ไรท์เอ็ม
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ได้ยินเสียงในตกหรือเปล่าครับ?

E3 “คืนเดือด” - 100%

ชื่อตอน : E3 “คืนเดือด” - 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2562 19:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
E3 “คืนเดือด” - 100%
แบบอักษร

“มึงจำไม่ได้เหรอวะ?” คำถามจากปากของไอ้เพลิงเมื่อวันนั้นที่ผมไม่ได้ใส่ใจ แต่ตอนนี้กลับนึกขึ้นได้แล้วเก็บมานั่งคิดอยู่คนเดียว เช้าวันนั้นผมตื่นมาพร้อมกับความเพลียซ้ำยังจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนก่อน 

ดื่มเบียร์จนเมาเหรอวะ? 

ไอ้ชงมันก็บอกว่าไม่ใช่… 

แม่ง! 

“อย่าให้กูโมโหไปมากกว่านี้นะไอ้ธาร แค่มึงเล่นตลกกับความรู้สึกของกูกูก็แทบจะฆ่ามึงตายอยู่ละ อย่ามาทำเป็นลืมเรื่องที่มึงก่อไว้ แล้วก็คำพูดเมื่อวานของมันอีกเหมือนกัน 

จะว่าไปทำไมผมแม่งจำอะไรไม่ได้วะ!? 

รวมถึงรอยตามตัวตอนนี้ด้วย… 

เมื่อวานก็ยืนกอดกันซ้ำยังจูบกับไอ้คนที่ผมไม่ชอบขี้หน้า มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะไม่รู้สึกตัวอะไรเลย แล้วที่สำคัญคือวันนี้ก็ไปหลับในห้องน้ำ ผมไม่ได้โง่ถึงขั้นที่จะไม่รู้ว่ารอยที่อยู่ตามตัวตอนนี้คือรอยอะไร 

หรือมันเกิดขึ้นตอนที่ผมไม่ได้สติ? 

“…” ภายในห้องไร้ซึ่งเสียงสนทนาเสียจนรู้สึกน่าแปลกใจ ทั้ง ๆ ที่ออกจากภวังค์แล้วแต่กลับเหมือนยังไม่ได้ออก ผมที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โต๊ะทำงานค่อย ๆ หันไปหาไอ้เมตนรก 

“อะไร?” มันที่นั่งกอดอกอยู่บนเตียงเลิกคิ้วถาม 

‘สัด…’ แม่งจ้องอยู่ก่อนด้วยว่ะ 

“เปล่า…” สบถด่ามันในใจก่อนจะเอ่ยปฏิเสธแล้วรีบหมุนกลับมานั่งจ้องหนังสือบนโต๊ะ สติไม่มีเลยธารเอ๊ย แบบนี้จะอ่านหนังสือได้เหรอวะ 

“คอไปโดนไรมา?” 

กึก… 

“ดะ โดนไรวะ? ไม่มี…” รีบตอบมันเสียงสั่นโดยไม่ได้หันไปมอง เสื้อที่ผมสวมคอกว้างเสียจนโชว์ลาดไหล่และซอกคอ ไม่แปลกที่มันจะมองเห็น 

“แน่ใจ๊?” 

“…” ยิ่งมันถามยิ่งทำตัวไม่ถูก ทำได้มากสุดคือดึงคอเสื้อขึ้นมาปิด 

“หึ…” 

“…” หัวเราะอะไรวะ 

“กูจะนอนแล้วนะ” 

“ก็นอนไปดิ” หันไปมองก็เห็นมันเดินไปปิดไฟแล้วขึ้นไปนอนบนเตียง แปลกว่ะ ทำไมวันนี้ไม่กวนตีน ซ้ำยังทำเป็นเหมือนไม่สนใจอะไรเลยด้วยซ้ำ เห็นเช่นนั้นผมจึงรีบหันมาจ้องหนังสือที่ต้องอ่าน 

สติต้องมาไอ้ธาร! 

พยายามสูดลมหายใจเข้าไปในปอดลึก ๆ เพื่อตั้งสติ แสงไฟสลัว ๆ ที่เหลืออยู่ในห้องตอนนี้มาจากโคมไฟตรงหน้า ปรับแสงเป็นสีเหลืองอุ่น ๆ พอให้สบายตายามอ่านหนังสือ แต่พยายามตั้งสติอ่านแค่ไหนกลับยิ่งไม่เป็นผล 

“เฮ้อออ...” ปิดหนังสือแล้วถอนหายใจก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ในเมื่อคืนนี้อ่านไม่ได้ก็ไม่ต้องอ่านแม่งละ ปกติผมมักจะฝืนใจได้ตลอด แต่ครั้งนี้กลับทำไม่ได้เลยจริง ๆ 

รู้สึกผิดต่อตัวเองเลยว่ะ… 

นาฬิกาบอกเวลาว่าสี่ทุ่มกว่า ๆ ซึ่งปกติผมจะนอนตอนเที่ยงคืน แต่พรุ่งนี้วันจันทร์จะนอนเร็วสักครั้งก็คงไม่เป็นไร หันไปมองไอ้คนที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพสวมเพียงบ็อกเซอร์คิ้วของผมก็ถึงกับต้องขมวด 

‘แปลกว่ะ…’ มันหลับตานอนไม่สนใจอะไรผมเลยวันนี้ ไม่ใช่อยากให้มันตื่นขึ้นมาก่อกวน เพียงแต่รู้สึกว่าทุกอย่างมันแปลกไปจริง ๆ 

ตั้งแต่ไม่มีสติอ่านหนังสือละ 

เป็นห่าอะไรก็ไม่รู้… 

“จะนอนแล้ว?” ปิดไฟแล้วเดินไปล้มตัวนอนบนเตียงเสียงเอ่ยถามจากไอ้เพลิงก็ดังขึ้นจนผมหันไปมอง แสงไฟในห้องแทบไม่มีจะมองยังไงก็คงมองไม่เห็น ได้แต่มโนเอาว่ามันคงกำลังมองตรงมา 

“อื้ม…” ครางตอบพร้อมกับดึงผ้าขึ้นมาห่มแล้วหลับตา ภายในห้องไร้ซึ่งเสียงสนทนาเหลือเพียงเสียงของเครื่องปรับอากาศที่เปิดอยู่ 

มึงเป็นอะไรวะธาร… 

ได้แต่ถามคำถามเดิมกับตัวเองอยู่ซ้ำ ๆ ว่าเป็นอะไรไป ขี้ลืมหรือเปล่าก็ไม่ใช่แต่ทำไมถึงจำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะเหตุนี้ถึงได้รู้สึกค้างคาใจจนไม่มีสติอ่านหนังสือ 

สิ่งที่จำได้เมื่อคราวก่อนคือบทจูบแสนหวานนุ่มจากไอ้เพลิง ผมรังเกียจมันก็จริง ยอมรับว่าทำใจรับไม่ได้แต่ความรู้สึกอีกด้านหนึ่งกลับบอกว่าติดใจ 

ซ้ำยังอยากจะลองอีก… 

ยิ่งพยายามข่มตานอนมากแค่ไหนก็ยิ่งไม่อยากหลับ เสียงสายลมกระโชกแรงจากภายนอกทำให้รู้ว่าพายุได้เข้าตามที่กรมอุตุฯ ได้แจ้งไว้ ไม่แปลกที่ฝนจะเทลงมาได้ทุกวี่ทุกวัน แถมยังแทบจะทุกเวลา 

เสียงฟ้าร้องคลอ ๆ ลอดเข้ามาในห้องทำให้นึกไปถึงภาพที่ผมเห็นเมื่อครั้งไม่ได้สติในห้องน้ำ ท้องฟ้าสีมืดอยู่นอกหน้าต่าง มีสายฝนเทลงมาอย่างหนักหน่วงจนทำให้เกิดความสงสัย 

ทำไมบนนั้นถึงมีน้ำ? 

เป็นคำถามที่ทำให้อดด่าตัวเองไม่ได้เลยว่าโง่ แต่เพราะยังเด็กก็คงให้อภัยได้อยู่หรอก โตขึ้นมาถึงได้รู้ว่าน้ำโดนความร้อนจึงทำให้ระเหยกลายเป็นไอลอยขึ้นไปในอากาศและรวมตัวกันเป็นละอองน้ำเล็ก ๆ 

ยิ่งปริมาณของละอองเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งรวมตัวเป็นเมฆครึ้ม พอมากล้นเสียจนอากาศไม่อาจพยุงไหวน้ำก็จะหล่นลงมายังผืนโลกทำให้เราเรียกว่า ‘ฝนตก’  

เหมือนกับตอนนี้ยังไงล่ะ… 

เสียงฝนตกช่างไพเราะเหลือเกิน… 

ผมรับรู้ได้ถึงความเดือดระอุของมันทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สัมผัสเลยสักนิด ซ้ำครั้งนี้ท้องฟ้ายังสาดมันลงมาอย่างหนักหน่วง 

หนักหน่วงเสียจนหัวใจแทบมลาย… 

กึก… 

“ทำไร?” 

“…” รู้สึกตัวอีกทีก็ขึ้นมานั่งทับหน้าท้องแกร่งของคนที่นอนอยู่เตียงข้าง ๆ แล้วเรียบร้อย มือหนาทั้งสองข้างดันร่างของผมไว้คล้ายกับไม่อยากให้สัมผัส 

“กูถามว่ามึงจะทำอะไร?” เสียงแข็งจากไอ้เพลิงทำให้ผมจำต้องเม้มปาก แสงจากโคมไฟบนลิ้นชักถูกเปิดตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ ปรากฏเห็นเป็นใบหน้าหล่ออยู่ใต้ร่างอย่างชัดเจน 

“ชะ ช่วยด้วย” ความกระหายภายในอกมากล้นจนอยากจะปลดปล่อย รู้ว่าเพลิงมันต้องไม่พอใจแล้วแน่ ๆ ที่ทำแบบนี้ แต่มันเคยบอกไม่ใช่หรือไงว่าหากผมมีความสุขมันก็มีความสุขเหมือนกัน 

พรึ่บ! 

“อ๊ะ…” ร่างของผมถูกพลิกให้ลงมานอนหงายเปลี่ยนเป็นมันขึ้นไปคร่อม สองเรียวขาถูกแยกออกพร้อมกับเรือนร่างแกร่งเข้ามาแทรก 

“หึ… กะแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้” 

“อื้อ~ อยากให้ทำ” 

“กูทำแน่…” เอ่ยเสร็จก็เลิกเสื้อของผมขึ้นถอดโยนทิ้ง เราทั้งสองเหลือเพียงกางเกงปิดท่อนล่าง สองสายตาจดจ้องกันไม่กะพริบ สายตาของไอ้เพลิงช่างดูเร้าใจเสียเหลือเกิน ยิ่งทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นไม่ใช่น้อย 

“กูแม่งทนไม่ไหวแล้วว่ะธาร” 

“มะ เหมือนกัน~” ดวงตาที่สั่นไหวมองการกระทำของคนที่ค่อย ๆ ถอดกางเกงของผมออกแล้วโยนทิ้ง สุดท้ายเรือนร่างก็ไร้ซึ่งเสื้อผ้า ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศลอยลงมากระทบผิวทำให้รู้สึกหนาวเย็นพอประมาณ 

แต่สิ่งที่ทำให้เรือนร่างผมเร่าร้อนคือสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างไม่ขาด… 

“กูไม่สนใจอะไรแล้วนะธาร ต่อจากนี้มึงจะเปลี่ยนไปยังไงกูจะไม่สนใจแล้วนะ” น้ำเสียงที่หนักแน่นแผดออกมาไม่ต่างไปจากชื่อของคนพูด 

“สะ สน… สนใจกูได้ไหม” เอ่ยพลางยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าคมและเหมือนจะทำให้มันชะงักไม่ใช่น้อย 

“…” 

“สนใจแค่กูนะ…”  

“สัดเอ๊ย… ขี้ยั่วเกินไปแล้วนะธาร” สบถคำหยาบพลางแยกเรียวขาของผมออก สัมผัสจากปลายนิ้วที่รุกล้ำเข้ามาทำให้จำต้องเม้มริมฝีปาก อาจจะรู้สึกเจ็บแต่กลับไม่ใช่อุปสรรคเลยสักนิด 

ใบหน้าคมโน้มลงมาจูบ ก่อนจะค่อย ๆ สอดลิ้นนุ่มเข้ามาตักตวงความสุขสมในขณะนิ้วกำลังเบิกทางให้ส่วนที่ใหญ่กว่า เสียงครางจากลำคอลอดออกมาพร้อมกับน้ำสีใสที่ขอบปาก มันผสมปนเปกันเสียจนไม่อาจแยกว่าของใคร 

รู้เพียงแค่ทำให้เคลิบเคลิ้มเสียเหลือเกิน~ 

“อื้อ…” เรียวแขนทั้งสองข้างตวัดกอดรอบคอแกร่ง ไออุ่นจากไอ้เพลิงทำให้รู้สึกมีความสุขไม่ใช่น้อย ทั้งกลิ่นที่หอมละมุน ทั้งอ้อมกอดที่อบอุ่นจนติดใจ 

เพลิงที่แปลว่าไฟกำลังเผาไหม้ร่างกายผม… 

เร่าร้อนไม่แพ้สายฝนข้างนอกห้องเลยสักนิด… 

“อะ อ่า…” นิ้วที่สองสอดเข้ามาทำให้สมองแทบเตลิด ความเจ็บปวดรวดร้าวคืออะไรทำไมผมไม่รู้สึก มีเพียงความสุขสมระดมรักผุดขึ้นไม่ต่างจากดอกเห็ด 

“ครั้งแรกแต่ทำไมนุ่มจังวะ” เอ่ยถามพลางหมุนควานคล้ายหยอกล้อ 

“อะ อื้ออ… ระ รู้สึกดี~” 

“หึ… แล้วมึงจะติดใจของที่ใหญ่กว่านี้” เอ่ยเสร็จผมก็สัมผัสได้ถึงสัมผัสร้อนที่หน้าผาก ดวงตาที่ปิดอยู่จึงเปิดขึ้นมองด้วยความเขินเมื่อรู้ว่าคือจูบเบา ๆ จากคนตัวสูง 

การกระทำเมื่อกี้ทำให้ผมเผลอใจสั่น… 

มันทำให้ความต้องการภายในอกทวีคูณขึ้นอย่างมหาศาล… 

“อะ เอามันเข้ามา” เมื่อได้รับคำสั่งรอยยิ้มพอใจจากคนบนร่างจึงปรากฏ ถุงยางอนามัยถูกฉีกออกมาสวมใส่ให้ส่วนนั้นที่ใหญ่กว่านิ้วมืออยู่หลายเท่า 

“มะ ไม่อยากให้ใส่” เม้มปากเอ่ยเสียจนมันเลิกคิ้ว 

“…” 

“ไม่ใส่ได้ไหม…” อยากสัมผัสได้ถึงความเร่าร้อนของชายที่อยู่บนร่างผมจริง ๆ ไม่จำเป็นเลยสักนิดกับของพรรค์นั้น เพลิงมันไม่ตอบนอกเสียจากโน้มใบหน้าลงมาหา 

“อย่าอ้อนกูบ่อยไอ้ธาร” 

“มะ มึงถอดออกเลยนะ” มือผมเลื่อนลงไปสัมผัสยังส่วนนั้น มันทั้งอุ่นและแข็งจนทำให้ใจสั่น และที่สำคัญคือยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน… 

“อย่าดื้อ…” เอ่ยก่อนจับมือผมไว้ 

“…” เม้มปาก 

“ใส่ไม่ใส่กูก็ทำให้มึงพอใจได้เหมือนกันนั่นแหละ” เอ่ยก่อนจะสอดสิ่งนั้นเข้ามาจนผมจำต้องกัดฟัน ทั้งขนาดและความยาวมันเกินกว่าจะทำให้ผมนั้นพอใจ กว่าอะไร ๆ จะลงตัวก็เล่นเสียจนน้ำตาต้องรินไหล 

“เจ็บเหรอ?” 

“…” เม้มปากพลางส่ายหน้าไปมา มือทั้งสองข้างบีบไหล่แกร่งไว้จนเกิดเป็นรอยแดง เห็นผมเป็นแบบนี้เพลิงมันกลับกระตุกยิ้มแล้วค่อย ๆ ขยับกายเข้าใส่อย่างช้า ๆ 

“อื้ออ…” ใบหน้าคมซุกลงที่ซอกคอปล่อยให้ผมกอดเจ้าตัวไว้ สัมผัสร้อนจากผิวของไอ้คนตัวสูงทำให้รู้สึกวาบหวิวไม่ใช่น้อย ยิ่งเสียดสียิ่งเกิดความเร่าร้อน… 

“กูรอวันนี้มานานแล้วนะธาร” 

“อื้ออ…” 

“วันที่จะได้ทำให้มึงกลายเป็นของกู” เพียงได้ยินเสียงของมันพร้อมกับสัมผัสจากของใหญ่ภายในร่างก็ทำให้ความสุขสมผมมากล้นจนอดไม่ได้ที่จะปลดปล่อย แต่แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่จุดจบของบทรักในครั้งนี้… 

ร่างของผมถลาตามแรงขยับจากเอวสอบ เรือนร่างถูกจูบไซ้เสียจนรอยรักสีกุหลาบผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เครื่องปรับอากาศก็ไม่อาจทำให้เหงื่อกาฬหยุดไหลได้สักนิด ผิวของสองเราวาววับเมื่อกระทบแสงจากโคมไฟ 

“อ่า~” ยิ่งได้รับความเสียวซ่านความต้องการภายในใจยิ่งมากล้น ไม่ต่างไปจากคนอยู่บนร่าง ของผม มันช่างเร่าร้อนและเชี่ยวชาญมากกว่าที่ผมคิด 

สวบ… 

“อืมส์…” 

มีความสุข… 

มีความสุขเหลือเกิน… 

ร่างของผมถูกจับให้พลิกคว่ำตามด้วยแรงขยับที่มากกว่าเดิมอยู่หลายเท่า มือทั้งสองข้างขย้ำผ้าปูที่นอนไว้พลางเปล่งเสียงอวดครวญออกมาแข่งกับสายฝนภายนอกห้อง 

“อ่า…” ผ่านไปนานแค่ไหนคนที่รุกล้ำเข้ามากลับยังไม่ถึงจุดสุดยอด ตัดมายังผมที่ปลดปล่อยออกมาแล้วสองครั้งทั้ง ๆ ที่ไม่ได้สัมผัสส่วนนั้นของตัวเองเลยสักนิด 

“แน่นฉิบหาย อืม…” 

“สะ เสียว…” 

สวบ… 

“กะ กูไม่ไหวแล้วว่ะ” เสียงของไอ้เพลิงที่ติดขัดเปล่งออกมาพร้อมกับแรงขยับที่ถี่รัว สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงพร้อมกับของที่อัดอั้นฉีดเข้าไปเต็มส่วนที่ป้องกันพร้อมกับผมที่ปลดปล่อยออกมาครั้งที่สาม 

“ฮะ ฮา…” ร่างสูงล้มตัวลงทับร่างของผม เสียงหายใจหอบดังขึ้นที่ใบหู สัมผัสได้ถึงไอร้อนจากลมหายใจของไอ้เพลิง 

“ทะ ทำอีก” 

“ใจเย็น…” 

“จะให้ทำอีก…” 

“กูจัดให้มึงได้ แต่พรุ่งนี้กูจะทำยังไงดีวะธาร?” 

“พรุ่งนี้มึงก็ทำอีกนะ”  

“…” 

“ขยับอีก~” 

“หึ…” 

 

ในขณะที่คนอื่นหาความสงบจากการห่างไกลจากผู้คน… 

แต่เขากลับมองว่าสายฝนคือความสงบที่แท้จริง… 

“ธารา!”  

“มะ แม่ใจร้าย!” 

“อ๊ะ! ลูกคนนี้ ทำไมถึงดื้อจังฮะ!?” มือข้างหนึ่งของผู้เป็นแม่กระชากแขนของลูกชายตัวเล็กเข้าหาร่างพร้อมกับไม้เรียวขนาดบางฟาดลงที่ต้นขาขาวจนเกิดรอย 

ความดื้อรั้นของลูกชายทำให้เธอเหนื่อยใจได้ทุกวัน ถึงแม้จะบอกจะสอนมากเพียงใดแต่เจ้าตัวกลับไม่เคยเชื่อฟังเลยสักนิด หัวใจของผู้เป็นแม่เจ็บช้ำทุกครั้งที่ใช้ไม้เรียวฟาดใส่ลูกชาย แต่มันคือวิธีเดียวเท่านั้นที่ทำให้ลูกยอมฟังเธอ 

ต่อให้เป็นสิ่งที่ไมควรทำก็ตามแต่… 

“ฮืออ… ธาจะออกไปเล่นน้ำ…” 

“เฮ้ออ… ฝนตกมันอันตราย แม่บอกอะไรให้เชื่อฟัง อย่าต้องให้แม่ตีเราอีกนะธารา ขึ้นไปอยู่บนห้องแล้วทำการบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะ” 

“…” ร่างเล็กเม้มปากน้ำตาคลอมองใบหน้าผู้เป็นแม่ด้วยความเสียใจ แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากจำต้องเดินขึ้นไปบนห้องพร้อมรอยแดงที่เรียวขา 

เด็กตัวเล็กคลานขึ้นไปนั่งกอดเข่าบนเตียงมองออกไปนอกหน้าต่าง จดจ้องมองท้องฟ้าสีครึ้มและสายฝนที่ปรอยลงมาอย่างไม่ขาด 

ไม่มีสิ่งไหนปลอบใจเขาได้เท่าสายฝนอีกแล้ว… 

สายฝนคือเพื่อนสนิทของเขา… 

 

ภาพที่ผมเห็นในความฝันมันช่างไม่ต่างไปจากที่เห็นเมื่อคราวก่อนเลยสักนิด เพียงแต่ความหม่นหมองกลับมากกว่าความสงสัย ผมกำลังร้องไห้มองออกไปนอกหน้าต่าง 

ขนาดฝันยังสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าจากภาพภาพนั้น… 

ผมค่อย ๆ รู้สึกตัวเนื่องจากแสงบางอย่างพุ่งเข้ามากระทบตา ไม่บอกก็รู้ว่าคือแสงของดวงอาทิตย์ ผ้าม่านที่บดบังแสงสว่างในยามเช้าถูกเปิดออกก็คงไม่ต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือใคร มีแค่คนคนเดียวที่อยู่กับผมในห้องนี้ 

กึก… 

“อึก…” ทันทีที่ขยับตัวความเจ็บปวดก็แผ่กระจายไปทั่วร่าง ราวกับว่าเพิ่งถูกคนรุมกระทืบมา ที่สำคัญทำไมถึงได้รู้สึกเจ็บที่ส่วนนั้น เปลือกตาที่เปิดออกพร้อมกับใบหน้าที่เหยเก มองเห็นลาง ๆ เป็นร่างของใครคนหนึ่งเดินเข้ามา 

ไอ้เพลิงเหรอ? 

ผมหลับตาลงเพื่อตั้งสติอีกครั้ง ได้แต่สงสัยว่าทำไมถึงได้เจ็บปวดไปทั่วร่างแบบนี้ มันช่างไม่ต่างไปจากวันที่ผ่านการเรียนวิชาพละฯ มา เมื่อไม่ได้ยินเสียงไอ้คนที่มักจะเอ่ยอะไรก่อนทุกครั้งผมจึงได้หรี่ตามอง 

“…” เพลิงมันถือถุงอะไรสักอย่างมาวางไว้บนโต๊ะทำงานแล้วเอาแต่ยืนมองเสียจนคิ้วผมจำต้องขมวด 

แต่ทำไมสายตานั้นกลับเหมือนกำลังสื่อถึงอะไรบางอย่างและมันดันทำให้ผมตั้งสติได้ ความเจ็บปวดที่ได้รับเกิดขึ้นได้ยังไง แล้วใครเป็นคนทำ สองมือพยายามหยัดกายลุกขึ้นนั่งด้วยความทรมาน 

กึก… 

“ปวดว่ะ… กูเป็นไรวะ” 

“…” เงียบ… 

“อะ ไอ้เพลิง…” ผมเรียกมันแล้วก้มลงสำรวจเรือนร่างเมื่อผ้าที่คลุมอยู่ไหลลงไปกองไว้บนตัก ดวงตาที่เปิดไม่สนิทในตอนแรกถึงกับต้องเบิกกว้าง รีบเปิดผ้าที่คลุมส่วนของลูกชายออกยิ่งทำให้ใจผมสั่นไหวแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองไอ้คนตัวสูง 

“มะ มึงทำอะไรกูเพลิง?” ถามเสียงสั่นแล้วก้มลงไปสำรวจร่างอีกครั้ง โดยเฉพาะส่วนนั้นที่มีไว้ปลดทุกข์แต่ตอนนี้กลับรู้สึกแสบไปหมด มันทำให้ใจผมเริ่มแป้วเมื่อนึกไปถึงเรื่องบนเตียงของสองบุรุษเพศ 

“มึงให้กูทำเองนะธาร”  

“หะ ให้ทำ? กูให้มึงทำอะไร?” 

“…” มันมองด้วยสายตานิ่ง ๆ นั่นยิ่งทำให้ผมอยากบ้าตาย 

อย่าบอกนะว่า… 

“พะ เพลิง? กูไม่ตลกด้วยนะไอ้สัด” ยิ่งขยับยิ่งรู้สึกเจ็บ แต่จิตใจที่ร้อนรนมันสั่งให้ผมสำรวจร่างกายไม่ยอมหยุด 

“จะขยับทำไมวะ?” 

พลั่ก! 

“อย่ามาจับกู!” 

“มึงให้กูทำเองนะไอ้ธาร ให้กูจูบ ให้กูทำทุกอย่างแต่เสือกจำไม่ได้มึงควรให้กูทำไงวะ?” ยิ่งได้ยินมันพูดน้ำตาผมยิ่งซึม ทำได้เพียงกำหมัดกัดฟันกรอดพลางถลึงตามองมันด้วยความโกรธ 

ผมได้กันกับมันเหรอ? 

“มึงแม่งเคยจำห่าอะไรได้ไหม” 

“…” 

“กูผิดเหรอที่สนองความต้องการให้คนอยากที่แม่งจำห่าอะไรไม่เคยได้?”  

“…” เสียใจว่ะ ผมเถียงอะไรไม่ออกเพราะรู้สึกจุกอยู่ที่อก ตื่นมาเพื่อพบว่าตัวเองโดนผู้ชายเอาแล้วลืมเหรอวะ? 

อีกแล้วเหรอ… 

มึงจำอะไรไม่ได้อีกแล้วเหรอวะธาร? 

“…” ค่อย ๆ ขยับร่างลงจากเตียงช้า ๆ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างสุดจะกลั้น จากที่เครียดเรื่องเมื่อคืนเนื่องจากจำอะไรไม่ได้แล้วยังต้องมาเสียใจเรื่องนี้อีก 

ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายแม่งหายไปหมดแล้ว… 

ยิ่งรู้ว่าเตียงที่ลุกขึ้นเมื่อกี้คือเตียงของไอ้คนที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง ซ้ำผมยังไม่ได้ใส่อะไรหัวใจยิ่งบีบรัดจนน้ำตาไหลไม่หยุด พูดอะไรไม่ออกเลยจริง ๆ 

ให้มันเหรอวะ? 

ผมเองเหรอที่ให้มันเอา? 

จะเป็นไปได้ยังไง… 

“…” เดินเข้าไปในห้องน้ำด้วยความทรมานที่ส่วนนั้น ผมไล่สายตามองตัวเองในกระจก เรือนร่างกำลังเต็มไปด้วยรอยรักสีเขียวแดง มันดูน่ากลัวกว่าน่าเกลียด ยิ่งรู้ว่าเกิดจากใครน้ำตายิ่งแตกพราก 

ทำไมต้องเป็นมัน… 

“สะ สัดเอ๊ย…” สิ่งที่ชำระล้างความปวดร้าวนี่ได้ก็คงเป็นสายน้ำ ใจหนึ่งก็สมเพชตัวเองที่ต้องมาร้องไห้ท่ามกลางสายน้ำจากฝักบัว ชีวิตแม่งเหมือนละครน้ำเน่าฉิบหายไอ้ธารเอ๊ย 

จูบกันว่าหนักแล้ว… ครั้งนี้แม่งได้กันเลยเหรอวะ? 

หลับตาลงก็เห็นเป็นความมืด คิดไม่ออกว่าควรทำยังไงต่อ ที่แน่ ๆ คือไม่อยากอยู่กับมันแล้วว่ะ ผมกลายเป็นคนสำออยแล้วยอมแพ้ต่อศึกในครั้งนี้แล้วหรือไง 

แค่โดนผู้ชายจูบ 

แค่…. โดนผู้ชายเอา 

“ก็แค่…” จะปลอบใจตัวเองยังไงดี ยอมรับว่าตั้งสติยังไม่ได้เพราะกำลังช็อกกับความจริงที่ได้รับ เพลิงมันชอบผู้ชายเหรอ? หน้าตาหรือบุคลิกไม่ให้เลยสักนิดแต่ทำไมถึงกล้าทำแบบนั้น 

ถ้าหากคิดว่ามันแกล้งก็คงจะไม่ใช่ สายตาและน้ำเสียงเวลามันจริงจังผมยังจำได้ไม่เคยลืม แต่ที่จำไม่เคยได้คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อสองสามวันมานี้ 

ตั้งแต่วันเกิด… 

อายุ 18 แล้วมีแต่เรื่องฉิบหายเลยว่ะ… 

‘เอาไงดีวะธาร?’ ได้แต่ถามคำถามเดิมกับตัวเองซ้ำ ๆ ในขณะอาบน้ำล้างหน้าและแปรงฟัน จนสุดท้ายสิ่งที่ต้องทำคือการทำใจเพื่อออกไปเจอหน้าของไอ้เพลิง 

เจ็บก็เจ็บห่าเอ๊ย! 

“…” ประตูห้องน้ำเปิดออกก็พบกับเตียงของไอ้เพลิงที่ไร้ซึ่งผ้าปู เห็นเช่นนั้นเลยขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วค่อย ๆ เดินอย่างทรมานออกมาจากห้องน้ำ 

‘ไปไหนวะ?’ ไม่เห็นมันในห้องจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า นาฬิกาบอกเวลาว่าเกือบเที่ยง ยิ่งรู้ว่าเป็นวันจันทร์ผมยิ่งโมโห เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองเสร็จแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ก็ได้ยินเสียงเปิดประตู 

“กูบอกไอ้ชงให้แล้ว” 

“…” ไม่ได้ให้บอกทำไมต้องบอก เลือกไม่มองหน้ามันแล้วรีบเดินไปนั่งลงบนเตียงของตัวเองก่อนจะพิมพ์แชตหาไอ้ชง ขึ้นมอหกมาไม่เคยขาดหรือลาเรียนเลยสักครั้งแต่ต้องมาขาดเพราะเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ 

“มึงโกรธกูมากเหรอธาร?” 

“ยังจะถามอีกเหรอเพลิง?” 

“…” ยืนกอดอกมองผมอยู่ห่าง ๆ 

“กูถูกผู้ชายเอานะไอ้สัด แถมยังเป็นมึง…” ประโยคหลังแผ่วลงพร้อมกับหันหน้าหนี 

“เป็นกูแล้วมันทำไม?” ถามเสียงแข็งแล้วเดินเข้ามาใกล้ ๆ จนผมต้องเงยหน้ากัดฟันมองหน้ามันด้วยความโกรธ กล้าถามว่า ‘ทำไม’ อีกเหรอวะ? 

“อย่ามาใกล้กูไอ้เพลิง” 

“เมื่อคืนแม่งยังครางอยู่เลย บอกให้กูทำอีกด้วยวันนี้” 

“…” ประโยคต่อมาทำให้จำต้องกัดฟันกรอด จะต่อยมันก็ไม่ได้น้ำตาจึงคลอเบ้าแล้วก้มลงพิมพ์แชต มันทำให้ผมร้องไห้กี่ครั้งแล้วตั้งแต่เด็กจนมาถึงตอนนี้ 

ทำไมเป็นคนแบบนี้!? 

“เฮ้อ… แล้วมึงจะร้อง-” 

“ยะ อย่ามาจับกู! บอกกี่ครั้งแล้ว” 

“จะร้องไห้ทำไม?” 

“…” มันควรถามเหรอประโยคนี้ ยังกล้าถามอีกเหรอว่ากูร้องไห้ทำไม? ผมไม่เหลือคำตอบอะไรให้มันแล้ว บอกให้ออกไปไกล ๆ ก็ไม่ยอม 

“ยอมคุยกับกูดี ๆ ได้ไหมธาร” 

“…” ยังต้องคุยกันอีกเหรอวะ? 

“มึงไม่สงสัยไม่คิดถามกูเลยหรือไงว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น?” เมื่อได้ยินผมจึงเงยหน้าขึ้นไปมอง แต่ก็ยังไม่ทิ้งความโมโห 

“มึงลักหลับกู…” 

“…” 

“เลว” 

“หึ… คิดว่ากูลักหลับมึงเหรอวะถามจริง?” มันแอบขำแล้วถามด้วยใบหน้าไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรเลยสักนิด บอกให้ออกไปห่าง ๆ ก็ไม่ยอมออก 

เหนื่อยจริง ๆ ว่ะ… 

“มีอะไรน่าขำเหรอวะเพลิง ไม่ใช่กูมึงไม่รู้สึกหรอก” 

“กูไม่รู้สึก?” 

“…” 

“ตอนนี้กูก็เจ็บกูยังไม่ร้องเลย” เจ็บเหรอวะ? สภาพแบบนี้เหรอเจ็บ ตัดมาที่ผมสภาพไม่ต่างไปจากหมาโดนรุมกัดตอนเปียกน้ำ ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ ทำไมต้องเป็นมัน 

“กูไม่อยากคุยกับมึงแล้วว่ะเพลิง ไปไกล ๆ ได้ไหม วันจันทร์มึงก็ไปเรียนดิวะ” 

“กลัวมึงตาย” 

“ตายได้ก็ดี…” 

“ปากเสียไอ้สัด มึงอย่าพูดแบบนี้อีกนะธาร” 

“…” มองตามหลังไอ้คนที่เดินไปหยิบอะไรสักอย่างมาให้ เห็นเป็นถุงโจ๊กวางอยู่ในถ้วยและมีช้อนอยู่ในนั้นคิ้วผมจึงขมวดเข้าหากันเชิงถามว่าเอามาทำไม 

“กิน” 

“ไม่…” 

“จะได้กินยาแก้ปวด” 

“กูไม่กิน…” 

“พยายามพูดดี ๆ ด้วยแล้วนะธาร” มันวางไว้ให้แล้วเดินไปลากเก้าอี้มานั่งจ้องเหมือนบังคับให้กินเอาให้ได้ พอเถียงไม่ได้น้ำตาก็จะไหลเอาง่าย ๆ เลยว่ะ ความเสียใจถาโถมเข้ามาจนผมต้องยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้ 

“เฮ้อ… มึงจะร้องไห้ทำไม” เสียงลากเก้าอี้เข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับมันที่ดึงมือผมออก แต่ครั้งนี้ผมยอมให้มันทำแล้วเอาแต่ร้องไห้มองหน้ามันด้วยความโกรธ ซึ่งมันก็เอาแต่นั่งมองหน้าผมไม่ละสายตาไปไหน 

“กะ กูเกลียดมึง” 

“รู้… แต่หยุดร้องไห้แล้วแดกข้าวก่อน” 

“กูเกลียดมึงมาก ๆ ฮึก…” 

“เจ็บว่ะ… แต่ไม่ได้ทำให้กูเปลี่ยนไปหรอกนะ” 

“…” 

“กูก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว…”  

 

หลังกินข้าวและกินยาแก้ปวดเสร็จผมก็เอาแต่นอนอยู่บนเตียง โชคดีที่ไอ้เพลิงมันยอมออกห่างตามที่ขอร้อง ไม่อยากเห็นหน้ามันเลยด้วยซ้ำแต่ดีหน่อยตรงที่ยอมเป็นเหมือนทาสรับใช้ให้ทุกอย่าง ส่วนผมแค่ปวดตัวและตรงนั้น 

พรุ่งนี้ก็ไปเรียนได้แล้วแหละ พยายามเดินให้เหมือนปกติก็แล้วกัน ยิ่งคิดว่าเพิ่งโดนผู้ชายทำแบบนั้นมายิ่งรู้สึกเจ็บที่หัวใจ 

ทำใจรับไม่ได้… 

เอาไงดีวะธาร? 

ถ้าหากทำเป็นลืม ๆ เรื่องนี้ไปแล้วพยายามระมัดระวังตัวเองมากกว่านี้จะโอเคขึ้นไหม ในเมื่อตอนที่ถูกจูบเรายังผ่านมาได้ ครั้งนี้ก็คงผ่านไปได้เช่นกัน ถึงแม้มันจะฝังใจเราไปตลอดชีวิตก็ตามแต่ 

“ธาร…” เสียงเรียกจากไอ้คนด้านหลังดังขึ้นแต่ผมเลือกที่จะไม่หันไปมอง เพราะรู้ว่าไอ้เพลิงมันนอนอยู่บนเตียงของมันผมถึงได้นอนตะแคงข้างแบบนี้ไง! 

“ถ้ากูบอกไปมึงจะเชื่อกูไหม?” ผมเลือกที่จะไม่ตอบแต่ยังคงตั้งใจฟัง 

บอกเหรอ? 

บอกอะไร? 

“กูว่ามึงจะมีอารมณ์ตอนฝนตกว่ะ เพราะฝนตกตอนไหนมึงเข้ามาอ้อนกูตลอดเลย” 

“เหลวไหล มึงเลิกพูดได้ละ กูเหรออ้อนมึง จะอ้วก…” อดตอบโต้ไม่ได้เลยจริง ๆ ถึงไม่ได้หันไปมองแต่กลับนึกสภาพหน้าของมันออก 

ฝนตกแล้วมีอารมณ์เหรอ? 

ไร้สาระ… 

“กูพูดจริง… ตั้งแต่คืนวันเกิดมึงละ มึงอ่อยกูเหมือนคนเสี้ยนยา จนกูต้องใช้มือให้ ตื่นมามึงก็จำอะไรไม่ได้” 

“…” ไม่อยากฟังเพราะยิ่งฟังยิ่งปวดใจ… 

“ตอนไปดูอิทสองเหมือนกัน ฝนตกตอนเรากำลังจะกลับ” 

“กูอยากร้องไห้อีกแล้วว่ะ…” 

“…” 

“กูรับไม่ได้…” 

“เฮ้ออ…” เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จากคนด้านหลังดังขึ้นพร้อมกับผมที่หลับตาลงเพราะไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว ต่อให้เป็นความจริงหรือไม่ยังไงก็รับไม่ได้อยู่ดี 

แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับเอาคำพูดของไอ้เพลิงเก็บมาคิดแล้วประมวลผลตามเหตุการณ์ที่พอจะจำได้ ถึงแม้จะพอปะติดปะต่ออะไรได้บ้างแต่ความทรงจำก็ไม่อาจผุดขึ้นมาเลยสักนิด 

ก่อนอื่นคือต้องทำใจรับความจริงกับเรื่องเมื่อคืนให้ก่อน… 

เฮ้อ… 

 

วันพรุ่งนี้~ 

“กูกะจะไปดูแข่งบาสว่ะ มึงจะไปด้วยไหม?” 

“…” 

“ไอ้ธาร…” เสียงเรียกพร้อมกับแรงเขย่าที่แขนทำให้ผมออกจากภวังค์แล้วหันไปมอง เมื่อเห็นเป็นไอ้ชงถึงได้เลิกคิ้ว 

“อะไรวะ?” มัวแต่เครียดเรื่องเมื่อวานกับคำพูดของไอ้เพลิงจนวันนี้เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ชงมันขมวดคิ้วมองเหมือนกังวลจนผมต้องถอนหายใจพลางเดินเอาไม้กวาดไปเก็บแล้วหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย 

“มึงเป็นไรช่วงนี้ ถ้ายังไม่หายดีวันนี้จะไม่มาก็ได้นะธาร” 

“กูสบายดี มึงจะกังวลทำไมวะ?” 

“ก็เพื่อนแม่งเอ๋อตั้งแต่เช้ายันทำเวรหลังเลิกเรียนแบบนี้กูก็เครียดดิวะ มึงไม่เคยเป็นแบบนี้นะเว้ย” เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังจนผมถอนหายใจ 

“กูโอเค แต่คงยังไม่หายป่วยจริง ๆ มั้งเลยเบลอ” คงต้องแถไปก่อน 

“มึงกลับห้องไปพักเถอะ” 

“มึงจะไปดูแข่งบาส?” 

“เออ… ไม่ได้น่าดูหรอกแมตช์นี้ มึงกลับไปกินยาพักผ่อนก็ได้ ฝนแม่งก็เหมือนจะตกอีกละ 

กึก… 

“ฝะ ฝนจะตกเหรอวะ?” ทำไมถึงต้องชะงักกับประโยคนั้น สองเท้ารีบสาวตรงไปยังหน้าต่าง เห็นเมฆสีมืดเริ่มก่อตัว อีกไม่นานก็คงจะตกแล้วสินะ 

ทำไงดีวะธาร… 

จะเชื่อไอ้เพลิงดีไหม… 

พลั่ก! 

“เชี่ย…” เสียงดันประตูห้องเข้ามาอย่างแรงทำให้ผมสะดุ้งพร้อมกับไอ้ชงที่สบถคำหยาบเพราะตกใจ หันไปมองยิ่งทำให้คิ้วต้องขมวด ไอ้เพลิงในสภาพเสื้อลอยชายหายใจหอบมองมาที่ผม 

“มีไรวะ?” ชงมันถามส่วนผมรีบหันหน้าหนีคนมาใหม่แล้วรีบสาวเท้าไปยังประตูอีกบาน 

“กูกลับแล้วนะชง เจอกันพรุ่งนี้” 

“อะ เออเค ๆ” จะมาหาทำไมวะ แล้วสภาพตื่นตระหนกแบบนั้นมันหมายความว่าไง แน่นอนว่าถ้าผมเดินออกไปจากห้องไอ้คนตัวสูงมันก็ต้องเดินมาตามอย่างรวดเร็ว 

“จะหนีกูทำไมวะธาร?” 

“…” 

“โทรหาแม่งก็ไม่รับ…” 

“…” 

หมับ… 

“กึก…” 

พลั่ก! 

“มึงเป็นบ้าอะไรวะเพลิง?” เมื่อถูกมันจับมือไว้ผมจึงรีบสะบัดแล้วผลักร่างมันออก พยายามเน้นเสียงถามไม่ดังมากเพราะยังมีคนเดินผ่านไปมา 

“เฮ้อ… ฝนจะตกแล้ว” 

“แล้ว?” 

“กูขอร้องมึงกลับห้องได้ไหม อย่างน้อยอยู่ในห้องมันน่าจะปลอดภัยกว่า” 

“กูถามจริง-” 

“เชื่อกูสักครั้งได้ไหมธาร กูไม่ได้ให้มึงทำเพื่อกูแต่ทำเพื่อตัวมึงเอง” น้ำเสียงแสนจริงจังทำให้ผมจำต้องหันหน้าหนี ทำไมชีวิตต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย 

“ธาราครูรบกวนเอาเอกสารนี้ไปให้ครูหมวยที่ห้องทะเบียนได้ไหม พอดีครูต้องประชุมหมวดต่อ” 

“ได้-” 

“เอ่อ… เดี๋ยวผมเอาไปให้เองดีกว่าครับ” กำลังจะหันไปรับแต่ไอ้คนตัวสูงมันกลับหยิบตัดหน้าจนผมชะงักมือไว้ 

“งั้นครูรบกวนด้วยแล้วกัน…” ครูบีที่ปรึกษาห้องของผมเอ่ยพลางยิ้มให้ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องหมวดวิชาคณิตศาสตร์ เหลือเพียงผมกับไอ้เพลิงที่ยืนมองหน้ากัน 

ไม่เข้าใจมันจริง ๆ ว่ะ แต่ทำไมถึงต้องยอมรับในสิ่งที่มันขอก็ไม่รู้… 

“กูกลับไปช่วยมึงไม่ได้นะ” 

“ช่วยไร?” 

“หลายอย่าง” 

“เช่น?” 

“จูบไง…”  

“สัด…” โคตรเบื่อมันเลยว่ะ ผมทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากรีบเดินลงบันไดเพื่อกลับหอ ทั้ง ๆ ที่ส่วนนั้นยังเจ็บแต่กลับต้องทำเป็นเดินให้ปกติมาตั้งแต่เมื่อเช้า 

“กูจะรีบกลับไปช่วย!” 

‘จะตะโกนทำบ้าไรวะ…’ คนแม่งมองกันหมดแล้วด้วย 

ไอ้ไฟนรกเอ๊ย… 

 

 

ไรท์เอ็ม 

ยังไงช่วยเตรียมเครื่องบินปล่อยฝนเทียมด้วยนะครับ ถ้าฝนไม่ตกพวกเราจะทำให้ตกเอง! เห็นหลายคนหวีดหลายคนเมนต์แล้วดีใจมากเลยครับ! 

แท็ก #ฝนเดือด 

+100% 

(แก้ไข2) 

ฟีดแบ็ก = กำลังใจ = ลงบ่อย 

twitter @heartfilia_emma 

Page ไรท์เอ็ม 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น