Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 2: เร็วทันใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 2: เร็วทันใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ย. 2562 12:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2: เร็วทันใจ
แบบอักษร

 

ตอนที่ 2: เร็วทันใจ 

 

             ศีลยิ้มให้กับประชาสัมพันธ์ที่นั่งอยู่ หนึ่งอาทิตย์ที่แวะเวียนขึ้นมาส่งกาแฟทำให้คุ้นหน้ากันมากขึ้น หญิงสาวยกยิ้มมุมปากเป็นการทักทาย ก่อนพยักหน้าให้เขาเป็นอันรู้กันว่าเข้าไปส่งได้เลย

             ศีลชะงักฝีเท้าไม่แน่ใจว่าควรเข้าไปไหม เมื่อเห็นพีระพัฒน์ยืนอยู่ที่โต๊ะของเลขา แต่เมื่อคิดว่าเขามาส่งกาแฟ รีบเข้าไปรีบออกมาก็แล้วกัน ดีกว่ายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ด้านหน้า ชั้นยี่สิบห้าค่อนข้างเป็นส่วนตัว การยืนเด๋อด๋าจะเป็นเป้าสายตามาก เมื่อคิดได้อย่างนั้นศีลจึงตัดสินใจเดินผ่านประตูกระจกที่ถูกเปิดค้างเอาไว้เข้าไปด้านใน

             ใบหน้าซีดเผือดของพี่รุ้งบวกกับสีหน้าเคร่งเครียดของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ทำให้เขาขมวดคิ้ว เริ่มคิดว่าตัวเองเข้ามาผิดจังหวะเสียแล้ว

             “ติดต่อยังไม่ได้เหรอ”

             “ค่ะ ยังไม่มีใครรับสาย ขอโทษนะคะรุ้งไม่น่าลงตารางนัดพลาดเลย” สีหน้าคนพูดทุกข์ร้อนใจ ศีลจึงไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ เขาหยุดเดินยืนรออยู่ห่างๆ พี่รุ้งเห็นเขาแล้วแต่ไม่ได้พูดอะไร ส่วนคุณพีระพัฒน์หันหลังให้จึงไม่เห็น

             “อีกยี่สิบนาที” ร่างสูงยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “คุณอยู่ประสานงานทางนี้ผมจะออกไปเลย หาทางติดต่อคุณโจเซฟให้ได้ ผมจะรีบไปให้เร็วที่สุด”

“ค่ะ”

 “ผมน่าจะถึงช้ากว่าเวลานัดชั่วโมงหนึ่ง หาวิธีพูดกับคุณโจเซฟให้เข้าใจหรือต่อสายมาที่ผม เราพลาดนัดครั้งนี้ไม่ได้”

             “ค่ะคุณภีม”

             “ผมไปส่งไหมครับ” ศีลโพล่งออกไปแล้วได้แต่ยิ้มแห้งเมื่อสายตาสองคู่หันมามอง โดยเฉพาะสายตาดุๆ ของพีระพัฒน์

             “ไม่เป็นไร ผมมีคนขับรถ” ยังดีที่ร่างสูงมีแก่ใจตอบเขา

             “เดี๋ยวครับ” ศีลตัดสินใจเรียกก่อนร่างสูงจะเดินผ่านไป

             “แต่ผมพาไปทันนัดนะครับ เต็มที่ก็ช้าไม่เกินสิบนาที”

             ดูเหมือนมันจะได้ผลเพราะร่างสูงหยุดเดิน หันกลับมามองเขา

             “ทันเหรอ”

             “ชัวร์ครับผมบิดแป๊บเดียว” ศีลยิ้มกว้างมั่นใจในความสามารถของตัวเอง

             “มอเตอร์ไซด์! ตกลง ไปกันเลย”

             ตาลุงจะตื่นเต้นทำไมวะ คนส่งของไม่ขี่มอเตอร์ไซด์ให้ขับเบนซ์ส่งหรือไง ศีลได้แต่นินทาในใจแต่ที่แสดงออกไปคือการยิ้มรับ

             “ครับ” ศีลรีบเดินไปที่โต๊ะวางแก้วกาแฟลง เขายิ้มให้กำลังใจหญิงสาว เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขากล้าบ้าบิ่นพอทีจะโพล่งออกมา ก็เพราะสีหน้าเสียใจของพี่สาวผู้แสนใจดี ถ้าทุกอย่างราบรื่นก็คงสบายใจขึ้นมาก

             “ขอบใจนะ” เสียงพูดดังแผ่วเบา ศีลยิ้มให้กำลังใจก่อนเดินกลับไปหาคุณเจ้าของตึก เขาเดินตามอีกฝ่ายออกไปด้วยฝีเท้าที่รวดเร็ว

 

             “นี่ครับ” ศีลหยิบหมวกกันน็อคสำรองส่งให้ เขามีติดรถไว้เสมอ คนรับทำสีหน้าแปลกๆ

             “เร็วครับเดี๋ยวไม่ทัน”

             “อืม”

             ศีลรอคุณเจ้าของตึกสวมหมวกกันน็อคเรียบร้อยแล้วจึงเร่งอีกฝ่าย “ขึ้นมาเลยคับ”

             ท่าทางขึ้นมอเตอร์ไซด์ของชายหนุ่มแม้ไม่ถึงกับเงอะงะแต่ก็ยังน่าขำสำหรับเขา ศีลต้องพยายามซ่อนรอยยิ้มเอาไว้

             “พร้อมนะครับ”

             “พร้อม”

             เขาสตาร์ทรถรออยู่แล้วเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าพร้อมก็ขี่ออกไปได้ในทันที ศีลขี่มอเตอร์ไซด์มาตั้งแต่สมัยเรียนมหา’ลัย เขาจึงรู้ดีว่าคนซ้อนมีอาการอย่างไรจากการบังคับรถ

             “อย่าเกร็งสิครับ”

             “อะไรนะ!” เสียงตะโกนฝ่าเสียงลม

             “ผมบอกว่าอย่าเกร็ง นั่งสบายๆ ครับ จับไว้จะได้ไม่ตก”

             “จับอะไร”

             ศีลขี้เกียจอธิบายว่าจับตรงไหนได้บ้าง เพราะการพูดฝ่าลมและหมวกกันน็อคในสถานกาณ์ที่เขาต้องใช้สมาธิแบบนี้เป็นเรื่องลำบาก

             “กอดเอวผมก็ได้ครับ”

             มือของพีระพัฒน์แตะที่เอวของเขา เบาจนถ้าเขาซิ่งแหกโค้งตอนนี้คนซ้อนท้ายอาจลอยหายไปเลย ศีลถอนใจยาวขี้เกียจพูดให้เสียเวลา เขาปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากแฮนด์รถ จับมือของพีระพัฒน์ดึงให้โอบมาด้านหน้า คนนั่งหลังไม่ทันระวังตัวแผ่นอกจึงกระทบเข้ากับแผ่นหลังของเขา มือข้างนั้นทำท่าจะดึงออกศีลจึงกดเอาไว้

             “นั่งดีๆ ครับเดี๋ยวตก”

             “อย่าขับรถมือเดียว” แต่เสียงตะโกนตอบดันไปคนละเรื่อง

             “ไม่ต้องห่วงครับผมชำนาญ” ศีลปล่อยมือข้างเดิมดึงอีกข้างให้กอดเอวเขาไว้ มันก็แค่นี้เองยากอะไรนักหนา

              

             “จอดข้างหน้า”

             “ไม่เป็นไรครับผมส่งถึงที่เลย” ศีลตะโกนตอบ เข้าเลี้ยวรถเข้าไปในโรงแรม จอดเทียบด้านหน้าประตูทางเข้า

             “ขอบใจมาก คุณกลับได้เลยเดี๋ยวผมหาทางกลับเอง”

             “ครับ” ศีลพยักหน้า รับหมวกกันน็อคมาจากร่างสูง มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มไป จึงได้เห็นสายตาของพนักงานโรงแรมที่มองพีระพัฒน์เช่นกัน โธ่เอ๊ยเขาน่าจะคิดให้มากกว่านี้ น่าจะจอดข้างหน้าโรงแรมตามที่อีกฝ่ายบอก ทำภาพลักษณ์คนรวยเสียหายหมด

             ในขณะที่เขากำลังโอดครวญด้วยความรู้สึกผิด คนรวยก็มีวิธีจัดการในแบบที่เขาคิดไม่ถึง เมื่อคนเปิดประตูโรงแรมเปิดประตูให้พีระพัฒน์ ธนบัตรใบละห้าร้อยบาทถูกส่งให้ อาการคอแข็งของพนักงานเปลี่ยนไปทันที หัวแทบจะโค้งลงไปถึงหัวเข่า ศีลได้แต่ส่ายหน้าเป็นคนรวยมันดีอย่างนี้นี่เอง

             เมื่อร่างสูงลับสายตาไปแล้ว ศีลจึงเริ่มคิดว่าเขาจะเอาอย่างไรดี ไหนๆ ก็มาส่งแล้วรอรับกลับเลยก็ได้วะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่มีน้ำใจ แต่ก่อนอื่นต้องโทรขอเจ้านายก่อน

             “พี่ลิตวันนี้มีส่งของอีกทีบ่ายๆ ใช่ไหม ผมขออู้ทำธุระสักสองสามชั่วโมงนะ ตัดเป็นเวลาพักไปเลยก็ได้”

             (พี่กำลังด่าเอ็งอยู่เนี่ย ไปส่งกาแฟยังไงของเอ็งวะหายไปเลย)

             “ผมมาส่งคุณพีระพัฒน์”

             (ส่ง! ส่งยังไงวะ)

             “ส่งยังไงละพี่ก็ขี่มอเตอร์ไซด์มาส่งสิ ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เหมือนคุณรุ้งจะจำวันนัดผิดเลยเกิดเหตุฉุกละหุกขึ้น ผมเลยอาสาบึ่งมาส่ง”

             (ทำดีมาก งั้นไม่ต้องรีบเสร็จเมื่อไหร่ค่อยกลับ)

             “แหมมม” ศีลลากเสียงยาว

             (เอาน่า เดี๋ยวเอ็งกลับมาพี่ให้กินกาแฟฟรีเป็นการตบรางวัล)

             ศีลขมวดคิ้วเข้าหากัน “มันก็ฟรีทุกวันอยู่แล้วหรือเปล่าวะพี่ลิต”

             (แล้วได้กินไหม)

             “ได้”

             (นั่นไง)

             “เอางี้เลยเหรอ!”

             (ฮ่าๆ แค่นี้นะจัดดอกไม้อยู่)

             “ไหนว่าด่าผมอยู่”

             (จัดไปด่าไปได้ สกิลคนเรามันถึง)

             ศีลหัวเราะขำเจ้านาย เขากดวางสายก่อนหย่อนโทรศัพท์ลงในกระเป๋า ขี่รถไปหาที่จอดในลานจอดรถมอเตอร์ไซด์ของโรงแรม

             ชายหนุ่มเดินทะลุจากลานจอดรถเข้ามาภายใน เริ่มคิดว่าเขาโง่หรือเปล่าวะ เบอร์โทรก็ไม่มีไลน์ก็ไม่มีแล้วจะเจอกันได้อย่งไร แต่พีระพัฒน์ไม่ได้เอารถมาต้องเดินออกทางประตูหน้าสิ งั้นก็นั่งดักรอที่ล็อบบี้ก็แล้วกัน

             ชายหนุ่มแวะเข้าห้องน้ำ เขาถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือเพียงเสื้อยืดสีขาวด้านใน คงพอไหวมั้ง เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ถึงจะดูเก่าไปนิดก็สมัยนิยมน่า

             ศีลเดินตรงไปยังล็อบบี้ โชคดีที่ไม่ใช่โรงแรมห้าดาวเขาจึงพอกลมกลืนกับแขกที่มาพัก ชายหนุ่มเลือกที่นั่งใกล้กับประตูทางออก จะได้เห็นพีระพัฒน์ชัดๆ  ผ่านไปพักใหญ่มีชายหนุ่มในชุดทำงาน เสื้อเชิ้ตขาวแบบสุภาพกับกางเกงสีดำเข้มเข้ามานั่งด้วย เห็นแล้วศีลชักไม่อยากนั่งอยู่ตรงนี้ ตัวเขาไม่เข้ากับบรรยากาศรอบข้างเอาเสียเลย

 

             ชายหนุ่มเริ่มหาวเป็นระยะเมื่อเวลาผ่านไปเกินชั่วโมงครึ่ง เขาเริ่มคิดว่าหรือพีระพัฒน์จะกลับไปแล้ว แต่ก่อนที่จะถอดใจร่างสูงก็ปรากฎตัวขึ้น

             ศีลยิ้มกว้างรีบลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มจะได้เห็นเขา ร่างสูงชะงักสีหน้าแปลกใจก่อนเดินตรงเข้ามาหา

             “ยังไม่กลับเหรอ”

             “มาด้วยกันก็ต้องกลับด้วยกันสิครับ ถึงผมไม่ใช่คนสุพรรณแต่เลือดรักกันเต็มร้อย”

             “หึๆ” คนฟังยกยิ้มมุมปาก

             “กลับเลยไหมครับ” น้ำเสียงของศีลร่าเริง พยายามทำตัวให้ดูสดชื่น เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเป็นภาระ อยากให้รู้ว่าเขาเต็มใจรอ

             ดวงตาของพีระพัฒน์จ้องเขานิ่ง ศีลขมวดคิ้วเข้าหากัน มีอะไรหรือเปล่า

             “อาจ”

             “ครับ” เสียงตอบรับนอบน้อมดังขึ้นใกล้ๆ ศีลหันไปมองที่มาของเสียง ผู้ชายที่นั่งโซฟาตัวเดียวกับเขายืนอยู่ไม่ห่างกัน

             “ขี่รถมอเตอร์ไซด์เป็นไหม”

             “เป็นครับ”

             “งั้นขี่มอเตอร์ไซด์กลับบริษัทให้ที เอากุญแจรถมาผมขับกลับเอง”

             “ได้ครับ” คนพูดยื่นกุญแจรถให้ด้วยท่าทางนอบน้อม “รถจอดอยู่ลานจอดชั้นสี่ครับ อักษรA จอดอยู่แถวหน้าสุดเห็นชัดครับ”

             ศีลคิดว่าคำว่าหน้าแตกดังเพล้งยังน้อยไปสำหรับเขา มันควรเป็นเสียงเอฟเฟ็คของกระจกร่วงกราวมากกว่า ชายหนุ่มยืนเอ๋อจนไม่เห็นว่าร่างสูงยื่นมือมาข้างหน้า

             “ขอกุญแจรถหน่อย”

             “ครับ?”

             “กุญแจรถ”

             “อ๋อ ไม่เป็นไรครับผมขับกลับเองดีกว่า” สติของเขาเพิ่งกลับเข้าร่าง ถ้าเหตุการณ์ครั้งก่อนน่าอายแล้วครั้งนี้ก็ไม่ต่างกันเลย

             “เอามาเถอะ ผมคงรู้สึกไม่ดีถ้าให้คุณกลับเอง”

             “แต่..”

             “อย่าดื้อ”

             “ครับ” ศีลอยากบอกว่าเขาไมได้ดื้อแต่เขาอาย! อยากเผ่นไปให้ไกลๆ เหลือเกิน คนรวยก็ต้องมีคนขับรถสิวะดันซื่อบื้อนั่งรออยู่ได้ คิดอะไรอยู่วะกู~

             “จอดรถตรงไหนครับ” เสียงที่พูดกับเขานอบน้อม ศีลรีบตอบรู้สึกกระดากชอบกลที่มีคนค้อมศีรษะให้

             “ไปกันเถอะ” มือใหญ่แตะหลังเขาดันให้ออกเดิน ศีลยิ้มแห้งไม่อยากสบตาสักนิด อายโว้ยอายย

 

             “ผมขับให้ไหมครับ” ศีลรีบเสมอตัวเมื่อเดินมาถึงที่รถ ดวงตาของเขาลุกวาว แม่เจ้ารถอะไรทำไมมันหรูหราขนาดนี้

             “ขับเป็นเหรอ”

             “เป็นสิครับ ผมขับคล่องพอๆ กับขี่มอเตอร์ไซด์เลย” ศีลอวดตัว

             “งั้นอย่าเลยผมขับเอง” กุญแจรถที่ยื่นมาให้ถูกดึงกลับไปอย่างรวดเร็วจนเขาหน้าเหวอ

             “เดี๋ยว~ผมขับเป็นจริงๆ นะครับ”

             “ขึ้นรถ ผมไม่เสี่ยงกับการให้คุณเอารถไปชนแน่” คนพูดเดินอ้อมไปฝั่งคนขับ กดรีโมทก่อนเปิดประตูรถขึ้นไป

ศีลแอบทำหน้าง้ำยืนมอง เหอะ ดูถูกกันอย่างนี้เหรอ ทำคุณบูชาโทษชัดๆ แบบนี้ต้องเจอกันหน่อย ศีลยกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง

             “ไปนั่งอะไรตรงนั้น!”

             “ก็คุณพีระพัฒน์บอกให้ผมขึ้นรถ” ศีลทำตาซื่อ เขากระพริบตาสามปริบแถมให้ด้วย เอนหลังพิงเบาะสบายใจ แหมะข้างหลังนี่มันกว้างขวางดีจริงๆ

             “ผมไม่ใช่คนขับรถ”

             “ใช่สิครับ คุณพีระวัฒน์บอกว่า ‘ผมขับเอง’ ผมได้ยินเต็มสองหู”

             สีหน้าคนฟังชวนหัวเราะมาก ศีลต้องพยายามกลั้นขำกลัวจะถูกโกรธไปมากกว่านี้ แต่จู่ๆ ใบหน้านั้นก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะ

             “ทำไมถึงกวนแบบนี้”

             “ก็คุณพีระพัฒน์ดูถูกผมก่อน”

             “ขอโทษ ผมไม่ได้ดูถูกแต่ผมกลัวรถพังจริงๆ คุณขับรถน่ากลัวมาก”

             “คุณรู้หรือเปล่าว่าจากออฟฟิศคุณมาที่นี่ ถึงเป็นมอเตอร์ไซด์ก็ต้องใช้เกือบสี่สิบนาที ผมซิ่งพาคุณมาได้ภายในยี่สิบห้านาทีมันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ”

             “เข้าใจแล้ว” คนพูดเสียงอ่อนลง “แปลว่าปกติไม่ได้ขับแบบนี้”

             “เปล่าครับ ก็ขับแบบนี้แหละ” ศีลตอบหน้าตาย

             “ฮ่าๆ” ร่างสูงหัวเราะเสียงดัง “ขอโทษที่พูดออกไปแบบนั้นแล้วก็ขอบใจมากที่ช่วย”

             “ไม่เป็นไรครับ คุณพีระพัฒน์ก็ช่วยพวกผมเรื่องสัญญาร้าน”

             “เรียกภีมก็พอ”

             “คุณภีม” ศีลทวนคำ

             “ย้ายมานั่งข้างหน้าเถอะ”

             “ครับ” ศีลยอมแต่โดยดี เขาแกล้งไปอย่างนั้นเอง

             “คุณชื่ออะไรผมยังไม่รู้เลย” คำถามแรกหลังจากเขาย้ายที่นั่งและรถเคลื่อนออกจากลานจอดเรียบร้อย

             “ศีลครับ ตัวเดียวกับศีลธรรม”

             “ชื่อจริงล่ะ”

             ศีลเม้มปากเข้าหากันก่อนคลายออก สูดลมหายใจลึกๆ เตรียมพร้อม “ก็ชื่อนั้นแหละครับ”

             “ชื่อจริงก็ศีลเหรอ”

             “เปล่าครับ ชื่อจริงว่าศีลธรรม”

             !!!

             “ผมไม่โกรธหรอกครับถ้าจะหัวเราะ ไม่ต้องกลั้นไว้มันไม่ดีต่อสุขภาพ” ศีลมองสีหน้าคนฟังด้วยความสงสาร เขาเจอมาเยอะแล้ว เรื่องแค่นี้สบายมาก

             “ขอโทษ” เสียงพูดขลุกขลัก เพราะคนพูดกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่อยู่

             “ต้องขอบคุณพ่อแม่ผมครับ เพราะถึงหน้าตาผมไม่หล่อ บ้านไม่รวย เรียนงั้นๆ ไม่โดดเด่น แต่ไม่เคยมีใครลืมผมเลย”

             “ฮ่าๆ” พีระพัฒน์ขำแบบหยุดไม่อยู่จริงๆ

             “เห็นไหม เดี๋ยวคุณภีมก็จะไม่ลืมชื่อผมเหมือนกัน”

             “มีใครบอกไหมว่าคุณเป็นคนตลก”

             “นั่นจุดเด่นผมเลยครับ ฝันมาตลอดว่าต้องมีแฟนสวย”

             “เกี่ยวอะไรด้วย”

             “อ้าวคุณภีมไม่เคยได้ยินเหรอครับว่าคนตลกมักได้แฟนสวย โกหกกันชัดๆ”

             “หึๆ”

             “ว่าแต่งานเรียบร้อยไหมครับ” ศีลเกือบลืมเรื่องนี้

             “เรียบร้อยดี”

             “ถามได้ไหมครับว่าทำไมคุณภีมถึงต้องมาเอง”

“คนที่มาพบเป็นเจ้าของสิทธิบัตรตัวหนึ่งที่บริษัทต้องการนำมาผลิต มีคนแย่งชิงกันหลายเจ้า แต่ยังไม่มีใครได้คำตอบ คิดว่ากำลังพิจารณาหาข้อเสนอที่ดีที่สุดอยู่ ผมได้ข่าวว่าคุณโจเซฟมาพักร้อนเมืองไทยเลยถือโอกาสนัดเจรจานอกรอบ ถ้าอยากได้เราก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเขาสำคัญ”

“โดยการที่ผู้บริหารมาพบด้วยตัวเองใช่ไหมครับ” ศีลเริ่มเข้าใจ

“ใช่”

“แล้วทำไมถึงติดต่อไม่ได้ครับ” เขาอดข้องใจไมได้ ถ้าไม่รับโทรศัพท์มือถือก็น่าจะโทรเข้าห้องพักของโรงแรมได้

             “คุณโจเซฟลงไปว่ายน้ำ เพิ่งได้รับโทรศัพท์ตอนขึ้นไปแต่งตัวก่อนเวลานัดครู่เดียว แต่โชคดีที่เรามาช้าไม่ถึงสิบนาที กลายเป็นว่าชนะใจคุณโจเซฟเพราะเรื่องนี้”

             “ยังไงครับ”

             “ก่อนหน้าผมจะมาถึงคุณรุ้งโทรหาคุณโจเซฟ บอกถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น บอกว่าผมกำลังนั่งมอเตอร์ไซด์ไป คิดว่าช้ากว่าเวลานัดไม่มาก ขอโทษและอยากขอให้รอ สงสัยประทับใจที่ผมยอมนั่งมอเตอร์ไซด์มา มันเป็นการแสดงออกถึงการแก้ปัญหาและการให้ความสำคัญกับเขา”

             “โชคดีจัง”

             “ต้องขอบใจศีล ถ้าพลาดคราวนี้ทางโน้นอาจจะมองว่าเราไม่มีความรับผิดชอบ เรื่องแบบนี้มันส่งผลไปถึงเรื่องอื่นด้วย”

             “ไม่เป็นไรครับ ช่วยได้ผมก็อยากช่วย”

             “แล้วอยู่รอผมแบบนี้ไม่เป็นไรเหรอ”

             “ไม่เป็นครับ ผมโทรบอกเจ้านายแล้ว พี่ลิตบอกให้อยู่รอคุณภีม” เขาขอเอาความดีเข้าเจ้านายสักนิด เผื่อจะมีผลในการต่อสัญญาในครั้งต่อๆ ไป ถึงแม้อีกฝ่ายไม่ได้อยากให้อยู่รอก็ตาม

             “ต้องกลับไปทำงานเลยไหม พอมีเวลาสักชั่วโมงหรือเปล่า”

             “คุณภีมมีอะไรหรือเปล่าครับ”

             “ผมอยากเลี้ยงข้าวขอบคุณ”

             “ไม่เป็นไรครับ”

             “ให้ผมเลี้ยงเถอะ ผมได้งานนี้มาก็เพราะคุณ อยากกินอะไรแพงแค่ไหนก็ได้ บอกมาเลย”

             “ผมต้องกลับไปทำงานแล้วครับ หายมาหลายชั่วโมงเผื่อมีงานเข้ามาใหม่”

             “งั้นก็หลังเลิกงาน”

             “ที่ร้านปิดสองทุ่มครับ กว่าผมจะเก็บร้านกันเสร็จก็เกือบสองทุ่มครึ่ง ผมว่าดึกไปสำหรับมื้อเย็น”

             “ตกลง สองทุ่มครึ่งเจอกัน”

             “อย่าเลยครับผมกลับกับเพื่อนด้วย ไม่อยากทิ้งให้กลับเอง”

             “ก็ชวนเพื่อนไปด้วย”

             “ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ แต่ถ้าคุณภีมอยากตอบแทนผมจริงๆ ผมขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหมครับ”

             “ขอมาสิ”

             “อาจจะฟังดูเป็นคนขี้เสือก เอ๊ย! สอดรู้สอดเห็นไปนิด แต่ผมได้ยินแว่วๆ ว่าพี่รุ้งทำงานพลาด ผมรู้ว่ายังไงก็ต้องตำหนิบ้างแต่อย่าดุเยอะได้ไหมครับ ถือว่าตอบแทนผม”

             ดวงตาที่หันมามองเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและพอใจ แม้ไม่มีคำพูดหลุดออกมา

             “ไม่ต้องห่วงผมไม่ตำหนิอยู่แล้ว คุณรุ้งเป็นผู้หญิงเก่ง ทำงานได้ดีมาก คนเรามีสิทธิ์พลาดกันได้”

             “ขอบคุณครับ”

             “ขอบคุณผมทำไม”

             “เออนั่นสิครับ”

             “ฮ่าๆ นายที่มันจริงๆ เลยให้ตาย”

             “คุณภีมสบถเป็นด้วย!” ศีลเบิกตากว้าง เจ้าของชื่อเงียบกริบ หันมามองเขาดุๆ ศีลคอย่น ลืมตัวอีกแล้วกู

             “มันก็ต้องมีบ้างอยู่แล้ว เวลาที่เรารู้สึกสบายใจ สะดวกใจ”

             “ครับ” ศีลรับคำเสียงอ่อย เพราะมัวแต่จ๋อยที่เผลอทำตัวสนิทสนมเกินไป จึงไม่ทันประมวลผลคำพูดของพีระพัฒน์ให้ดี

             “หึๆ”

             เสียงหัวเราะขำทำให้ศีลเงยหน้าขึ้นมองคนขับ พีระพัฒน์หันมาสบตาเขา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ศีลจึงยิ้มตามก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะหันกลับไป

             ชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่างรถ กำลังคิดว่าการนั่งรถหรูหราให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปไหม แต่เขาได้คำตอบว่ามันก็เหมือนกัน ขึ้นอยู่ว่านั่งกับใครมากกว่า ถึงเขาเพิ่งเคยเจอกับพีระพัฒน์ แต่เขาคิดว่าผู้ชายคนนี้ไม่เลวเลย เสียดายที่อีกฝ่ายอยู่สูงกว่าเขาถึงยี่สิบห้าชั้น การเป็นเพื่อนกันคงเป็นไปไม่ได้ ผู้บริหารกับคนส่งของฟังเข้ากันพิลึก! ศีลหัวเราะออกมาเบาๆ

ความคิดเห็น