Green_House

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 20 ความถูกต้อง (ตอนจบ)

ชื่อตอน : บทที่ 20 ความถูกต้อง (ตอนจบ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 17

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ย. 2562 18:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 ความถูกต้อง (ตอนจบ)
แบบอักษร

เช้าวันรุ่งขึ้น อินทิราติดต่อเจ้าของคอนโดว่าเธอยังไม่ย้าย และจ้างให้ช่างมาซ่อมแซมประตูในห้องใหม่ทั้งหมด ในระหว่างนี้เธอก็ไปพักโรงแรมเพราะไม่อยากรบกวนจักรกฤษมากนัก ยังไงเธอกับเขาก็ไม่ได้สนิทกันมากขนาดนั้น สิงหนาชได้โทรสั่งให้ลูกน้องคอยติดตามอินทิราเพื่อคุ้มกันชั่วคราว ในระหว่างที่เขาไปปฏิบัติงานที่ราชบุรีกับปิยนาศ 

         อินทิราซึ้งใจจักรกฤษที่ยอมช่วยเหลือเธอ เลยนัดเขามาทานข้าวที่ภัตตาคารในตอนเที่ยง 

         “คุณไม่จำเป็นต้องเลี้ยงผมก็ได้นะครับ พวกเราถือเป็นเพื่อนบ้านกัน” จักรกฤษกล่าว 

         “ฉันรู้สึกติดค้างน่ะค่ะ” อินทิรากล่าว 

         “อย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ดูๆไปผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณจริงๆนะครับ ผมเคยเจอคุณที่ไหนสักที่แต่นึกไม่ออก” จักรกฤษสังเกตมองหน้าหญิงสาว 

         “คงเป็นคนหน้าเหมือนมั้งคะ” อินทิรารีบพูดกลบเกลื่อนเพราะเธอกลัวเขาจำได้ว่าเธอปลอมเป็นหญิงชรา 

         “นั่นสิครับ” จักรกฤษกล่าว 

         “แล้วคุณต้องไปขึ้นศาลเมื่อไหร่คะ” อินทิรารีบเปลี่ยนเรื่อง 

         “วันมะรืนครับ ได้คุณปิยนาศและสิงหนาชช่วย ผมสบายใจขึ้นเยอะเลย” จักรกฤษกล่าว 

         “ขอให้คุณชนะคดีนะคะ” อินทิราอวยพร 

         “ขอบคุณครับ” จักรกฤษยิ้มให้ 

         อินทิรารู้สึกเคอะเขินเลยไม่ได้คุยอะไรมาก พอแยกย้าย เธอก็รีบกลับไปทำงานต่อทันที เหตุการณ์ก็สงบมาด้วยดีเพราะเธอมีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกัน 

*********************************** 

         และแล้วก็ถึงวันขึ้นศาล เป็นวันที่จักรกฤษได้เผชิญหน้ากับโสภิรา ในตอนขึ้นศาลโสภิศตกใจมากที่เห็นเพื่อนสาวยอมว่าความให้กับฝ่ายศัตรู ไม่เพียงเท่านั้นเพื่อนสาวยังหาหลักฐานและพยานมาแก้ต่างได้ทั้งหมด เลยกลายเป็นว่าโสภิราเป็นคนจัดฉากใส่ร้ายชายหนุ่มเสียเอง ในขณะนี้นางแบบสาวเลยกลายเป็นผู้ต้องหาว่าจ้างเจ้าหน้าที่ปลอมให้ไปลักขโมยกระปุกอสุจิของจักรกฤษ อีกทั้งยังใส่ร้ายป้ายสีเขาว่าเป็น stalker ทั้งๆที่ตัวจักรกฤษเองนั้นบวชเป็นพระภิกษุที่จังหวัดราชบุรีอยู่ 

         และกลายเป็นว่าฝ่ายโสภิราแพ้ราบคาบ เธอถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ แต่พี่เขยช่วยประกันตัวและจ่ายค่าปรับทดแทนให้ทุกอย่าง 

         โสภิศยังหน้ามืดตามัวไม่มองที่ความจริง เธอรีบเดินไปหาเพื่อนสาวพร้อมกับตบเพื่อนอย่างแรง 

         สิงหนาชที่มาดูปิยนาศว่าความด้วย เขารีบวิ่งเข้าไปเพื่อดึงทนายสาวเข้ามากอดไว้ พร้อมกับปกป้องอย่างเต็มที่ 

         “ทำอะไรน่ะโสภิศ ทำร้ายร่างกายคนอื่นแบบนี้ ผมสามารถเอาผิดคุณได้นะ” สิงหนาชกล่าว 

         “ก็ยัยนาศ ยอมว่าความให้ผู้ชายชั่วคนนี้ เธอยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกความเป็นฝ่ายชนะสินะ” โสภิศเข้าใจว่าเพื่อนสาวหาหลักฐานและพยานปลอมเพื่อส่งเสริมลูกความ 

         “ฉันไม่เป็นไรหรอกสิงหนาช ปล่อยฉันเถอะ” ปิยนาศตั้งสติ แล้วหันไปพูดกับเพื่อน “ยัยโส เธอควรมองความจริงบ้าง ในเมื่อคุณจักรกฤษเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ และน้องสาวเธอก็เป็นคนใส่ความเขาจริงๆ เห็นๆอยู่ว่าหลักฐานและพยานแน่นหนาแค่ไหน” ปิยนาศพูดอย่างใจเย็น 

         “ฉันไม่เชื่อหรอก ก็ในเมื่อยัยภิราถูกคุกคามจริงๆ” โสภิศยังคงเชื่อน้องสาว 

         “อาจจะถูกคุกคามจริงๆ แต่คงไม่ใช่ฝีมือของคุณจักรกฤษล่ะมั้ง เธอลองสังเกตคนใกล้ตัวไว้บ้างนะยัยโส เธออาจมองเห็นความจริงบ้างก็ได้” ปิยนาศอยากเตือนเพื่อนเรื่องสามีของเธอ แต่ปิยนาศไม่สามารถพูดออกมาได้เพราะอาจโดนข้อหาหมิ่นประมาท 

         “เธอพูดอะไรน่ะ” โสภิศยังไม่เข้าใจ 

         “ฉันพูดอะไรได้ไม่มากนักหรอก เพราะถ้าฉันพูดไป เธอก็หาว่าฉันใส่ร้ายคนที่เธอรัก งั้นเธอก็จับตาดูเองก็แล้วกัน ฉันไปล่ะ” ปิยนาศเผลอจูงมือสิงหนาชไปขึ้นรถ จนเขาแอบยิ้มกรุ้มกริ่ม 

         “นี่เธอจะให้ฉันกลับบ้านด้วยงั้นหรอ” สิงหนาชรีบทัก 

         “เอ้อ โทษที ฉันมัวแต่คิดเรื่องของยัยโสภิศน่ะ” ปิยนาศรีบปล่อยมือ 

         “ที่เธอพูดหมายความว่ายังไง คนใกล้ตัวที่ว่าคงไม่ได้หมายถึงนัฐพลนั่นหรอกนะ” สิงหนาชกล่าว 

         “ทำไมนายรู้ล่ะ” ทนายสาวหลุดปาก 

         “ใช่จริงด้วย ฉันแอบเห็นเขาพาโสภิราเข้าโรงแรมม่านรูดน่ะสิ ฉันเองก็ไม่อยากเชื่อสายตาหรอก แต่ลูกน้องฉันก็มือไวไปแอบถ่ายไว้” สิงหนาชเล่า 

         “แล้วทำไมนายไม่ยอมบอกยัยโสภิศล่ะ” ปิยนาศสงสัย 

         “โสเขารักและหลงสามีมากนะ เขาไม่เชื่อฉันหรอก นอกจากเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ถึงเห็น ฉันเองก็ไม่รู้ว่า โสเขาจะตัดสินใจยังไง เพราะโสเป็นเพียงแม่บ้านที่ต้องพึ่งพาฝ่ายชาย คงเลิกกันยากน่ะ” สิงหนาชให้ความเห็น 

         “ใช่จริงด้วย” ปิยนาศนึกสงสารเพื่อน 

         “งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะ” สิงหนาชลาทนายสาว 

         “อื้อ เดี๋ยวฉันก็ต้องไปรับอินทิราที่โรงแรมด้วย ยัยอินจะไปพักที่อพาร์ทเม้นท์ฉันน่ะ” ปิยนาชกล่าว 

         “ฝากด้วยนะปิยนาศ เพราะสมัยก่อนอินเขาทั้งกลัวและระแวงอาตัวเองมาก ถึงขั้นไปพบจิตแพทย์เลยด้วย ฉันก็ไม่อยากให้เพื่อนอยู่คนเดียวมันอาจหลอนได้” สิงหนาชเป็นห่วงเพื่อนโรงเรียน 

         “เรื่องนี้ฉันเข้าใจ ฉันขอบคุณแม่นายและนายมากนะ ที่ยอมช่วยเรื่องคดีความน่ะ” ทนายสาวกล่าว 

         “คนกันเองอยู่แล้ว แล้วค่อยเจอกันนะ” สิงหนาชโบกมือลา 

*********************************** 

         ตั้งแต่นั้นมา อินทิราก็เลยได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์ของปิยนาศชั่วคราว วันนี้อินทิรายอมทำตามสัญญา เธอโอนเงินให้เพื่อนสาวทันที 

         “ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างให้ฉันก็ได้นะ ยัยอิน ฉันเต็มใจว่าความให้คุณจักรกฤษเขาอยู่แล้ว” ปิยนาศเกรงใจเพื่อน 

         “ไม่เป็นไรหรอกนาศ สัญญาต้องเป็นสัญญา” อินทิรายอมทำตามคำพูด 

         “ว่าแต่ทำไมเธอถึงต้องทุ่มทุนขนาดนี้ด้วย เธอถึงขนาดติดตามคุณจักรกฤษทุกที่ แถมยอมแม้กระทั่งติดตามเขาไปราชบุรี ปลอมเป็นหญิงชราถือไม้เท้า คอยตักบาตรทุกเช้า ฉันนี่ยอมเธอจริงๆ” ปิยนาศพูดเสียงดัง เพราะทั้งสองอยู่คนละฝั่งของห้อง 

         ทำให้เสียงของทั้งคู่เล็ดลอดไปนอกห้อง อินทิราซึ่งกำลังรวบรวมขยะไปทิ้ง เธอเปิดประตูออกไปก็ตกใจที่มองเห็นจักรกฤษเดินลงบันไดไป นั่นทำให้เธอรู้ว่าเขาต้องแอบได้ยินเรื่องที่เธอและเพื่อนคุยกันอย่างแน่นอน อินทิรารีบวิ่งตามไปเพื่ออธิบาย แต่พอใกล้ไปถึงเขา เธอก็หยุดยืนเสียดื้อๆ เธอคิดในใจว่า “แบบนี้อาจดีแล้วก็ได้ เพราะยังไงต่อไปฉันตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคุณอีก คุณจักรกฤษ” 

         หลังจากอินทิราไปทิ้งขยะเสร็จ เธอก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

         “ฉันเห็นเธอวิ่งออกไป มีท่าทีลุกลี้ลุกลนด้วย” ปิยนาศสงสัย 

         “ไม่มีอะไรหรอก ฉันจำคนผิดน่ะ” อินทิราพูดแก้ตัว 

         “งั้นรีบแต่งตัวเถอะ ไปทานข้าวนอกบ้านกัน วันนี้ฉันเลี้ยงเอง” ปิยนาศกล่าว 

         “ไปสิ” อินทิรากล่าวเสียงปกติ ทั้งๆที่ในใจก็เศร้าที่ต้องมารู้ว่าจักรกฤษเกรงกลัวตัวเองอยู่  

*********************************** 

         หนึ่งสัปดาห์ต่อมา อินทิราเห็นว่าอาสุวัติยอมไม่ยุ่งเกี่ยวกับเธออีก ดังนั้นเธอจึงเลิกจ้างบอดี้การ์ดทันที แต่นั่นก็ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดครั้งใหญ่ 

         อินทิราทำโอทีที่บริษัทจนดึกดื่น เธอโทรบอกเพื่อนว่าจะไปนอนที่คอนโดตัวเอง พอเธอเดินไปที่ลานจอดรถเท่านั้นแหละ เธอถูกลักพาตัวทันที คนร้ายโปะยาสลบเธอ แล้วพาเธอขึ้นรถไปทันที 

         อินทิราฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าเธออยู่ถูกมัดติดกับหัวเตียง และมีเทปปิดปากเธอไว้ 

         “ว่าไงหลานรักของอา” อาสุวัติกล่าวทัก 

         อินทิราทำได้แต่ดิ้นและมีน้ำตาไหลพราก 

         “ไม่เอาสิ ไม่ร้องนะคนดี อินก็รู้ว่าอารักอินมากแค่ไหน อีกอยากอินไม่ต้องกังวล เพราะอาไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของคุณย่า ดังนั้นอาสามารถแต่งงานและดูแลอินได้” อาสุวัติกล่าว 

         อินทิราทำได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ 

         ทำให้อาสุวัติ ตะคอกใส่ด้วยความโมโห “ทำไม ไอ้หน้าจืดนั่นมันมีอะไรดี มันไม่เห็นมาเหลียวแลอินเลยสักนิด สู้อาก็ไม่ได้ อาคอยติดตามหลานทุกที่ ทั้งยามหลานนอนหลับอาก็ถ่ายรูปเก็บไว้ หลานอยากดูมั้ย” อาเลยเปิดมือถือให้หลานสาวดูภาพ 

         ตอนนี้อินถึงขั้นขนหัวลุกเพราะเธอนึกไม่ถึงว่าเขาอยู่ใกล้ตัวเธอมากจริงๆ และคิดว่าอาของเธอต้องเป็นโรคจิตขั้นรุนแรงจริงๆ 

         “เป็นของอานะอิน รับรองอาจะรับผิดชอบแต่งงานกับอินเอง อายอมเปลี่ยนนามสกุลเพื่อหลานเลยก็ได้นะ หากอินกลัวเสียชื่อเสียง” อาสุวัติพูดเองเออเอง 

         อินนึกไม่ถึงว่าอาตัวเองจะวางแผนเสร็จสรรพแบบนี้ ในใจเธออยากให้ใครสักคนช่วย แต่เธอทำอะไรไม่ได้ เพราะมือของเธอถูกมัดแน่นหนา 

         อาสุวัติกำลังทำการข่มขืนหลานสาวของตัวเอง เขาไม่ต้องการให้ชายคนไหนได้ตัวอินไปทั้งนั้น 

         อินพยายามดิ้นสุดชีวิตแต่ก็ไร้ผลเพราะพันธนาการช่างแน่นหนาจริงๆ สักพักเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วย เธอได้ยินเสียงตำรวจเข้าบุกจับกุมตัวอาโรคจิตทันควัน ตอนนี้อินร้องไห้จนตามัว ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มีคนแก้มัดให้กับเธอ เธอเข้าใจว่าชายผู้นั้นเป็นสิงหนาช เลยหลับหูหลับตากอดเพื่อนสนิท 

         “ฮือ ฮือ ฉันกลัวจริงๆนะ สิงหนาช” อินร้องไห้อย่างไม่อาย 

         “ไม่เป็นไรแล้วนะครับ คุณปลอดภัยแล้ว”  

         อินจดจำเสียงได้ว่าไม่ใช่เสียงเพื่อน เลยรีบคลายอ้อมกอดทันที “เอ่อ ฉันขอโทษค่ะ ฉันนึกว่าเป็นเพื่อนของฉัน” 

         จักรกฤษเช็ดน้ำตาให้หญิงสาว “ผมดีใจที่เห็นคุณปลอดภัย พวกเรากลับกันนะครับ” 

         “แล้วเพื่อนฉันล่ะคะ” อินถามหาสิงหนาช 

         “ผมเป็นคนแจ้งตำรวจท้องที่ ไม่ได้บอกเพื่อนคุณครับ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก” จักรกฤษกล่าว 

         “แล้วทำไมคุณถึงยอมช่วยฉันล่ะคะ คุณไม่กลัวฉันงั้นหรอ” อินทิรากล่าวเสียงเศร้า 

         “แล้วทำไมผมต้องกลัวคุณด้วยล่ะ” จักรกฤษกล่าว 

         “ก็ฉัน เอ่อ ฉันเป็น stalker ติดตามคุณนี่” อินทิรายอมสารภาพ 

         “ผมก็เลยติดตามคุณเพื่อแก้แค้นบ้างไง มันเลยทำให้ผมรู้ว่าอาคุณยังติดตามคุณไม่ยอมปล่อย ผมเห็นเขาลักพาตัวคุณไป ผมเลยรีบแจ้งตำรวจทันที” จักรกฤษยอมเผย 

         “เอ่อ คุณไม่ต้องอุ้มฉันก็ได้ค่ะ ฉันเดินเองได้” อินทิรากล่าวท้วง 

         “ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็พวกเราเป็นแฟนกันนี่” จักรกฤษไม่ยอมวางหญิงสาวลง 

         “แฟนปลอมๆค่ะ” อินทิรารีบย้ำ 

         “แต่ผมคิดจริงๆนี่ ผมยอมรับว่าผมแอบกลัวคุณ แต่พอผมกลับบ้านแม่แล้วไปค้นไดอารี่ท่านมาอ่าน ผมถึงรู้ว่าผู้หญิงที่แม่ผมอยากให้แต่งงานด้วยเป็นคุณ” จักรกฤษกล่าว 

         “ฉันรู้ค่ะ ว่าคุณไม่อยากแต่งงานกับฉัน ฉันอยู่ห้องตรงข้ามคุณ ก็เลยรู้ว่าคุณลงทุนถึงขั้นจ้างผู้หญิงให้มาหลอกแม่คุณ ฉันเห็นว่ามันสนุกดี ฉันก็เลยคอยติดตามว่าคุณจะทำยังไงต่อ จะลงทุนถึงขั้นไหนยังไง แต่พอฉันทำไปเรื่อยๆ มันก็เลยติดเป็นนิสัยค่ะ  

         แต่พอถึงวันที่คุณโศกเศร้าเสียใจที่คุณแม่คุณจากโลกนี้ไป คุณแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ฉันอยากเข้าไปปลอบใจคุณ แต่ทำไม่ได้เพราะฉันรู้ว่าคุณต้องกลัวฉันแน่ๆ ฉันห่วงคุณก็เพราะเห็นคุณเศร้า พอเห็นคุณไปต่างจังหวัด ก็เลยลองตามไปเพราะกลัวว่าคุณอาจทำร้ายตัวเอง แต่พอเห็นคุณตัดสินใจบวช ฉันเลยโล่งใจค่ะ และไหนๆฉันก็ลางานเพื่อคุณ ฉันก็เลยปลอมตัวเป็นหญิงชรา เพียงเพื่อจะตักบาตรเท่านั้นเพราะฉันกลัวว่าคุณเคยเห็นหน้าฉันแล้วและจดจำฉันได้ค่ะ” หญิงสาวเล่ายืดยาว 

         “ผมเข้าใจแล้วครับ แต่เมื่อวานนี้ผมพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอคุณอย่างเป็นทางการกับป้าของคุณ และท่านก็ตกลงยกคุณให้ผมแล้ว อาจเป็นเพราะวันที่พวกเรายอมแสดงละครแกล้งเป็นแฟนกันในวันนั้น ท่านถึงยอม เลยทำให้อาคุณไม่พอใจ ถึงขั้นอุกอาจลักพาตัวคุณไปแบบนี้” จักรกฤษเล่า 

         “อะไรนะคะ คุณสู่ขอฉันแล้ว แล้วทำไมคุณไม่บอกฉันก่อนคะ” อินทิราเริ่มโวยวาย 

         “ผมกลัวคุณปฏิเสธครับ” จักรกฤษกล่าว 

         “ฉันอาจดีใจก็ได้นี่” อินทิรากล่าวอย่างเขินๆ 

         “กลับคอนโดผมนะครับ วันนี้คุณเจอเรื่องร้ายๆมามากแล้ว” จักรกฤษชวนแฟนแบบยิ้มๆ 

         “พาแฟนไปสอบปากคำก่อนนะครับ” ตำรวจขัดจังหวะ 

         “ครับผม เดี๋ยวผมพาไปเอง” จักรกฤษรับคำ ก่อนพาหญิงสาวไปนั่งบนรถของเขา 

         ตอนนี้อินทิราตกกระไดพลอยโจนเป็นแฟนของจักรกฤษอย่างไม่ทันตั้งตัว และเธอจะต้องเตรียมตัวแต่งงานตามฤกษ์ยามที่ป้าหามาให้อย่างขัดไม่ได้ งานแต่งงานทั้งคู่จัดอย่างเรียบง่ายไม่เอิกเกริกมากนัก ทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดี เพราะตอนนี้อาสุวัติได้เข้าไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวท แต่ที่อินทิราเสียใจหนักก็คือโสภิศเพื่อนสนิทไม่ยอมมางานแต่งงานของเธอเลย 

*********************************** 

         โสภิศโกรธทั้งอินทิราและปิยนาศ เธอคิดว่าเพื่อนทั้งสองหักหลังเธอไปเข้าข้างศัตรู แต่พอนานวันเข้า เธอเริ่มจับสังเกตได้ว่าสามีของเธอมักกลับบ้านดึกๆดื่นๆ บางวันก็กลับมาพร้อมกับน้องสาวของตัวเอง  

         โสภิศเริ่มรู้สึกระแวงสามี เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอเริ่มห่างเหิน สามีไม่ทำการบ้านอ้างว่าเหนื่อยตลอด คราวนี้โสภิศเริ่มเฝ้าติดตามพฤติกรรมของสามี จนกระทั่งวันหนึ่ง โสภิศแอบขับรถติดตามก็พบว่าสามีเลิกงานตั้งแต่ห้าโมงเย็น หลังจากนั้นก็ขับรถไปรับนางแบบสาวถึงที่สตูดิโอ เธอเห็นทั้งสองเข้าไปในร้านสุดหรูแล้วทานข้าวด้วยกัน ทั้งคู่สวีทกันยิ่งกว่าคู่รักข้าวใหม่ปลามันเสียอีก  

         ทั้งสองยังไม่กลับบ้านทันที นัฐพลพาโสภิราไป shopping ด้วยกัน เขากลายเป็นพ่อบุญทุ่มยอมซื้อข้าวของทุกอย่างให้กับโสภิราจนโสภิศที่แอบตามมานึกอิจฉา พอซื้อของเสร็จ รถของนัฐพลไปจอดที่โรงแรมม่านรูดจนโสภิศตกใจ ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจมากที่ถูกสวมเขามาโดยตลอด แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยอมเป็นฝ่ายเผชิญหน้า 

         ผ่านไปไม่นานโสภิศก็ไปเคาะประตูหน้าห้องของคนคบชู้ทั้งคู่ 

         “มีอะไรอีก” นัฐพลเปิดประตูออกมาก็ตกใจสุดขีดที่เห็นเป็นภรรยาของตัวเอง 

         โสภิศโกรธจนหน้ามืดตามัว เธอบุกเข้าไปในห้อง แล้วเดินเข้าไปตบโสภิรา ซึ่งบัดนี้น้องสาวกำลังเปลือยแต่มีผ้าห่มปกคลุมร่างกาย 

         เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหว “นี่พี่ร้ายกับแกมากเลยใช่มั้ย ถึงได้หักหลังพี่แบบนี้ กล้าดียังไงถึงกล้าแย่งผัวพี่” 

         “ฮือ ฮือ ผัวพี่มายุ่งกับภิราเองต่างหาก” โสภิราเถียงกลับ 

         “นังน้องไม่รักดี” โสภิศตบน้องสาวอีกครั้ง 

         นัฐพลทนไม่ได้รีบผลักตัวโสภิศล้มไปกองกับพื้นทันที “เลิกยุ่งกับภิรานะ รู้มั้ยผมเบื่อคุณจะแย่อยู่แล้ว ผมมีแผนจะหย่ากับคุณเร็วๆนี้”  

         “อะไรนะคะ นี่คุณจะหย่ากับฉันงั้นหรอ” โสภิศไม่เชื่อหูตัวเอง 

         “ใช่ คุณเก็บของออกไปจากบ้านผมได้แล้ว” นัฐพลไล่ 

         “คุณเคยรักฉันบ้างหรือเปล่า คุณนัฐพล” โสภิศน้ำตานองหน้า 

         “ความรู้สึกผมมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนนี้ผมรักภิราคนเดียว” นัฐพลกล่าวอย่างไร้เยื่อใย 

         โสภิศร้องไห้สะอึกสะอื้น “แล้วเรื่องที่ภิราไปกล่าวหาคุณจักรกฤษ นั่นเป็นความคิดของคุณใช่มั้ย เพราะชายคนนั้นไม่ยอมร่วมธุรกิจกับคุณต่อ คุณก็เลยไปกลั่นแกล้งเขาแบบนั้น” 

         “ใช่แล้วจะทำไม แต่มันดันหาข้อแก้ต่างได้ น่าเจ็บใจจริงๆ” นัฐพลยอมเผย 

         “ทำไมคุณช่างเลวแบบนี้นี่” โสภิศด่าสามี 

         ผู้ชายที่เคยดูเป็นสุภาพบุรุษ รีบตบภรรยาสุดน่าเบื่อทันที ตอนนี้โสภิศล้มไปกองกับพื้นอีกครั้ง นัฐพลกำลังจะเข้าไปทำร้ายซ้ำ แต่ภิราสงสารพี่สาวเลยใช้ผ้าห่มพันตัวแล้วรีบไปห้ามพี่เขยไว้ 

         “ไปซะ โสภิศ อย่าให้ผมต้องทำร้ายร่างกายคุณไปมากกว่านี้” นัฐพลไล่ 

         โสภิศที่เจ็บทั้งกายและใจรีบเดินออกไปจากโรงแรมม่านรูดทันที ตอนนี้เธอเข้าใจคำพูดของปิยนาศแล้ว เธอยังไม่อยากกลับบ้านในตอนนี้ เพราะที่บ้านมีแต่ความทรงจำที่เกี่ยวกับชายชั่วคนนั้น ดังนั้นโสภิศจึงไปที่บ้านของทนายสาว 

         “เกิดอะไรขึ้นน่ะโสภิศ ทำไมแก้มเธอช้ำแบบนั้น” ปิยนาศตกใจในสภาพของเพื่อน 

         โสภิศไม่ยอมพูดอะไร เธอทำได้แต่วิ่งเข้าไปกอดเพื่อนร้องไห้ 

         ปิยนาศรอจนเพื่อนสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยถามอีกครั้ง 

         โสภิศยอมเล่าเรื่องราวที่น้องสาวกับสามีลักลอบเป็นชู้กัน และยอมเล่าแม้กระทั่งว่าสามีเป็นผู้บงการให้น้องสาวใส่ร้ายป้ายสีจักรกฤษ 

         “เธอยอมหย่ากับชายชั่วคนนั้นเถอะนะ แล้วตั้งตัวใหม่” ปิยนาศกล่าว 

         “แล้วฉันจะไปทำอะไรได้ ฉันเป็นแค่แม่บ้านธรรมดาคนนึง” โสภิศกล่าวเพราะพึ่งพาสามีมานาน 

         “เช่าร้านแล้วเปิดร้านอาหารดีมั้ย เดี๋ยวฉันหาทำเลให้” ปิยนาศแนะนำ 

         “ขอบใจมากนะเพื่อน ที่เธอยอมช่วยฉัน” โสภิศกล่าวอย่างซึ้งใจ 

         “ก็พวกเราเป็นเพื่อนกันนี่” ปิยนาศกล่าว 

         ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ นัฐพลก็รีบนัดโสภิศไปหย่าที่สำนักงานเขต เธอมองเห็นสามียิ้มแย้มแจ่มใสที่ได้หย่ากับเธอ เขาเซนเสร็จ เก็บเอกสาร แล้วเดินหนีจากเธอไปอย่างไร้เยื่อขาดใย 

         แม้ภายในใจโสภิศจะเจ็บแค่ไหน เธอก็อดทนเพราะถึงรั้งตัวชายชั่วคนนี้ไว้ เธอก็ไม่มีความสุขอยู่ดี 

         โสภิศเปิดร้านอาหารไปได้หนึ่งสัปดาห์ เริ่มแรกลูกค้าก็เต็มร้าน แต่สักพักเริ่มมีคนกลั่นแกล้งใส่ร้ายเธอ ด้วยการแอบใส่แมลงวันที่ตายแล้วลงไปในอาหาร เป็นการทำลายชื่อเสียงร้านของเธออย่างมาก ทำให้หลังจากนั้นลูกค้าเข้าร้านเธอน้อยลง โสภิศเริ่มท้อถอยและกำลังจะปิดกิจการ แต่ทว่า 

         “อิน เธอมาอุดหนุนฉันงั้นหรอ” โสภิศทักเมื่อเห็นเพื่อนเดินเข้ามาในร้าน 

         “เปล่า ฉันจะมาชวนเธอไปเปิดร้านที่บริษัทสามีฉันน่ะ รับรองระบบรักษาความปลอดภัยที่นั่นดีมาก ไม่มีใครสามารถกลั่นแกล้งเธอได้อย่างแน่นอน” อินทิรากล่าว 

         “เธอรู้เหรอว่าฉันโดนกลั่นแกล้ง” โสภิศสงสัย 

         “อื้อ สิงหนาชสืบได้ว่าสามีเธอจ้างคนให้มาแกล้งเธอน่ะ” อินทิรากล่าว 

         “ทำไมเขาต้องทำแบบนั้นด้วย” โสภิศไม่เข้าใจ 

         “การที่เขาหย่าขาดกับเธอ แล้วไปแต่งงานกับน้องเธอ ทำให้ภาพลักษณ์เขาดูไม่ดี สังคมพากันประณามเขาว่าเป็นผู้ชายเลว เขาโกรธมากก็เลยมาลงที่เธอแบบนี้” อินทิรากล่าว 

         “ใช่ ผู้ชายคนนั้นเลวจริงๆ” โสภิศกล่าว 

         “คุณจักรกฤษชอบฝีมือทำอาหารของเธอนะ” อินทิรากล่าว 

         “แล้วเขามาทานตอนไหน” โสภิศสงสัย 

         “ฉันแอบจ้างคนมาซื้ออาหารที่ร้านเธอบ่อยๆน่ะ ฉันไม่กล้าสู้หน้าเธอ ฉันกลัวเธอยังโกรธฉันอยู่” อินทิรากล่าว 

         “ขอโทษนะอิน ฉันทำอะไรตามอารมณ์โดยลืมไปว่าฉันมีเพื่อนรักอย่างเธอและปิยนาศ” โสภิศรู้สึกผิด 

         “ไม่เป็นไร พวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ” อินทิรากล่าว 

         “งั้นฉันตกลง ฉันยอมไปเปิดร้านที่บริษัทสามีเธอก็แล้วกัน” โสภิศกล่าว 

         “มา ฉันช่วยเก็บของนะ” อินทิราเข้าไปช่วยทันที 

         โสภิศซึ้งใจในเพื่อนรักทั้งสองคน ขนาดเธอโมโหใส่เพื่อนทั้งสองมากมายแค่ไหน เพื่อนเธอก็ไม่ยอมทิ้งเธอ อีกทั้งยังยื่นมือให้ความช่วยเหลือยามเธอตกระกำลำบากอย่างเต็มที่ 

         *********************************** 

         ณ สำนักทนายความ 

         “นึกยังไงถึงมารับฉันที่นี่น่ะ สารวัตร” ปิยนาศสงสัย 

         “เรียกซะห่างเหินเชียว ฉันจะพาเธอกลับบ้านแม่เธอนั่นแหละ” สิงหนาชกล่าว 

         “งั้นนายบอกฉันก็ได้ ฉันจะได้ขับรถตามไป ไม่เห็นต้องให้ฉันนั่งรถคันเดียวกับนายเลยนี่” ปิยนาศกล่าว 

         “เอาน่า ที่บ้านเธอมีเรื่องด่วนจริงๆ” สิงหนาชไม่อยากเสียเวลา 

         “อะไรนะ หรือว่าแม่ฉันเป็นอะไร” ปิยนาศตกใจ 

         “เปล่า ก็แค่แม่เธอให้ไปช่วยงานนิดหน่อยเท่านั้น” สิงหนาชกล่าว 

         “ไม่เห็นแม่จะบอกอะไรเลยนี่” ปิยนาศสงสัย 

         “ไปถึงก็รู้เองนั่นแหละ อย่าถามเยอะ” สิงหนาชรีบพูดตัดบท 

         เมื่อสารวัตรขับถึงบ้านแม่ปิยนาศ เขาจอดรถ เปิดประตูให้หญิงสาวแล้วถือวิสาสะจูงมือทนายสาวเข้าไปในบ้านอย่างงงๆ 

         “มาถึงแล้วหรอลูก แม่มาทวงสัญญาน่ะ ลูกบอกเองว่าจะตกลงแต่งงานกับสิงหนาชเขา ดังนั้นวันนี้แม่ก็เลยมาสู่ขอลูกอย่างเป็นทางการ” แม่ของสิงหนาชกล่าว 

         ปิยนาศเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงคำสัญญานั้น เลยรีบกล่าวอ้างทันที “เอ่อ คุณแม่คะ สิงห์เขามีคนรักอยู่แล้วนะคะ คุณแม่อย่าคลุมถุงชนเลย ปล่อยให้ลูกชายแม่ไปมีความสุขดีกว่า” 

         “สัญญาก็ต้องเป็นสัญญาสิ แม่อุตส่าห์ช่วยเหลือเรื่องคดีทุกอย่างเลยนะ” แม่สิงหนาชไม่ยอม 

         สักพักแฟนหุ่น sexy ของสิงหนาชก็เดินเข้ามาในบ้าน ทำให้ทนายสาวตกใจ 

         “นั่นไงคะ แฟนสิงหนาชมานั่นแล้วด้วย” ปิยนาศชี้ไปที่หญิงหน้าตาดีคนนั้น 

         แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบจูงมือทนายสาวไปข้างนอกทันที จนปิยนาศนึกกลัว 

         ในใจปิยนาศคิดว่า “นี่ฉันจะโดนตบมั้ยเนี่ย แล้วไหนว่าสิงหนาชจะปกป้องฉันไง ไหนเขานิ่งเฉยแบบนี้ ช่างไม่ทำตามคำพูดจริงๆ” 

         ปิยนาศทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย เลยหลับตารอให้ฝ่ายหญิงตบเธอให้สมใจ 

         “นี่ไงคะจอห์น แฟนตัวจริงของพี่สิงหนาชเขา เธอเป็นทนายชื่อว่าปิยนาศค่ะ ฉันไม่ได้นอกใจคุณจริงๆนะคะจอห์น”  

         ปิยนาศลืมตาขึ้นมามองก็เห็นฝรั่งผมทองสูงยาวเข่าดี มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า 

         “แต่ทั้งโรงพัก บอกว่าคุณเป็นแฟนสารวัตรนะ” จอห์นพูดไทยไม่ชัด 

         “พี่ก็พูดยืนยันไปสิคะ ว่าพี่เป็นแฟนของพี่สิงหนาช” หญิงสาวคะยั้นคะยอปิยนาศให้พูด 

         “เอ่อ พี่” ปิยนาศรู้สึกกดดัน แต่เพื่อช่วยเหลือหญิงสาวหุ่น sexy คนนั้นก็เลยว่า “ค่ะ ฉันเป็นแฟนสิงหนาช” 

         “ก็แค่นี้เอง คุณยอมเชื่อฉันแล้วนะจอห์น” หญิงสาวคนนั้นกล่าว 

         “ผมยอมเชื่อแล้ว งั้นพวกเรารีบกลับกันเถอะ ขอบคุณคุณมาก คุณนายสารวัตร” จอห์นกล่าว 

         “เอ่อ เดี๋ยวสิคะ” ทนายสาวยืนเกาหัว เพราะเธอเห็นฝรั่งโอบเอวผู้หญิงคนนั้นไปขึ้นรถทันที 

         สักพักสิงหนาชก็กอดทนายสาวจากทางด้านหลังจนเธอตกใจ 

         “เธอพูดเองนะ ว่าเธอเป็นแฟนฉัน” สิงหนาชพูดยิ้มๆ 

         “ปล่อยนะ ฉันก็แค่พูดเพื่อช่วยผู้หญิงคนนั้นเท่านั้นเอง” ปิยนาศรีบแก้ตัว 

         “ไม่รู้ล่ะ รีบเข้าบ้านกันเถอะ ผู้ใหญ่กำลังหาฤกษ์ยามกันอยู่ ถึงขั้นโทรสอบถามหมอดูเลยนะ” สิงหนาชกล่าว 

         “เดี๋ยวสิ ฉันเดินเองได้ ไม่เห็นต้องอุ้มฉันแบบนี้” ปิยนาศรีบท้วง 

         ผู้ใหญ่มองหนุ่มสาวอย่างเอ็นดู อาวุโสทั้งสองมองออกว่าทั้งคู่แอบชอบพอกัน แต่พากันปากแข็งไม่ยอมพูด จนผู้ใหญ่ทั้งสองต้องยื่นมือเข้าไปช่วย 

         สิงห์และนาศนั่งลงพับเพียบแต่โดยดี และยอมกระทำตามผู้ใหญ่ ซึ่งนาศก็งงตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดเธอถึงไม่ยอมคัดค้าน 

         สิงหนาชแอบกระซิบบอกหญิงสาว “ฉันรักเธอนะ นาศ แต่งงานกับฉันนะ” 

         ปิยนาชแอบยิ้ม เธอเผลอพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว ทำให้ฝ่ายชายหมั่นเขี้ยวและชิงหอมแก้มหญิงสาว 

         “นั่นไง ยังไม่ถึงวันแต่งงานเลยนะ นายสิงห์ เดี๋ยวลูกแม่ก็ช้ำหมดหรอก” แม่ปิยนาศกล่าวแซว 

         “ผมสัญญาครับจะทะนุถนอมลูกสาวแม่เป็นอย่างดี” สิงหนาชกล่าว 

         และแล้วสารวัตรหนุ่มและทนายสาวก็ตกลงปลงใจแต่งงานกัน แต่งานแต่งของพวกเขามีเพื่อนๆมาร่วมงานอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะโสภิศยอมคืนดีกับเพื่อนรักอย่างอินและนาศแล้ว ทำให้บรรยากาศงานแต่งชื่นมื่นอย่างมาก 

         ความบาดหมางระหว่างจักรกฤษและโสภิศได้หายไป กลายเป็นว่าทั้งสองมีมิตรภาพต่อกันแทน จักรกฤษไม่ถือโทษโกรธเคืองเรื่องที่แล้วมา และแถมยังยอมให้โสภิศไปเปิดร้านอาหารที่บริษัทของเขาอีกด้วย  

ในขณะที่โสภิศได้มองเห็นแล้วว่า ไม่ว่าคนเราจะอยู่ในเพศไหนก็ตาม ต่างมีทั้งดีและชั่วได้ทั้งนั้น เพศชายก็ดีได้ เพศหญิงก็ชั่วได้ ดังนั้นการที่เธอเป็นสมาชิกของสมาคมรักษาสิทธิของสตรี เธอจำเป็นต้องคำนึงถึงเหตุผลข้อนี้ด้วย ไม่ใช่หลับหูหลับตาเข้าข้างเพียงฝ่ายหญิงฝ่ายเดียวเท่านั้น เธอจะต้องยึดหลักของความจริง ความถูกต้องเป็นหลัก นั่นถึงจะทำให้เกิดความเป็นธรรม  

จบบริบูรณ์ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น