไปแล้ว และผมก็ตอบว่าสบายดี” น้ำบอกเสียงเรียบ 

“พี่ได้ยินแล้ว สบายกาย แล้วสบายใจด้วยไหม” 

“ก็ดี” 

“ไม่มีพี่แล้วสบายใจอย่างนั้นหรือ น่าน้อยใจชะมัด” ผู้กองบ่น  

น้ำปรายตาไปมองก็เห็นอีกฝ่ายทำทีท่าแกล้งพูดไปอย่างนั้นเอง ละครเหลือเกิน  

“คนที่น่าน้อยใจควรจะเป็นผมหรือเปล่า ผู้กองย้ายกลับไปก็ไม่บอกสักคำ พอกลับไปกรุงเทพฯ ก็คงมีความสุขเหมือนกันนั่นแหละ” สาบานให้ลิ้นขาด มันไม่ได้อยากประชด แต่มันน้อยใจจริงๆ 

จะไปจะมา ไม่บอกกันสักคำ  

“ที่ไม่ได้บอกเรื่องย้ายกลับ น้ำก็รู้ หลังจากเกิดเรื่องนั้น พี่ไม่กล้าติดต่อน้ำหรอก พี่กลัวน้ำลำบากใจ แล้วถ้าแม่น้อยรู้ว่าพี่กับน้ำยังติดต่อกันอยู่ ปัญหาจะตามมาอีกมาก” 

“อือ...” พอได้ลองคิด น้ำก็รู้สึกว่าถูกอย่างที่ผู้กองพูด 

“ส่วนที่กลับไปกรุงเทพฯ แล้วพี่มีความสุขหรือเปล่า ทำไมถึงคิดว่าพี่จะมีความสุขล่ะ แล้วตัวน้ำเองมีความสุขไหม ถ้าน้ำสุข พี่ก็สุข แต่ถ้าไม่ พี่ก็เป็นเหมือนที่น้ำเป็นนั่นแหละ” ผู้กองเลือกที่จะตอบคำถามด้วยคำถาม 

“...” 

“พี่หายไปนาน เพราะกลับไปแล้วมีงานที่คั่งค้างอีกมาก มีเรื่องหลายเรื่องหลังจากที่พี่ถูกย้ายมาที่นี่จนย้ายกลับไป” 

“แล้วกลับมาที่นี่ทำไม ถ้าเราเลิกกันแล้ว” น้ำถาม มีหลายเรื่องอย่างที่ผู้กองบอก แต่ที่เขาอยากรู้มากที่สุดก็คืออีกฝ่ายกลับมาที่นี่เพื่ออะไร 

“พี่ไม่ได้อยากเลิก” 

“แต่ก็เลิกแล้ว” น้ำเถียง 

“ใช่ เพราะเราเลิกกันแล้ว” 

“...” ตอนที่เป็นฝ่ายพูดไม่ค่อยเจ็บ แต่พอผู้กองพูดมา ไอ้น้ำชักรู้สึกว่าโรคหัวใจจะกำเริบอีกแล้ว มันเจ็บจี๊ดกะทันหัน 

“แต่เพราะพี่ไม่ได้อยากเลิกกับน้ำ...พี่เลยกลับมาทำให้เราเป็นเหมือนเดิม” 

“...” นายนทีไม่ตอบ 

เพราะคำถามมันก้องอยู่ในหัวว่า...แล้วภาพที่เขาเห็นเมื่อวันก่อนที่กรุงเทพฯ ระหว่างผู้กองกับวรันต์นั่นล่ะ มีอะไรยืนยันได้บ้าง ไอ้น้ำไม่เข้าใจ 

พอกลับถึงบ้าน มันก็เลยต้องปั้นหน้ายิ้มเป็นเครื่องชามสังคโลกนั่นไง 

 

 

ความคิดเห็น