lunarmurilee
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Match 9: Bring There and Then to Here and Now

ชื่อตอน : Match 9: Bring There and Then to Here and Now

คำค้น : HastEli, Hastur x Eli, Feaster, Seer, Identity V, 18+, IdentityV, NC, IdentityVTH, Cthulhu, Haita

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 127

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ย. 2562 16:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Match 9: Bring There and Then to Here and Now
แบบอักษร

Match 9: Bring There and Then to Here and Now

 

 

         “ท่านฮัสเทอร์ มันดีขึ้นแล้วขอรับ” 

เสียงใสๆของไฮตาเรียกร้องให้ฮัสเทอร์เคลื่อนกายเข้าไปหา เด็กหนุ่มกำลังสาละวนกำลังเขี่ยนิ้วเย้าแหย่เจ้าสิ่งมีชีวิตมีปีกหน้าตาประหลาดในตะกร้าสาน ลำตัวมันไม่ใหญ่โตมากซึ่งอาจจะเป็นเพราะยังไม่โตเต็มวัย ขนของมันเป็นสีดำเงา ดวงตากลมใหญ่ผิดธรรมชาติ ปีกของมันคล้ายค้างคาวและมีจงอยปากแข็งราวเหล็ก เจ้าสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีนามว่า ‘เบียคี’ เป็นสัตว์ปีกประเภทหนึ่งที่อยู่กันเป็นฝูง ทว่ามักถูกฆ่าจนหายากเข้าไปทุกที เนื่องจากมีความเชื่อว่าด้วยรูปลักษณ์ผิดธรรมชาติของมันเกี่ยวข้องกับสิ่งอัปมงคลและต้องถูกกำจัด ไฮตาไปเจอมันรอดจากการถูกล่ามาได้แต่ก็บาดเจ็บหนักเอาการ จึงพามันกลับมารักษา 

เบียคีตามธรรมชาติมีวิสัยเจ้าเล่ห์ดุร้าย แต่พอไฮตาพยาบาลดูแลมันจนดีขึ้น เจ้านกประหลาดตาโตก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเชื่องสนิท กรงเล็บของมันพยายามตะกุยคว้าเอามือนุ่มนิ่มเมื่อเอื้อมมาหา ยามไฮตาอุ้มมันเดินไปหาจงอยปากที่ไม่อยู่สุขก็มักจะไซ้หาพวงแก้มและไรผม ดูราวเด็กน้อยที่เรียกร้องหาความสนใจจากมารดา 

“มันแข็งแรงพอจะบินได้แล้วขอรับ อีกไม่นานข้าจะปล่อยมันกลับสู่ฝูง ป่านฉะนี้พ่อแม่ของมันคงห่วงเอามากแล้ว” 

“ดูทีท่าเจ้าเองเถอะ เจ้าทำตัวราวแม่มันเข้าไปทุกวันแล้ว” ฮัสเทอร์ส่ายหน้าน้อยๆ หากอยู่ในรูปลักษณ์มนุษย์เชื่อว่าไฮตาจะได้เห็นรอยยิ้มของเขาแน่นอน 

“ข้าเป็นบุรุษ จะไปเป็นมารดามันได้เช่นไรขอรับ ท่านฮัสเทอร์กล่าวล้อข้าเล่นเช่นนี้นับว่าผิดวิสัยนัก” ไฮตาหันขวับกลับมาหา 

“หาใช่คำพูดข้าไม่ ซอธราต่างหากที่มาบ่นกับข้า ว่าช่วงนี้เจ้าเอาแต่ดูแลเจ้านี่ ไม่ไปเสวนากับนาง” 

“ซอธราหนอซอธรา พระแม่เจ้ายิดห์ราหรือก็สาวกมากมาย ล้วนแต่เป็นพี่น้องที่สนิทสนมกว่าข้าเสียอีก นางจะบ่นฟ้องท่านไปไยกันขอรับ” 

ฉับพลันภายนอกวิหารก็เกิดลมตลบมวลใหญ่ และเจ้าเบียคีน้อยในตะกร้าก็ตีปีกราวกับอยากจะออกไป เดือนร้อนไฮตาต้องช้อนร่างมันขึ้นอุ้มแล้วเดินออกไปนอกวิหาร ขาทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มหยุดตรึงกับที่เมื่อได้เห็นว่าลมกระโชกนั้นเกิดจากสิ่งใด 

 ฮัสเทอร์ตามออกมาจากวิหาร แม้แต่เทพเช่นเขาก็ยังตะลึงกับภาพที่เห็น ไฮตายืนอยู่ที่ลานหน้าวิหาร ในอ้อมแขนบางประคองเบียคีน้อยที่กำลังส่งเสียงร้องเรียกดังก้อง บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาดแบบเดียวกันกับเจ้าตัวเล็ก นั่นคือมีเบียคีฝูงใหญ่อยู่หน้าวิหารเขา บ้างเกาะตามกิ่งก้านไม้หรือชะง่อนหิน บ้างร่อนตัวลงที่ลาน ส่งเสียงตอบรับกับเบียคีน้อยราวกำลังสื่อสารกัน 

ชั่วขณะที่ฮัสเทอร์ปรากฎตัว เบียคีทั้งหมดต่างกดคอลงต่ำด้วยความเกรงขาม และเมื่อเบียคีน้อยเอียงตัวมองไฮตาพร้อมส่งเสียงในลำคออีกไม่กี่ครั้ง สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น...ฝูงเบียคีต่างสยายปีกวางราบและก้มศีรษะลง 

แสดงความเคารพแก่เทพยากรณ์แห่งฮัสเทอร์... 

“ท่านฮัสเทอร์ขอรับ...เบียคีเหล่านี้...” ไฮตาหันกลับมามองเขาทั้งยังตกตะลึงไม่หาย 

“ดูท่า...” ฮัสเทอร์เอ่ยอย่างเอ็นดู “สาวกแห่งข้าคงได้ชื่อว่าผู้อุปถัมภ์เหล่าเบียคีนับแต่จากนี้ไปแล้วกระมัง” 

 

...............................................................................................................................................

 

อีไลรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีผู้มาร้องขอให้เขาช่วยเหลือ วิหารเทพฮัสเทอร์ไม่มีผู้ศรัทธามาเยือนบ่อยนัก แต่ใช่ว่าจะไม่มีเลย และก็อย่างที่เขาเคยรู้ ผู้มาสักการะล้วนมาด้วยใจอาฆาตที่จะร่ำร้องขอผลในทางลบอยู่เสมอ

อีไลกำลังเขียนบันทึก เป็นการเขียนบันทึกจริงจังครั้งแรกในชีวิต เขาบันทึกเรื่องเล่าที่ผู้คนกล่าวถึงฮัสเทอร์ หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลัง ข้างกายเขามีฮัสเทอร์อยู่ด้วย เทพเจ้าไม่ได้ตรัสถามสิ่งใดนอกจากเฝ้ามองสาวกของเขาจดบันทึกในความเงียบ มีบ้างที่จะยกรยางค์ไปสัมผัสศีรษะ ลาดไหล่และแผ่นหลัง เป็นการสัมผัสเล็กๆน้อยๆที่ทำให้ทั้งคู่รู้สึกดีที่มีกันและกันอยู่ข้างๆ

ฉับพลันอีไลก็รู้ได้ว่ามีผู้กำลังขึ้นเขามาที่นี่ เขายังไม่ต้องออกคำสั่ง เพียงแค่หันไปหาเจ้านกที่เกาะอยู่บนแท่นบูชา คู่หูของเขารู้หน้าที่ตัวเองดีว่านายประสงค์ให้ทำสิ่งใด มันสยายปีกกว้างแล้วร่อนตัวออกไปทางปากถ้ำ

“ที่ผ่านมา เมื่อมีผู้คนมาขอให้ท่านช่วย ท่านฮัสเทอร์ทำเช่นไรหรือครับ” อีไลถามขึ้นขณะรอคู่หูกลับมา

“คำขอที่ส่วนมากเป็นเรื่องอาฆาตชิงชังเหล่านั้นข้าไม่ได้ตอบรับอันใด คนที่กลับมาขอบคุณก็เป็นเพราะเกิดเหตุบังเอิญให้เป็นไปตามที่ต้องการแล้วคิดเอาเองว่าเป็นเพราะข้า ที่ผ่านมาข้ายังไร้สาวก ข้าจะใช้อำนาจผ่านผู้ใดเล่า” ฮัสเทอร์ย้อนคำถามด้วยคำถาม

“ถูกของท่าน” อีไลเงยหน้าขึ้น มองฮัสเทอร์ด้วยดวงตาที่ถูกปกปิด “ตอนนี้ท่านมีสาวกแล้ว จากนี้ให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะครับ”

รยางค์ใหญ่ยกขึ้นไล้ผิวแก้มนอกผ้าคลุมของอีไลแทนการแสดงความเอ็นดู อีไลเอนหน้ารับสัมผัสรักใคร่นั้นขณะเชื่อมจิตไปถึงคู่หูที่บินถึงหน้าถ้ำแล้ว ลานสายตาของเขาพลันเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ เด็กคนนี้อายุน้อยกว่าอีไลสักปีสองปีได้ ดูท่าจะมาร้องขออะไรบางอย่าง ในมือของเขาถือถุงผ้ามาด้วย อีไลมุ่นคิ้วน้อยๆ...คงเป็นถุงเงิน

“ต้องการพบผมหรือ” 

ทันทีที่อีไลเอ่ยถามผ่านร่างของคู่หู เด็กหนุ่มก็สะดุ้งสุดตัว มองตอบเจ้านกฮูกที่บินอยู่ตรงหน้า เป็นใครก็คงตกใจ ใครจะรู้ว่าเจ้านกฮูกนี่เป็นผู้นำสาร แต่เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าพลังของเทพในตัวอีไลไม่ใช่เรื่องปาหี่

“ท่าน...เอ่อ...ท่านสาวกครับ คือผม...ผมเอลิจาห์ครับ ผมมีเรื่องให้ท่านช่วยเหลือ”

“ตามนกฮูกตัวนี้เข้ามาสิครับ ผมรออยู่ข้างใน” 

อีไลตัดบทการสนทนาไว้แค่นั้นแล้วเรียกคู่หูกลับ เขาต้องการดูว่าเอลิจาห์มีความมุ่งมั่นเพียงใดในการมาร้องขอที่วิหาร หากเขาเพียงต้องการทดสอบพลังของอีไลหรือเป็นสายของวิหารอื่น เห็นเพียงเท่านั้นก็คงรีบเผ่นกลับไปรายงานแล้วว่าพลังเทพของเขาไม่ใช่ของปลอม

“เจ้าทำเช่นนี้เพื่อทดสอบเขา...เด็กน้อยของข้าช่างมีความคิดลึกล้ำนัก สมแล้วที่วิหารอื่นจะกริ่งเกรงเจ้า” ฮัสเทอร์อดชมไม่ได้ สาวกของเขาฉลาดเฉลียวนัก เช่นนี้เขาจะปล่อยให้วิหารอื่นได้อีไลไปได้อย่างไร

“เทพผู้ยิ่งใหญ่น่าสะพรึงกลัวเช่นท่านชมผมถึงเพียงนี้ ผมไม่รู้จะตอบรับเช่นไรจึงจะเหมาะสมเลยครับ” อีไลหัวเราะเบาๆ ขณะเก็บสมุดบันทึก รู้แล้วว่ามีฝีเท้าที่เดินอย่างไม่มั่นใจตามคู่หูเขาเข้ามาด้วย

อีไลขยับตัวนั่งลงที่หินงอกก้อนโตข้างแท่นบูชา เท้าแขนข้างหนึ่งลงบนแท่นอย่างสบายๆพร้อมจะพูดคุย มืออีกข้างวางลงบนตัก นกฮูกคู่หูร่อนตัวลงที่แท่นบูชาข้างๆ พยายามจิกนิ้วอีไลเบาๆเพื่อเรียกร้องความสนใจ อีไลลูบหัวและเกาซอกปีกให้มันอย่างเอ็นดู ช่างเป็นภาพที่ทำให้เอลิจาห์ผู้มาเยือนงงงัน วิหารเทพแห่งนี้เงียบเชียบราวถ้ำร้าง เด็กหนุ่มผู้เป็นสาวกอาศัยอยู่ได้อย่างไรกับนกตัวหนึ่ง

“สายัณห์สวัสดิ์ครับ ผมชื่ออีไล คลาร์ก อย่างไรเสียคุณนั่งลงแล้วค่อยพูดเถอะครับเอลิจาห์” อีไลผายมือไปทางชะง่อนหินที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเขา เอลิจาห์นั่งลงทั้งที่ตัวยังสั่น

“ทะ...ท่านสาวกครับ ผมเชื่อในพลังของท่าน หากท่านเป็นสาวกของเทพในอาภรณ์เหลืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย....ดังนั้นผมขอให้ท่านจัดการคนคนหนึ่งให้ได้ไหมครับ”

อีไลเผลอตัวหันไปหาฮัสเทอร์ที่ยังอยู่ด้านข้างเขา ขณะที่ฮัสเตอร์ไหวไหล่เล็กน้อยเป็นทำนองว่าเรื่องเช่นนี้นับว่าธรรมดา แต่อีไลเองก็ยังไม่คุ้นกับการที่มีคนมาขอให้เขาไปจัดการคนอื่นทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากันแบบนี้ อีไลไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าอาการที่เขามองไปหาฮัสเทอร์ สำหรับเอลิจาห์คือเขาหันไปมองอากาศธาตุว่างเปล่าในถ้ำมืด ทำเอาเอลิจาห์ถึงกับขนลุก

“ท่านสาวก...ท่านมองใครครับ...”

“ไม่ต้องคิดมากนะครับ ที่นี่ไม่ได้อันตรายอย่างที่คุณคิด” อีไลกระแอมเล็กน้อย พลางรู้ตัวว่าเสียอาการต่อหน้าผู้ศรัทธาไปเสียแล้ว “คุณมาขอให้ผมจัดการใครสักคนหรือครับ”

“ครับท่าน คือ...ผมรักผู้หญิงคนหนึ่ง พ่อแม่เราต่างหมั้นให้กันตั้งแต่เด็ก แต่เธอกลับนอกใจผมไปรักผู้ชายอีกคนทั้งที่เจ้านั่นไม่มีอะไรเทียบผมได้ ผมต้องการให้เจ้านั่นหายไป ท่านจะจัดการอย่างไรก็ได้ขอให้มันหายไปจากเธอ” เอลิจาห์ยื่นถุงเงินในมือให้อีไล “นี่คือของที่ผมจะมอบให้ท่านเพื่อบูชา ท่านต้องช่วยผมนะครับ”

“เก็บสิ่งนี้ไว้ก่อนเถอะครับเอลิจาห์ ผมเป็นสาวกของเทพ ไม่ใช่นักฆ่ารับจ้าง” อีไลตอบอย่างสุภาพ “เอาละครับ ผมมีคำถามสักเล็กน้อย พวกคุณหมั้นหมายกันมานาน คุณบอกว่าคุณรักเธอ แล้วเธอรู้สึกอย่างไรกับการแต่งงานหรือครับ”

“เธอเคยดีกับผมนะครับ เมื่อมีเจ้านั่นเข้ามาเธอก็ห่างเหินไป ผมมั่นใจว่าเธอเคยรักผม ผมถึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ทั้งที่เธอเป็นของผมมาตลอดแท้ๆ”

“เธอเป็นของคุณ...” อีไลทวนคำ และนั่นทำให้เอลิจาห์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบรับ

“แน่นอนครับ เธอผูกพันกับผมมานานแล้ว แต่เจ้านั่นทำให้ความรักที่เธอมีให้ผมมันแปรเปลี่ยน”

“เช่นนั้น ผมคงต้องไปพบเธอกับชายคนนั้น หวังว่าคุณจะนำทางได้นะครับ”

คำของอีไลทำเอลิจาห์ดีใจราวได้ครองทั้งเกาะ เขามั่นใจว่าอีไลจะต้องไปจัดการสะสางเรื่องนี้ให้ จึงกุลีกุจอลุกขึ้นแล้วผายมือเชื้อเชิญให้สาวกศักดิ์สิทธิ์เดินตามไปอย่างเร็วรี่ อีไลยืนขึ้นก่อนจะหันไปทางฮัสเทอร์

“เทพเจ้าของผม ขอให้ผมสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยดี เพื่อจะนำพาศรัทธามาสู่ท่าน”

“สติปัญญาของเจ้ามีค่ายิ่งทรัพย์สมบัติ ข้ามั่นใจว่าเจ้าสามารถเห็นซึ่งทางออกโดยไม่ต้องอาศัยพลังของข้าแม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง”

อีไลค้อมกายลงรับคำอำนวยพร ก่อนจะเดินตามผู้ร้องขอไปโดยมีเจ้านกตัวป้อมเกาะบ่าไปด้วย ภาระแรกในฐานะสาวกศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่อีไลไม่คาดคิดว่าจะได้เจอ ทำเอาเด็กหนุ่มอดระบายลมหายใจยาวๆไม่ได้

ไยงานแรกของเขาต้องเกี่ยวกับความพยาบาทที่มีที่มาจากความรักด้วยนะ...

 

 

ตลอดทางที่เดิน หากเมื่อผ่านผู้คนอีไลย่อมตกเป็นเป้าสายตาและฝีปากการนินทา ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่คืออีไลจะต้องเข้าไปพบกับหญิงสาวและคู่กรณีของผู้ร้องขอ ซึ่งทั้งคู่อยู่ด้วยกันพอดิบพอดี เอลิจาห์ชี้ไปปลายสุดสะพานเรือด้วยสีหน้าเจ็บช้ำ มีชายหญิงคู่หนึ่งยืนเคียงข้างกันอยู่ ทั้งคู่มีสีหน้าเป็นทุกข์และกำลังพูดคุยปรึกษาอะไรบางอย่าง

“คุณรอผมที่นี่ หากผมไม่ได้เรียกจงอย่าเข้าไป” อีไลสั่ง นกฮูกของเขาร่อนตัวจากบ่าลงไปเกาะที่เสาสะพาน “คู่หูของผมจะอยู่กับคุ ณ หากคุณวู่วามขึ้นมา ผมจะรู้ได้ทันที ฉะนั้นจงอย่าทำตามอำเภอใจนะครับ”

เอลิจาห์รับปากมั่นเหมาะ เขามั่นใจว่าอีไลจะต้องจัดการให้เขาได้แน่ เด็กหนุ่มกระหยิ่มใจเมื่ออีไลก้าวขึ้นไปบนสะพานเรือ เมื่อชายหญิงคู่รักเห็นอีไลก็ตกใจกันสุดตัว มีใครบ้างไม่ตกใจยามเห็นสาวกศักดิ์สิทธิ์ของอสุรกายจากแดนไกล

“ผมขอภัยที่มาพบโดยไม่แจ้งก่อน เพราะผมเองก็ไม่ได้มีเจตนามาพบพวกคุณหากไม่มีเรื่องจำเป็น ผมชื่ออีไล คลาร์ก และอย่างที่พวกคุณคงทราบ ผมเป็นสาวกศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารเทพ...ที่พวกคุณมักไม่เอ่ยนาม” อีไลพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม และนั่นทำให้ทั้งคู่ยิ่งแตกตื่น

“ท่าน...ท่านมีเรื่องอะไรหรือครับ” ฝ่ายชายพูดขึ้น ดึงฝ่ายหญิงไปไว้ด้านหลังตนราวกับจะปกป้อง เหมือนอีไลเป็นภัยคุกคาม อีไลเผยรอยยิ้มเล็กน้อย เริ่มสังเกตเห็นบางสิ่ง

“ผมกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง และหากผมถาม ขอให้พวกคุณตอบตามจริง ตอบเหมือนกำลังตอบกับเอลิจาห์”

“เอลิจาห์...” หญิงสาวมีท่าทีร้อนใจ “เขาเกี่ยวอะไรด้วยคะ เขาต้องการอะไรจากดิฉัน หรือว่าเขาไปสาดภาวนาให้ท่านมาสำเร็จโทษเรา...”

“กรุณาอย่าใช้คำน่ากลัวเช่นนั้นเลยนะครับ” อีไลผ่อนท่าทีลงให้อ่อนโยน “ผมขอพูดตามตรง เขาต้องการให้พวกคุณยุติความสัมพันธ์กัน ด้วยมีเหตุที่ว่าสุภาพสตรีท่านนี้หมั้นกับเขาไว้นานแล้ว และรักเขามาก่อน ผมอยากทราบว่าจริงหรือไม่”

“ฉันไม่เคยรักเขา...ด้วยความที่เราอยู่ด้วยกันมา ที่ผ่านมาฉันเห็นเขาเป็นพี่ชายและเพื่อนที่แสนดี เขาเคยดีกับฉัน แต่ฉันทำใจให้รักเขาไม่ได้ค่ะท่าน” หญิงสาวละล่ำละลักทั้งน้ำตา “พอฉันบอกว่าฉันพบรักแล้วกับแมคครี เขาก็ใจร้ายกับฉันมากขึ้น เขาบังคับฉันตลอดเวลาจนฉันต้อมยอมเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้มาพบแมคครี ฉันยอมกระทั่งรับปากแต่งงาน แต่เขาจะไม่ได้เห็นฉันในวันสาบานตนแน่นอน”

“เพราะอะไรหรือครับ หากไม่รังเกียจ พอจะบอกผมได้ไหม” อีไลถามให้สุภาพที่สุด

“เราตัดสินใจกันแล้วครับ ผมกับรุฟฟ่าจะ...ลาจากโลกนี้ไปพร้อมกันในวันแต่งงานของเธอ” แมคครีเอ่ยขึ้นพลางจับมือของคนรักแน่น แม้แต่อีไลยังนิ่งไปเล็กน้อย เขารู้สึกได้ว่าทั้งคู่จะทำเช่นนั้นจริงๆ ฉับพลันนิมิตก็เข้าสู่ลานสายตาเขา

‘ในเมื่อท่านฮัสเทอร์....ปฏิเสธตัวตนของข้าพเจ้าในชาติภพนี้...’ เขาเห็นตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับฮัสเทอร์ และมีมีดพกเล่มเล็กในมือ ‘ข้าพเจ้าจะรอชาติที่ท่านยอมรับเป็นสาวก...เพื่อให้คำสาบานและการมีชีวิตอยู่ของข้าพเจ้ามีความหมาย...’ 

คมของมีดพกในมือกดเข้าสู่ตำแหน่งขั้วหัวใจอย่างแม่นยำ และแล้วเขาก็ล้มลงในอ้อมกอดของเทพเจ้าอีกครั้งหนึ่ง...สิ้นลมทั้งที่ดวงตาซึ่งยังเป็นสีเทาขุ่นลืมค้างจับจ้องเทพผู้เป็นที่รัก 

ราวจะหมายให้ผู้เป็นอมตะสำนึกเสียใจไปตลอดกาล 

อีไลดึงตัวเองกลับสู่ปัจจุบัน พลันอกซ้ายก็เจ็บแปลบ ภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่คงเป็นอดีตในอีกภพชาติของตนเอง มันอาจะมีความสำคัญเกี่ยวกับตัวเขาในอดีตกับตำนานเรื่องเล่าของฮัสเทอร์ แต่ตอนนี้งานของเขาอยู่ตรงหน้าซึ่งต้องสะสางก่อน

“ผมขออนุญาตเรียกเขามาที่นี่ ในเมื่อเรื่องนี้เขาเป็นผู้ร้องขอ ผมจะสะสางเรื่องนี้ต่อหน้าพวกคุณทั้งสามคน” อีไลเอ่ยขึ้น พลางเชื่อมจิตถึงคู่หูเขา ให้พาเอลิจาห์เดินขึ้นมาหาบนสะพาน

เมื่อคู่รักเห็นเอลิจาห์ก็ยิ่งกอดกันแน่นขึ้น ราวกับต่อให้เทพเจ้ามาแยกออกจากกันก็จะไม่ปล่อย เอลิจาห์ยิ้มกว้างให้อีไลพลางเอ่ยทวง

“ท่านสาวกจะจัดการเจ้านี่อย่างไรครับ”

“เอลิจาห์...คุณจะวิวาห์เมื่อไรครับ” อีไลไม่ตอบคำถาม แต่เป็นฝ่ายถามแทน เจ้านกฮูกเกาะลงที่บ่าเขา

“อีกครึ่งเดือนครับ” เอลิจาห์ตอบอย่างหน้าชื่นตาบาน

“เช่นนั้นผมจะไม่จัดการอะไรกับแมคครีทั้งนั้น เพราะเขาจะตายในอีกครึ่งเดือน และอีกครึ่งเดือน คุณควรเตรียมจัดพิธีศพด้วย รุฟฟ่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกถึงแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น”

“ท่านพูดอะไรนะครับ....” เอลิจาห์มองอีไลสลับกับแมคครีและรุฟฟ่าไปมา ถอยหลังไปเล็กน้อยอย่างไม่เชื่อ “ท่านกำลังหมายถึง...”

“รุฟฟ่าเธอกล่าวว่า ที่เธอดีกับคุณแล้วคุณตีความว่ามันคือรัก แท้จริงเธอมองคุณเสมือนพี่ที่แสนดี และพี่ที่แสนดีคนนั้นกำลังทำร้ายเธอด้วยคำว่ารัก เมื่อเธอขัดขืนไม่ได้ก็จะขอตายตามแมคครีไป” อีไลเป็นคนกลางถ่ายทอดเรื่องราวให้ “นี่เป็นสิ่งที่คุณคิดไว้หรือไม่ครับ”

“ไม่จริง...ผมคิดว่าถ้าไม่มีมัน รุฟฟ่าจะ...”

“เอลิจาห์...ฉันขอโทษที่ทำให้คุณเข้าใจผิด แต่ว่า....ถ้าฉันไม่ได้รักกับแมคครีในชาติภพนี้ คงมีสักชาติภพที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน ถ้าฉันต้องแต่งงาน...ก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่ดี” รุฟฟ่าโพล่งออกมาอย่างอัดอั้น

“เอลิจาห์ ผมรู้ว่าความรักเป็นสิ่งที่ยากจะถอนตัว รักแล้ว....ก็คือรักอยู่ดี” อีไลหันมาหาคนที่แข็งค้างราวถูกสาปเป็นหิน “คุณไม่ผิดที่คุณจะรู้สึกว่าเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เพราะนั่นคือความรัก แต่ก็มีคนอยู่จำนวนไม่น้อย ที่เลือกจะไม่เป็นผู้ครอบครอง และอยากเป็นเพียงผู้เฝ้ามองให้คนที่รักมีความสุขเพียงเท่านั้น...นั่นก็คือความรักเช่นกัน ความรักทำให้คนหนึ่งเห็นแก่ตัวได้ไม่สิ้นสุด แต่ก็ทำให้อีกคนเสียสละได้อย่างยิ่งใหญ่”

ราวกับคนที่ได้เปลี่ยนมุมมอง เขาเพิ่งรู้ว่าการบีบคั้นคนอื่นจะนำมาซึ่งปลายทางอ่านน่าสลด เอลิจาห์มองรุฟฟ่าผู้ปิดบังแผนการฆ่าตัวตายมาตลอด ไม่เคยคิดว่าเธอตัดสินใจเช่นนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะผลักเธอไปสู่หน้าผา...รอให้เธอตัดสินใจกระโดดลงไปเอง

“แล้วก็นะ...เอลิจาห์ ผมรู้ว่าในสายตาคุณแมคครีดูด้อยกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีใครด้อยกว่ากันหรอกครับ มันเป็นเพราะความรักต่างหาก” อีไลหันไปหาเอลิจาห์เต็มตัว “เพราะหากรักแล้ว ต่อให้คนที่คุณรักถูกก่นด่าสาปแช่งว่าชั่วช้าต่ำทรามมากแค่ไหน คุณก็จะมองเห็นจุดดีในตัวเขาอยู่ร่ำไป ในสายตาคุณ เขาย่อมเป็นคนดีเสมอ”

เอลิจาห์ที่ได้ยินดังนั้นก็ทิ้งตัวลงคุกเข่า อีไลมองคนที่ตกตะลึงตัวแข็งซึ่งกองลงไปกับพื้น จากนั้นจึงหันไปมองแมคครีกับรุฟฟ่าที่มองเอลิจาห์อย่างไม่เชื่อสายตาเช่นกัน สาวกศักดิ์สิทธิ์แห่งฮัสเทอร์สูดลมหายใจลึก

“ถ้าหากผมไม่ตอบรับคุณ ไม่ช้าแมคครีและรุฟฟ่าจะตาย เมื่อนั้นผู้คนก็จะเข้าใจว่าเป็นเทพของผมบันดาลให้เป็นไปอยู่ดี ดังนั้นผมขอออกตัวแทนเทพเจ้าของผมว่า ผมขอโทษที่กำจัดผู้ชายคนนี้ให้คุณไม่ได้ ผมมีหน้าที่สร้างความกระจ่างและเยียวยาผู้คน ไม่ใช่เอาชีวิตใคร ของมีค่าเครื่องสักการะ ผมไม่ต้องการ”

อีไลก้าวเท้าออกจากสะพานพร้อมคู่หูบนบ่า เพียงเท่านี้ปมในใจทั้งสามคงคลายได้เองโดยที่เขาไม่ต้องสอดมือเข้าไปอีกแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อเดินมาถึงย่านคนพลุกพล่าน กลับมีเสียงของรุฟฟ่าเรียกเขาไว้

“ท่านสาวกคะ!!”

อีไลไม่ทันหันกลับไป ขาทั้งสองข้างก็ถูกสัมผัสด้วยการแสดงความเคารพของแมคครีและรุฟฟ่า ทั้งคู่สัมผัสชุดคลุมของเขาพลางพร่ำขอบคุณไม่ขาดปากต่อหน้าธารกำนัล ทำเอาทุกคนที่เดินผ่านไปมาต่างตกอกตกใจ

“กรุณาลุกขึ้นครับ ได้โปรดอย่าทำเช่นนี้” อีไลดึงทั้งคู่ให้ลุกยืน “เกิดอะไรขึ้นครับ”

“เอลิจาห์ยอมถอนหมั้นดิฉันค่ะ จากนี้ดิฉันกับแมคครีจะได้อยู่ด้วยกันจริงๆแล้ว” รุฟฟ่าปาดน้ำตา “ดิฉันขอบคุณท่านสาวกมากๆเลยค่ะ ดิฉันนึกไม่ถึงว่าท่านสาวกจะสามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้ ทั้งๆที่ท่านเป็น...”

“เป็นสาวกของเทพที่ไม่ควรเอ่ยนาม” อีไลต่อคำจนจบ รุฟฟ่าพยักหน้า อีไลยิ้มให้เจ้าหล่อน “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจดีว่าทุกคนมองผมเช่นไร ผมยินดีกับความรักของพวกคุณด้วยนะครับ”

“ผมเองก็ไม่อยากเชื่อ ท่านเข้าใจความรักได้ลึกซึ้งมากๆ ราวกับท่านวิวาห์แล้วอย่างไรอย่างนั้น” แมคครีกล่าวในสิ่งที่ทำให้อีไลรู้สึกร้อนวูบที่พวงแก้ม

“เอ่อ...คือ...แท้จริงผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง หากไม่มีความรู้สึกรักเลยก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ” อีไลพยายามตอบให้เป็นกลาง แต่ดูเหมือนคู่หูเขาจะไม่ให้ความร่วมมือ จู่ๆมันก็ส่งเสียงร้องเบาๆในลำคอพร้อมกับหยอกล้อด้วยการไซ้แก้มเขาเบาๆ ทำเอาอีไลต้องรีบตัดบทสนทนา “ผมขอตัวก่อนนะครับ”

เจ้านกฮูกถึงกับหน้ายู่ เหมือนคำตอบเขาจะไม่ต้องใจมันนัก...นายมันพูดไม่เป็นหรือว่าตัวเองก็มีคนรักแล้วน่ะ

 

 

ทุกครั้งที่อีไลออกจากวิหาร ฮัสเทอร์จะเป็นฝ่ายรอสาวกคนสำคัญกลับมาเสมอ เมื่ออีไลปรากฎตัวสู่ลานสายตา ฮัสเทอร์มักจะรู้สึกว่าการรอคอยของเขาคุ้มค่ายิ่ง แม้มันจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตามที

“ให้เทพเจ้าเช่นท่านรอผมอยู่หน้าวิหารจะดีหรือครับ” เป็นอีไลที่เอ่ยทักก่อน “ไม่มีเทพองค์ใดปฎิบัติกับข้ารับใช้เช่นนี้หรอกนะครับ”

“ในเมื่อข้าเป็นเทพ ข้าพึงใจทำสิ่งใดก็ทำ มนุษย์ตัวจ้อยเช่นเจ้ากล้ายั่วโทสะข้าหรือ” แม้ถ้อยคำจะดูราวกริ้วโกรธ หากสุรเสียงที่เอ่ยกับมนุษย์ตัวจ้อยที่ว่าช่างอ่อนโยนนัก...อ่อนโยนจนอีไลเผลอกัดริมฝีปากอย่างเสียอาการ ขณะเดินตามหลังผู้เป็นใหญ่เข้าไปในวิหาร เจ้านกฮูกบินไปเกาะซอกหินราวกับรู้งาน และจะไม่ขัดขวางบทสนทนาระหว่างเทพเจ้ากับผู้แทนพระวจนะ

“ผมเคยยั่วโทสะท่านจริงๆสินะครับ” เทพยากรณ์หนุ่มหย่อนกายลงนั่งที่ชะง่อนหินใกล้แท่นบูชา พลางเผยรอยยิ้มบางๆ “ตอนที่ไฮตาไม่ยอมเรียกหาท่าน ท่านโกรธบ้างหรือเปล่าครับ”

“โกรธเจ้า...เจ้าน่าจะถามผิดแล้วกระมัง เจ้าควรจะถามว่าข้าเคยโกรธเจ้าสักครั้งหรือไม่จะถูกกว่า” ฮัสเทอร์เคลื่อนรยางค์เข้ามายกตัวอีไลขึ้น ก่อนจะบรรจงวางร่างในชุดคลุมลงนั่งบนแท่นบูชา เงาจากร่างสูงใหญ่ของเขาทอดทับเทพยากรณ์หนุ่มราวกับภาพเหตุการณ์การเกิดอุปราคา

“เพราะท่านเป็นเช่นนี้...ผมถึงได้ใจมากกระมัง” เสียงของสาวกศักดิ์สิทธิ์ช่างแผ่วเบา “ผมถึงกล้าทำสิ่งที่ไม่ควร กล้าทำร้ายท่านได้ขนาดนั้น”

“เจ้าพูดถึงสิ่งใด...” ฮัสเตอร์เริ่มตระหนักได้ว่ามีตะกอนขุ่นกำลังก่อตัวในห้วงคำนึงของอีไล

“ท่านถูกจองจำในทะเลสาบฮาลิมายาวนานนับร้อยปีก่อนจะออกมาจากที่นั่นเพื่อพบผมตอนแรกเกิด ผมขอบังอาจถามได้ไหมครับว่าการที่ท่านออกมานั้นเป็นตามความประสงค์ของท่านเองหรือไม่”

“ข้าตั้งใจมาพบเจ้าเอง”

“เช่นนั้น หากท่านสามารถออกจากที่กักบริเวณเองเมื่อไรก็ได้ ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าถูกจองจำ”

เด็กน้อยของเขาเขาฉลาดเฉลียวนัก...ฮัสเทอร์รู้แล้วว่าอีไลกำลังสงสัยสิ่งใด มือใหญ่ร้อนวางทาบบนมือเล็กที่กำลังสั่นไหว

“บอกข้ามาเถอะ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เจ้ารู้เห็นสิ่งใดมาหรือ”

“ท่านจองจำตนเองใช่ไหมครับ ท่านกักขังตนเองหลังจากที่ตัวผมในอดีต...ฆ่าตัวตาย”

ฮัสเทอร์ได้คำตอบแล้ว...เขาค่อยๆดึงร่างบอบบางของมนุษย์หนุ่มเข้าสู่วงแขนใหญ่ที่กอดกระชับ รยางค์หลายเส้นพันโอบรอบตัวอีไลไว้อีกชั้นราวกับจะยืนยันว่าปัจจุบันพวกเขาทั้งคู่ไม่ได้พรากจากกันไปไหนอีกแล้ว

“เป็นเวลา 261 ปีล่วงแล้วจากวันนั้น ครานั้นเจ้าถือกำเนิดในครอบครัวที่มีตระกูลนักสำรวจสูงส่งบนแผ่นดินใหญ่ และเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มต่อเรือออกสู่โพ้นทะเลเพื่อแสวงหาดินแดนใหม่ เจ้าตระหนักได้และเห็นนิมิตถึงข้า เจ้าเลือกจะหันหลังและตัดขาดครอบครัว ยอมถูกประณามสาปแช่งเพื่อกลับมาหาข้า แต่เป็นข้าเองที่ปฏิเสธเจ้า” ฮัสเทอร์ยอมเล่าความทรงจำที่เป็นบาดแผลสำหรับเขา อีไลอาจจำไม่ได้ แต่สำหรับเทพผู้เป็นอมตะมันเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจจนยากลืมเลือน “ตอนนั้นข้าเลือกทำเช่นนั้น เพื่อยุติวงเวียนความทรมานที่ไม่รู้จบของเจ้า ข้าต้องการให้เจ้าได้ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ทั่วไป อย่าได้ข้องเกี่ยวกับอสูรเช่นข้าอีก”

“แต่ผมไม่ยอม...ความดื้อรั้นและถือดีของผม....ทำให้ผมเลือกทำร้ายท่าน...” อีไลพึมพำอยู่กับอกกว้าง ความทรงที่ขาดหายเริ่มปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน

“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่อีไล...ข้าต่างหากที่ทำร้ายเจ้า” ฮัสเทอร์เว้นช่วงคำ “เจ้าคุกเข่าอยู่หน้าวิหาร ต้านลมแรงและหิมะหนาวเหน็บอย่างไม่ย่อท้อ เรียกชื่อข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ข้าไม่ตอบรับ ข้าทรมานเจ้ายิ่งกว่าลมฝนเหล่านั้นไม่รู้กี่พันเท่าทวี ท้ายสุดเจ้าคงทนทรมานไม่ไหว...จึงเลือกปลิดชีพตนเอง อสูรผู้โง่ง่มเช่นข้าได้แต่ปรากฎตัวยามเจ้าใกล้สิ้นลม แม้แต่ดวงตาที่ยังไม่เปลี่ยนสีของเจ้า...ก็ยังไม่ได้ปิดลง”

‘ในเมื่อท่านฮัสเทอร์....ปฏิเสธตัวตนของข้าพเจ้าในชาติภพนี้ ข้าพเจ้าจะรอชาติที่ท่านยอมรับเป็นสาวก...เพื่อให้คำสาบานและการมีชีวิตอยู่ของข้าพเจ้ามีความหมาย...’ 

อีไลหลับตาแน่น เผลอกำอาภรณ์ของฮัสเทอร์แน่นขึ้น ผ่อนลมหายใจหนักหน่วงอย่างยากลำบาก เมื่อเสียงของตนเองในอดีตหวนกลับมาสู่โสตประสาท และช่วงลึกในอกก็เจ็บแปลบราวกับถูกบีบคว้านจากภายใน

“นับว่าข้าเป็นผู้สังหารเจ้าด้วยมือข้าเอง เทพผู้สังหารสาวกของตนเองนับว่าต่ำช้าเกินกว่าจะได้รับการบูชา ข้าเอ่ยปากบอกคธูลูพี่ชายข้าว่าข้าจะไปอยู่ที่ดินแดนไกลโพ้นด้วยตัวเอง และข้าก็ปลีกตัวออกจากหมู่เทพด้วยกันนับแต่นั้น”

“เพราะเหตุนี้ ตำราจึงกล่าวว่าท่านฆ่าสาวกศักดิ์สิทธิ์ของท่านเอง...” อีไลเข้าใจแล้ว เข้าใจหมดแล้วทุกอย่าง ดวงตาที่ยังปิดสนิทร้อนผ่าวเมื่อภาพของเบียคีตัวน้อยในความทรงจำปรากฎขึ้น “ท่านยังจำ...เบียคีที่ผมเก็บมาเลี้ยงได้ไหมครับ”

“มีหรือที่ข้าจะลืม...”

“หลังจากที่ไฮตาตายแล้ว มันเป็นอย่างไรหรือครับ”

“มันซึมลงมาก ไม่ออกหาอาหาร ไม่ทำสิ่งใดเลย...จนกระทั่งซอธราตัดสินใจขอข้าให้ส่งมันกลับฝูงเพราะไม่อยากเห็นมันตรอมใจตายตามเจ้าไป ไม่นานมันก็กลับมาพร้อมคู่ของมันและลูกๆอีกจำนวนหนึ่ง ทุกครั้งที่เจ้าถือกำเนิดใหม่ จะมีเบียคีจากเชื้อสายของมันกลับมาเป็นคู่หูให้เจ้าเสมอ หากแต่มันจะวิวัฒนาการไปตามสภาพธรรมชาติเพื่อปรับตัวเข้าการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เมื่อข้าอยู่ที่ฮาลิ เบียคีฝูงนั้นก็ยังติดตามไปรับใช้ข้า” ฮัสเทอร์ผินหน้าไปทางเจ้านกฮูกที่ยังเกาะอยู่นิ่งๆ “นกฮูกตัวนั้น เป็นสายเลือดของคู่หูตัวแรกของเจ้า...เบียคีที่เจ้าเคยอุปการะ รูปลักษณ์ของมันเปลี่ยน แต่เชื่อเถอะว่าจิตวิญญาณของมันยังภักดีต่อเจ้าดังเดิม”

นกฮูกตัวป้อมกางปีกออก ร่อนลงเกาะรยางค์เส้นหนึ่งของฮัสเทอร์ใกล้กับใบหน้าอีไล มันหลับตาลงและโน้มตัวลงไปแตะใบหน้าเข้ากับหน้าผากของเด็กหนุ่ม วางจงอยปากลงบนสันจมูกคมของเจ้านายอย่างรักใคร่ ฮัสเทอร์ใช้รยางค์กอดทั้งคู่แน่นขึ้นอีกเมื่ออีไลใช้มือลูบขนเจ้าก้อนน้ำตาลอย่างแผ่วเบา

“ผมสัญญา...ชาติภพนี้ผมจะไม่ยอมตายง่ายๆ ผมจะไม่ทิ้งท่านฮัสเทอร์กับเจ้าตัวน้อยไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้วิหารเทพอื่นจะมองผมเป็นศัตรู ผมก็จะไม่ยอมถอยให้พวกเขาแม้แต่ก้าวเดียว”

สาวกศักดิ์สิทธิ์คนอื่นอาจหมายหัวเขา...จะเป็นเบเรนิส วาเทลีย์ผู้ปกครองแห่งวิหารเทพยอกโซธอทก็ดี...จะเป็นทีย็อก เมเตอร์ประมุขแห่งวิหารเทพีชุบนิกกูรัธก็ตาม อีไลมั่นใจว่าเขาจะไม่เป็นรองใคร อำนาจเทพเจ้าในตัวเขาเป็นของจริง เขาจะไม่ด่วนจากไปให้ฮัสเทอร์และคู่หูกลับสู่วังวนแห่งการรอคอยที่แสนทรมานง่ายๆแน่นอน ต่อให้วิหารแห่งฮัสเทอร์จะมีสาวกแค่เขาคนเดียว เขาก็จะยืนหยัดเพื่อเทพเจ้าของเขาจนถึงที่สุด

ในฐานะซีเออร์ เทพยากรณ์แห่งฮัสเทอร์...

 

 _________________________________________________________________________________________________________________________________________

บอกแล้วค่ะว่าเจ้าก้อนจะสู้จะไฝ้ว์ จะสังเกตได้ว่าไฮตาจะออกแนวร่าเริง สดใส ช่างพูดกว่า แสดงอารมณ์ต่างๆมากกว่าอีไล ส่วนอีไลจะขรึมกว่าค่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพูดไม่เป็นนะ 55555 น้องพูดเป็น เลือกคำพูดได้ดีด้วย แต่น้องมักจะไม่พูดมากกว่าค่ะ ตอนนี้มีปูไปถึงชาตินึงในอดีตของอีไลด้วย คือประมาณฮัสเทอร์อยากจะตัดใจให้น้องไปมีชีวิตที่ดี แต่น้องไม่ไปค่ะ จะเห็นว่าในบุคลิกของอีไลมีความดื้อรั้นอยู่บ้าง จนฮัสเทอร์พูดว่าน้องใจร้ายค่ะ บางครั้งน้องก็ไม่ฟังเทพ 55555

ถามว่าตอนนี้แต่งมามีประโยชน์อะไร คืออยากจะมีสักตอนเพื่อให้อีไลได้แสดงความสามารถในการช่วยคนอย่างสันติค่ะ ให้ทุกคนเห็นว่าซีเออร์ของฮัสเทอร์เป็นคนดีนะ เขาไม่ได้แก้ปัญหาด้วยความตายของคนอื่นตามที่ผู้คนเข้าใจมาตลอด และต้องการโยงเข้ากับความรักของอีไลด้วย ตามที่น้องพูดไว้ว่า ขอแค่เรารักคนๆนั้น ต่อให้คนอื่นเขาชั่วแค่ไหน เราก็มองเขาเป็นคนดีอยู่ดี พอๆกับคู่ฆาตกรต่อเนื่องกับทหารรับจ้างในเรื่องที่แล้วนั่นเองค่ะ

แน่นอนว่าผลดีที่น้องทำในวันนี้ จะมีผลถึงตอนหน้าแน่นอน ซีเออร์ของฮัสเทอร์จะยิ่งใหญ่ขึ้นค่ะ รีดเดอร์สอบถามคำว่าซีเออร์เข้ามา ไรท์ตั้งใจใช้คำว่า Seer จากในเกมโดยตรงเลยค่ะ คำนี้ถ้าแปลตรงๆ ไม่อ้อมเลยก็คือ ผู้มองเห็น นั่นเอง น้องคือผู้มองเห็นสรรพสิ่ง และหยั่งรู้ในสรรพสิ่งเหล่านั้นด้วยค่ะ ส่วนเรื่องของการปวารณาตนนั้น มีรีดเดอร์สอบถามมาเช่นกัน คือไม่ใช่เพราะทุกวิหารจะปวารณาตนด้วยวิธี exclusive แบบอีไลนะคะ 55555555555555 แล้วแต่ว่าแต่ละวิหารจัดการยังไง ไม่ใช่ทุกคนจะต้องมอบร่างกายให้เทพ แต่เผอิญอีไลมีตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่แค่สาวกไงคะ แหม๊!!!!

ตอนหน้าจะมีการเปิดปมหลายๆอย่างเกี่ยวกับเบเรนิส และปมใหญ่สำหรับอีไลก็คือเอียนจะทำยังไงเมื่อลูกชายเลือกทางเดินนี้โดยไม่หันหลังกลับ ติดตามตอนต่อไปนะคะ

พบกันใหม่ที่วิหารฮัสเทอร์ (//น่าจะมีรีดเดอร์กางเตนท์นอนหน้าถ้ำเยอะอยู่) สวัสดีค่ะ

 

ปล. ไรท์มีทวิตแล้ว เจอกันได้นะคะ @lunarmurilee แต่ไรท์ยังไม่ทวีตอะไรนะ อย่าลืมแฮชแท็กฟิค #HastEliProphecy นะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น