nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 31

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 562

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ย. 2562 16:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 31
แบบอักษร

 

ตอนที่ 31 

 

สองสัปดาห์ต่อมา ไอ้น้ำเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง นอกจากเวลากินข้าวมันแทบไม่ออกจากห้อง ไม่ใช่ว่าอยากกินข้าวหรอก แต่กลัวตาย กลัวไม่ได้เจอกับผู้กองอีก อย่างน้อยขอแค่มันได้เห็นผู้กองระยะไกลๆ ก็ยังดี ทว่าความเป็นจริงช่างโหดร้ายนัก หลังจากเกิดเรื่อง ไอ้น้ำไม่เคยเห็นแม้แต่เงาของอีกฝ่าย กระทั่งเรื่องของผู้ชายคนนั้นยังไม่ได้ยินเลย 

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเหลือเกิน 

คำพูดที่น้ำขอโทษอีกฝ่ายไป ทั้งผู้กองปรานต์และนายนทีต่างเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี ทำให้ทั้งสองคนไม่มีแม้แต่จะส่งข้อความหากันเหมือนเคย น้ำใกล้จะบ้าเต็มที เขามองแอปพลิเคชั่นสีเขียว มองชื่อผู้กองอยู่ทั้งวี่ทั้งวันโดยไม่รู้เบื่อ 

มันทำได้แค่มอง และมอง...ชื่อของผู้กองเท่านั้น 

ไอ้น้ำเอ๊ย อกหักอีกแล้ว  

...อีกแล้วจริงๆ เหรอ 

หากสถานการณ์ยังคงทรุดและย่ำแย่อยู่แบบนี้ ในเมื่อทางโลกมันร้อนนัก คงต้องไปพึ่งทางธรรมจะดีกว่ากระมัง ไอ้น้ำคิดออกมาก่อนจะสะบัดหัวแรงๆ 

‘บ้าจริง อย่าเอาปัญหาไปให้ศาสนาสิวะ’ 

น้ำฝนมองประตูห้องที่ปิดสนิทของพี่ชายก่อนจะถามมารดา “แม่จ๊ะ” 

“อะไรวะ” แม่น้อยตอบ ในขณะที่มือกำลังรูดชะอมออกจากก้าน วันนี้จะได้ทำน้ำพริกกะปิกับไข่เจียวชะอม 

“เรื่องพี่น้ำกับพี่ปรา...” น้ำฝนเพิ่งเริ่มเอ่ย แม่น้อยก็สั่งห้ามเสียก่อน 

“หยุดเลย ยายฝน ข้าไม่อยากฟังเรื่องนี้ของพี่ชายเอ็ง” 

“แต่แม่จ๊ะ แม่จะใจร้ายกับพี่น้ำแบบนี้จริงๆ เหรอ” เธอเลือกใช้ไม้อ่อนเข้าพูดก่อน 

“ข้านี่เรอะ ใจร้าย แล้วพี่เอ็งล่ะ จะรักจะชอบใครข้าไม่เคยว่า ไม่เคยห้าม แล้วทำไมถึงเลือกผู้ชาย” แม่น้อยโยนก้านชะอมทิ้งลงกะละมังด้วยความโมโห 

คราวนี้น้ำฝนไม่ยอมลดละ เธอขอยืนหยัดสู้เพื่อพี่ชายอีกสักครา “พี่น้ำซึมลงไปทุกวันๆ ข้าวปลากินน้อยลงไปทุกที ชวนคุยอะไรก็ถามคำตอบคำ แม่พูดเหมือนไม่เห็นอาการของพี่น้ำ แบบนี้แล้วแม่ยังไม่สงสารพี่น้ำบ้างหรือไง”  

“ครั้งก่อนที่พี่เอ็งอกหักกลับมา มันก็ซึมแบบนี้ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น” แม่น้อยบอกปัด 

“ฉันว่าครั้งก่อนกับครั้งนี้ มันต่างกันนะจ๊ะ ผู้กองทำให้พี่น้ำยิ้ม หัวเราะร่าเริงจนลืมรักครั้งก่อนได้ แล้วครั้งนี้ล่ะ แม่จะใช้อะไรมาเยียวยาพี่น้ำ” 

“เวลาไง ตอนที่พ่อเอ็งตาย ข้าก็ใช้มันเยียวยาตัวข้าเหมือนกัน” 

“ฉันเชื่อว่าเวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่แม่แน่ใจหรือจ๊ะว่ามันจะช่วยได้ทั้งหมด แม่กล้ายอมรับกับฉันตรงๆ ไหมว่าที่แม่เข้มแข็งอยู่ทุกวันนี้เพราะว่ามีพี่น้ำกับฉัน” น้ำฝนเถียงเสียงแข็ง 

“ยายฝน! เอ็งกล้ามาสอนข้ารึ! ข้าเลี้ยงเอ็งจนโตเพื่อให้เอ็งลุกขึ้นมาด่าข้าปาวๆ แบบนี้หรือไง” แม่น้อยไม่พอใจ ก่นด่าลูกสาวเสียงดัง 

“ฉันขอโทษ” น้ำฝนหน้าเสีย ยกมือไหว้มารดา “ฉันก็แค่พูดไปตามที่ฉันคิดเพราะฉันรักทั้งแม่และพี่น้ำจริงๆ  ฉันมีแค่แม่กับพี่น้ำนะ” 

“พอได้แล้ว ข้าไม่อยากฟังเรื่องพวกนี้อีก เอ็งก็อย่าได้พูดเรื่องนี้ให้ข้าฟังอีก” 

“จ้ะ” น้ำฝนรับปาก เพราะเธอรู้ว่านี่คือคำขาดของมารดา 

“แล้วเอ็งจะไปกรุงเทพฯ เมื่อไหร่” แม่น้อยเปลี่ยนเรื่องเพราะอยากให้บรรยากาศดีขึ้น 

“อังคารหน้าจ้ะ ไปก่อนเข้าค่ายสักสองสามวัน” 

“เข้าค่ายกี่วันล่ะ” 

“สี่วัน ศุกร์ถึงจันทร์ กลับอีกทีคงวันอังคารหน้าเลย แต่ฉันตั้งใจจะไปล่วงหน้าก่อนจ้ะแม่” น้ำฝนบอก 

“อืม สัปดาห์หนึ่งสินะ ก็ดี พี่ชายเอ็งจะได้ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง” 

“แม่ให้พี่น้ำไปกับฉันเหรอ” น้ำฝนถาม 

“เออสิวะ จะให้เอ็งไปคนเดียวได้ยังไง พี่เอ็งต้องไปด้วย” 

“จ้ะ งั้นฉันจะได้ไปกำชับกับพี่น้ำอีกที เผื่อพี่น้ำลืม” 

“บอกพี่เอ็งด้วยว่าข้าจะไปตลาดซื้อของเพิ่ม ให้มันไปช่วยหิ้วตะกร้าถือของหน่อย” 

“จ้ะแม่” 

น้ำฝนลุกตรงไปยังห้องพี่ชายอย่างว่าง่าย ไอ้น้ำที่ยืนพิงประตูห้องรีบผละจากบริเวณนั้นทันที มันรีบขึ้นไปนอนบนเตียง พยายามทำท่าทางไม่ให้มีพิรุธ 

“พี่น้ำ” น้ำฝนเคาะประตูสองสามครั้ง “ฉันเข้าไปนะ” 

“อืม” 

“พี่น้ำ” น้ำฝนเรียกอีกครั้งเมื่อก้าวเข้ามานั่งตรงเก้าอี้ทำงานของพี่ชาย 

“ว่าไง” 

“วันอังคารหน้าไปส่งฉันไปเข้าค่ายเภสัชฯ หน่อย พี่จำได้หรือเปล่า” 

“จำได้ๆ วันอังคารเหรอ อืม วันนี้วันเสาร์ใช่ไหม” 

“ใช่” 

“อืม ได้” 

“นี่พี่น้ำ พี่โอเคนะ?” น้ำฝนถามด้วยความเป็นห่วง 

ไอ้น้ำยิ้มให้น้องสาว “ข้าสบายดี เอ็งไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”  

“แม่ให้ฉันมาบอกพี่ว่าเดี๋ยวไปตลาดถือตะกร้าให้แม่หน่อย” 

“ได้” 

“พี่โอเคแน่นะ?” น้ำฝนยังไม่ค่อยอยากจะวางใจสักเท่าไหร่ พี่ชายของเธอดูว่าง่ายผิดปกติ ไม่เถียง ไม่กวนอารมณ์กลับ แต่ก็พอเข้าใจว่าความรู้สึกของพี่ชายตอนนี้ไม่ค่อยปกติ 

“เออ โอเคน่า ออกไปได้แล้ว บอกแม่ด้วยเดี๋ยวพี่ออกไป” น้ำไล่น้องสาว น้ำฝนจึงได้แต่เดินออกจากห้องไป 

 

 มารดาและบุตรชายเดินไปตลาดด้วยกันสองคนอย่างเงียบเชียบ ไร้บทสนทนาพูดคุยกันอย่างทุกที น้ำอึดอัดแต่เขายังไม่อยากพูด จนทั้งคู่เดินมาถึงตลาดสด ได้ยินเสียงคึกคักในตลาดดังลั่นอยู่ทั่วบริเวณ 

“อ้าว นึกว่าใคร ไอ้น้ำ วันนี้นึกยังไงมากับแม่เอ็งได้วะ เห็นนางน้อยบอกว่าเอ็งไม่ค่อยสบายหรือ หายดีหรือยังล่ะ” นางแช่มถามเมื่อเห็นหน้าสองแม่ลูก ไอ้น้ำมองหน้าแม่น้อยด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ยอมเออออตามคนถามไปโดยดี 

“หายดีแล้วจ้ะ วันนี้ฉันเลยมาช่วยแม่ถือของ” 

“เออ ดีแล้ว แม่เอ็งก็อายุมากขึ้นทุกวัน หิ้วของหนักๆ มันไม่ดีต่อหลังต่อเข่าหรอก” 

“จ้ะ” น้ำรับคำแล้วไม่พูดต่อ 

“นี่พวกเอ็งสองแม่ลูกรู้เรื่องกันหรือยัง เขาพูดกันทั่วตลาด” 

“เรื่องอะไรวะ” นางน้อยรีบถามทันที 

“เรื่องผู้กองน่ะสิ” 

“อย่างนั้นหรือ” สีหน้าอยากรู้อยากเห็นของแม่น้อยลดลงจนไอ้น้ำเห็นได้ชัดเจน 

“อะไรกัน เอ็งไม่อยากรู้หรือ แต่ข้าก็คันปาก ยังไงก็ต้องพูด นี่คนอื่นเขารู้กันหมด พวกเอ็งจะตกข่าวไม่ได้นะ” 

“เรื่องอะไรล่ะ” นางน้อยเลยจำต้องถามเสียงเรียบ 

“เมื่อเช้านี้ ผู้กองเขาย้ายกลับไปบ้านเกิดเขาแล้ว” ไอ้น้ำคล้ายจะหูอื้อเมื่อได้ยินคำตอบของนางแช่ม 

“ยะ...ย้ายกลับไปแล้วเหรอจ๊ะ” น้ำถามซ้ำ 

“ใช่ เมื่อเช้านี้เอง จะเลี้ยงส่งอะไรก็ไม่เอา แล้วก็กลับไปเสียเงียบๆ อย่างนั้นเองละ แปลกจริงๆ” 

“ย้ายกลับไปก็ดี ที่นี่มันบ้านนอกคอกนาไม่เหมาะกับผู้กองเขาหรอก” เป็นแม่น้อยของไอ้น้ำที่พูดขึ้นมา 

“ข้าว่าผู้กองก็ดีกับหมู่บ้านเรานะ ช่วยเหลือตั้งหลายอย่าง ติดเรื่องหวยเรื่องเดียวนั่นแหละ ไม่อยากให้กลับไปเลย แต่กลับไปก็ดี” นางแช่มกล่าว ฉับพลันดวงตาของนางก็สุกใสขึ้นมา นางหันมาทางไอ้น้ำทันที “นี่...ไอ้น้ำ กลับมาเดินโพยหวยอย่างเดิมดีไหมวะ ข้าละคันมือจริงๆ” นางแช่มถามด้วยความหวัง 

“เออ จริงด้วย กลับมาเถอะไอ้น้ำ” นางเล็กเพื่อนซี้นางแช่มรีบสมทบ 

“ใช่ๆ” คนในตลาดที่เคยเป็นลูกค้าของไอ้น้ำพากันเห็นด้วยรีบช่วยพูดเป็นการใหญ่ 

“ขอโทษป้าๆ ด้วยเถอะจ้ะ ฉันเลิกแล้ว เลิกจริงๆ” น้ำพูดพลางยกมือขอโทษ 

“อะไรของเอ็งว้า ผู้กองไม่อยู่แล้วแท้ๆ” นางแช่มพูดด้วยความเสียดาย 

“รีบไปซื้อของเถอะ” นางน้อยบอกบุตรชายก่อนจะบอกลานางแช่มแล้วเดินเลือกซื้อของต่อ 

ชายหนุ่มเดินตามมารดาไปเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกบันทึกคำสั่งไว้ในสมอง เขาเดินตามแม่น้อยต้อยๆ  เมื่อแม่น้อยหยุด เขาก็หยุด พอแม่น้อยออกก้าวเดิน ค่อยเดินตาม ทำแบบนี้จนกระทั่งถึงบ้าน น้ำรีบวางตะกร้าใบใหญ่ลงบนโต๊ะในครัว เสร็จแล้วก็เข้าห้องปิดประตูลงกลอนเหมือนเช่นเคย 

‘ไม่คิดจะบอกลากันเลยเหรอ’ 

น้ำตาที่ฝืนกลั้นไว้ตลอดทาง ตอนนี้มันไหลรินลงเป็นสายด้วยความเสียใจและน้อยใจ 

 

น้ำฝนกำลังนั่งมองพี่ชายไม่วางตา ตอนนี้เธอกับพี่ชายนั่งอยู่ในรถตู้ สีหน้าน้ำฝนเวลานี้ไร้แววความตื่นเต้น มีก็แต่ความไม่สบายใจ พี่ชายของเธอหน้าเศร้าเหลือเกิน ตาก็ดูช้ำๆ เหมือนคนร้องไห้มาอย่างหนัก  

‘พี่น้ำ พี่ไหวไหม แต่ฝนกำลังจะไม่ไหวแล้วนะพี่’ 

อาการอกหักครั้งนี้ของน้ำ มันหนักหนากว่าครั้งก่อนมากโข ตอนนั้นพี่ชายของเธอทำเป็นเข้มแข็งไม่ให้ใครสงสัยและคอยเป็นห่วง อาการเหล่านั้นไม่มีให้เห็นอีกต่อไป พี่ชายของเธอสร้างรอยยิ้มให้ตัวเองไม่ได้เลย น้ำฝนเสียใจ เธอไม่มีเบอร์ติดต่อของผู้กอง เธอร้อนรนอยากติดต่ออีกฝ่ายให้พี่ชายของตัวเอง แต่เพราะทำไม่ได้จึงได้นั่งกระสับกระส่ายทุกข์ใจอยู่อย่างนี้ จะช่วยพี่น้ำยังไงดี 

“ยายฝน อยากไปเที่ยวที่ไหนก่อนไปเข้าค่ายไหม” น้ำถามน้องสาว จริงๆ เขาไม่ได้อยากไปไหนเลย แต่จะให้น้องสาวมาอุดอู้ตามก็คงจะไม่เข้าที 

“ได้หรือพี่น้ำ” ใจจริงน้ำฝนก็อยากไปเหมือนกัน แม้คิดว่าพี่ชายคงไม่อยากไปไหน แต่การออกไปข้างนอกอาจช่วยให้พี่ชายลืมเรื่องเศร้าๆ ไปได้บ้าง 

“อืม ได้สิ” 

“ถ้างั้นไปแถวมหา’ลัยที่ฉันอยากเข้าได้ปะ” 

“ไปสำรวจสถานที่เหรอ” 

“แน่นอน จะได้รู้ว่าน่าเรียนอย่างที่เห็นในรูปหรือเปล่า” 

“แบบไหนก็ดีทั้งนั้นแหละน่า” พี่ชายยีผมของน้ำฝน ริมฝีปากเจือไปด้วยรอยยิ้มจางๆ 

...รอยยิ้มครั้งสุดท้ายของพี่น้ำคือเมื่อไหร่กันนะ นานไปหรือเปล่าที่น้ำฝนไม่ได้เห็นรอยยิ้มของพี่ชาย 

‘แม่จ๋า เมื่อไหร่แม่จะยอมใจอ่อนเสียที’น้ำฝนได้แต่สวดภาวนาในใจ หวังว่าคำขอของเธอจะส่งผลถึงมารดาบ้าง อย่างน้อยเพียงแค่สักนิด...นิดเดียวก็ยังดี 

 

พี่บาสขับรถมารับอดีตน้องชายร่วมสายงานถึงที่พัก ตอนที่ไอ้น้ำโทรหา เขาก็ดีใจมากแล้ว ครั้นมันบอกว่าจะมากรุงเทพฯ ด้วย เขายิ่งดีใจเพิ่มเข้าไปอีก แล้วพอมันบอกว่าจะพาน้องสาวมาด้วย เขาเหมือนเจอทริปเปิ้ลความดีใจ ความสุขคูณสาม ตัวพี่มันหน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร น้องสาวคงจะหน้าตาดีไม่หยอก 

“อย่าแม้แต่คิดจะจีบ ผมจับพี่หักคอจริงๆ ด้วย” พี่บาสหน้าสลดลงเมื่อนึกถึงคำพูดของไอ้น้องชายตัวดีที่มันขู่เขาไว้ก่อนจะให้เขามารับ 

‘ดุจริงเว้ย’พี่บาสได้แต่คิด ไม่กล้าพูดต่อหน้า 

“ไง สบายดีนะ” พี่บาสทักไอ้น้ำเป็นคำแรกที่เจอหน้า 

“สบายดีพี่” น้ำตอบพลางยกมือไหว้ เสร็จแล้วจึงแนะนำน้องสาวของตนให้อีกฝ่ายรู้จัก พี่บาสยิ้มร่ารับไหว้น้องสาวของไอ้น้ำ ถึงจะทำท่าทางดีอกดีใจแบบนั้นแต่พี่บาสก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของน้องชายต่างสายเลือด 

“แล้วนี่แกจะไปไหน บอกมาเลย วันนี้พี่เป็นสารถีขับรถให้เอง น้องน้ำฝนก็บอกมาได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจพี่” พี่บาสกล่าวอย่างคนอัธยาศัยดี 

“ขอบคุณค่ะ ฝนอยากไปแค่มหา’ลัยตามที่พี่น้ำบอกเท่านั้นก็พอแล้วค่ะ” น้ำฝนพยายามตอบด้วยสำเนียงภาคกลางที่เธอไม่ค่อยได้ใช้บ่อยนัก ถึงแม้อีกฝ่ายจะบอกว่าไม่ต้องเกรงใจ แต่จะให้สนิทใจกับคนที่เพิ่งเจอกันไม่กี่นาทีนั้น มันก็ออกจะยากไปหน่อย 

“แกล่ะ ไอ้น้ำ อยากไปที่ไหนไหม” 

“ไม่ละพี่ ไปตามที่ยายฝนบอกก็พอ” น้ำตอบเรียบง่าย 

“ไอ้น้ำ...” พี่บาสคันปากอยากถามยิบๆ แต่ก็ต้องกลั้นใจไว้เพราะไม่กล้าถามต่อหน้าน้องสาวของไอ้น้ำมัน ท่าทีหมดอาลัยตายอยากแบบนั้น มันเป็นอะไรกันแน่วะ 

“ถึงแล้วจ้า น้องน้ำฝน” พี่บาสหันมาพูดกับคนนั่งทางด้านหลังอย่างอารมณ์ดี 

หญิงสาวมองออกไปจากภายในรถด้วยความตื่นเต้น “ที่นี่เหรอคะ ใหญ่จัง” 

“ใช่แล้ว สอบเข้าให้ได้ล่ะ แม่กับพี่ชายจะได้ภูมิใจ” 

“ฝนจะพยายามค่ะ” 

“อยากลงไปดูไหม” 

“เข้าไปได้เหรอคะ” เธอถามอย่างไม่แน่ใจ 

“ได้สิ ต้องได้แน่นอน” 

“ฝนอยากเข้าไปค่ะ” เธอบอกอย่างกระตือรือร้น 

“พี่ให้เวลาน้องฝนเข้าไปเดินชมได้เต็มที่เลย พี่กับพี่น้ำจะจอดรถรออยู่ตรงนี้ โอเคไหมครับ เผื่อว่ามีตำรวจมาไล่ที่พวกเราจะได้ย้ายทันไม่เสียค่าปรับ” พี่บาสบอก แต่คำว่า ‘ตำรวจ’ ก็ทำให้สองพี่น้องสะดุ้งอยู่ในใจ น้ำฝนยังดูเก็บอาการได้มากกว่าพี่ชายด้วยซ้ำ เพราะไอ้น้ำหน้าเศร้าลงไปอีก 

“ได้ค่ะ” เธอบอกพร้อมกับเตรียมเปิดประตูลงรถไป 

“อย่าไปนานนะ ยายฝน เกรงใจพี่บาสเขา” ชายหนุ่มเตือนน้องสาว 

“อืม” หญิงสาวรับคำก่อนลงจากรถ 

“เป็นอะไรวะ ไอ้น้ำ ทำไมแกดูซึมๆ เศร้าๆ มีอะไรหรือเปล่า” เมื่อเหลือกันแค่สองคน พี่บาสรีบรัวคำถามใส่อีกฝ่ายทันที  

“ไม่มีอะไรนี่ ก็ปกติ” น้ำบอกปัด 

“อย่ามาโกหกพี่ได้ไหม เห็นหน้าก็รู้ว่าอกหัก” พี่บาสพูดออกไปโดยไม่รู้ตัวเลยว่ามันจี้ใจดำน้องชายคนนี้เข้าอย่างจัง 

“คิดมากไปหรือเปล่า” น้ำยังคงเลี่ยงที่จะยอมรับ 

“อย่าโกหก ทำไมวะ ผู้กองไม่รับรักหรือไง” 

“พี่บาส...” เขากำลังเหนื่อย  

“ข้าพูดถูกใช่ไหม” 

“ไม่ใช่ ผู้กองเขาโอเคกับผม แต่มันมีเรื่องยากกว่านั้น ผมไม่รู้จะอธิบายกับพี่ยังไงดี” เขาไม่รู้จะต้องเริ่มต้นจากจุดไหน 

“แล้วถ้าแกรักเขา เขารักแก แล้วมีอะไรให้เศร้าวะ หรือผู้กองเขามีคนอื่น” 

“ไม่ใช่” 

“ผู้กองมีลูกมีเมียแล้ว” 

“ไม่ใช่พี่” 

“แล้วอะไรวะ ข้าจนปัญญาจะถามแล้วเนี่ย” พี่บาสบ่น 

“...” 

“อะไรวะไอ้น้ำ ทำไมไม่ตอบ” ชายหนุ่มเรียกนายนที 

“...” 

“ไอ้น้ำ” พี่บาสยังคงเรียกซ้ำ 

“...” 

“เฮ้ย นี่กูเรียกมึงอยู่นะ ไม่ได้ยินหรือไง ไอ้น้ำโว้ย” พี่บาสตะโกนเรียกน้ำเสียงดังลั่นรถ จากที่อยากรู้ตอนนี้เขาชักหงุดหงิดอีกฝ่ายแทนแล้ว 

มีอะไรทำไมไม่พูด เอาแต่เงียบอยู่นั่น แล้วใครมันจะรู้ได้วะ 

“ไอ้น้ำ กูจะถามมึงเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ตอบจะไม่ถามแล้วนะ” พี่บาสยื่นคำขาด 

“พี่บาส...” เสียงไอ้น้ำดังลอดออกมาแผ่วเบา 

ไอ้พี่บาสมองคนที่ดูเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูดออกมาสักที แต่ที่น่าประหลาดคือมันไม่ได้สนใจจะคุยกับเขา มันแค่เรียกชื่อ แล้วกลับเลือกมองออกไปทางหน้ารถ พี่บาสเลยมองตามสายตาของไอ้น้ำไป 

‘ฉิบหาย’ พี่บาสอุทานอยู่ในใจ 

นั่นใครวะ คนที่ยืนอยู่หน้าโรงเรียนนั่น ใช่ผู้กองสุดที่รักของไอ้น้ำหรือเปล่า พี่บาสกำลังเพ่งมองคนตรงหน้าให้ชัด ก่อนจะบิงโกจุดพลุปุ้งปั้ง ถ้าไม่ใช่ ไอ้น้ำคงไม่นั่งนิ่งตัวแข็งขนาดนี้หรอก 

แล้วนั่นใครอีกคนวะ ตัวเล็กๆ หน้าใสๆ น่ารักชะมัด ดูเหมือนจะเป็นผู้ชาย...ใช่ไหมวะ พี่บาสสับสน 

เดี๋ยวๆ ผู้กองคนนั้นจับหัวอีกฝ่ายด้วยว่ะ ส่งยิ้มให้กันราวกับโลกนี้มีเราแค่สองคน ทุกอย่างรอบตัวอบอวลไปด้วยสีชมพู ดอกรักโรยล้อมกาย 

พี่บาสหันกลับมามองไอ้น้ำที่นั่งนิ่งเป็นหุ่นไปแล้ว 

“ไอ้น้ำ ไหนว่าผู้กองไม่มีคนอื่นไงวะ” ไวเท่าความคิด พี่บาสหลุดปากถามหนุ่มรุ่นน้องออกไป 

 

 

ความคิดเห็น