LamoonLove
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : bad love 23

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.1k

ความคิดเห็น : 95

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2562 06:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
bad love 23
แบบอักษร

“เห้ยยยยย” 

 

ไม่ให้ฉันร้องแบบนี้ได้ยังไง เมื่อผู้ชายที่ฉันไม่ค่อยได้เห็นหน้าเห็นตามาเกือบเดือน มาปรากฎกายต่อหน้าฉัน ด้วยสภาพที่เรียกว่า..เละ 

 

ตอนนี้ใบหน้าของเขาม่วงปูดบริเวณโหนกแก้มเล็กน้อย ดวงตาข้างนึงและมุมปาก มีเลือดประปรายที่ดูเหมือนว่ามันเริ่มจะแห้งแล้ว.. 

 

“ออกไป...” 

 

เขาพูดเสียงแข็งใส่ฉันที่ยืนขวางทาง ก่อนจะเดินไปหยิบกล่องอุปกรณ์ทำแผลมาแล้วก็ตั้งลงบนโต๊ะ พร้อมกับเปิดหยิบอุปกรณ์ต่างๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายของเขา ราวกับว่า เขาแค่อยากจะวาดรูปเล่น และนั่นก็คือพู่กันและสีน้ำ ที่พร้อมจะละเลงบนแผ่นกระดาษที่เป็นใบหน้าของเขาเอง.. 

 

แต่นี่ไม่ใช่ไง แค่เห็นหน้าของเขา ฉันยังเจ็บแทน 

นี่..เขามีต่อมรับความเจ็บในร่างกายรึเปล่านะ หรือว่ามันพังไปแล้ว? 

 

ฉันไม่เข้าใจหรอกนะ ว่าที่ผ่านมาทำไมเขาไม่กลับห้อง หรือนั่นอาจจะเป็นวิถีชีวิตปกติของเขาอยู่แล้วก็ไม่รู้ แต่จะให้ฉันมานั่งๆนอนๆ อยู่ฟรีๆที่นี่ทุกวันก็ยังไงอยู่ 

 

เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าของห้องยังไงก็ไม่รู้  

 

ทุกวันทุกมื้อ จะมีอาหารมาเสิร์ฟให้ฉันทุกครั้ง และก็หรูหราทุกครั้ง ตอนแรกฉันก็ไม่เอาและบอกปฎิเสธกับลูกน้องเขาไป แต่สุดท้ายแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม 

 

นี่เขาอยากให้ฉันรับรู้ว่าเขารวยมากจริงๆขนาดนั้นเลย..สมเพชฉันขนาดนั้นเลยหรอ 

แต่เอาเถอะ คนที่ได้ประโยชน์ก็คือฉัน..ปล่อยให้เขามีตรรกะความคิดป่วยๆแบบนั้นต่อไปเถอะ 

 

ส่วนเรื่องการเดินทาง ไม่ว่าจะไปเรียนหรือไปทำงานที่คาสิโน เขาก็ให้คนของเขาไปรับไปส่งฉันทุกครั้ง และมีข้อบังคับว่าห้ามกลับแท็กซี่เองเด็ดขาด.. 

 

คือเอาง่ายๆเลยว่า อยู่ที่นี่ไม่ได้ ลำบากหรือทรมานตามที่ฉันกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่ความสะดวกสบายสุดๆ สบายจนฉันเอะใจ..ว่าเขาให้ฉันมาทำอะไรที่นี้กันแน่? 

 

ไม่มีเขาอยู่ที่ห้อง..มีข้าวฟรี น้ำฟรี คนขับรถฟรี คนดูแลฟรี ดีทุกอย่าง แต่เสียอย่างเดียว..ไม่มีพ่อแม่ฉัน. 

 

อันที่จริงสัญญาทาสบ้าๆนั้นมันหมดไปแล้ว และฉันก็คิดว่า ถ้าหมดแล้วฉันก็กลับได้ แต่พอฉันออกจากห้องนี้ไป ลูกน้องเขาก็มากันตัวฉันไว้ ก่อนจะโทรมารายงานเจ้านายของเขาที่แทบจะไม่กลับห้อง แต่หลังจากนั้นไม่ถึงสิบนาที เขาก็มาปรากฎตัว พร้อมกับบอกว่า.. 

 

“เธอต้องอยู่ที่นี้ ไม่งั้นฉันจะฆ่าพ่อแม่เธอ!” 

 

นั่นละ ฉันเลยต้องอยู่? 

 

แต่ถึงฉันจะไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาทำ ฉันก็ยังคงทำตัวเป็นขวัญข้าวร่างสามเหมือนเดิม ยิ้มเยอะๆ พูดดีเยอะๆ เพื่อให้เขาใจอ่อน และยอมปล่อยฉันไป แม้ว่าที่ผ่านมา ดูแล้วมันจะไม่ค่อยได้ผลกับเขาเลยก็ตาม คนอะไร ทำดีด้วยแล้วก็เหวี่ยงใส่ตลอด แต่ว่าหลังๆฉันก็รู้สึกได้ว่า เขาอารมณ์ร้ายน้อยลงกว่าแต่ก่อนเยอะแล้วนะ ไม่แน่ฉันอาจจะมาถูกทางแล้วก็ได้ 

 

เพราะมีอีกเรื่องที่ฉันเพิ่งรู้ไม่นานมานี้เองว่า บ่อยครั้งที่ผ่านมา เขาแอบไปหาพ่อแม่ของฉัน.. 

 

ตอนแรกที่ฉันรู้จากปากของแม่ ฉันตกใจและกลัวมาก กลัวว่าเขาจะมาฆ่าแม่ฉันหรือทำรุนแรงอะไรกับแม่ฉันรึเปล่า แต่เมื่อมองสายตาและน้ำเสียงของพ่อและแม่ ก็บ่งบอกได้ว่า เขามาหาเฉยๆและไม่ได้ไปหาด้วยจุดประสงค์ไม่ดีด้วย 

 

เพราะพ่อกับแม่ฉันชมไม่ขาดปากเลยนะ ว่าเขานะ ดูแลดียังงั้นยังงี้ แถมยังคุยสนุกด้วย 

 

..เอิ่มม จากที่ผ่านมาแล้ว ฉันรู้สึกว่า คำว่าคุยสนุก มันช่างห่างไกลกับคนอย่างเขาจริงๆ 

 

และฉันก็มีความรู้สึกได้ว่า..เขากลายเป็นลูกรักอีกคนของพ่อกับแม่ฉันไปแล้วละ 

 

แต่เอาเถอะพ่อกับแม่ฉันมีความสุข ฉันก็มีความสุขตาม 

และจากที่ฉันเคยเห็นกับตาตอนที่เขาปฎิบัติกับพ่อแม่ของฉัน ก็คงจะเป็นอย่างที่พ่อแม่ฉันว่าจริงๆนั่นละมั้ง.. ว่าแต่..เขาทำมันทำไม? 

 

อ่อแล้วก็อีกเรื่องที่ฉันแปลกใจจนถึงทุกวันนี้ หลังจากวันนั้นที่ฉันและเขาไปเยี่ยมแม่ แม่ฉันก็ถูกทำเรื่องย้ายไปโรงพยาบาลเหยียน โรงพยาบาลที่แพงอันดับหนึ่ง และได้อยู่ห้องพิเศษด้วย 

 

ฉันเองก็แปลกใจนะ อยู่ๆ ก็มีใครไม่รู้ ไม่เอ่ยนาม เสนอตัวมาดูแลแม่ของฉัน 

 

ตอนฉันเห็นราคานะ แทบจะเป็นลม 

 

ก็นอนอะ คืนละ ห้าหมื่นเลยนะ แล้วนี่แม่ฉันนอนไปทั้งหมดสองอาทิตย์ ก็ปาไปกี่แสนละคิดดู 

 

ตอนแรกฉันคิดว่าต้องเป็นเขาแน่ๆที่เป็นคนจ่ายให้ เพราะแม่ฉันโดนย้ายตั้งแต่วันนั้นที่เขาไปเยี่ยมแต่พอถาม เขากลับตอบว่า 

 

“ทำไมฉันต้องทำเพื่อเธอขนาดนั้น?” 

 

ฉันก็เลยคิดว่า นั่นนะสิ ..มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะเป็นเขา คนอย่างเขาจะมาทำอย่างนี้เพื่ออะไร  

 

ส่วนผู้มีพระคุณคนนี้..ถ้าฉันรู้ว่าเป็นใครเมื่อไร ฉันจะตอบแทนเขาอย่างดีเลยละ.. 

 

 

ส่วนตอนนี้ ฉันคงต้องเป็นขวัญข้าวร่างสาม ที่ดูแลเขาและปฎิบัติกับเขาดีๆก่อน 

 

ฉันเดินไปนั่งโซฟาข้างๆพร้อมกับกระชากสำลีและน้ำยาล้างแผลที่เขาทำท่าจะหยิบมา ก่อนจะพูดเสียงดุเขา ที่ทำตัวยังกะเด็กที่ไปมีเรื่อชกต่อย แล้วฉันคือผู้ปกครองที่ต้องมาค่อยทำแผลให้เขาในตอนนี้ 

 

“เดี๋ยวข้าวทำให้เอง..” 

 

ฉันค่อยๆเทน้ำยาล้างแผลลงบนสำลี และค่อยๆป้ายบนหน้าเขาช้าๆ ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาขณะที่สายตากำลังมองบริเวณแผลบนใบหน้าของเขาด้วยความรู้สึกที่เจ็บแทน.. 

 

“เจ็บมากมั๊ย” 

 

ควับ! 

 

แต่แล้วอยู่ๆเขาก็คว้าแขนของฉันเอาไว้พร้อมกับจ้องหน้าฉันเขม็ง 

 

สายตาที่ดุดันแบบนี้สินะ ที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว 

..นี่ฉันกำลังคิดถึงสายตาแบบนี้หรอ..บ้าหน่าา 

 

“ถ้าพูดอีก ก็ไม่ต้องทำ ..รำคาญ!” 

 

น้ำเสียงแบบนี้ ท่าทางแบบนี้ นี่ละ เรียวเคนตะตัวจริง 

 

“ไม่พูดแล้ว ปล่อยมือเถอะค่ะ” 

 

ฉันพูดอย่างยอมแพ้ ก่อนที่เขาจะปล่อยมือลงแล้วหันหน้าตรงไปอีกทาง ฉันก็เลยเริ่มที่จะจริงจังกับการทำแผลอีกครั้ง โดยที่ไม่เอ่ยปากสักคำ 

 

พอได้มาทำแผลให้เขาใกล้ๆแบบนี้ ก็ทำให้เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยได้ดูแลผิวพรรณตัวเองเท่าไร แต่เขาก็ไม่ได้มีผิวที่แห้งหยาบ ออกจะผิวดีด้วยซ้ำ  

 

ฉันค่อยๆเอาสำลีชุบน้ำยาทำแผลแล้วป้ายไปเบาๆตรงบริเวณใต้ตาอย่างช้าๆ 

 

ตาดวงนี้สินะ ที่ชอบส่งสายตาคมราวกับปีศาจมองมาที่ฉันบ่อยๆ แม้มันจะเป็นสายตาที่ดูก้าวร้าวแต่ลึกๆแล้วฉันกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ยิ่งเป็นตอนที่เขาพูดคุยกับพ่อและแม่ของฉัน มันยิ่งเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน มันทำให้บางที..ฉันก็อดที่จะหลงไหลกับสายตาแบบนั้นไม่ได้ 

 

เอ๊ะ ฉันหลงไหลสายตาเขางั้นหรอ..ไม่สิๆ เขามันร้าย เขามันเลว ท่องเอาไว้นะ ขวัญข้าว อย่าไปหลงเขาเด็ดขาด 

 

ฉันเปลี่ยนบริเวณที่ทำแผลเลื่อนไปยังจมูกโด่งของเขาทันที  

มันเป็นแผลเพียงเล็กน้อย ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว จมูกเขามันโด่งได้รูปสวยกำลังดี ถ้าโดนแรงแล้วหักขึ้นมา คงจะเจ็บน่าดูเลย 

 

จากนั้นฉันก็เลื่อนไปยังบริเวณสุดท้าย คือมุมปาก 

 

ปากนี้สินะที่มักจะพ่นถ้อยคำที่ไม่ใกล้เคียงกับคำว่าอ่อนโยนกับฉันเลยซักครั้ง มีแต่น้ำเสียงที่เกรี้ยวโกรธ หงุดหงิด และไม่พอใจ กับทุกๆสิ่งที่ฉันทำให้ ไม่ว่าฉันจะพูดดีหรือพูดไม่ดีกับเขาก็ตาม เขาก็ยังคงสม่ำเสมอกับการกระทำกับฉันที่ทำราวกับฉันไปทำอะไรให้เจ็บช้ำใจอย่างงั้นแหละ  

 

และปากนี้ก็เป็นปากเดียวกันสินะ ที่มอบจูบแรกให้ฉันและประทับลงบนส่วนต่างๆของเรือนร่างฉัน จนใช้เวลาเกือบอาทิตย์กว่ารอยบ้าๆนั่นจะหายไป.. 

 

ประทับลงบนตัวฉันนะหรอ 

 

ฉ่าาา >///< 

 

ฮึบ นี่ฉันเป็นอะไร ทำไมหน้ามันร้อนๆอย่างนี้นะ..ฉันกำลังเขินเขาหรอ 

แล้วทำไมเขาต้องมองฉันแบบนี้ด้วยนะ.. 

 

รีบๆทายาแก้ฟกช้ำ แล้วรีบๆไปดีกว่า 

 

ฉันรีบลนลาน ทิ้งสำลีที่เช็ดแผล และเปลี่ยนเป็นไปคว้านหาหลอดยาแก้ฟกช้ำอย่างรุกรี้รุกรนแทน 

 

โอ้ยย อย่าสั่นสิ ยัยข้าว  

สติๆ 

 

“เป็นอะไร ผีเข้า?” 

 

อืม..ให้มันได้ยังนี้สิ 

ฉันไปเขินกับคนปากแบบนี้ได้ยังไงกันนะ! 

 

“ปะเปล่า ก็แค่ ..แค่หนาว..หน่ะ..” 

 

“หื้ม..หนาว?” 

 

“อื้อ ก็..นิดหน่อย” 

 

เอิ่ม..จริงๆฉันไม่ได้หนาวหรอก เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบเขาไปว่ายังไงดีเหมือนกัน ว่าฉันสั่นเพราะอะไร 

 

แต่แล้วอยู่ๆเขาก็ลุกขึ้น แล้วก็เดินไปเพิ่มอุณหภูมิแอร์ ส่วนฉันก็ได้แต่มองการกระทำของเขาด้วยความงง 

 

นี่เขา.. กลัวฉันหนาวหรอ? 

 

ปั่ก! 

 

แต่แล้วอยู่ๆเขาก็หันมามองหน้าฉันทั้งๆที่ยังถือรีโมทแอร์อยู่ ก่อนจะโยนรีโมทโยนลงบนโต๊ะด้วยความแรงพร้อมกับโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเช่นเดิม 

 

“ฉันก็หนาว ไม่ได้เบาแอร์เพราะเธอหรอกนะ! แล้วก็ไม่ต้องทำแผลแล้ว ชักช้าน่ารำคาญ!” 

 

ไม่ขอบคุณสักคำ แล้วยังมาไล่กันอีก ให้มันได้อย่างนี้สิ  

แต่ฉันก็ไม่ได้ทำตามที่เขาบอกหรอก แต่เปลี่ยนเป็นหายาแก้ฟกช้ำเหมือนเดิม จนกระทั่งเจอยานั่นแล้วก็หยิบออกมา 

 

และตอนนี้ฉันก็ไม่สั่นแล้ว เพราะว่าเสียงที่เกรี้ยวกราดของเขา ดึงสติของฉันให้ฉันกลับมานิ่งเหมือนเดิม รวมถึงอุณหภูมิของห้องที่ตอนแรกมันก็ปกติอยู่แล้ว กลายเป็นเริ่มร้อนมาแทน.. 

 

“มาค่ะ เดี๋ยวข้าวทำแผลต่อให้เสร็จนะคะ จะไม่ชักช้าแล้ว” 

 

เป็นเด็กดีเข้าไว้ ยิ้มเข้าไว้ ขวัญข้าว.. 

 

เขามองหน้าฉันชั่วครู่ ก่อนกระแทกตัวลงมานั่งที่โซฟาอย่างเดิม 

ส่วนฉันก็เริ่มเอามือป้ายยาที่บีบออกมา แล้วค่อยๆแตะลงบนหน้าเขาอย่างเบามือที่สุด 

 

ตอนนี้ในห้องแห่งนี้ มีแต่ความเงียบงันไร้เสียงใดๆ นอกซะจากเสียง..หัวใจที่เต้นดัง.. 

หื้ม..เสียงหัวใจใครอะ ของฉันหรอ หรือของเขา.. 

 

มันต้องของฉันแน่เลย..ให้ตายสิ นี่ฉันยังไม่หายคิดถึงเรื่องเมื่อกี้อยู่อีกหรอ! 

แล้วเขาจะได้ยินมั๊ยละนั่น 

ต้องหาเรื่องคุยทำลายความเงียบนี้ซะหน่อยดีมั๊ย 

แต่ถ้าพูด เขาจะว่าอีกรึเปล่า แต่ทำแผลก็ใกล้เสร็จแล้วนี่นา ไม่เป็นไรหรอก 

 

“เฮีย / เธอ” 

 

“เฮียพูดก่อน / เธอพูด” 

 

“อะเออ เฮียพูดก่อนเลย” 

 

“เธอนั่นละ พูดมา!” 

 

“เฮียพูดสิ” 

 

“เอ๊ะ ก็บอกว่าให้เธอพูดไง!” 

 

อะไรของเขาวะ!!! แล้วฉันจะพูดอะไรดี.. 

 

“เออ เฮียมีเรื่องกับใครมาหรอ..” 

 

“ฉันจำเป็นต้องบอกเธอ?” 

 

ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกสิ ไม่เห็นต้องดุเลย..คนบ้าอะไร ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีเลย.. 

 

“..แต่ถ้าให้เดา คนนี้ต้องน่ากลัวมากๆแน่เลย” 

 

หลังจากฉันพูดจบเขาก็เลิกคิ้วมาเล็กน้อย 

 

“ก็ข้าวเคยเห็นว่าเฮียหนะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าครั้งนี้โดนหนักขนาดนี้ แสดงว่าคนนั้นต้องเก่งกว่า..” 

 

 

“พูดใหม่..” 

 

หื้ม..สีหน้านิ่งเฉย และจ้องมองฉันแบบนี้ อย่าบอกนะ ว่าขาไม่พอใจที่ฉันชมคนอื่นหรอ?  

 

อันที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากจะพูดอย่างนี้หรอก ไม่ได้อยากจะชื่นชมทั้งเขา และชื่นชมทั้งอีกฝั่ง แม้ว่าเขาจะเก่งเหมือนที่ฉันพูดก็ตามที แต่ความจริงในใจแล้ว ฉันอยากจะบอกว่า 

 

‘สมน้ำหน้า แค่นี้ยังโดนเบาไป นิสัยแบบนี้ น่าจะเอาให้นอนโรงพยาบาลเดือนนึงไปเลยมากกว่า!’ 

 

แต่ก็เหมือนเดิม ฉันต้องเก็บเอาไว้ในใจ และเลือกพูดในสิ่งที่คิดว่าเขาอยากได้ยินแทน 

 

“เอ่อ ใครมันจะไปเก่งเท่าเฮียเคนละ ไม่มี๊..เผลอๆนะ ป่านนี้อีกฝ่ายคงจะนอนแอดมิดโรงพยาบาลไปแล้วละม้าง น่าสงสารเนอะ..” 

 

“หึ” 

 

เอ๊ะ..เขายิ้มหรอ.. 

 

ฉันไม่เคยเห็นเขายิ้มให้ฉันแบบนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเขามักจะยิ้มแบบชั่วร้าย แต่ครั้งนี้มันดูผ่อนคลาย ดูไม่ได้คิดอะไร ดูเป็นตัวของเขาเอง  

 

อืม..แสดงว่า โอกาสที่เขาจะปล่อยฉันก็เริ่มมีความหวังแล้วใช่มั๊ย  

งั้นต้องชวนคุยให้เขาผ่อนคลายมากกว่านี้ดีกว่า 

 

“ข้าวก็เคยเรียนต่อสู้มาเหมือนกันนะ อาจารย์บอกว่าข้าวมีพรสวรรค์ทางนี้ด้วยนะ” 

 

“ตัวเล็กแค่นี้ จะไปสู้ใครเขาได้ ฉันใช้นิ้วจิ้มเธอทีเดียวก็กระเด็นแล้วละมั้ง?” 

 

กวนเก่ง!! 

 

“พูดแบบนี้ มาลองสู้กันซักตั้งมั๊ยละ” 

 

“เอาสิ” 

 

เห้ย..เอาจริงดิ 

 

ตอนนี้เขาพูดขึ้นมา พร้อมกับเลิกคิ้วมองฉันเล็กน้อย ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วยืนกอดอกด้วยทีท่าที่ดูเหนือกว่า และดูน่ามั่นไส้จริงๆ 

 

สรุปนี่ ฉันจะชวนเขาผ่อนคลาย หรือชวนให้ตัวเองต้องบาดเจ็บกันแน่เนี้ยะ 

ถึงฉันจะพอต่อสู้ได้ แต่คลาสที่เรียนคือเบื้องต้นเท่านั้น และก็อย่างที่เขาว่า แค่เขาจิ้มฉัน ก็ล้มแล้วมั้ง  

 

ก็แรงเขานะ แรงมหาศาลเกินไป! 

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่ยอมหรอก! 

 

“ไม่เอาดีกว่า เฮียอะ บาดเจ็บอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าข้าวรังแกคนบาดเจ็บ..” 

 

“หึหึ” 

 

“งั้นเรามาเล่นงัดข้อกันดีกว่า” 

 

ฉันพูดพร้อมกับส่งยิ้มไปให้เช่นเดิม..แต่เป็นยิ้มที่ท้าทายเขาเล็กน้อย 

 

“งัดข้อ?” 

 

“ใช่ มามา” 

 

ฉันพูดจบ ก็ลงไปนั่งที่พื้นพรมตรงหน้า และยกแขนขึ้นมาให้ซอกค้ำลงบนโต๊ะหน้าโซฟา ก่อนจะส่งสายตาแลยักคิ้วส่งให้อีกฝ่าย และนั่นเลยทำให้เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับฉัน และยกแขนขึ้นมาเช่นกัน 

 

“อยากแขนหักก็ตามใจ..หึ” 

 

เออ..ตอนแรกฉันก็ไม่กลัวนะ แต่พอพูดมาแล้วละก็..ฉันควรไปต่อดีมั๊ยเนี้ยะ 

แต่เอาเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องลุยอย่างเดียว 

 

“อะหึ่มม..คนเก่งเขาไม่พูดเยอะ เจ็บคอ..” 

 

“หึหึ” 

 

 ยิ้มอีกแล้ว..ความหวังที่เขาจะไม่เกลียดฉันน่าจะมีเพิ่มไปอีกแล้วซินะ.. 

 

หลังจากนั้นฉันและเขาก็จับมือประสานกัน ก่อนที่เราทั้งสองจะจ้องหน้ากัน..และทันใดนั้น ฉันก็เป็นคนนับเพื่อให้สัญญาณเริ่มการแข่งครั้งนี้ 

 

“หนึ่ง สอง สาม เริ่ม!” 

 

งื้ดดดด 

 

งื้ดดดด 

 

โหหหห แรงเยอะชะมัด นี่ยังไม่ทันไร มือฉันก็เอียงลงไป 45 องศาแล้ว แต่ก็น่าแปลกที่ฉันจะยังยื้อเขาได้อยู่..แสดงว่าเขาก็ไม่ได้แรงเยอะเท่าไร..ฉันคงประเมินเขาสูงไปเองละมั้ง  

 

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็แรงน้อยกว่าเขาอยู่ดี และถ้าเป็นแบบนี้ ฉันก็มีโอกาสที่จะแพ้แน่ๆ ไม่ได้การละ.. 

 

“โอ้ยยยย” 

 

ฉันแกล้งแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาพร้อมกับเสียงที่โอดครวญ และนั่นทำให้อีกฝ่ายผ่อนแรงไปอย่างเห็นได้ชัด และทันใดนั้น 

 

ฟรึ่บ!! 

 

ฉันก็ออกแรงแล้วดันมืออีกฝ่ายจนมือของเขาสัมผัสกับพื้นโต๊ะในที่สุด 

 

“เย้!!!!! ชนะแล้ว” 

 

“หึ..ปัญญาอ่อน” 

 

“เชอะ..บอกแล้ว คนเก่งไม่พูดเยอะ เจ็บคอ..” 

 

หลังฉันพูดจบ..เขาก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง แม้มันจะบางเบาและชั่วครู่แต่ฉันก็เห็นมัน และนั่นเลยทำให้ฉันคิดว่าจังหวะนี้อาจจะเหมาะกับการที่ฉันต้องลองพูดอะไรบางอย่าง 

 

“เฮีย” 

 

ฉันเอ่ยปากพูดออกมาให้ขณะที่เขาก็หันมามองและทำหน้านิ่งๆ  

 

“ข้าวชนะแบบนี้..ขออะไรอย่างได้มั๊ย..” 

 

เขาทำเพียงแค่เลิกคิ้วส่งกลับมาด้วยความสงสัย แต่ยังคงนั่งหน้านิ่งเช่นเดิม นั่นเลยทำให้ฉันค่อยๆยิ้มออกมา ก่อนจะพูดประโยคที่ต้องการออกมา 

 

“..ปล่อยข้าว..กลับบ้านได้หรือเปล่า” 

 

ในที่สุด ฉันก็พูดเรื่องนี้ออกมาจนได้.. 

และตอนนี้ฉันกำลังรอฟังคำตอบเขาด้วยใจระทึก..ในขณะที่เขาก็ยังหน้านิ่งอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้แสดงอาการใดๆออก แต่แล้วในที่สุดเขาก็พูดออกมาพร้อมเลิกคิ้วสงสัยเหมือนเดิม 

 

“อยากกลับ?” 

 

“ค่ะ อยากกลับ เฮียจะปล่อยข้าวกลับไปแล้วใช่มั๊ย ^ ^” 

 

ฉันพูดด้วยความดีใจและคาดหวังสูงมาก พร้อมกับจ้องมองใบหน้าเขาเป็นประกายด้วยความมั่นใจ ว่าเขาต้องปล่อยฉันไปแน่ๆ 

ก็ที่ผ่านมาเขาไม่เห็นจะสนใจหรือยุ่งอะไรกับฉันเลยซักนิด เพราะฉะนั้น เขาน่าจะเบื่อฉันแล้ว 

 

และตอนนี้เขาก็น่าจะอารมณ์ดี..ละมั้ง  

เพราะฉะนั้น เขาต้องปล่อยฉันไปแน่ๆ 

 

ฉันจะได้กลับไปใช่ชีวิตที่สงบสุขแล้วสินะ ..เย้!! 

 

แต่แล้วเสียงตอบกลับของเขา กลับทำให้ฝันของฉันทุกอย่างดับสลายลงในพริบตา 

 

“ไม่ ให้ กลับ..” 

 

 

 

60%

 

 

 

 

เห้ย!!!!

 

นี่ฉันทนใจเย็น ทำดีและพูดดีกับเขามาเป็นเดือนไม่ช่วยอะไรเลยหรอ

 

ฉันอุตส่าคั้นน้ำส้ม น้ำผลไม้ต่างๆ รอเขาทุกวันแม้บางวันเขาจะไม่กลับมาก็ตาม

คอยถามตลอดว่าเหนื่อยมั๊ย เครียดรึเปล่าทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อให้เขารู้สึกดีกับฉัน

คอยทำความสะอาดห้องให้เขา เพื่อให้เขารู้สึกขอบคุณและมองฉันใหม่

คอยพูดจาน่ารักและยิ้มให้อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เขารู้สึกว่าฉันเป็นเด็กดีน่าเอ็นดู

 

ฉันทำดีกับเขา ทั้งๆที่ยังโกรธเรื่องวันนั้นไม่หาย ก็เพื่อให้เขาปล่อยฉันไปมีชีวิตอิสระซักที

 

แต่ดูสิ่งที่เขาตอบกลับมาสิ!!!

ไม่ทนแล้วโว้ยยยย

 

ฉันลุกขึ้นยืนทันที พร้อมกับมองเขาด้วยความโมโห ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยความเหลืออด..

 

“ที่ผ่านมาฉันอุตส่าห์ทำดีด้วยตั้งมากมาย นายไม่เพียงจะไม่เห็นใจแต่ยังใจร้ายเหมือนเดิม จริงๆแล้วนายมันเป็นคนยังไงกันแน่!!”

 

“หึหึ นี่สินะตัวตนของเธอหนะ”

 

แต่แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนตามฉัน ก่อนจะพูดด้วยสายตาและสีหน้าที่เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้สิ้นเชิง และนั่นเลยทำให้ฉันไม่ทนอีกแล้ว

 

“ใช่ ใครมันอยากจะไปทำดีกับคนเลวๆอย่างนายกัน!!”

 

“ขวัญข้าว!!”

 

“นายจะมากักขังฉันไว้ที่นี้ทำไม!! เป็นบ้าหรอ หรือโรคจิต ห้ะ!!”

 

ถึงเขาจะขึ้นเสียงและมองฉันด้วยสายตาที่สามารถฆ่าฉันได้ ตอนนี้ฉันก็ไม่สนใจแล้ว ฉันพูดจบ ฉันก็กระแทกเท้าเดินออกไปจากห้องนี้ทันที 

 

ในเมื่อเขาไม่ปล่อยฉัน ฉันก็จะไม่ทนแล้ว ฉันจะออกจากห้องนี้เอง

 

อย่างน้อย ถ้าเขาไปหาพ่อแม่ของฉันบ่อยๆแบบนั้นจริงๆ แสดงว่าอย่างน้อยเขาก็ต้องเห็นความน่ารักและความจริงใจของพ่อแม่ฉันบ้าง แล้วเขาคงไม่ใจร้ายฆ่าพ่อแม่ฉันได้ลงคอหรอก และที่สำคัญ สัญญาทาสบ้าๆนั่นก็หมดลงแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่ฉันต้องทนกับคนอย่างเขาแล้วเหมือนกัน!

 

แต่แล้วแขนฉันก็โดนมือปีศาจจับกุมไว้พร้อมกับเหวี่ยงมาที่โซฟาก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยดังออกมา

 

“จะไปไหน!!”

 

“ไปจากห้องเฮงซวยเฮงซวยนี้ไงละ!!!”

 

“ห้องเฮงซวย? ฉันให้เธออยู่ฟรี อยู่ดีกินดี ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟก็ไม่ต้องออก มีรถไปรับไปส่ง อยู่ดีขนาดนี้ เธอยังเรียกว่าห้องเฮงซวยอีกหรอ!”

 

“หึ ต่อให้ฉันอยู่ห้องนี้แล้วฉันได้เงินวันละล้านฉันก็ไม่อยู่ ห้องที่มีความสะดวกสบาย แต่ไร้ความอบอุ่น ไร้ความสุขเลยซักนิด!! “

 

ทันทีที่ฉันพูดจบเขาก็นิ่งงันไป และฉันก็ไม่รอให้เขาได้พูดขึ้นฉันก็พูดต่อทันที

 

“ฉันยอมอยู่ห้องที่เล็กเท่ารูหนู ยังดีกว่าอยู่ในห้องที่ใหญ่สบาย แต่อยู่กับนายสองคน!! ”

 

ตอนนี้ฉันโมโหหนักมาก โมโหที่ฉันไม่รู้จริงๆว่าคนตรงหน้าเป็นบ้าอะไร ถึงได้ทำแบบนี้กับฉัน

 

แต่แล้วหลังจากฉันพูดจบเขาก็แค่นหัวเราะออกมา ก่อนจะจับมือฉันอีกครั้ง และลากฉันไปยังห้องห้องนึง ที่ฉันก็รู้ว่ามันคือห้องอะไร และเขาจะทำอะไรกับฉัน แม้ในใจลึกๆ ขอภาวนาไม่ให้เป็นตามที่ฉันคิดก็ตาม ..แต่ดูแล้วมันก็คงเป็นแค่คำภาวนาลมๆแล้งๆเท่านั้น

 

ปั่ก!

 

เขาเปิดห้องเก็บของใต้บันได ก่อนจะเหวี่ยงฉันเข้าไปอย่างแรง จนก้นจ้ำเบ้าลงพื้นอย่างจัง ก่อนที่ฉันจะมองเห็นร่างปีศาจสะท้อนเงาออกมาจากหน้าประตู พร้อมกับเสียงสุดท้ายที่ฉันได้ยินจากเขาในคืนนี้

 

“งั้นก็เชิญอยู่ในนี้คนเดียวไป!”

 

ปัง!!

 

ไม่นะ!!

 

ปัง ๆๆๆๆๆ

 

“เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ นายไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับฉันนะ ไอ้ชั่ว ไอ้เลวว!!! ปล่อยนะะ”

 

แต่แล้วก็ไร้เสียงตอบรับ หรือประตูที่จะเปิดขึ้นใดๆทั้งสิ้น

และนั่นเลยทำให้ฉันหมดแรง..

 

ฉันหมุนตัวหันหลังให้ประตูแทน พร้อมกับพยายามเพ่งมองภาพตรงหน้า ที่บัดนี้มันมืดสนิท จนฉันมองไม่เห็นอะไรซักอย่างเดียว

 

เผาะ!!!

 

ในที่สุด..ฝันร้ายของฉันมันก็กลับมาอีกครั้งสินะ

ฉันค่อยๆทรุดตัวลงแล้วเปลี่ยนเป็นนั่งกอดเข่าตัวเองไว้ด้วยความหวาดกลัวกับความมืด ความอับ และอากาศที่มันมีน้อยภายในห้องนี้ พร้อมกับหยดน้ำตาใสๆ ที่มันค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาของฉัน

 

ที่มันไม่ได้ไหลมาเป็นเดือน แต่กลับมาต้องไหลอีกครั้งเพราะผู้ชายคนเดิม คนที่ทำให้ฉันต้องท่องในใจว่าให้อดทนอยู่ทุกวันทุกวัน

 

เหมือนกับตอนนี้ ที่ฉันยังคงต้องใช้คำเดิม..อดทน

 

ฉันต้องอดทนกับตัวเองอีกนานแค่ไหน..ฉันถึงจะเจอความสุขในชีวิตจริงๆซะที..

ฉันผิดตรงไหน ฉันทำอะไรผิด ทำไมฉันต้องมาเจอแต่เรื่องเลวร้ายแบบนี้..

แล้วฉันต้องทนอยู่ในห้องนี้อีกนานแค่ไหนกัน..

 

ฮึก..

 

ฉันได้แต่กอดเข่าตัวเองอยู่อย่างนั้น พร้อมกับน้ำตาที่มันไหลออกมาเรื่อยๆ ก่อนจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก 

 

ตอนนี้มันอึดอัด มันทรมาน มันหวาดกลัวไปหมด 

 

ฉันค่อยล้มตัวลง พร้อมกับน้ำตาที่รินไหลออกมาเรื่อยๆ จนในที่สุดดวงตาของฉันก็ค่อยๆปิด และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันรับรู้...

 

 

เฮียกลับมาโหดแล้วจ้า

เรื่องนี้คนอ่านก็จะไบโพล่าหน่อยๆนะ อิเฮียมันมีช่วงสับสนเยอะ 555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น