nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 32

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 578

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ย. 2562 16:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32
แบบอักษร

 

ตอนที่ 32 

 

วรันต์กำลังยืนรอเด็กนักเรียนมัธยมต้น ลูกชายนายจ้าง ระหว่างนั้นสายตาเขาพลันเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในเครื่องแบบสีกากีเดินตรงเข้ามาหา  

“พี่ปรานต์?” วรันต์หลุดปากเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ 

“พี่เอง เป็นไงบ้าง หายไปเลย ยายเป็นไงบ้าง” ผู้กองหนุ่มถามรัว เขาไม่ได้ข่าวคราวอดีตคนรักอย่างวรันต์มานาน 

“สบายดีครับ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกนิดจะวิ่งแข่งกับผมได้แล้ว” คนอ่อนวัยกว่าตอบพลางยิ้มให้ เขาหันกลับเข้าไปมองในโรงเรียน แต่ยังไม่มีวี่แววว่าคนที่รอจะออกมา 

“ผม?” 

“คนเคยสนิทก็ต้องลดขั้นตัวเองลงสิครับ แทนตัวเองว่าผมดีกว่า เกิดคนสำคัญของผู้กองมาได้ยินเรียกแบบเดิมคงจะไม่พอใจ” วรันต์อธิบาย 

“ห่างเหินไปเลย แต่ไม่เป็นไร ถ้ารันโอเค พี่ก็โอเค” 

“แล้วผู้กองมาแถวนี้ได้ไง แล้วมายังไง” 

“พี่จอดรถอยู่ข้างหน้า พอดีขับผ่านแล้วเห็นคนหน้าคุ้นๆ เลยหยุดลงมาทักทาย” ผู้กองหนุ่มบอกด้วยท่าทีเป็นกันเอง 

“ขอบคุณครับ” 

“แล้วรันมาทำอะไรแถวนี้ รับวรงค์?” ผู้กองหนุ่มเดา 

“ไม่ใช่ครับ มารับลูกเจ้านายน่ะ” 

“ลูกเจ้านาย?” 

“ใช่ครับ มีคนจ้างผมทำงาน เขาชื่อคุณเตชัส” 

“คุณเตชัส” ผู้กองทวนชื่อพลางทำท่าคิดจนวรันต์สงสัย 

“ผู้กองรู้จักคุณเตชัสเหรอครับ” 

“ไม่แน่ใจ คนเราก็มีชื่อซ้ำกันได้ พี่ขอถามหน่อย คุณเตชัสนี่...ใช่ที่ทำธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรือเปล่า” 

“ผู้กองรู้ได้ไง” 

“ใช่สินะ พี่เตเป็นเพื่อนกับพี่ปรัชญ์” 

“เหรอครับ ผมไม่เคยรู้” วรันต์บอก แต่เขาก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะเขาเจอหน้าพี่ชายของผู้กองปรานต์นับครั้งได้ แล้วนับประสาอะไรจะรู้จักเพื่อนของคุณปรัชญ์ 

“เขาโอเคใช่ไหม ไม่ได้บังคับอะไรรันใช่หรือเปล่า” ปรานต์ถามด้วยความเป็นห่วง 

“ผู้กองถามอย่างกับคุณเตเป็นคนไม่ดี” วรันต์พูดขำๆ กับคนตรงหน้า เขาไม่อยากให้ผู้กองต้องเป็นกังวล 

“ไม่ใช่หรอก พี่เตเป็นคนดี แต่นักธุรกิจไม่ได้มีแต่ด้านดีเสมอไป” ปรานต์พยายามพูดอย่างเป็นกลาง 

“ผมโอเค ผู้กองไม่ต้องเป็นห่วง” 

“ถ้ามีอะไรก็บอกพี่ได้เสมอนะ ไม่ต้องเกรงใจ” 

“ขอบคุณครับ” 

“พี่ไปนะ ดูแลตัวเองด้วย” ปรานต์บอกลาพลางลูบศีรษะวรันต์ก่อนเดินกลับไปขึ้นรถ 

“ครับ ผู้กองก็เหมือนกัน” วรันต์โบกมือลา 

เขายืนรออยู่หน้าโรงเรียนต่ออีกห้านาทีก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เลยเวลาเลิกเรียนไปร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว ทว่ายังไม่เห็นร่างของเตชินท์เดินออกมาจากโรงเรียนเสียที  

...คงต้องเข้าไปตามเสียหน่อย 

วรันต์เดินเข้าไปในโรงเรียน ทักทายอาจารย์ที่คุ้นหน้ากันอยู่แล้วพอเป็นพิธี พลางถามอีกฝ่ายว่าพอจะเห็นเตชินท์บ้างหรือเปล่า ทางนั้นบอกกลับมาว่าเด็กชายอยู่ที่ไหนซึ่งเป็นที่ประจำของเจ้าตัว วรันต์กล่าวขอบคุณแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดหมายตามที่ได้ยินมาอย่างรวดเร็ว 

“เตชินท์ ทำไมยังไม่ออกเสียที ฉันยืนรอเธอนานแล้วนะ” วรันต์บ่นอีกฝ่ายมาแต่ไกล ตั้งท่าจะบ่นซ้ำสอง สายตาก็เห็นเด็กชายที่เขามารับกำลังยืนคุยกับเด็กนักเรียนอีกคนหนึ่ง ใบหน้าของเตชินท์ระบายไปด้วยรอยยิ้ม 

วรันต์คิดว่าเขากำลังจะเข้าใจอะไรรางๆ 

“ว่าไง รง” วรันต์ก้าวเข้าไปแทรกกลางคนทั้งสอง 

“พี่รัน พี่มาได้ไงอะ มาหาผมเหรอ” วรงค์ถามพี่ชาย เขาแปลกใจ ปกติแล้วนอกจากวันสำคัญที่โรงเรียนเรียก วรันต์ไม่เคยมาหาเขาที่โรงเรียนเลย  

ส่วนเตชินท์ก็เงยหน้ามองคนทั้งสองด้วยความสงสัย 

“เปล่า พี่มารับเด็กคนนี้” 

“เด็กคนนี้?” 

“ใช่ ลูกชายเจ้านายพี่” 

“เหรอครับ” 

“แต่ดูเหมือนจะรู้จักกัน‘ดี’ อยู่แล้วนี่ ไม่ต้องแนะนำเนอะ” วรันต์บอก เขาเน้นย้ำคำว่าดีเป็นพิเศษ เพื่อสะกิดให้เตชินท์เข้าใจความหมาย 

“ครับ ผมมาสอนการบ้านให้น้องชินบ่อยๆ อะพี่รัน” 

“อย่างนั้นเหรอ ถึงว่าพี่ยืนรอตั้งนาน ไม่เห็นเขาออกมาสักที” วรันต์แสร้งบ่นไม่จริงจังนัก 

“ผมไม่รู้ว่าพี่รันมารับ ไม่งั้นจะบอกให้น้องกลับไปเร็วกว่านี้” 

“ไม่เป็นไรหรอก เพราะน้องของรง คงอยากให้รงสอนการบ้านให้มากกว่าล่ะมั้ง” วรันต์เหล่มองคนข้างกายที่ตลอดเวลาทำเป็นเงียบ ไม่พูดอะไร 

“เสร็จแล้ว” พอถูกพาดพิงเจ้าตัวถึงเอ่ยปากบอกเป็นประโยคแรก 

“กลับเลยไหม” 

“อืม” 

“ถ้างั้นฉันไปรอที่รถ จอดอยู่ที่เดิม พี่ไปก่อนนะรง กลับบ้านดีๆ ล่ะ” วรันต์บอกเสร็จก็เดินจากตรงนั้นมา ปล่อยให้สองคนนั้นได้พูดคุยกันอีกสักเล็กน้อย 

รอเพียงไม่นาน เตชินท์ก็มาขึ้นรถ คราวนี้อีกฝ่ายไม่นั่งด้านหลังอย่างเคย แต่ขึ้นมานั่งข้างคนขับ วรันต์เหลือบมองคนข้างๆ  มุมปากยกยิ้ม แต่เขาก็ไม่พูดอะไร 

‘เด็กหนอเด็ก...’ 

รถเคลื่อนตัวไปได้สักพัก วรันต์ก็ได้ยินเสียงเด็กชายที่เส้นเสียงยังไม่แตกเอ่ยขึ้น  

“นี่” 

“...” เขาตั้งใจไม่ตอบ 

“นี่ เรียกไม่ได้ยินหรือไง” 

“ได้ยิน แต่ไม่รู้ว่าเรียกใคร” 

“ก็อยู่กันแค่สองคน ไม่เรียกคุณแล้วจะเรียกใคร บ้าหรือเปล่า” 

“ฉันตั้งใจไม่ตอบ เพราะฉันมีชื่อ อีกอย่างฉันทำงานให้พ่อของเธอ ไม่ใช่ลูกจ้างของเธอ” วรันต์แย้งกลับ 

“นี่...” เตชินท์เรียกอีกฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง แต่เมื่อวรันต์ยังคงไม่ตอบ เด็กชายจึงจำใจเรียกชื่อออกมา “คุณรัน” 

“จะเรียกฉันว่าพี่รันเหมือนอย่างที่รงเรียกก็ได้นะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก” วรันต์บอกเด็กน้อย ไม่ใช่ว่าเขาใจดี แต่เพราะเขากำลังแกล้งอีกฝ่ายเล่นต่างหาก 

“คุณเป็นอะไรกับพี่รง/ชอบน้องชายฉันเหรอ” คำถามสองคำถามถูกถามขึ้นพร้อมกัน เด็กชายหน้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นเล็กน้อย วรันต์ละสายตาจากถนนมองคนนั่งข้าง  

เขิน? ดูง่ายจริงๆ 

“ว่าไง ชอบน้องชายฉันเหรอ” ชายหนุ่มถามย้ำ 

“คุณยังไม่ตอบว่าคุณเป็นอะไรกับพี่รง” 

“ก็ได้ ฉันบอกให้ก่อนก็ได้ แต่เธอต้องตอบคำถามฉันด้วยล่ะ” 

“ตกลง” 

“ฉันเป็นพี่ชายของวรงค์” 

“จริงอะ” เตชินท์ไม่เชื่ออย่างแท้จริง ทั้งสองคนไม่มีอะไรเหมือนกันเลย 

“จริง” 

“หน้าไม่เห็นเหมือน พี่รงตัวออกจะใหญ่ คุณตัวแค่นี้ เตี้ยกว่าพี่รงตั้งเยอะ”  

“จะเหมือนไม่เหมือนก็พี่น้องกันนั่นแหละ ทีนี้ตอบมาว่าเธอชอบน้องชายฉันใช่หรือเปล่า” วรันต์รีบตัดบท มาจี้ใจดำเรื่องความสูงกับเขาได้ยังไงกัน เพราะส่วนสูงที่ไม่สูงมากเนี่ยแหละ ทำให้เขาถูกเหมาว่าเป็นผู้หญิงอยู่บ่อยครั้ง มันน่าพูดถึงตรงไหน 

“...” 

“สัญญาต้องเป็นสัญญาสิ จะเบี้ยวหรือไง” วรันต์ทวงเมื่อเห็นเตชินท์นิ่งเงียบ 

“...” 

“โอเค จะถือว่าเธอผิดสัญญา เชื่อถือไม่ได้ ถึงเธอจะไม่ตอบ ฉันก็พอรู้ว่าเธอชอบน้องชายฉัน แล้วถ้าไม่อยากให้ฉันขัดขวางหรือออกคำสั่งกับวรงค์ให้เลิกคุยกับเธอละก็ เชื่อฟังฉันให้ดีๆ ล่ะ” วรันต์บอกแกมขู่ 

“ผมจะบอกคุณพ่อให้ไล่คุณออก” 

“ตามใจ แต่เธอก็จะไม่ได้คุยกับวรงค์อีก ก็เท่านั้นเอง” 

“คุณมันนิสัยไม่ดี!” เด็กชายชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างโมโห 

“ฉันไม่เคยพูดว่าตัวเองนิสัยดีสักหน่อย ทำตัวให้น่ารักๆ เข้าไว้ แล้วฉันจะให้รงมาคุยกับเธอบ่อยๆ” 

“คุณขู่ผม” 

“เปล๊า แค่พูดลอยๆ จะเชื่อไม่เชื่อก็ตามใจ” วรันต์บอกแล้วก็ขับรถต่อโดยไม่สนใจคนข้างๆ ที่กำลังโมโหเขาอยู่แม้แต่น้อย 

 

หลังกลับจากค่ายเภสัชฯ คราวนั้น น้ำฝนก็เห็นพี่ชายซึมลงกว่าเดิม ตอนที่สำรวจมหาวิทยาลัยเสร็จแล้วกลับมาขึ้นรถของพี่บาส เธอสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ภายในรถ มันดูเศร้าสร้อย หงอยเหงา และอึดอัด จนเธอไม่กล้าพูดอะไรมาก นอกจากบอกคนที่นั่งข้างหน้าทั้งสองคนว่าเธอกลับมาแล้ว 

แม้กระทั่งพี่บาสที่ชวนเธอคุยอย่างเฮฮาก็กลับเงียบไปเหมือนกัน 

ช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ 

“พี่น้ำ” หญิงสาวเคาะประตูห้องนอนของพี่ชาย 

“หืม” 

“ฉันเข้าไปได้หรือเปล่า” 

“เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ลงกลอน” 

น้ำฝนเปิดประตูเข้ามาก็เห็นพี่ชายของเธอนอนคว่ำ ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก ท่านอนนี้ดูจะเป็นท่าประจำของพี่ชายเธอในช่วงนี้เสียแล้ว 

แล้วที่เธอหมั่นเข้าออกห้องพี่ชายบ่อยๆ ก็ไม่ใช่อะไร เธอกลัวไอ้พี่น้ำจะคิดสั้นแล้วจากโลกนี้ไปโดยไม่บอกใคร 

“มีอะไรหรือเปล่า” 

“ไม่มีอะ แค่อยากเข้ามาหาเฉยๆ ได้ปะ” 

“ว่างหรือไง ไม่อ่านหนังสือล่ะ” น้ำถามน้องสาว 

“อ่านจนเบื่อแล้ว เลยมาคุยกับพี่น้ำไง” 

“แล้วแม่ล่ะ” น้ำถามอีก 

“ไปสวน” 

“อืม” ไอ้น้ำครางรับคำก่อนจะฟุบหน้าลงกับหมอนเหมือนเดิม 

“พี่ล่ะ ไม่ออกไปไหนเหรอ” 

“ไม่ไป ไม่รู้จะไปไหน” 

“แม่บอกฉันมาสักพักแล้ว แต่ฉันก็ลืม ร้านชุดไทยในตลาดฝากบอกว่ามีชุดไทยใหม่ๆ มาเพียบ รอให้พี่ไปเลือก” 

“ขอบใจ พี่ลืมไปแล้วนะเนี่ย เดี๋ยววันไหนไปตลาดจะซื้อมาหลายๆ ชุด แล้วเอาไปให้แม่ตะเคียนทีเดียวละกัน” 

“ทำไมต้องทีเดียว” น้ำฝนสงสัย 

“อีกหน่อยคงไม่ค่อยได้ไปแล้ว” 

“ทำไม พี่พูดให้เคลียร์ๆ ในคราวเดียวได้ไหมเนี่ย ฉันเริ่มงง” หญิงสาวเริ่มโวยวายที่พี่ชายของเธอกลายเป็นพวกถามคำตอบคำ มันไม่ทันใจ น้ำฝนเซ็ง 

“ก็เลิกส่งหวยแล้ว” 

“แค่เลิกส่งหวย แต่ไม่ได้เลิกเล่นหวยนี่” 

“รู้ แต่ก็ไม่ค่อยอยากเล่นแล้วเหมือนกัน มันเบื่อ” 

“เบื่อหวยหรือเบื่ออะไร เอาให้แน่” 

“เบื่อโลก ไม่อยากอยู่แล้ว” 

“พี่ว่าอะไรนะ” 

“เบื่อโลก มันเบื่อ” ไอ้น้ำตอบอย่างเซ็งๆ มันเบื่อจริงๆ 

“อ่า...เหรอ” น้ำฝนทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะออกจากห้องไป 

 

แล้วเย็นนั้น ระหว่างที่กินข้าวอยู่กับแม่น้อยตามลำพังสองคนเหมือนเช่นเคย น้ำฝนก็เปรยขึ้นมา 

“แม่จ๊ะ” 

“หืม? อะไร” 

“วันนี้ฉันเข้าไปคุยกับพี่น้ำ” แม่น้อยชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะตักข้าวเข้าปาก 

“มันว่ายังไงบ้าง” นางถามเรียบๆ เหมือนคุยเรื่องทั่วไป ทำเหมือนไม่มีปัญหาระหว่างกัน 

“ก็บอกว่าเบื่อจ้ะ” 

“ถ้ามันเบื่อก็ให้มันไปช่วยงานในสวน ไม่ก็หางานทำเสีย” แม่น้อยบอก 

“ไม่ใช่อย่างนั้นจ้ะ พี่น้ำบอกว่าเบื่อโลก ไม่อยากอยู่แล้ว” 

“หา!? มันว่าอะไรนะ ไม่อยากอยู่แล้วรึ” แม่น้อยยกมือทาบอกด้วยความตกใจ 

“ใช่จ้ะแม่” น้ำฝนหย่อนระเบิดลงไปแล้วลงมือกินข้าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน เธอไม่อยากมองหน้ามารดา เพราะเธอคงจะเดาความคิดจากสีหน้าของแม่น้อยไม่ออกอยู่ดี 

 

ความคิดเห็น