ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 44 อักขระสาปแห่งสวรรค์(1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 44 อักขระสาปแห่งสวรรค์(1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ย. 2562 06:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44 อักขระสาปแห่งสวรรค์(1)
แบบอักษร

คาซึยะและอาจิไซเดินทางกลับไปยังฐานลับของโอโรจิมารุก่อน นี่ก็สองปีผ่านมาแล้วการทดลองกับยาโมโตะน่าจะเสร็จสิ้น ดังนั้นเขาจึงคิดจะแวะไปรับยูกิมิและยาโมโตะไปยังโคโนฮะและเตรียมตัวรับมือกับสงครามที่เริ่มปะทุ

 

 

 

แม้สงครามในครั้งนี้จะยังมาไม่ถึงโคโนฮะ แต่ก็คงอีกไม่นานถ้าอีกสามหมู่บ้านคิดจะดึงโคโนฮะมาเข้าร่วม ถ้าเป็นไปตามต้นฉบับยังเหลืออีกประมาณสองถึงสามปีที่สงครามจะปะทุอย่างหนัก แต่การมีตัวตนของเขาทำให้โอโนกิเริ่มหวาดกลัว

 

 

 

มันคงกลัวว่าโคโนฮะจะมีอุจิวะมาดาระคนที่สองปรากฎขึ้นมา ไหนจะคาถาไม้ที่คาซึยะครอบครองอีกดังนั้นเพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโอโนกิจึงเปิดสงครามกับไรคาเงะรุ่นที่สาม เพื่อจะได้ดึงหมู่บ้านคุโมะเข้ามาโจมตีโคโนฮะ และปล่อยให้สองหมู่บ้านสู้กันเองและค่อยลอบแทงทั้งคู่จากด้านหลัง

 

 

 

นี่เป็นข้อมูลหลักๆ ที่คาซึยะตีความขึ้นมาจากข้อมูลในส่วนอื่น ไม่ว่าเป็นการร่วมมือกับซึนะและร่วมโจมตีสถิตร่างสองคนจากคุโมะ นี่เป็นเพียงจุดขัดแย้งเริ่มต้นที่จะก่อให้เกิดสงครามโลกนินจาครั้งที่สามแบบเต็มรูปแบบ

 

 

 

'น่าเสียดายที่คิริงาคุเระกำลังตกต่ำและปิดหมู่บ้านอย่างชั่วคราวแผนของโอโนกิคงใช้ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก'

 

 

 

ถ้ามีหมู่บ้านคิริงาคุเระเข้าร่วมสงครามด้วยแล้วละก็ โคโนฮะต้องรับศึกหลายทางและพละกำลังคงตกไปบ้างไม่มากก็น้อย แต่พอไม่มีหมู่บ้านคิริงาคุเระเข้าร่วม ทำให้การรับมือกับอีกสามหมู่บ้านจึงเป็นเรื่องที่ตึงมือเท่านั้น

 

 

 

"ท่านพ่ออีกนานแค่ไหนจะถึงหรอคะ"

 

 

 

"หนูเหนื่อยแล้วหรออาจิไซ ?"

 

 

 

"นิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหนูจะอดทน"

 

 

 

คาซึยะยิ้มบางๆ แม้เธอจะแตกต่างจากอาจิไซในต้นฉบับ แต่นิสัยและความอดทนอดกลั้นของเธอก็ยังคงแฝงเร้นอยู่ภายในจิตวิญญาณ เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าลูกสาวของเขาเป็นอาจิไซร่างทรงวิถีเดรัจฉานของเพนหรือไม่ ทั้งรูปร่างหน้าตาของเธอก็คล้ายกันราวกับแกะ

 

 

 

แม้ปากจะบอกว่าไม่เหนื่อยแต่ล้างกายดูอ่อนล้า หยาดเหงื่อไหลรินออกมาไม่หยุดหย่อนการจะให้เธอฝืนต่อไปคงไม่ดีต่อร่างกายของเธอนัก เขาจึงโน้มตัวเข้าไปอุ้มเด็กหญิงมาขี่คอไว กระโดดข้ามกิ่งไม้ไปมาด้วยความเร็วสูง

 

 

 

"ยะห์หวู้~เร็วสุดๆ เลยท่านพ่อ"

 

 

 

"หึพ่อยังเร็วได้มากกว่านี้อีกนะ จับให้แน่นๆละ"

 

 

 

ฟิ้ว!

 

 

 

ความเร็วที่เพิ่มขึ้นในชั่วพริบตาทำให้อาจิไซถึงกับสับสน สายตาเริ่มเห็นสิ่งต่างโดยรอบแบบเบลอๆ อาการแปลกๆเริ่มแสดงออกมาตามใบหน้าดูก็รู้ว่าเด็กหญิงกำลังเวียนหัวใกล้อาเจียนเต็มที

 

 

 

"ทะ ท่านพ่อหนูรู้สึกแปลกๆ"

 

 

 

"ทนหน่อยนะ ใกล้จะถึงแล้วละ"

 

 

 

สุดท้ายก็ไม่ถึงที่หมายอาจิไซน้อยก็คายของเก่าข้ามหัวเขาออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เห็นลูกสาวอาเจียนอาหารเช้าออกมาก็ได้แต่ส่ายหัว ไร้ความสำนึก เพราะนี่ก็เป็นการฝึกใช้สายตาและประสาทสัมผัสได้ด้วย

 

 

 

"เป็นยังไงหนูเห็นอะไรบ้าง ?"

 

 

 

"ไม่เห็นอะไรเลยหนูเห็นแต่ภาพเบลอๆ"อาจิไซน้อยอยากจะบ่น เร็วขนาดนั้นท่านพ่ออยากให้หนูเห็นอะไร ?

 

 

 

เขาพยักหน้าและใช้น้ำจากถุงน้ำดื่มล้างปากและหน้าของอาจิไซน้อย ก่อนจะอุ้มเธอและเดินไปยังก้อนหินประสานอินคลายคาถาผนึกหน้าประตู ครู่เดียวหินยักษ์ก็แยกตัวออกเผยให้เห็นทางเดินชั้นใต้ดินนำพาอาจิไซไปหาโอโรจิมารุ

 

 

 

'คงต้องแปลกใจแน่ๆที่เด็กสิบเอ็ดย่างสิบสองมีลูกสาวตามมาด้วย'

 

 

 

"คาซึยะจังกลับมาแล้วหรอ โอ้ผมยาวมาก"

 

 

 

เด็กหญิงผมม่วงในชุดคลุมขาวคล้ายเสื้อกราวโบกมือทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนอังโกะจะเติบโตขึ้นมากกลิ่นอายรอบตัวเธอมีพลังธรรมชาติไหลเวียนอยู่แผ่วเบา

 

 

 

"อือ ดูเหมือนสองปีผ่านมาเธอเริ่มเรียนรู้โหมดเซียนงูขาวแล้วสินะ"

 

 

 

"ใช่แต่ยังอยู่ในระดับฝึกหัดเท่านั้น แล้วเด็กคนนั้นใคร ?"อังโกะกล่าวด้วยท่าทีถ่อมตน พอยิ่งสัมผัสได้ว่าในร่างกายของคาซึยะมีพลังธรรมชาติขนาดเท่าดาวกักเก็บไว้มากมายก็ช่วยไม่ได้ที่จะสั่นกลัว

 

 

 

"ฮ่าๆ ลืมแนะนำเลย เด็กคนนี้คืออุจิวะ อาจิไซ อายุสองขวบเป็นลูกสาวของฉันเอง"

 

 

 

"อ่อลูกสาวนี่เอง แบบนี้นี่เองลูกสาวสินะ อืมๆ ลูกสาวๆ ห๋าาาาาาา!!!อะไรนะ ลูกสาวนายหรอ!!"

 

 

 

อังโกะรีบวิ่งมาที่อาจิไซก่อนจะเริ่มสัมผัสรอบร่างกายของเด็กหญิงก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าใบหน้าของเด็กหญิงมีส่วนคล้ายคาซึยะมา และนี่อาจเป็นผลจากการปลูกถ่ายเซลล์และยีนเด่นของเขา ดังนั้นถ้าในอนาคตอาจิไซโตขึ้นอาจจะมีใบหน้าคล้ายคลึงกับเขาอยู่หลายส่วน

 

 

 

 

"แต่ว่าอายุของนายและฮินาโมริมัน..."

 

 

 

"มันเป็นเรื่องปกติหนิ"

 

 

 

คาซึยะตีหน้าซื่อ แสร้งเอียงคอพูดด้วยท่าทีสับสนราวกับการที่เขามีลูกในวัยอายุสิบเอ็ดปีนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่อังโกะเนี่ยสิเธอถึงกับกุมหน้าผากอย่างช่วยไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าเพื่อนทั้งสองของเธอจะไวไฟเสียขนาดนี้

 

 

 

"ปกติก็เชี้ยแล้ว อุ๊บ!!"

 

 

 

'แถมสองปีที่แล้ว เจ้านี่กับฮินาโมริอายุเก้าขวบเองนะ'

 

 

 

"คิดเยอะไปแล้วอังโกะ ยูกิมิและเด็กชายคนนั้นเป็นยังไงบ้าง ?"

 

 

 

"อืมโทษที ยูกิมิจังตอนนี้กำลังช่วยท่านอาจารย์โอโรจมารุดัดแปลงอักขระสาปอยู่ ส่วนเท็นโซจังถูกท่านซึนาเดะรับเป็นลูกบุญธรรมไปแล้วละ รวมถึงยูกิมิจังด้วย"

 

 

 

คาซึยะเบิกตากว้าง ไอเรื่องอักขระสาปก็น่าตื่นเต้นอยู่หรอก ไม่คิดเลยว่าท่านน้าแสนแสบเอาแต่ใจจะรับเท็นโซเป็นลูกบุญธรรมไปแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นแผนที่ตั้งใจจะให้ท่านหน้ารับเด็กสองคนเข้าตระกูลเซ็นจูต้องแห้วหรอกหรือ

 

 

 

"เขาเอาตัวเด็กคนนั้นไปเมื่อไหร่ ?"

 

 

 

"เมื่อปีที่แล้ว ท่านอาจารย์หาที่อยู่ของคาซึยะจังไม่พบจึงติดต่อไปทางท่านซึนาเดะให้มารับตัวเท็นโซจังไปฝึกคาถาไม้ แต่ไม่คิดเลยว่าพอท่านซึนาเดะเห็นเท็นโซจังใช้คาถาไม้ได้และยังมีการฟื้นฟูในระดับที่สูงมากจึงรับเขาเป็นลูกชาย"

 

 

 

เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง ได้คาถาไม้ไปไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่ได้การฟื้นฟูเอกลักษณ์ของเซ็นจูผู้ครอบครองกายเซียนไปนี่สิถึงเป็นเรื่องที่ต้องตกใจ การที่อาจารย์ประสบผลสำเร็จขนาดนั้นได้ต้องลงทุนลงแรงไปมากขนาดไหนกันแน่ ?

 

 

 

แต่แบบนี้ก็ดีเขาก็คิดจะให้เท็นโซหรือยามาโตะเข้าร่วมกับตระกูลเซ็นจูอยู่แล้ว ในอนาคตเขาอาจช่วยเหลือโคโนฮะได้ เด็กคนนี้อาจจะกลายเป็นความหวังที่เยี่ยมยอดสุดท้ายของท่านน้าซึนาเดะเลยก็ได้ ส่วนที่เธอรับยูกิมิเป็นลูกสาวด้วยคงไม่พ้นว่ายูกิมิเป็นพี่สาวแท้ๆของยาโมโตะ และยังเป็นลูกศิษย์ของเขาอีกด้วย

 

 

 

'น่าเสียดายที่การทดลองของอาจารย์ยังไม่ค่อยดีเยี่ยมแบบเรา'

 

 

 

เขาเหล่มองทางลูกสาวที่กำลังแอบชะเง้อมององโกะอย่างสนใจจากด้านหลังของเขา หญิงสาวตรงหน้าพูดชื่อของท่านแม้ด้วยเธอจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ จินตนาการถึงใบหน้าของฮินาโมริที่น่าจะเป็นแม่ของเธอ

 

 

 

'ท่านแม่ของเราจะสวยไหมนะ'

 

 

 

"แล้วตอนนี้การวิจัยอักขระสาปอยู่ในระดับไหนแล้ว ?"คาซึยะไม่สนใจอาการของลูกสาวและหันไปถามเรื่องที่เขาสนใจเป็นอันดับสองนั่นก็คืออักขระต้องสาปนั่นเอง

 

 

 

"สูงมาก แต่ยังอยู่ในฉบับไม่สมบูรณ์ ทว่ามันช่วยให้เราดูดซับพลังธรรมชาติและกักเก็บมันไว้ที่ตราอักขระได้อีกด้วย ไหนจะมีคำสาปที่ทำให้ร่างกายเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็นสัตว์ประหลาดที่มีพลังเซียนได้"

 

 

 

"น่าสนใจมีต้นแบบไหมจะขอไปชมหน่อย"

 

 

 

อังโกะพยักก่อนจะพาสองพ่อลูกไปยังกระจกหน้าห้องแห่งหนึ่ง ภายในห้องมีเด็กชายวัยสองปีผมสีส้มกำลังอาละวาดพังข้าวของในห้องอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายครึ่งหนึ่งของเด็กชายมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงราวสัตว์ประหลาด

 

 

 

"เด็กคนนี้พวกเราไปเจอเขาใช้พลังแปลกๆ อาจารย์จึงนำตัวเขากลับมาที่ฐานลับด้วย จากนั้นการทดลองก็อักขระสาปก็เริ่มขึ้น ด้วยข้อมูลจากเด็กชายคนนี้และหลักการของคาซึยะจังทำให้อาจารย์ทดลองเรื่องอักขระสาปอย่างบ้าคลั่งเลยทีเดียว"

 

 

 

อังโกะยืนอธิบายน้ำไหลไฟแลบ น่าเสียดายมันไม่เข้าหูของชายหนุ่มเลยสักนิดเพราะเจ้าตัวกำลังจ้องมองเด็กชายผมส้มด้วยความตื่นเต้นดวงตาเป็นประกาย น่าแปลกใจไม่คิดว่าพวกเขาจะได้พบกันเร็วแบบนี้จริงๆ

 

 

 

เด็กชายผู้มีพลังคำสาปสวรรค์ไว้ในร่างกาย มันเป็นKekkei Mōraหรือขีดจำกัดทางสายเลือดระดับสูงสุดที่มีเอกลักษณ์ในตัวของมันเองจัดอยู่ในหมวดเดียวกับเนตรวงแหวนและเนตรสีขาว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กชายจะควบคุมมันไม่ได้ 

 

 

 

เพราะร่างกายของเด็กชายผมส้มหรือจูโกะไม่ค่อยสมดุลกับพลังธรรมชาติและต่อให้ร่างกายเกิดสมดุลพลังคำสาปก็ยังมากเกินไปอยู่ดี การควบคุมพลังคำสาปและพลังธรรมชาติจึงเป็นไปไม่ได้ อาการบ้าคลั่งจึงกำเนิดขึ้นในปัจจุบัน

 

 

 

'น่าสนใจดูเหมือนเราก็ต้องเริ่มวิจัยด้วยตนเอง'

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น