khontualeklek

ถ้าชอบก็กด Like ให้กำลังใจ หรือ comment คุยกันได้นะคะ

ตอนที่ 12 ในฐานะ...

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 ในฐานะ...

คำค้น : ยูริ yuri เลสเบี้ยน นิยายวาย นิยายยูริ Blackpink Snsd

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 96

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2562 16:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 ในฐานะ...
แบบอักษร

 

 

 

12 

        ในฐานะ... 

 

               ฉันตกใจมาก รีบเดินปรี่ไปหาคนถามและคว้าหนังสือเล่มนั้นมาจากมือพี่ดรีมทันที 

 “เอ่อ...คือเป็นนิยายเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดอ่ะค่ะ ก็เลยมีเรื่องเกี่ยวกับพลังวิเศษ” ฉันโกหกหน้าตายแล้วรีบเก็บหนังสือใส่ลิ้นชักทันที จากนั้นก็ทำทีเป็นหยิบกรอบรูปที่มีภาพของพ่อกับแม่ให้พี่เขาดูเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “นี่พ่อแม่ของแตมเองค่ะ” 

           อีกคนรับกรอบรูปที่ฉันยื่นไปให้ด้วยสีหน้างงๆก่อนจะเบนสายตามองที่รูปภาพ “ตาสวยเหมือนแม่นี่เอง” คนพี่เอ่ยชมพร้อมรอยยิ้ม ตวัดสายตาขึ้นมามองฉัน แววตานั้นปริ่มไปด้วยความหลงใหล 

 

พอถูกจ้องแบบนั้นใจก็หวิวสั่น แต่ครั้งนี้ฉันกลับไม่รู้สึกเขินอายแต่อย่างใด ใจกล้าจ้องตากลับและขยับหน้าเข้าไปใกล้ๆใบหน้าสวยของอีกฝ่าย “พี่ดรีมก็ตาสวยนะคะ แตมอยากมองตาคู่นี้ทั้งวันเลย” ฉันใช้น้ำเสียงแว่วหวานน้ำตาลสามช้อนอย่างที่ไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนี้กับใครมาก่อน 

 

เราต่างจ้องตากันไม่กระพริบราวกับกำลังหยั่งเชิงกันไปมา ใบหน้าของเราใกล้กันมาก จากที่ไม่เขินตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวที่บริเวณแก้ม และหายใจถี่ขึ้นเพราะความตื่นเต้น ระหว่างนั้นเองพี่ดรีมเป็นฝ่ายขยับหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีก เจ้าตัวเอียงหน้าเล็กน้อยแล้วโน้มปากมาหา ริมฝีปากของเราสองกำลังจะประกบจูบกัน 

 

เปรี้ยง!!! 

 

แต่ทันใดนั้นเอง เสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ จนเราทั้งคู่ต่างตกใจสะดุ้งโหยง และเขยิบตัวออกห่างโดยอัตโนมัติ ฉันกับพี่ดรีมต่างหันไปมองทางหน้าต่างพร้อมกัน ข้างนอกตัวอาคารมีสายฝนเทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อยู่ดีๆฝนก็ตกหนักมาก เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้ง คนหน้าหวานกรีดร้องด้วยความตกใจ 

 

“อ๊ายย! ตกใจหมดเลย ทำไมอยู่ดีๆฝนถึงตกหนักขนาดนี้เนี่ย” พี่ดรีมนิ่วคิ้วและยกมือขึ้นมาปิดหูเพื่อกลบเสียงฟ้าร้อง 

“นั่นสิคะ เมื่อกี๊ยังแดดออกอยู่เลย” ฉันตอบกลับไปด้วยความรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย พลันตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น  

 

 หรือเป็นเพราะว่าเรากำลังจะจูบกัน ฉันกำลังทำผิดกฏอะไรรึเปล่า ตอนนี้ในหัวของฉันเต็มไปด้วยคำถามมากมาย 

 

อึ๊ก! 

อยู่ๆพี่สาวคนน่ารักก็สะอึกขึ้นมา  

“ตกใจจนสะอึกเลยเหรอคะ” ฉันถาม 

“จ้ะ คงงั้นแหละ อึ๊ก!” 

“เดี๋ยวแตมไปเอาน้ำให้นะคะ”  

ฉันเดินตรงไปที่ห้องครัวและเปิดตู้เย็นด้วยความลุกลี้ลุกลน หยิบขวดน้ำมาเทน้ำเปล่าใส่แก้วอย่างเร่งรีบตรงเคาน์เตอร์ครัว ระหว่างนั้นเองคนพี่ก็เดินตรงมาหาพร้อมเสียงสะอึกดังเป็นระยะ ฉันยื่นแก้วน้ำให้ พี่ดรีมรับไปแล้วกระดกแก้วขึ้นดื่มอึกๆ 

ขณะที่ดื่มน้ำคนสะอึกก็จ้องฉันอย่างไม่วางตา จนฉันต้องหลุบตามองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือด้วยความรู้สึกประดักประเดิดอย่างบอกไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เลยทำทีเป็นชวนคุยแก้เขิน 

“ตอนนี้ก็เกือบทุ่มนึงแล้ว พี่ดรีมหิวข้าวไหมคะ” 

คนหน้าหวานวางแก้วน้ำที่ว่างเปล่าบนเคาน์เตอร์ หลังจากดื่มน้ำเข้าไปจนหมดแก้ว อาการสะอึกก็หายเป็นปลิดทิ้ง “หิวจ้ะ แต่ข้างนอกฝนตกหนักมาก คงออกไปกินข้างนอกไม่ได้ งั้น...ทำกินกันเองมั้ย ไหนดูสิ ในตู้เย็นมีอะไรบ้างเอ่ย”  

พี่ดรีมเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วต้องพบเจอแต่ความว่างเปล่า สีหน้าของพี่ดรีมที่หันมามองฉันก็ว่างเปล่าเช่นกัน “ตู้เย็นมีไว้เป็นเครื่องประดับในครัวเหรอจ๊ะ ทำไมไม่มีอะไรอยู่ในนี้เลย” ระหว่างที่พูดก็พยักพเยิดหน้าไปทางตู้เย็น  

“มีขวดน้ำที่เทให้พี่ดรีมดื่มไงคะ” ฉันแก้ตัวและยื่นมือไปเปิดช่องฟรีซ “นี่ไงมีเนื้อแช่แข็งอยู่ เดี๋ยวใส่ต้มกับมาม่าก็ได้ค่ะ อร่อยสุดๆบอกเลย”  

“เนื้อวัวเหรอ พี่ไม่กินอ่ะจ้ะ” 

“งั้น...จะให้แตมสั่งข้าวที่ข้างล่างคอนโดมั้ยคะ” 

“ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวไอกินแต่เส้นมาม่าก็ได้ สบายมาก” 

“โอเค รอแป๊บนึงนะคะ แตมจะทำให้อร่อยเลย” 

พี่สาวคนสวยเดินไปนั่งที่โต๊ะกินข้าว “ใส่ผงอร่อยขนาดนั้น ก็ต้องอร่อยอยู่แล้วแหละ” 

“ผงชูรสค่ะ ไม่ใช่ผงอร่อย” ฉันหัวเราะคิกคัก 

“ขำเข้าไป” คนที่พูดผิดมองค้อน “รีบๆทำให้พี่กินเลย หิวจะตายอยู่แล้วเนี่ย” 

“คร๊าบบ ผมมม เดี๋ยวแตมจัดให้ ถือตะเกียบรอไว้เลยนะคะ” 

 

ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ต้มมาม่าเสร็จ ฉันยกชามไปเสิร์ฟให้คนโมโหหิวที่ตั้งท่าถือตะเกียบและช้อนอยู่ในมือที่พร้อมจะกินทันทีเมื่อชามวางลงตรงหน้า 

ควันลอยฉุยขึ้นมาจากชามพร้อมกับกลิ่นหอมฟุ้งโชยไปทั่วห้องครัว “แต๊งกิ้วนะคะ น่ากินจัง” คนพี่เอ่ยอย่างอารมณ์ดีแล้วใช้ตะเกียบคีบเส้นขึ้นมา จากนั้นก็เป่าเส้นบะหมี่ให้หายร้อนจนแก้มป่องเป็นปลาทองก่อนจะสูดเส้นเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆเหมือนเด็กน้อย จนทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู 

มีหลายร่างจังนะผู้หญิงคนนี้ เวลากินแล้วเหมือนเด็ก เวลาทำงานก็ดูมั่นๆคูลๆ มีหลายบุคลิกให้น่าค้นหาจัง ยังมีร่างไหนอีกนะที่ฉันยังไม่เคยเจอ  

ตัวเองเอาแต่จ้องอีกฝ่ายจนเจ้าตัวคงรู้สึกว่าถูกจับจ้องอยู่ เลยหยุดกินแล้วชี้ตะเกียบมาที่ชามของฉัน  

               “ไม่กินเหรอ เดี๋ยวเส้นก็อืดหมดหรอก” พี่ดรีมพูดขณะที่เคี้ยวอาหารอยู่ในปากจนแก้มป่อง 

           “แบ่งของแตมไปมั้ยคะ ดูท่าพี่ดรีมคงไม่น่าอิ่มนะ” ฉันเอ่ยแซว  

           “หมายความว่ายังไง หาว่าพี่กินเก่งเหรอ” คนพี่ทำหน้างอนเล็กน้อย 

           “กินจุต่างหาก” ฉันหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะคีบเนื้อเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ “ทำไมพี่ดรีมถึงไม่กินเนื้อล่ะ อร่อยจะตายไป พลาดมากขอบอก”  

           “น้องวัวอุตส่าห์ให้นมพวกเรากิน ยังจะไปกินเนื้อมันอีกเหรอ ไม่เอาอ่ะ น่าสงสารออก ดูอย่างแม่เราสิให้นมลูกกินจนเราเติบโตและแข็งแรง ถือว่าท่านเป็นผู้มีพระคุณกับเรา วัวก็เช่นกันนะ” 

 

           ฉันหลุดหัวเราะทันทีเมื่อได้ยินเหตุผลของคนไม่กินเนื้อวัวจนต้องยกมือขึ้นมาป้องปากตัวเองเพราะกลัวว่าอาหารจะกระเด็นออกมาเพราะเกิดอาการสำลักชุดใหญ่ 

 

           แค่ก แค่ก แค่ก 

 

           ฉันไอสำลักจนหน้าแดง พอพี่ดรีมเห็นแบบนั้นก็รีบลุกไปหยิบน้ำมาให้ ฉันรับแก้วน้ำมาดื่มทันที และในวินาทีนั้นเองแผ่นหลังของฉันก็ถูกลูบไล้ขึ้นลงเบาๆด้วยมือของพี่สาวคนสวย 

 

           สัมผัสนั้นทั้งอบอุ่นและก็ทำให้ใจหวิวไม่น้อย 

           “ขำอะไรก็ไม่รู้ ดูสิเดี๋ยวก็ติดคอตายกันพอดี” ปากคนพี่ก็บ่นพึมพำแต่มือก็ลูบหลังฉันอย่างเป็นห่วงเป็นใย “ดีขึ้นรึยังจ๊ะ” อีกฝ่ายมองฉันด้วยสายตาเป็นห่วง 

           “ดีขึ้นแล้วค่ะ” เสียงของฉันแหบพร่าเล็กน้อย “พี่ดรีมกินต่อเถอค่ะ แตมโอเคแล้ว ไม่ต้องลูบหลังแล้วก็ได้ค่ะ” 

           ฝ่ามือที่ลูบถี่อยู่ตรงกลางหลัง เริ่มไล้ช้าลงและเคลื่อนที่ไปลูบไล้ตรงจุดอื่นของบริเวณหลัง สัมผัสเบาหวิวนั้นเริ่มทำให้ฉันสยิวกิ้วเล็กน้อยจนเกิดอาการเกร็งไปทั้งตัว ตอนนี้ฉันเอาแต่ก้มหน้ามองชามเพราะไม่กล้าสบตา พี่ดรีมใช้มือลูบไล้ไปทั่วหลังฉันอย่างยั่วยวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมานั่งกินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

 

           แกล้งกันนิหน่า ร้ายชะมัด ตอนนี้ท้องไส้ของฉันเริ่มปั่นป่วนมวลท้องไปหมด ฉันกินต่อไม่ลงได้แต่ดื่มน้ำเข้าไปท่าเดียว 

           “แตมเป็นไร ไม่กินต่อล่ะจ๊ะ” คนขี้แกล้งยิ้มเจ้าเล่ห์ สายตายียวนคู่นั้นมองมาอย่างมีชัยที่แกล้งฉันสำเร็จ 

           ฉันไม่ตอบและทำทีเป็นกินต่ออย่างเอร็ดอร่อย “เนื้อนี่มันอร๊อยย อร่อย” ฉันทำหน้าฟินจนคนตรงหน้ามองตาละห้อย “พี่ดรีมไม่ลองหน่อยเหรอคะ อร่อยน้า เนื้อนุ๊ม นุ่ม” ฉันคีบเนื้อในชามแล้วยื่นไปจ่อปากคนหน้าหวาน 

           คนโดนยั่วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะเบี่ยงหน้าหนี “พี่บอกแล้วไงว่าไม่กิน” 

           “ลองชิมดูสักครั้งสิคะ แค่ครั้งเดียวเองน้องวัวไม่ถือโกรธพี่หรอก ถ้าไม่กิน แตมก็จะตื๊อไปอย่างนี้แหละ” ฉันรู้สึกสนุกเล็กน้อยที่ได้แกล้งคนพี่ ตอนนี้อีกฝ่ายเริ่มมีท่าทีลังเล “อ้าปากเร็ว”  

           คนไม่กินเนื้อวัวทำหน้าหน้าครุ่นคิดก่อนจะค่อยๆอ้าปากแต่โดยดี ฉันอมยิ้มและป้อนเนื้อเข้าปากพี่ดรีม พี่สาวคนสวยค่อยๆเคี้ยวราวกับกลัวว่าน้องวัวจะเจ็บ พอลิ้นของเจ้าตัวเริ่มได้รับรสชาติและเนื้อสัมผัส สีหน้าที่ลังเลในตอนแรกก็พลันเปลี่ยนเป็นแปลกใจ  

“อื้ม อร่อยจัง” คนที่พึ่งกินเนื้อวัวในครั้งแรกทำหน้าเซอร์ไพรส์ จากนั้นก็ใช้ตะเกียบคีบเนื้อในชามของฉันไปไว้ในชามของตัวเองหน้าตาเฉย 

“อ้าว ขโมยเนื้อกันอย่างนี้เลยเหรอคะ ไหนตอนแรกใครบอกว่าไม่กินน้องวัวเพราะอุตส่าห์ให้นมเรากินไง” ฉันเอ่ยกลั้วหัวเราะ 

“ยูมายั่วไอทำไมล่ะ ดูสิไอต้องทำผิดต่อผู้มีพระคุณเลย” ระหว่างที่พี่ดรีมบ่นง้องแง้งก็เคี้ยวไม่หยุดปาก 

“พี่ดรีมต่างหาก ที่มายั่วแตมก่อน เมื่อกี๊ที่...”  

ฉันชะงักไปเพราะไม่กล้าพูดต่อ ตัวเองมาแกล้งยั่วฉันก่อนแท้ๆ ยังจะมาโทษกันอีก ในระหว่างที่เราต่อปากต่อคำ เสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นมา ฉันหยิบมือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา เบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นปรากฏบนหน้าจอ 

“สวัสดีค่ะ” 

[ฉันส่งรูปไปให้แล้ว ทำไมยังไม่เปิดอ่าน] 

“อ้อ นั่นคุณเดย์เหรอคะ” 

คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามมีสีหน้าแปลกใจเมื่อได้ยินชื่อของน้องสาวตัวเอง 

[ก็ใช่นะสิ ฉันส่งรูปและที่อยู่บริษัทให้คุณทางไลน์สักพักแล้ว แต่ไม่เห็นเปิดอ่านสักทีเลยโทรมาถาม] 

“ขอโทษด้วยค่ะ พอดีไม่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนเลย เดี๋ยวแตมจะเปิดดูอีกทีนะคะ” 

[เริ่มงานพรุ่งนี้เลยได้ไหมคะ] 

“ได้ค่ะ ถ้ามีความคืบหน้ายังไงจะโทรแจ้งอีกทีนะคะ” 

[โอเคค่ะ...แล้วนี่คุณกำลังทำอะไรอยู่] 

ในระหว่างที่ฉันคุยกับคุณเดย์ พี่สาวของคนปลายสายก็จ้องฉันอย่างไม่วางตา จนฉันรู้สึกอึดอัด 

“คะ เอ่อ...กำลังกินข้าวเย็นอยู่ค่ะ” 

“ใช่เดย์ น้องสาวพี่รึเปล่า” อยู่ดีๆคนพี่ก็ถามแทรกขึ้นมา  

ฉันพยักหน้าแทนคำตอบ 

“ขอพี่คุยกับน้องหน่อยสิจ๊ะ” พี่ดรีมกวักมือควักๆเพื่อขอโทรศัพท์ สีหน้านิ่งเฉยไม่ได้แสดงอาการใดๆ แต่ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง 

พลังงานที่ว่าทำให้ฉันรู้สึกเกรงกลัวอย่างบอกไม่ถูก 

ฉันยื่นมือถือให้อีกฝ่ายตามคำขอ เจ้าตัวรับไปแล้วกรอกเสียงเข้มใส่ปลายสาย 

“นี่ไอเองนะ ยูรู้จักกับแตมด้วยเหรอ ยูจ้างสืบเรื่องกิ๊กใช่มั้ย ทำไมไม่เห็นเล่าให้ไอฟังเลย” 

คนพี่ถามเป็นชุดและนิ่งเงียบไปหลายวินาทีเพื่อฟังคนน้องพูด 

“พอดีไอมาหาที่อยู่ใหม่ที่คอนโดคุณนักสืบน่ะ” 

ฉันเดาเอาว่าคนน้องคงสงสัยว่าทำไมคนพี่ถึงมานั่งกินข้าวเย็นอยู่กับฉัน ถึงได้ตอบออกไปแบบนั้น 

“...ไม่บอก แค่นี้นะ” 

คนพี่ตัดบทและกดวางสายก่อนจะยื่นมือถือคืนฉัน จากนั้นก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเงียบๆ สีหน้าเรียบเฉยไม่ได้แสดงความไม่พอใจใดๆแต่เหมือนว่าเจ้าตัวกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ ความเงียบที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ และฉันก็ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงกับสถานการณ์นี้ เลยได้แต่ยัดเส้นบะหมี่เข้าปากเงียบๆ ไม่กล้าปริปากพูดคำใดๆ เพื่อรอดูท่าทีของอีกฝ่าย 

 

ในหัวของฉันตอนนี้สับสนไปหมด เดาไปต่างๆนาๆว่าท่าทีนิ่งเงียบของพี่สาวคนสวยเกิดจากสาเหตุอะไร กำลังโกรธฉันกับคุณเดย์รึเปล่าที่ไม่ยอมเล่าให้ฟังเรื่องที่มาจ้างวานฉันให้สืบเรื่องกิ๊ก แต่เรื่องแค่นี้ก็ไม่เห็นจะต้องงอนหรือโกรธกันนิหน่า เอาเป็นว่าลองถามไปตรงๆเลยก็แล้วกัน  

“พี่ดรีมโกรธอะไรแตมรึเปล่าคะที่ไม่ยอมบอกเรื่องที่คุณเดย์มาจ้างสืบเรื่องแฟนเขา” 

“เปล่าจ้ะ พี่จะโกรธเราทำไมกัน พี่ไม่ใช่คนงี่เง่าแบบนั้นนะ”  

“ก็เห็นพี่ดรีมนิ่งไปเลย” ฉันเอ่ยเสียงหงอยๆ “หรือพี่ดรีมโกรธคุณเดย์คะอย่าไปโกรธเขาเลยนะ แตมคิดว่าที่คุณเดย์ไม่ยอมเล่าให้ฟังเพราะไม่อยากให้พี่ดรีมเป็นห่วงมากกว่า” 

“พี่ไม่ได้โกรธใครทั้งนั้นล่ะจ้ะ” คนหน้าหวานยิ้มและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง 

“แล้วที่พี่นิ่งไป...” ฉันยังถามไม่ทันจบประโยค อีกฝ่ายก็ถามแทรกขึ้นมา “ห้องที่อยู่ข้างๆห้องนอนแตมเป็นห้องอะไรเหรอจ๊ะ” 

ทำไมถึงถามขึ้นมานะ ฉันแปลกใจเล็กน้อยก่อนจะตอบออกไป “ตอนนี้เป็นห้องว่างๆค่ะ แต่ก่อนเคยเป็นห้องทำงานของพ่อ ” 

คนฟังนิ่งคิดไปแป๊บหนึ่ง “งั้น...จะเป็นการรบกวนมั้ย ถ้าพี่จะขอเช่าห้องนี้” 

“คะ?” ฉันเอ่ยเสียงสูงเพราะตกใจ “พี่จะอยู่ที่นี่เหรอคะ?” 

“เอ่อ...ถ้าแตมลำบากใจก็ไม่เป็นไรนะจ๊ะ” คนพูดแสดงสีหน้าเกรงใจ 

และด้วยความปากไวของตัวเองก็รีบพูดทันทีเพราะกลัวว่าพี่ดรีมจะเข้าใจผิด “ไม่ลำบากเลยค่ะ อยู่ฟรียังได้เลยค่ะ” 

           พี่สาวคนสวยยิ้มตาหยีเมื่อได้ยินสิ่งที่ฉันพูด “ไม่ได้สิ ยังไงก็ต้องจ่ายค่าเช่า ตกลงให้พี่เช่าอยู่ได้ใช่ไหมจ๊ะ” 

“แน่นอนค่ะ แตมดีใจจังที่จะได้อยู่กับพี่ดรีม”  

ฉันบอกความรู้สึกออกไปตรงๆ ตอนนี้ฉันทั้งดีใจและก็ตื่นเต้นสุดๆที่จะได้กิน อยู่ หลับ นอน กับพี่เขาถึงแม้จะนอนคนละห้องก็ตาม แค่คิดว่าจะได้เห็นหน้าพี่เขาทุกวัน มันก็แฮปปี้สุดๆแล้ว 

คนฟังอมยิ้มอย่างเขินๆ “พี่ก็ดีใจ” พี่ดรีมเอ่ยอย่างแผ่วเบา มีความรู้สึกเขินอายปนอยู่ในน้ำเสียง “ต่อไปคงได้เห็นหน้ากันทุกวัน แตมอาจจะเบื่อหน้าพี่เลยก็ได้นะ” 

ฉันส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่มีทางที่แตมจะเบื่อหน้าพี่ดรีม ต่อไปนี้เราจะได้อยู่กินด้วยกันแล้วนะคะ” ประโยคท้ายฉันเอ่ยหยอกอย่างทีเล่นทีจริงและหัวเราะตบท้ายให้ดูเป็นการพูดเล่น 

“อยู่กิน...ในฐานะอะไรดีล่ะ?” คนพี่ถามอย่างหยั่งเชิง 

“เอ่อ...คือ” พอเจอคำถามนี้ฉันก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนกับว่าคำถามของอีกฝ่ายทำให้ฉันจุกอยู่ตรงคอ เลยต้องยกแก้วขึ้นมาดื่มน้ำ พอเห็นว่าฉันไม่ยอมตอบ พี่ดรีมเลยชิงตอบแทน 

“ในฐานะแฟนดีไหมจ๊ะ” 

 

โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า 

 

พี่ดรีมนี่ได้จังหวะทีไรทั้งรุกทั้งเร้าอารมณ์น้องแตมตลอด คริ คริ เกือบจะได้จูบกันแล้วเชียวว มาลุ้นกันต่อตอนหน้านะคะว่า แตมจะตกลงเป็นแฟนกับคนพี่ไหมน้า 

 

            

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น