Blackpearl

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอน 2 ครบกำหนด

ชื่อตอน : ตอน 2 ครบกำหนด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 93

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ย. 2562 23:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน 2 ครบกำหนด
แบบอักษร

ตลอดเวลาที่อี้ป๋อได้รับการพักรักษาที่นี่เขารู้สึกเบื่อมาก ถึงเพื่อนจะแห่กันมาเยี่ยมเยียน สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปมา แต่เขาก็ยังเบื่อ ยิ่งต้องมานั่ง ๆ นอน มันช่างเป็นการกักขังเขาชัด ๆ พักหลังมานี้ขาของเขาเริ่มขยับได้มากขึ้น และก็ใกล้วันครบกำหนดที่จะได้ออกจากโรงพยาบาลเสียที แต่ก่อนออกขอซึมซับบรรยากาศที่นี่สักหน่อย เขานั่งรถเข็นพาตัวเองมานั่งเล่นบนดาดฟ้าของตึกทีถูกตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับ เป็นสวนหย่อมสวยที่ช่วยให้คนไข้สามารถผ่อนคลายสภาพจิตใจได้ดีอีกที่หนึ่ง วันนี้คนไม่ค่อยเยอะนักอาจจะเป็นเพราะท้องฟ้าโปร่งเป็นพิเศษ แสงแดดที่สาดส่องลงมาแรงกล้าแต่ก็พอจะมีสายลมที่พัดนำเอาไอความร้อนของของแสงแดดไปได้

อี้ป๋อเข็นรถเข็นมาจับจองพื้นที่ตรงร่มไม้ต้นหนึ่งเป็นที่ที่เหมาะแก่การปลดปล่อยอารมณ์เบื่อหน่ายของเขาได้เป็นอย่างดี เขามองผ่านรั้วดาดฟ้าไปเห็นภูเขาสวยงามอยู่ไกลออกไปประดับตระหง่านท้องฟ้าสีครามสดใส สายลมค่อย ๆ ฟัดปะทะใบหน้าเขาอย่างแผ่วเบา เขาสูดลมหายใจเข้าฟอดใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนออกมา เขาหลับตาลงเพื่อซึมซับทุกสิ่งทุกไปผ่านไปอย่างช้า ๆ

ที่ห้องสำนักงานแพทย์ ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งถัดจากสวนหย่อมบนดานฟ้า สามารถมองเห็นดาดฟ้าได้อย่างชัดเจน หลังจากตรวจคนไข้ที่ต้องดูแลจนหมดแล้ว หมอเสี่ยวจ้านก็เดินเข้ามาในห้องสำนักงานแพทย์ ในมือถือถ้วยกาแฟที่พึ่งชงมา กลิ่นกาแฟหอมคลุ้งไปทั่วบริเวณ

“หมอจ้านคะ รับขนมไหมคะ?” พยาบาลคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับยื่นกล่องที่มีลวดลายสวยงาม ภายในบรรจุขนมน่าตาน่ารับประทานอยู่หลายชิ้น หมอจ้านยื่นมือไปรับอย่างอ่อนโยน พร้อมกับยิ้มเธอ เธอแทบจะม้วนตัวเป็นเกลียวให้ได้เสียตรงนั้น ก่อนจะเดินออกจากห้องไป อย่างร่าเริง

“เสี่ยวจ้าน นายนี่จริงเลย ฉันให้เธอชงกาแฟให้ฉันเอง แต่ฉันกลับไม่ได้ขนมเลยสักชิ้น มันน่าน้อยใจไหมล่ะห๊ะ” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ ทำหน้างออย่างกับเด็กน้อยสามสี่ขวบ หมอจ้านเองก็เลียนแบบท่าบ้างพร้อมกับเดินเข้าไปหาชายคนนั้น

“ผม...ผมยังไม่ได้ทำอะไรซักหน่อยเลยนะครับ” หมอจ้านเม้มริมฝีปาก แก้มทั้งสองข้างค่อยพองขึ้น ค่อยจะค่อยคลายรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา

“นายนี่มัน...รู้ไหมว่านางพยาบาลเค้า...เฮ่อ..ช่างเถอะ หมั่นไส้”

“หัวหน้าครับ ผมไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียแน่นอนและจะไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอนครับ วางใจได้” หมอจ้านส่งยิ้มหวานให้หัวหน้าที่กำลังน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ก็เป็นเพียงการพูดหยอกเย้ากันเท่นั้น

“อืม...ไม่รังเกียจรับขนมของผมไปทานสักชิ้นไหมล่ะครับ หืม..” หมอจ้านทำหน้าตาหยอกเย้า พร้อมกับวางขนมลงบนโต๊ะของหัวหน้า แล้วเดินไปที่ริมหน้าต่างค่อยยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มช้า ๆ เพื่อลิ้มรสชาดของกาแฟที่เขาคั่วเอง พลันสายตาของเขาก็ไปเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังยื่นลำตัวออกมานอกระเบียงผ่านช่องรั้วแคบ ๆ มือของเด็กคนนั้นเอื้อมจะคว้าเอาริบบิ้นสีแดง ที่ผูกติดกับรั้ว ปลายอีกด้านหนึ่งปลิวโบกสะบัดอยู่เขาพยายามที่จะปลายที่โบกอยู่นั้น หมอจ้านเห็นท่าไม่ดี เพราะตำแหน่งที่เด็กคนนั้นอยู่อันตรายเกินไป สิ่งที่คาดไว้ก็เกิดขึ้นเด็กนั้นพลัดหลุดจากรั้วออกมาด้านนอก เขารีบวางถ้วยกาแฟแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว หมอหลายคนที่เห็นเหตุการณ์ก็พากันร้องอย่างตกอกตกใจ ก่อนจะวิ่งตามหมอเซียวจ้านออกไป

ที่สวนบนดาดฟ้า

ขณะที่อี้ป๋อกำลังหลับตาซึมซับเอาแสงแดดและสายลมอย่างผ่อนคลาย เขานึกถึงภาพที่ได้ขับรถมอเตอร์ไซค์คู่กายไปตามเส้นทางที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาสูง ก่อนค่อยผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ

“ลูกแม่! ช่วยด้วยค่า ช่วยด้วย” เสียงผู้หญิงตะโกนดังมาจากอีกฟากหนึ่งของตึก อี้ป๋อลืมตาขึ้นด้วยความตกใจมองไปที่ต้นเสียง ผู้หญิงคนนั้นใช้มือมาที่รั้วตรงที่เขานั่งอยู่พร้อมกับวิ่งมาด้วยความตกใจ อี้ป๋อมองตามก็เห็นเด็กคนหนึ่งอายุประมาณสี่ห้าขวบกำลังห้อยตัวอยู่กับรั้วดาษฟ้า ซึ่งไม่รู้เด็กนั้นได้ลอดผ่านรั้วไปตอนไหน ทันทีที่อี้ป๋อเห็นก็รีบกระโดดพาตัวเองไปหาเด็กคนนั้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้สนใจว่าตัวเองยังเจ็บอยู่ และลืมความเจ็บปวดไปโดยปริยาย ทันทีที่ไปถึงอี้ป๋อก็คว้าข้อมือเด็กคนนั้นไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่มือเด็กนั้นจะหลุดจากรั้วไป อี้ป๋อดึงเด็กนั้นขึ้นมาวางลงใกล้ตัวอย่างทุลักทุเล ขาทั้งสองข้างของเขายันพื้นไว้เพื่อจะถ่ายน้ำหนักและใช้แรงดึงเด็กได้สะดวก เด็กคนนั้นร้องไห้โฮด้วยความตกใจ อี้ป๋อมองเด็กแล้วยิ้มบาง ๆ เขาหายใจหอบพร้อมกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะดึงเด็กน้อยเข้ามาปลอบ แม่เด็กวิ่งมากหาด้วยความดีใจสีหน้าของเธอเผยรอยยิ้มทั้งน้ำตา อี้ป๋อปล่อยเด็กนั้นไปสู่อ้อมกอดของแม่ ตอนนี้พวกเขาสองคนกอดกันกลมร้องไห้ไม่หยุด

“ขอบคุณมากนะคะขอบคุณจริง ๆ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณ” ผู้หญิงคนนั้นพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง

“ครั้งหน้าก็ช่วยระวังหน่อยนะครับ” อี้ป๋อเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะค่อย ๆ พยุงตัวเองยืนขึ้นพิงรั้ว ขาเขาสั่นเครือแทบไม่มีแรงยืน

“เกิดอะไรขึ้นคะ?” เสียงพยาบาลเอ่ยถามขึ้น อี้ป๋อมองไปที่ต้นเสียงเห็น หมอและพยาบาลกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรีบเร่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนก หนึ่งในนั้นเป็นคนหมอที่เคยรักษาเขา อี้ป๋อพยายามพาตัวเองเดินมาที่รถเข็น แต่หมอจ้านเข็นรถเข็นเข้ามาใกล้ ๆ พยักหน้าเล็กน้อย อี้ป๋อมองหน้าหมอจ้านก่อนจะชักสายตากลับมามองที่รถเข็น เขาค่อยๆวางตัวเองนั่งลงบนรถเข็น โดยมีหมอจ้านยืนขนาบข้างและพยาบาลอีกคนหนึ่ง พยาบาลที่เหลือเข้าไปสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับทางแม่ลูกคู่นั้น พวกเขาเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ฟัง ว่าเขาคลาดสายตากับลูกของเขาตอนขึ้นมาที่ดาดฟ้า ลูกของเขาเป็นเด็กพิเศษ ไม่เหมือนคนอื่นเขาจะมีโลกส่วนตัวเของเขา เขาจะไม่เข้าใจเวลาที่คนอื่นพูดกับเขา หรือแล้วแต่อารมณ์ของเขาเอง

อี้ป๋อฟังอยู่ครู่หนึ่งก็ใช้มือดันล้อให้เคลื่อนไปข้างหน้า แต่ต้องรีบชักมือออก เมื่อมีแรงผลักจากด้านหลัง อี้ป๋อหันไปมองเห็นหมอจ้านจับรถเข็นอยู่

“แผลเป็นอย่างไรบ้าง เช็คหน่อยแล้วกัน” หมอจ้านไม่รอฟังตอบเข็นรถไปที่พักอี้ป๋อ หมอจ้านเข็นรถอี้ป๋อ มุ่งหน้าไปที่ห้องพักของอี้ป๋อซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก

“ผมไม่ได้เป็นสักหน่อย...ว่าแต่ผมได้กลับวันนี้ใช่ไหม?”

“ผมให้คำตอบไม่ได้” หมอจ้านพูดพลางมองดูที่เข่าอี้ป๋อ

ที่ห้องพักผู้ป่วย

หมอจ้านแกะผ้าก๊อตของอี้ป๋อออกอย่างเบามือ เลือดสีแดงซึมติดผ้าพันแผลออกมา พอหมอจ้านเห็นแผลอี้ป๋อที่บวมเป่งขึ้นมา มันแดงกว่าเดิมเล็กน้อย หมอจ้านย่นคิ้วสีหน้าเป็นกังวลเล็กน้อย

“งั้นดูอาการต่อสักวันดีไหม? ผมกลัวว่ามันจะอักเสบ เมื่อครู่แผลคุณอาจจะถูกกระแทกหรือเปล่า?” อี้ป๋อนึกขึ้นตอนที่ช่วยเด็กเขาได้ใช้ขายันพื้นเอาไว้เพื่อที่จะได้ดึงเด็กขึ้นมาได้สะดวก แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไรคิดเพียงแต่ว่าต้องเอาตัวเด็กขึ้นมาให้ได้เท่านั้น แต่ทันทีที่หมอจ้านพูดจบ อี้ป๋อก็ปฏิเสธขึ้นทันควัน หมอจ้านมองอี้ป๋ออย่างหนักใจ

“ผมมีงานต้องทำต่อ ” อี้ป๋อพูดเสริมพร้อมมองหมอจ้านที่กำลังบรรจงทำแผลให้อย่างตั้งใจ

“งั้นก็ตามใจคุณ คุณก็คุยกับหมอจั๋วเฉิงเอาเองก็แล้วกัน เขาอาจจะให้คุณกลับก็ได้”

“น่าเบื่อ”อี้ป๋อกล่าวเสียงเรียบ

แอ๊ดด....

“อ้าวเสี่ยวจ้าน นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” หมอจั๋วเฉิงดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มประวัติและพยาบาลอีกสองคน

“นายมาก็ดี งั้นฉันขอตัวล่ะ” หมอจ้านเดินออกไปจากห้อง หมอจั๋วเฉิงมองตามอย่างแปลกใจ คิ้วของเขาขมวดเป็นปมหันมาทางอี้ป๋อ อี้ป๋อเพียงแค่ตีสีหน้าราบเรียบเท่านั้นไม่มีอารมณ์ใด ๆ ปรากฏออกจากสีหน้าของเขาแม้แต่น้อย

หมอจั๋วเฉิงมองดูผ้าพันแผลอี้ป๋อถูกเปลี่ยนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เขาก็ทำการตรวจเช็คอาการแล้วก็อนุญาตให้เขากลับบ้านได้ และให้คำแนะนำในการดูแลรักษาทำความสะอาดบาดแผลแล้วให้เขาไปรับยา พยาบาลคนหนึ่งอาสาไปเอายามาให้อย่างเต็มใจ อีกคนได้แต่มองอย่างอิจฉาเท่านั้นก่อนจะเดินตามหมอจั๋วเฉิงออกไปก่อน

ขณะที่รอพยาบาลไปดำเนินเรื่องต่าง ๆให้ เพราะไม่มีเป็นธุระให้ อี้ป๋อก็เปลี่ยนเสื้อผ้าดีที่กางเกงที่เอามาเปลี่ยนนั้นเป็นการเองขาสั้นจึงไม่ลำบากให้การใส่นัก แต่ไม่ทันจะเปลี่ยนเสร็จเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น อี้ป๋อกดรับสายเมื่อเห็นชื่อที่โชว์นั้นเป็นคนที่คุ้นเคย

“นี่นาย ทำไมไม่บอกอะไรฉันสักคำ ฉันเป็นห่วงนายมากเลยรู้ไหม เพื่อนนายเองก็ไม่มีใครบอกฉันสักคน”

“.....”

“ตอนนี้นายอยู่ตึกไหน ห้องไหน”

“.......”

“เอ่อคุณคะ ไม่ทราบว่า หวังอี้ป๋อ พักที่ห้องไหนหรอคะ ฉันเป็นเพื่อนสนิทเขาค่ะ” เสียงลอดออกจากโทรศัพท์ อี้ป๋อพอจะรู้แล้วว่าเจ้าของเสียงนั้นได้มาถึงที่นี่แล้วเขาจึงกดวางสายไป พร้อมกับรีบใส่เสื้อผ้าแต่ขณะเดียวกันเสียงเปิดประตูก็ได้ดังขึ้น

“เอ่อ...ขอโทษที ผมลืมโทรศัพท์ไว้” หมอจ้านเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาด้วยความรีบร้อน เป็นจังหวะเดียวกันที่อี้ป๋อกำลังสวมเสื้อเข้าไปในหัวได้แค่ครึ่งเดียว หมอจ้านตกใจเล็กน้อยอี้ป๋อเองก็เช่นกัน หมอจ้านรู้สึกผิดที่เสียมารยาทเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาติก่อนเปิดห้องเข้ามา จึงเอื้อมมือไปเคาะประตูที่เปิดแล้วสองสามทีพอเป็นพิธี หมอจ้านเดินเข้าไปที่เตียงอี้ป๋อพลันสายตาก็สะดุดเข้ากับแผ่นซิกแพคที่สมบูรณ์แบบของอีกฝ่าย ก่อนจะพริบตาถี่ ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆมองหาโทรศัพท์ของตัวเอง หมอจ้านคว้าโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะวางของใกล้หัวเตียงเก็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อ กาวน์

“มีอะไรให้ผม...ช่วยไหม?” อี้ป๋อส่ายหัวเบา ๆ พร้อมกับดวงตาเบิกโพรงมองไปที่หมอเสี่ยวจ้านที่กำลังยิ้มบาง ๆ อย่างเขินอาย

“ปกติผมไม่ใช่คนขี้ลืม คิดว่างั้นนะ” อี้ป๋อพยักหน้ารับเบา ๆ ด้วยสีหน้าเดิม

“แสดงว่าหมออนุญาติให้คุณกลับแล้วใช่ไหม?” อี้ป๋อพยักหน้าอีกครั้ง หมอจ้านพยักหน้าพร้อมกับมองที่เข่าของอี้ป๋อเมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีก็เลยไม่ว่าอะไร

ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา ผมสีน้ำตาลอ่อนขับกับใบหน้าขาวเนียน ยาวสลวยปลายผมถูกดัดให้เป็นลอนคลื่น หน้ารูปใสไข่ ดวงตากลมโต เธอส่งรอยยิ้มบางๆให้กับอี้ป๋อ ชุดเดรสลายดอกไม้สีอ่อนปลิวตามท่วงท่าการเดินของเธอ รองเท้าส้นสูงของเธอไม่ได้เป็นปัญหาในการเดินของเธอเลยกลับทำให้เธอดูสง่า เธอเดินตรงดิ่งมาที่อี้ป๋อพร้อมกับสวมกอด จนอี้ป๋อเอนไปด้านหลังด้วยแรงกอดของเธอ อี้ป๋อพยายามแกะมือเธอออกอย่างเบามือ หมอจ้านมองแผ่นหลังผู้หญิงคนนั้นเมื่อเข้าใจสถานการณ์แล้วก็ขอตัวออกไป แต่ดูท่าเธอจะไม่ได้สังเกตุเห็นบุคคลที่สามที่ยืนอยู่ตรงนั้นเลย

“ทำไมบอกกันเลยว่าไม่สบาย ฉันเป็นห่วงแทบแย่เลยรู้ไหม”

“หึ...ฉันไม่มีอะไรให้เธอต้องห่วง” อี้ป๋อเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ถ้าตอนนี้ไม่แน่ เพราะเธอทับแผลฉันอยู่” ผู้หญิงคนนั้นผละออกจากเขาอย่างรวดเร็ว

“เอ่อ...ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไปตามหมอให้ไหม?”

“ไม่ต้อง ๆ ฉันไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้น” อี้ป๋อรีบห้ามปรามเธอเพราะคิดว่าเธอคงไม่ได้แค่พูดไปเท่านั้น เหม่ยหลิงเธอเป็นลูกคุณหนู พ่อของเธอเป็นเพื่อนและคู่ขาทางธุรกิจที่ดีต่อกัน ครอบครัวของทั้งสองเลยหมายตาทั้งคู่ไว้ให้กันเท่านั้นแต่ไม่ได้หมั้นหมายไว้ พวกเขาเติบโตไล่เลี่ยกัน พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่พอโตขึ้นเธอก็ได้ไปเรียนที่ต่างประเทศ แต่ก็ยังบินไปบินมาอยู่บ่อยครั้ง และได้ติดต่อกับอี้ป๋ออยู่ตลอด

“ขอบใจที่เป็นห่วง วันนี้ก็คงกลับบ้านได้แล้ว”

“งั้นดีเลย ฉันไปส่งนะ” เหม่ยหลิงอาสาไปส่ง อี้ป๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ไม่..ไม่ต้องฉันโทรหาฝานซิงแล้ว อีกประเดี๋ยวเขาก็คงมา ฉันไม่อยากรบกวนเธอ” อี้ป๋อทำเสียงอ่อน

“ไม่...ไม่รบกวน ไม่รบกวนเลย ฉันเต็มใจ”

“เธอพึ่งกลับมาถึง เธอกลับไปพักผ่อนเถอะ อีกอย่าง เธอก็เห็นแล้วว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก” อี้ป๋อยืดตัวขึ้นพร้อมกับเบ่งตัวโชว์

“อีกอย่างนะวันนี้เพื่อน ๆ จะไปที่บ้านด้วย หรือว่าเธอจะไปเป็นผู้หญิงคนเดียวที่นั่นก็ตามใจ อ้อแล้วก็ซูเซ่อก็มาด้วย” พอได้ยินคำว่าซูเซ่อ เหม่ยหลิงก็เงียบไปและยอมกลับไปก่อน อี้ป๋อถอนหายใจอย่างโล่งอก ครู่หนึ่งฝานซิงก็เข้ามา

ที่คอนโด

พอกลับมาถึงห้อง อี้ป๋อก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่คุ้นเคย ทิ้งไม้ค้ำที่พาเขามาที่เตียงอย่างไม่ใยดี ฝานซิงวางสัมภาระลงแล้วนั่งลงบนโซฟากำมะหยี่สีเทา เข้าของในห้องถูกเลือกให้ลงตัวกับห้องขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วน โทนห้องเป็นเทา แต่ก็ไม่ได้ดูมืดคลึ้มจนเกินไป ในห้องถูกประดับประดาด้วยของตกแต่งประเภทโมเดลและของเล่นต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ และสเก็ตบอท

“กินอะไรหน่อยไหม?”ฝานซิงถามพร้อมกับเดินไปที่ครัวอย่างคุ้ยเคย ฝานซิงเป็นที่สนิทกับอี้ป๋อมากที่สุดเขามาห้องอี้ป๋อบ่อย ๆ พวกเขาเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ตอนปฐม และแม่ของพวกเขาเองก็รู้จักกัน

“....” ไม่มีเสียงตอบรับออกมาแต่อย่างใด ฝานซิงเปิดตู้เย็นแล้วรินน้ำจากกระปอกใส่แก้วมาดื่ม เสร็จแล้วก็เดินไปหาอี้ป๋อ เห็นว่าอี้ป๋อเงียบไป ดวงตาเรียวของอี้ป๋อถูกปิดสนิทแล้ว ฝานซิงก็ดึงผ้าห่มมาห่มให้แล้วค่อยเดินออกไปจากห้อง

แสงแดดอ่อน ๆ ค่อย ๆ สาดส่งลงมากระทบดวงตาของอี้ป๋อ อี้ป๋อบิดขี้เกียจไปมาสองสามที ก่อนจะลุกขึ้นมานั่ง หลายวันมานี้วันนี้เขาหลับสนิทที่สุดเลยก็ว่าได้ เขาค่อย ๆ ลุกไปรินน้ำจากตู้เย็นมาดื่ม หยิบโทรศัพท์กดโทรหาใครคนหนึ่ง

“ฉันพร้อมแล้ว ถ้าเป็นถ่ายรูปเฉย ๆ นายพร้อมวันไหนก็นัดมาเลยแล้วกัน”

“ฉันดีใจที่นายโทรมานะ หลายวันมานี้ฉันยุ่งนิดหน่อยเลยไม่ได้ไปเยี่ยมนาย” จ้านจิ่นทำน้ำเสียงตื่นเต้นทันทีที่ได้ยินเสียงอีกคน

“อืม...”

“โอเคได้ ถ้ายังงั้นเดียวฉันเคลียร์คิวให้เลยแล้วกัน แล้วฉันจะติดต่อนายอีกที ฉันต้องทำงานต่ออีกหน่อย นายดูแลตัวเองด้วยนะ และก็ขอโทษอีกที”

“นายเลิกพูดขอโทษเถอะ ฉันยกโทษให้นายไปแล้ว” อี้ป๋อกล่าวเสียงเรียบ รีบ ๆ ตัดบทไปเกรงว่าอีกคนจะสำนึกผิดยืดเยื้อมากกว่านี้

หลายวันต่อมา…

ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง สวนแห่งนี้อยู่ใจกลางเมือง มีผู้คนไปเดินเล่นนั่งเล่นมากมาย เป็นสวนที่สวยและกว้างใหญ่มากแห่งหนึ่ง สวนแบ่งออกเป็นโซนอย่างชัดเจน แล้วแต่ว่าต้องการแบบไหนแบบนั่งเล่นหรือแบบกีฬา หรือสำหรับเดินเล่น ไม่แปลกที่คนจะเยอะเป็นพิเศษยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเช่นวันนี้ กองถ่ายได้ปักหลักที่โซน S เป็นโซนที่เกี่ยวกับกีฬาผาดโผน บริเวณนี้ก็จะมีพวกเครื่องเล่นหลายอย่าง ที่เด่นที่สุดก็น่าจะเป็นลานสเก็ตที่อี้ป๋อมักจะเข้ามาเยี่ยมชมอยู่บ่อยครั้ง

“เอ่อ..ช่างแต่งหน้าช่วยเช็คหน้านายแบบแล้วก็จัดแจงความเรียบร้อยของชุดให้หน่อยนะครับ อีกครู่เราจะเริ่มถ่ายแล้ว” จ้านจิ่นพูดกับเพื่อนร่วมงานอย่างชำนาญและเป็นกันเอง อี้ป๋อนั่งคอยบนเก้าอี้พับด้วยสีหน้าที่เบื่อหน่าย พอถึงเวลาถ่ายเขากลับโพสท่าได้อย่างมืออาชีพ ตามที่ผู้กำกับสั่ง

“เอ่อ รบกวนช่วยยิ้มนิดหนึ่งนะครับ บาง ๆ ครับ นั่นแหละครับ โอเค ๆ ค้างไว้ๆ” ตากล้องดูเหมือนจะพอใจในการทำงานของอี้ป๋อ ผู้กำกับเองก็เช่นกัน งานที่อี้ป๋อรับวันนี้คือ Concept แฟชั่นเครื่องแต่งกายชุดกีฬา

“เป็นไงทำได้ไหม” จ้านจิ่งเดินเข้ามาถามอี้ป๋อในช่วงเบรก เตรียมถ่ายชุดต่อไป ดูเหมือนการถ่ายทำในครั้งนี้จะเป็นที่สนใจของกลุ่มคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณนั้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นสาว ๆ

“แค่ถ่ายรูป”

“นายจะบอกว่า หน้าตานายช่วยได้เยอะสินะ”จ้านจิ่นพูดแกมหยอก ๆ อีกฝ่ายได้แต่ยิ้มมุมปากเท่านั้น

“อืม...แล้วก็พี่นายเป็นห่วงนายนะ”จ้านจิ่นเอ่ย

“...ฉันรู้...แล้วนายกับพี่ไห่...”อี้ป๋อเหลือบมองจ้านจิ่นเหมือนสงสัยอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

“ พี่นายเป็นคนที่ดีมากอีกคนหนึ่งเลยแหละ เขาเป็นคนแรกที่ฉันนึกถึงเวลาที่มีปัญหา และคำแนะนำของเขาก็ช่วยให้ฉันแก้ไขปัญหาได้จริง ๆ” จ้านจิ่นพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม พร้อมกับแววที่ดูเหมือนมีความหวัง จ้านจิ่นพูดจบก็ยื่นขวดน้ำให้ อี้ป๋อก็รับมาดื่มอย่างกระหายก่อนจะถูกเรียกให้ไปเปลี่ยนชุดและเตรียมถ่ายรอบต่อไป ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ใช้เวลาไปประมาณสองชั่วโมง งานทุกอย่างก็จบลง อี้ป๋อเห็นทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วก็ขอตัวแยกตรงนั้น จ้านจิ่งที่จะอาสาไปส่งเขาแต่เขาปฏิเสธ เขาเดินไปตามทางเดินในสวนเรื่อย ๆ โดยมีไม้ค้ำยืนสองข้างคอยพยุงไว้ จนไปถึงอีกโซนหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดที่พวกเขาทำงานเมื่อครู่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก สามารถมองเห็นทีมงานที่กำลังเก็บของได้อย่างชัดเจน เขามาหยุดทีม้านั่งใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เขามองเห็นกระดาษวาดรูปสีขาวที่ถูกวางไว้ที่ม้านั่ง ถูกแต้มด้วยดินสออย่างสวยงาม เขามองดูภาพวาดนั้นก็รู้ว่าคนที่อยู่ในภาพนั้นน่าจะเป็นเขาเอง ถึงจะไม่เห็นหน้าตาก็ตาม แต่ภาพนั้นถูกเก็บรายละเอียดอย่างสวยงาม เขามองรอบ ๆ ไม่เห็นใครเป็นเจ้าของภาพวาดนี้ เขาหยิบภาพนั้นมาดูใกล้ ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะวางมันไว้ที่เดิม แล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวถัดไป พร้อมกับนอนลาบบนม้านั่งตัวนั้น แล้วก็เผลอหลับไปจนเย็น เขาสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พร้อมกับกดรับอย่างงัวเงีย

“นี่นาย ฉันฝากข้อความไปตั้งนานไม่เห็นตอบกลับมา ว่าแต่อยู่ไหน?” เสียงตะโกนดังเล็ดลอดออกมาจากโทรศัพท์ อี้ป๋อมองดูเวลาก็เกือบจะทุ่มหนึ่งแล้ว เขาเผลอหลับไปขนาดนี้เลยหรือ

“ฉันอยู่ที่สวน ใกล้นี่แหละ”

“สวน? โอเค ๆ หวังว่านายจะไม่ลืมนัดของเรานะ...งั้นเอางี้ นายรอฉันอยู่ที่นั่นเดียวฉันไปรับนาย โซนไหน?” อี้ป๋อปักหมุดแล้วส่งไปแผนที่ไปให้ วันนี้พวกเขานัดฉลองวันเกิดโอวหยาง พ่วงด้วยฉลองให้กับอี้ป๋อเป็นการรับขวัญอี้ป๋อและแสดงความยินดีล่วงหน้าที่จะได้เป็นคนดัง ซึ่งอี้ป๋อก็แค่ตาม ๆ น้ำไป เท่านั้นเขาไม่ได้สนใจชื่อเสียงพวกนั้นเลยเขานั่งเล่นมือถือรอคนมารับ มองกลับไปที่ม้นั่งข้างๆ ซึ่งตอนนี้เหลือแต่ความว่างเปล่า เจ้าของคงเก็บภาพวาดนั้นไปแล้ว

 

 

 

ทักทาย : กว่าจะได้ลงแต่ละตอน จะพยายามนะคะ เป็นกำลังใจให้ด้วยเด้อ

ปล.ชื่อตัวละครบางตัวถูกสมมุติขึ้นมานะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น