ArcadePlayer

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 44 : การต่อสู้

คำค้น : CITIZEN citizen Arcadeplayer โลกล่มสลาย วิทยาศาสตร์

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ย. 2562 23:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
44 : การต่อสู้
แบบอักษร

       พื้นที่เต็มไปด้วยของเหลวสีเขียวสลับกับสีแดงเป็นหย่อมๆบวกกับร่างอันไร้ชีวิตของทั้ง 2 ฝั่ง ตอนนี้ทั้ง 2 ฝั่งได้รบกันอย่างสมบูรณ์

           ผมที่ยืนมองอยู่ ณ จุดที่สูงที่สุดของเมืองกำลังกวาดตามองดูรอบๆ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่พละกำลังเท่านั้นที่เพิ่มมากขึ้น แต่นั้นหมายรวมถึงทั้งร่ายกาย และสายตาก็อยู่ในนั้นด้วย ในตอนนี้สายตาของผมซึ่งดีกว่าผิดปกติ ดีขนาดที่สามารถเพ่งมองรายละเอียดที่เกิดขึ้นที่อยู่ไกลกว่า 1 กม. ได้อย่างสบายๆ

           ดูเหมือนว่าแมร์จะสามารถช่วยเหลือหลินกลับมาได้นะ

           เมื่อผมเห็นดังนั้น ผมจึงลองกระโดดลงมาจากตึก 3 ชั้น ผลก็คือไม่รู้สึกเจ็บปวดหรืออะไรเลยแม้แต่น้อย ซึ่งปกติแล้วการที่คนธรรมดาจะกระโดดลงจากตึกชั้น 3 นี้ถ้าไม่ขาหักก็คงตายอย่างแน่นอน แต่นี่อย่าว่าแต่ขาหักเลย มันรู้สึกไม่ต่างอะไรกับการกระโดดจากที่สูงเพียง 1 ฟุตเลยด้วยซ้ำ จัดกว่าร่างกายแข็งแรงเอาเรื่องอยู่ สงสัยผมคงคำนวณความแข็งแรงของร่างกายหลังออกจากเครื่องฟื้นชีวิตผิดพลากไปกว่าที่คิดชะแล้ว ตอนแรกผมก็คิดว่าผมคงมีสภาพไม่ต่างอะไรกับแมร์มากนัดด้วยอายุและพละกำลังที่มีอยู่ทุนเดิม แต่นี่มันพอๆกับสิ่งที่เรียกว่ายอดมนุษย์ในหนังสือจากโลกยุคก่อนชัดๆ ติดที่ว่าบินไม่ได้ ไม่มีตาเลเชอร์ และไม่สามารถมองทะลุกำแพงได้ ถ้าเกิดมี 3 สิ่งนี้ละก็ ผมคงสวมชุดสีน้ำเงินรัดรูปพร้อมผ้าคลุมแดงบินไปช่วยเหลือผู้คนแน่ๆ

           ผมวิ่งไปยังคลังแสงของเมืองหยิบอาวุธที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับพละกำลังที่ผมมีในตอนนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะหามาได้และไม่เกะกะจนเกินไป

           หลังจากเสร็จทุกอย่างผมก็วิ่งไปยังจุดปะทะที่ใกล้ประตูค่ายทหารฝั่งนั้นมากที่สุด

           ผมพยายามกวาดสายตามองจนเห็นแมร์ที่กำลังอุ้มหลินพร้อมกับท่าวิ่งแบบสุดกำลังของเธอ ผมโบกมือให้กับเธอ เธอเห็นดังนั้นก็รีบเร่งฝีเท้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว

           “ทั้ง 2 คนเป็นยังไงบ้าง”

           แมร์เงียบไม่ตอบอะไร เธอวางหลินลงไปนั่งกับพื้น สภาพที่ผมเห็นตอนนี้เรียกได้ว่าแย่สุดๆ แย่มากๆ สภาพของหลินในตอนนี้เหมือนคนที่หมดอาลัยตายอยากไปเรียบร้อยแล้ว

           “แมร์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

           “ไอพวกทหารนั้นมันกำลังหลอกหลินอยู่น่ะสิ โชคยังดีที่คนของเราเข้าไปช่วยไว้ทัน แต่นั้นมันก็แลกด้วยชีวิตของเจลที่พยายามช่วยเหลือเธอ”

           “ได้ยังไง? ไม่ใช่ว่าพวกนั้นต้องการหลินหรอกเหรอ?”

           “ไม่ ทหารพวกนั้นตัวการตัวหลินนั้นแหละ แต่พอพวกนั้นรู้ว่าพวกเราซ้อนแผนพวกนั้นก็ไม่ลังเลที่จะฆ่าพวกเราเลยแม้แต่น้อย และเพราะพวกนั้นจะฆ่าคนของเราหลินก็เลยปลดปล่อยพลังเข้าช่วยเหลือ”

           “งั้นก็แสดงว่า…..”

           “อืม ตามที่นายคิดนั้นแหละ พวกนั้นได้รับผลกระทบของพลังเหมือนกับตอนนั้นเลย เรียกได้ว่าร่างแหลกจนมองไม่ออกเลยว่าเป็นใคร”

           “เพราะงี้สินะ หลินเลยมีสภาพแบบนี้”

           นี่แหละคือผลเสียของการควบคุมพลังไม่ได้ หรือว่านี่จะเป็นชะตากรรม ไม่ๆๆๆๆ อย่าคิดแบบนั้นเด็ดขาด เพราะมันไม่ยุติธรรมเลยที่พวกเราต้องมาอยู่ในสภาพนี้เพียงเพราะคำว่า ‘ชะตากรรม’ ยังไงผมก็ไม่ยอมรับหรอก

           “หลิน ตั้งสติไว้หลิน”

           ผมเข้าไปเขย่าเธอ แต่ดูเหมือนสติเธอจะไม่เหลือเอาเสียแล้ว เพราะในตอนนี้เธอเอาแต่พ่นคำว่า “เป็นเพราะหนู” ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ได้สติสักทีจนกระทั้ง

           เพี้ยะ!!

           แมร์ผลักผมจนกระเด็นก่อนที่จะใช้ฝ่ามือข้างขวาฟาดไปที่แก้มซ้ายของหลินจนเธอได้สติ

           “ตั้งสติเดี๋ยวนี้!!”

           เสียงของแมร์ดังก้องไปทั่วทั้งค่าย เหล่าชาวเมืองที่ร่วมใจอาสาต่างพากันมองมาเป็นจุดเดียว

           “นี่ลูกรู้มั้ยว่าทำอะไรลงไป”

           “ค ค่ะ”

           น้ำเสียงของหลินสั่นเทาและเบาเสียเหลือเกิน ด้วยระยะห่างที่ไม่มากบวกกับตัวผมที่สภาพร่างกายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผมจึงพอที่จะฟังสิ่งที่หลินพูดได้ แต่ถ้าเป็นตัวผมก่อนที่จะเข้าเครื่องนั้นละก็ อาจจะไม่ได้ยินที่พูดเลยก็ได้นะ

           “พูดอะไร ฉันไม่ได้ยิน”

           “หนูทราบดีค่ะว่าหนูทำอะไรลงไป”

           “ทราบว่าอะไรไหนบอกมาซิ”

           “หนูได้ใช้พลังของหนูฆ่าคน อีกครั้งค่ะ”

           สิ้นเสียงของหลิน ทุกคนต่างพากันเงียบแล้วมองหน้ากันและกัน ซึ่งแน่นอน นั้นควรที่จะเป็นสิ่งที่เธอต้องรู้สึกผิดนั้นแหละ แต่ผมคิดว่าประเด็นที่ควรโกรธไม่ใช่เรื่องนี้หรอกนะ

           “ใช่ เธอได้ใช้พลังนั้นฆ่าคน อีกครั้ง แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะโกรธหรือโทษเธอหรอก และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอควรจะเสียใจกับทหารที่ตายไปด้วย”

           “ไม่ควรเสียใจอย่างงั้นเหรอ? แม่พูดอะไรของแม่น่ะ ถ้าหนูไม่ควรเสียใจกับการฆ่าคนๆนั้นไป แล้วสิ่งไหนละที่ควรจะเสียใจ”

           “ความอวดดีของลูกยังไงละ”

           “ความอวดดี”

           “ใช่ ลูกทำอะไรโดยไม่ฟังพวกเราเลย ลูกมั่นใจว่าพลังของลูกนั้นสามารถช่วยตัวเองและคนอื่นๆได้ยังงั้นเหรอ ลูกคิดว่าตัวลูกมีประโยชน์ต่อชาวเมืองโลกามากขนาดนั้นเลยเหรอ?”

           แมร์ก้มลงไปแตะบ่าของหลินอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะเย็นชา

           “ความมั่นใจที่มากเกินไปของลูกนั้นมันไม่มีประโชน์อะไรเลย กลับกันมันได้สร้างปัญหาจนอย่างที่ลูกเห็นนั้นแหละ เพราะฉะนั้นลูกจงจำไว้ อย่าคิดไปเองคนเดียวว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ ตราบใดที่ลูกยังเอาลิ้นแตะข้อศอกไม่ได้”

           หลินที่ได้ฟังแบบนั้นก็เงียบไปพักใหญ่ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าที่เธอเงียบไปนั้นเธอเข้าใจในสิ่งที่แมร์พูดรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่แมร์สื่อออกมานั้นถูกต้องที่สุด เพราะที่พวกเราโกรธนั้นไม่ใช่การที่หลินนั้นเผลอฆ่าคน เพราะนั้นไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง สาเหตุที่แท้จริงก็คือการที่หลินคิดจะทำอะไรด้วยตัวเองเพียงคนเดียวโดยคิดว่าตัวเองนั้นพิเศษกว่าคนอื่น แน่นอน ความมั่นใจนั้นเธอคงไปเอามาจากพลังที่เธอมีแต่คนอื่นนั้นไม่มีนั้นแหละ

           “นี่แม็ก...”

           “ครับ”

           ผมหันไปทักหน่วยอาสาที่อยู่ใกล้ๆ

           “นายพอจะรู้มั้ยว่าคนที่ถูกหลินฆ่าตายนั้นเป็นใคร”

           ที่ผมต้องถามแบบนั้นก็เพราะนี่ก็เป็นความรับผิดชอบของผมเช่นกัน ในฐานะคนออกคำสั่งคุ้มครองหลินละนะ

           “รู้สึกว่าจะเป็นผู้มาใหม่ชื่อเกตุครับ”

           “ผู้มาใหม่งั้นเหรอ?”

           น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันนะเนี่ยที่ผู้มาใหม่จะอาสาทำอะไรแบบนี้ เพราะปกติแล้ว ผู้มาใหม่นั้นจะลักษณะนิสัยอยู่ 2 ประเภท คือกร่างโลก หรือไม่ก็รับความจริงไม่ได้ แต่การกระทำของหล่อนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เธอยอมรับความจริงได้เท่านั้น เธอกลับเลือกที่จะกลับใจทำในสิ่งที่คิดว่าดีด้วยอย่างงั้นเหรอเนี่ย ช่างน่ายกย่องจริงๆ สงสัยเธอคงสำนึกผิดในการกระทำจากโลกด้านบนก็เลยคิดจะชดใช้ในโลกด้านล่างแห่งนี้ละมั้ง

           “ครับ เธอพึ่งมาได้ไม่กี่เดือนก่อนเองครับ”

           สงสัยผมคงต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอเอาไว้ชะแล้ว ไม่ใช่เพื่อสรรเสริญยกย่องอะไรหรอกนะ แต่ผมต้องการจดจำผู้คนที่ตายเหล่านี้กลับไปบอกถึงผู้คนด้านบนว่าภายในเมืองแห่งนี้ได้เกิดการสูญเสียมากขนาดไหนเท่านั้นเอง

           “เงียบทำไม”

           “........”

           หลินยังไงนั่งก้มหน้าเงียบไม่พูดอะไรอีกครั้ง จนผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆ เพราะผมไม่ชอบเลยกับการก้มหน้าเงียบแบบนี้ เพราะนอกจากมันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรๆมันดีขึ้นแล้ว กลับทำให้คู่สนทนาเหมือนกับเป็นคนบ้าพูดอยู่คนเดียวนั้นแหละ

           “หลิน เธอทำตัวแบบนี้อีกแล้วนะ อย่าเงียบสิ มีปัญหาอะไรก็บอกแมร์ไปสิ เล่นเงียบไม่พูดอะไรเลยแบบนี้ ไม่มีใครเขาเข้าใจที่หลินคิดหรอกนะ”

           ผมพยายามเตือนสติหลิน เพราะอย่างน้อยถ้าเธอยอมพูดอะไรกับแมร์สักนิด บางทีมันอาจจะทำให้เธออารมณ์ดีขึ้นก็ได้

           “เปล่านะคะ หนูไม่ได้คิดที่จะนิ่งเงียบนะคะ เพียงแค่หนูไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี”

           น้ำเสียงของหลินกลับมาเป็นปกติ ดูเหมือนว่าเธอจะทำใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แล้วสินะ ดีมากๆ

           “งั้นแม่ขอถามอะไรลูกหน่อย ว่าจะรับผิดชอบกับการตายของคนที่ลูกฆ่ายังไง”

           หลินเงยหน้าแอบมองผม ดูเหมือนว่าเธอกำลังต้องการอะไรสักอย่างจากผม และเหมือนว่าผมพอที่จะคาดเดาได้ด้วยว่าเธอต้องการอะไร

           ผมพยักหน้าตอบกลับไป และนั้นก็ทำให้เธอลุกขึ้นยืนแล้วจ้องหน้าแมร์แบบไม่วางตา แววตาของเธอในตอนนี้มาพร้อมกับความมั่นใจแบบสุดๆ หวังว่าครั้งนี้จะไม่มากเกินไปอีกนะ

           “หนูจะรับผิดชอบด้วยการมีชีวิตต่อไปและใช้ชีวิตชดเชยในส่วนของคนที่ตายไปค่ะ”

           คำตอบของหลินนั้นหนักแน่นและดูสวยหรู แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าแมร์จะยอมรับในสิ่งที่หลินทำอย่างแน่นอน ผมเชื่ออย่างนั้น แต่มันก็น่าจะช่วยให้หล่อนยกโทษให้บ้างไม่มากก็น้อยนั้นแหละ

           “ดีมากลูกแม่ เก่งสมกับที่เป็นลูกแม่จริงๆ”

           เอ๋?

           “สิ่งที่ลูกพูดนั้นจะต้องไม่ใช่แค่ลมปากนะ ลูกต้องทำในสิ่งที่พูดด้วยละ ไม่งั้นแม่โกรธลูกแน่ๆ”

           แมร์โผเข้ากอดหลินแน่น สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะสิ่งที่ผมคิดนั้นมันผิดจากความเป็นจริงไปหมดเลย ไอเราก็คิดว่าเธอไม่น่าจะให้อภัยในสิ่งที่เกิดขึ้นชะอีก

           “ทำไมเธอให้อภัยง่ายจัง”

           “คนเป็นแม่น่ะ ต้องพร้อมที่จะให้อภัยลูกเสมอ เวลาที่ลูกสำนึกผิด แล้วมันผิดอะไรที่ฉันจะให้อภัยลูกไม่ได้ละ เนอะ!!!~~”

           “ค ค่ะ”

           แมร์พูดไปพร้อมกับเอาหน้าถูแก้มหลินไป โดยที่หลินก็ทำท่าทีเหมือนกับกำลังซ็อคกับอะไรสักอย่าง อ่อ เธอคงคิดเหมือนผมสินะ ว่าเธอคงจะไม่ให้อภัยเธอแน่ๆ ต่อให้เธอสำนึกผิดแล้วก็ตาม

           หลินหันหน้ามามองผมพร้อมกับส่งสัญญาณปากพูดประมาณว่า

           [ช่วย หนู ด้วย]

           ใช่ เธอต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแน่นอน แล้วในเมื่อเธอของร้องกับผมซึ่งเปรียบเสมือนพ่อของเธอแบบนี้ แล้วทำไมผมถึงจะไม่ช่วยกันละ

           “เอาละ ในเมื่อทุกอย่างจบแล้ว ทีนี้เรามาจัดการปัญหา……”

           งับ!!

           “โอ้ย!!”

           เธอกัดมือผม นี่เธอกล้าถึงขนาดกัดมือผมเลยอย่างงั้นเหรอ?

           “อย่ามายุ่งนะ บรรยากาศกำลังดีเลย ขออีกสักนิดนึงสิ”

           “แต่ว่า……”

           “รึจะเอา!!”

           พูดจบแมร์ก็หันหน้ามาหาผมพร้อมกับสายตาที่บ่งบอกประมาณว่า “ถ้าเข้ามาอีก จะไม่ใช่แค่กัดมือแล้วนะ” เธอส่งสัญญาณมาแบบนั้นพร้อมกับสายตาที่จ้องมองลงไปใต้กางเกงผม

           ชัดเลย เธอเล็กกล่องดวงใจของผมแน่ๆ ผมรีบเอามือปิดกล่องดวงใจพร้อมกับส่งสายตากลับไปหาหลินไปว่า ”คงช่วยไม่ได้แล้วละ”

           เพี้ยว~~~!!! …………ตูม!!

           จู่ๆกีเสียงจากปืนยิงจรวดดังขึ้น ดูจากทิศทางแล้ว น่าจะเป้นฝ่ายผมที่เป็นคนยิง แต่ทำไมเขาถึงเล็งขึ้นข้างบนกันละ

           ผมพยายามเพ่งมองดูจุดที่ระเบิดก็พบว่ามีอะไรสักอย่างร่วงหล่นลงไป 2 ทิศทาง โดยชิ้นนึงมาที่ฝั่งผม ส่วนอีกชิ้นลงไปที่ฝั่งพวกทหาร

           “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้”

           เธอกลับมาที่นี่ได้ทำไม ตอนนี้ไม่ใช่ว่าเธออยู่ที่โลกด้านบนหรอกเหรอ?

           ตูม!!

           “นั้นอะไรน่ะ”

           แมร์หันไปมองดูทิศที่คนๆนั้นร่วงหล่นลงมา

           “แมร์ เธอรับตามผมมาเร็วเข้า”

           “ทำไมเหรอ?”

           “มาเถอะ เดี๋ยวเธอก็รู้เอง เร็วเข้า!! ทีมแพทย์ ช่วยส่งคนตามผมมาด้วยนะ!!”

           ผมตะโกนลั่นก่อนที่จะพุ่งตัวไปยังจุดที่ระเบิดนั้นทันที

           “เดี๋ยว!! รอด้วย!!”

           “รอหนูด้วยค่ะ!!”

           ผมได้ยินเสียงแมร์และหลินดังจากด้านหลังไกลๆ แต่ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจเสียงพวกนั้น เพราะสิ่งที่ร่วงลงมาจากระเบิดนั้นคือคนไม่ผิดแน่ และคนๆนั้นคือคนที่ผมรู้จักเธอแบบสุดๆ ไม่ว่าจะผ่านไปนานถึง 10 ปี ผมก็ไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน ต่อให้เธอคนนั้นเปลี่ยนไปมากแค่ไหนก็ตาม

           “มิ้น รอก่อนนะ จะไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น