nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 30

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 623

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2562 21:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30
แบบอักษร

 

ตอนที่ 30 

 

“ผู้กองจะมากินข้าวแน่นะเอ็ง ไม่ใช่หลอกให้ข้าทำกับข้าวเก้ออย่างคราวก่อนอีกล่ะ” แม่น้อยถาม ขณะที่กำลังง่วนผัดกะหล่ำปลีในกระทะอย่างเมามัน 

“โธ่ แม่ก็... คราวก่อนมันเหตุสุดวิสัยนี่จ๊ะ ไหนจะเรื่องป้าสอน ไหนจะเรื่องผู้กองที่บาดเจ็บในหน้าที่” น้ำประจบเอาใจพลางเสนอหน้ายื่นจานให้มารดา 

“อันนั้นข้าก็เข้าใจ แล้วกับข้าวที่ข้าทำไปฝากผู้กองนี่ถึงมือเขาแน่ใช่ไหม เอ็งเอาให้เขาใช่ไหมวะ” แม่น้อยถามย้ำ 

“แม่มาถามอะไรตอนนี้ ต่อให้ฉันไม่เอาไปให้ก็ไม่ทันแล้วมั้ง” น้ำบอก กับข้าวเย็นมื้อนั้นไม่ได้เพิ่งผ่านมาวันสองวัน แต่เป็นสัปดาห์แล้ว 

“ข้าก็ถามเพื่อความแน่ใจ” 

“ถึงมือแน่นอน ผู้กองคนโปรดของแม่กินหมดเกลี้ยงเหลือแต่เถาปิ่นโตเปล่าๆ กลับมาไงจ๊ะ” 

“เออ เอ็งไม่ได้เอาไปทิ้งก็แล้วไป ผู้กองจวนใกล้เลิกงานหรือยัง” แม่น้อยถาม ไอ้น้ำหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงมาดู 

“เลิกแล้ว อีกสักพักคงมาถึง แม่ทำกับข้าวเสร็จหรือยังล่ะ” 

“เหลือแกงหม้อนี้ ผู้กองมาคงได้ที่พอดีละ เอ้า...นั่นเสียงรถใช่หรือเปล่า” แม่น้อยเงี่ยหูฟังให้ได้ยินชัดๆ 

“น่าจะใช่จ้ะ เดี๋ยวฉันไปดูเอง” น้ำทิ้งทุกอย่าง แล้วรีบเดินออกจากครัวไปหน้าบ้านทันที 

“ดูพี่เอ็งเถอะนะ ยายฝน” น้ำฝนที่เพิ่งเดินเข้ามาในครัวถึงกับงง แม่บอกให้ดูอะไร น้ำฝนไม่เข้าใจ 

“เป็นอะไรของแม่” หญิงสาวพูด พลางหยิบจานชามช้อนส้อมต่างๆ เตรียมเอาออกไปวางที่โต๊ะ 

น้ำเดินออกไป พอเห็นว่าใช่คนที่กำลังรอ เขาก็รีบลงบันไดไปหาอีกฝ่ายทันที 

“มาแล้วเหรอ ผู้กอง” 

“อืม ขอโทษทีมาช้าไปหน่อย” 

“ไม่เป็นไร แม่ยังทำกับข้าวไม่เสร็จเลย แต่ใกล้แล้ว ผู้กองหิวหรือยัง” น้ำรายงานชายหนุ่ม 

“ยังไม่ค่อยหิว” 

“ปะ งั้นขึ้นบ้านก่อน” น้ำเอ่ยชวนตามมารยาทเจ้าของบ้าน  

หายหน้าหายตาไปร่วมเดือน วันนี้ผู้กองปรานต์จึงมีโอกาสมากินข้าวเย็นที่บ้านนายนทีอีกครา  

“สวัสดีครับแม่น้อย สวัสดีน้ำฝน” ผู้กองยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่าก่อนจะทักทายน้องสาวคนเล็กของบ้าน 

“สวัสดีค่ะพี่ปรานต์” น้ำฝนยกมือไหว้ 

“ไหว้พระเถิดพ่อ นั่งพักให้หายเหนื่อยก่อน เดี๋ยวค่อยกินข้าวนะ กับข้าวจะเสร็จแล้ว” แม่น้อยเดินออกมาทันรับไหว้ผู้มาเยือน 

“รบกวนด้วยนะครับ” 

“รบกงรบกวนอะไร คนกันเอง ไม่ต้องเกรงใจ” แม่น้อยโบกมือแล้วเดินกลับเข้าไปในครัว 

“ขอบคุณครับ” 

“แขนหายดีแล้วใช่ไหมคะพี่ปรานต์” เป็นน้ำฝนที่เอ่ยถามออกมา 

“ยังเจ็บอยู่นิดหน่อย แต่โดยรวมก็เกือบปกติแล้วครับ ขอบคุณน้ำฝนที่เป็นห่วงพี่” 

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ปรานต์หายไวๆ ก็ดีแล้ว คนแถวนี้จะได้ไม่ร้องไห้ขี้มูกโป่ง” 

“ยายฝน!” ไอ้น้ำดุ รีบสกัดน้องสาวเพราะกลัวอีกฝ่ายจะหลุดปากเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับผู้กอง 

“ใครร้องไห้อะไรวะ น้ำฝน” แม่น้อยเดินเข้ามานั่งที่โต๊ะอาหาร 

“ไม่มีอะไรจ้ะ” ไอ้น้ำรีบแย่งน้องสาวตอบเสียเอง 

“เอ้าๆ งั้นก็กินข้าวกันเถอะ” เจ้าภาพเปิดพิธี 

“ครับ/จ้ะแม่” 

“เออ...จริงสิ คดีของนางสอนเรียบร้อยแล้วหรือผู้กอง” แม่น้อยถามขึ้นในช่วงที่เริ่มต้นกินมื้อเย็นกันไปได้สักครู่ 

“ครับ” 

“ยุ่งเลยใช่ไหม หายหน้าไปเลย” 

“ครับ ต้องจัดการเรื่องคดีของป้าสอน ลำบากใจเหมือนกัน ป้าสอนเป็นคนดี” ผู้กองตอบ 

“ฉันได้ยินคนในตลาดพูดกันต่างๆ นานา ก็ฟังมาอยู่บ้าง แต่อยากจะรู้จากผู้กองมากกว่า ครั้นจะถามไอ้น้ำ มันก็ปิดปากเงียบกริบไม่ยอมบอก มันให้ฉันรอถามผู้กองเอง ดูมันเถอะ กับแม่มันก็ไม่เห็นใจ” แม่น้อยว่า ไม่ลืมค่อนขอดบุตรชายของตนเองไปด้วย 

“กว่าจะยอมสารภาพก็ทำเอาเหนื่อยพอควรเลยครับ จริงๆ แล้วป้าสอนแกไม่ได้ตั้งใจจะลงมือฆ่าคุณพัดหรอกครับ แต่พลั้งมือลงไป วันเกิดเหตุ เพราะสินไปทำงานข้างนอก คุณพัดเลยตั้งใจจะหนีสามีกลับไปอยู่ที่บ้านของเธอเอง แต่เธอคิดผิดตรงที่ให้แฟนเก่าอย่างนายไม้มารับ” 

“งั้นหรือ แล้วยังไงต่อล่ะพ่อ” แม่น้อยถามด้วยความสนใจ ส่วนไอ้น้ำกับน้ำฝนก็ตักอาหารเข้าปากไปด้วยนั่งฟังไปด้วยอย่างตั้งใจ ถึงแม้ไอ้น้ำจะรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เขาก็นั่งฟังเงียบๆ ไม่ขัดผู้กองที่กำลังเล่าเรื่องราวให้แม่น้อยฟัง 

“โชคไม่ดีที่ป้าสอนแกมาเห็นคุณพัดเก็บกระเป๋ากำลังจะออกจากห้อง เลยมีปากเสียงกัน แกพยายามรั้งไม่ให้คุณพัดทิ้งลูกชายแกไปน่ะครับ และเพราะอารมณ์ชั่ววูบที่อยากจะรั้งคนรักของลูกเอาไว้ เลยออกแรงมากไปหน่อย เรื่องก็เลยเป็นอย่างที่เกิดขึ้น” 

“แล้วมันเกี่ยวกับนายไม้ยังไงล่ะผู้กอง ไม่เห็นรายนั้นจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง มันจะโชคไม่ดียังไง” 

“เพราะถ้าคุณพัดหลบหนีออกมาเอง คงจะออกจากบ้านเร็วหรือช้ากว่าเดิม ไม่ใช่ช่วงเวลานั้น แล้วที่นายไม้เพิ่งมาเวลานั้นก็เพราะเป็นเวลาหลังเลิกงานของตนเอง” 

“คนมันถึงคราวเคราะห์นะ” แม่น้อยถอนหายใจแล้วพูดออกมา 

“ทุกคนก็มีส่วนผิดกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทางใจหรือทางกายก็ตาม” 

“อืม” 

“นายสินผิดที่หึงหวงจนทำร้ายร่างกายภรรยาอยู่เสมอ ความรักมันไม่ใช่การทำร้ายกัน ส่วนป้าสอนก็รักลูกชาย จึงลงมือทำร้ายใครอีกคนไป แม้กระทั่งนายไม้ที่รักคุณพัด แต่พยายามยื่นมือเข้ามาเป็นมือที่สาม ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณพัดถูกทำร้ายร่างกายอยู่เป็นประจำ” 

“โธ่” นางน้อยยิ่งปวดใจ บุญกรรมของแต่ละคนจริงๆ 

“ตรงกับที่คนในตลาดเล่ามาบ้างไหมครับ” ผู้กองเอ่ยถามทีเล่นทีจริงกับแม่น้อย 

“ก็มีเหมือนบ้างไม่เหมือนบ้างละพ่อ แต่...เอ...ก็ไม่ถึงกับต้องหายหน้าหายตาไปเลยนี่นา ดูสิ ผอมลงหรือเปล่า” แม่น้อยถามด้วยความเป็นห่วง 

“นอกจากเรื่องคดีแล้ว ผมก็กำลังทำเรื่องย้ายกลับไปกรุงเทพฯ อยู่ด้วยครับ” ประโยคนี้ของผู้กองทำเอาไอ้น้ำที่กำลังซดน้ำอยู่สำลักออกมา 

ทำเรื่องย้าย? กลับกรุงเทพฯ?  

ทำไมผู้กองไม่เคยปริปากพูดอะไรกับเขาเลย เขาไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน ไอ้น้ำเงยหน้าสบตากับผู้กองที่มองมาพอดี ดวงตาอีกฝ่ายฉายแววกังวลอยู่พอสมควร และในดวงตานั้นก็บอกไอ้น้ำว่าเรื่องนี้จะคุยกันทีหลัง 

“อ้าว ย้ายกลับอะไรหรือพ่อ มาอยู่ยังไม่ครบปีเลย” 

“ผมไม่รู้ว่าแม่น้อยพอจะทราบไหมว่าผมถูกย้ายมาที่นี่เพราะไปขัดแข้งขัดขาหัวหน้าเก่าของตัวเองที่กรุงเทพฯ  เขาเลยส่งผมมาหรือเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าถูกเด้งมาน่ะครับ” ผู้กองพูดยาวเหยียด 

“ก็พอได้ยินมาบ้าง แล้วมันยังไงกัน” 

“เรื่องของผมถูกนำมาตรวจสอบใหม่อีกครั้ง แล้วพบว่าผมไม่มีส่วนผิดหรือส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องที่หัวหน้าเก่าได้ทำไว้ ก็เลยจะย้ายผมกลับ” 

“แล้วจะย้ายเมื่อไหร่” คำถามของแม่น้อยถูกใจไอ้น้ำเป็นอย่างยิ่ง มันคันปากยุบยิบอยากถาม ชำระความกับคนตรงหน้าให้หมดสิ้นกระบวนความ 

“ยังไม่ทราบวันเวลาที่แน่นอนครับ ต้องรอคำสั่งอีกที” 

“เฮ้อ อะไรกัน ปุบปับเหลือเกิน” แม่น้อยบ่นด้วยความเสียดาย 

“ผมมาหาแม่น้อยได้บ่อยๆ อยู่แล้วครับ กรุงเทพฯ กับที่นี่ห่างกันนิดเดียว ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง” ผู้กองบอก แต่ความนัยที่อยากจะมอบให้คือคนรักที่นั่งอยู่ข้างๆ คนนี้ 

“คงจะคิดถึงผู้กองเหมือนกัน คนเคยเจอกันทุกวัน เอาละๆ ถ้าได้วันย้ายเมื่อไหร่ก็เห็นแก่คนแก่คนนี้ มาบอกฉันบ้างนะ”  

“ผมต้องบอกแน่ๆ ครับ” 

“กินเยอะๆ นะพ่อ ผอมลงจริงๆ ด้วย นี่ผัดกะหล่ำ เห็นไอ้น้ำบอกผู้กองชอบ คราวก่อนทำไว้ก็ไม่ได้กิน รอบนี้กินเยอะๆ นะ ไม่ต้องเกรงใจ” แม่น้อยตักกะหล่ำปลีผัดน้ำปลาใส่จานผู้กองอย่างเต็มที่ 

“ขอบคุณครับ” ผู้กองหนุ่มยิ้มให้ในความอาทรของอีกฝ่าย 

แต่มื้อนี้ของไอ้น้ำ มันรู้สึกว่าไม่อร่อยเหมือนทุกที ไม่อร่อยเหมือนเวลาที่กินข้าวกับผู้กอง ไม่อร่อยทั้งที่เป็นกับข้าวฝีมือแม่ ไม่อร่อยเลย ไข่เจียวหมูสับที่เขาชอบก็ไม่อร่อย ข้าวสวยที่หุงใหม่ๆ ก็ไม่หอมเหมือนเคย ลิ้นมันขมปร่า ลิ้นมันฝาด กินอะไรก็ไม่อร่อยทั้งนั้น  

ทำไมจะย้ายกลับบ้านถึงไม่ยอมบอกเขา 

ทำไมเขาต้องมารับรู้เรื่องนี้เหมือนมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร 

เหมือนเขาไม่ใช่คน ‘สำคัญ’ 

 

“น้ำ เดี๋ยวลงไปส่งผู้กองเขาด้วยนะ ไอ้ด่างอีปุยมันชอบแฮ่ๆ ใส่” แม่น้อยบอก ไอ้น้ำเกาหัว ร้อยวันพันปีแม่ไม่เคยพูดถึงเรื่องหมา อีกทั้งผู้กองก็มาที่นี่บ่อยจนหมาสองตัวคุ้นหน้าอีกฝ่ายไปตั้งนานแล้ว 

แต่ต่อให้แม่ไม่บอก เขาก็ตั้งใจจะลงไปส่งอีกฝ่ายอยู่แล้ว 

“จ้ะ” 

“ผมลานะครับ อาหารฝีมือแม่น้อยอร่อยเหมือนเดิม พี่ไปก่อนนะน้ำฝน” ผู้กองยกมือไหว้ลาแม่น้อยและบอกลาน้ำฝน 

“มาบ่อยๆ นะผู้กอง” แม่น้อยรับไหว้อีกฝ่ายก่อนกลับไปสนใจโทรทัศน์ต่อ 

“สวัสดีค่ะพี่ปรานต์” น้ำฝนยิ้มให้ แล้วก็ลงนั่งดูละครเป็นเพื่อนมารดา 

“ผู้กอง” ไอ้น้ำเรียกอีกฝ่ายตอนที่ทั้งคู่เดินมาถึงรถของผู้กอง 

“ครับ?” 

“ครับ? แค่นี้? ผู้กองจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ” น้ำถาม มันไม่เข้าใจอะไรเลย 

“ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน แต่มันยังไม่แน่นอน พี่เลยยังไม่อยากบอก” 

“ทำไมล่ะ แล้วถ้าถึงตอนนั้น ถึงเวลาที่แน่นอนของผู้กอง มันจะไม่ช้าไปเหรอ” น้ำต่อว่า 

“พี่...ยังไม่แน่ใจ เรื่องราชการพวกนี้มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา” 

“เหมือนที่ผู้กองจะย้ายกลับไปปุบปับน่ะเหรอ” 

“อย่าพูดแบบนี้สิ พี่เองก็ไม่สบายใจ พี่เลยไม่อยากบอกให้น้ำไม่สบายใจไปด้วย” 

“ผมไม่อยากรู้เรื่องอะไรพวกนี้ทีหลัง หรือผมไม่สำคัญสำหรับพี่เลย?” 

“ไม่ใช่อย่างนั้น น้ำสำคัญ สำคัญกับพี่มาก พี่ถึงไม่สบายใจ ไม่ได้อยากย้ายกลับไปตอนนี้ แต่ถ้ามีคำสั่งมาพี่ก็ขัดไม่ได้” ผู้กองหนุ่มอธิบาย เขาหวังว่าน้ำจะเข้าใจ 

“โอเค ผมไม่ได้อยากโวยวายอะไร ผมแค่ตกใจ” น้ำสารภาพ ความวิตกว้าวุ่นในใจทำให้เขาคิดอะไรในแง่ลบไปหมด 

“ถ้าพี่ต้องย้ายกลับไป พี่จะมาหาน้ำบ่อยๆ แล้วไหนน้ำฝนจะย้ายไปเรียนที่กรุงเทพฯ อีก น้ำก็ต้องตามไปด้วยไม่ใช่เหรอ” 

“อืม” 

“ลองคิดดู ถึงตอนนั้นถ้าพี่ยังประจำอยู่ที่นี่ การทำเรื่องย้ายกลับไปมันยากเอาการ แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ พี่ย้ายกลับไปรอก่อน ยังไงน้ำก็ตามพี่ไปทีหลังได้อยู่แล้ว จริงไหมครับ” 

“อืม” 

“อย่าเอาแต่รับคำสิ คิดยังไงบอกพี่ได้หรือเปล่า” 

“ไม่รู้สิ ตอนนี้คือไม่รู้จริงๆ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วไปหมด” 

“พี่เข้าใจ พี่ถามน้ำสักคำ น้ำไม่อยากกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ เหรอ” ผู้กองหนุ่มถามเสียงนุ่ม 

“ไม่ ผมไม่อยากกลับไปที่นั่น แต่...” 

“แต่อะไรครับ” 

“แต่ถ้าผู้กอง...พี่ปรานต์ย้ายกลับไป ผมก็คงต้องไปด้วย” น้ำบอกความในใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้ 

“น่ารักจริง แฟนพี่ เรื่องแม่น้อยไม่ต้องกังวล เราจะมาเยี่ยมท่านบ่อยๆ หรือน้ำอยากจะพักที่นี่นานๆ พี่ก็ไม่ว่าหรอก พี่ตามใจ ยังไงพี่ก็มาหาน้ำได้” 

“อือ” 

“ไม่โกรธแล้วใช่ไหม” 

“อือ” 

“มาให้จูบหน่อย คิดถึงนะเนี่ย ไม่ได้เจอหลายวันเลย วันนี้ก็ไม่ค่อยได้คุยอีก” 

“อะไรเล่า ก็ผู้กองงานยุ่งเองอะ” 

“อย่าเล่นตัว พี่จะต้องกลับแล้ว เดี๋ยวแม่น้อยจะสงสัยว่าทำไมน้ำลงมาส่งพี่นานเกินไป” 

“ก็ได้” 

ปรานต์ก้มหน้าจูบคนรักเพื่อให้ความคิดถึงคลายลงบ้าง ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาค่อนข้างยุ่งอย่างที่น้ำบ่น มีคดีเก่าๆ ที่เขาอยากสะสางก่อนจะย้ายกลับไป หรือปัญหาเก่าๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่ในหมู่บ้านนี้ เมื่อถึงเวลาที่มีคนใหม่มาประจำที่นี่ต่อจากเขา คนใหม่นั้นจะได้ทำงานต่อได้อย่างราบรื่น 

“ไอ้น้ำ! เอ็งกำลังทำอะไร!” อารมณ์ที่กำลังเคลิ้มๆ ของไอ้น้ำสะดุดลงเมื่อได้ยินเสียงมารดาดังเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหลังเขา 

“แม่!” มันหันไปตามเสียงเรียก ไอ้น้ำเห็นแม่น้อยยืนมองมาจากหน้าต่างบนบ้าน 

“ฉิบหายแล้ว” มันพึมพำบอกตัวเองเสียงเบา งานนี้มันตายแน่ แม่เสียงแข็งขนาดนั้น 

“ไม่เป็นไร น้ำ” ผู้กองบอก พลางลูบศีรษะปลอบใจ 

“ขึ้นมาบนบ้านเดี๋ยวนี้! ผู้กองด้วย!” คำสั่งเหมือนประกาศิต สองหนุ่มจึงต้องเดินกลับขึ้นบ้าน 

“แม่...” ไอ้น้ำเรียกมารดาเสียงขยาด ยามที่มันขึ้นมายืนบนบ้านพร้อมกับผู้กองแล้ว 

“ทำอะไรกัน ทั้งสองคน” แม่น้อยถามเสียงเข้ม ตั้งแต่วีรกรรมสุดท้ายที่ไอ้น้ำเคยตีกับเพื่อนแล้ว เขาก็ไม่ได้ยินแม่ใช้น้ำเสียงแบบนี้อีกเลย 

“แม่...” 

“ข้าถามว่าทำอะไรกัน ทั้งสองคน” 

“ผมกับน้ำ...คบกันครับแม่น้อย เราสองคนเป็นแฟนกัน” ผู้กองหนุ่มรีบตอบอีกฝ่าย เขาไม่รู้ว่าคำตอบของเขาจะทำให้แม่น้อยโกรธน้อยลงหรือเพิ่มมากขึ้นกันแน่ 

“คบกัน!? ทั้งผู้กองทั้งไอ้น้ำต่างก็เป็นผู้ชายทั้งคู่ แล้วมาบอกข้าว่ากำลังคบกัน สติยังดีกันอยู่ใช่ไหม” ไม่ต้องถามก็พอเดาได้ แม่น้อยโกรธมากกว่าเดิม 

“แม่...ใจเย็นๆ ฟังฉันก่อน” 

“ฟังอะไร จะให้ข้าฟังเอ็งพูดอะไรฮึ ไอ้น้ำ” 

“แม่ ใจเย็นๆ ก่อนจ้ะ พี่น้ำอาจจะมีเหตุผลนะจ๊ะ” น้ำฝนพยายามช่วยพี่ชายพูด 

“หุบปากของเอ็งไปเลยยายฝน ถ้านั่งเงียบๆ ไม่ได้ก็กลับเข้าห้องของเอ็งไปซะ” น้ำฝนสะดุ้ง คราวนี้แม่โกรธจริงๆ เสียแล้ว 

พี่น้ำขอโทษนะ ฉันช่วยอะไรพี่ไม่ได้ โชคดีนะพี่ 

“แม่อย่าโกรธฉันกับผู้กองเลยนะ” 

“เอ็งเป็นผู้ชาย มันต้องรักต้องชอบพอกับผู้หญิง ไม่ใช่รักชอบเพศเดียวกันเอง” 

“ยุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วนะแม่” น้ำพยายามเถียง 

“จะสมัยไหนก็ช่าง ข้าไม่สนใจ แต่เอ็งจะทำแบบนี้ไม่ได้ ผู้กองเขามีพ่อมีแม่ เอ็งจะไปล่อลวงเขามาแบบนี้ไม่ได้”  

“แม่น้อย เรื่องนี้ผมผิดเองครับ ผมเป็นฝ่ายชอบน้องเขาก่อน” ผู้กองออกรับแทน ยังไงแล้วเขาก็ไม่อยากให้น้ำต้องมีปัญหากับแม่ 

“ถามหน่อยเถอะ พ่อแม่ผู้กองไม่ว่าอะไรหรือที่ผู้กองชอบผู้ชาย แล้วยิ่งมันเป็นเด็กบ้านนอกแบบนี้” แม่น้อยชี้ไปที่หน้าไอ้น้ำ นางสบตากับผู้กอง ดวงตาของนางนิ่งเสียจนผู้กองยังรู้สึกหวาด ให้ไปจับผู้ร้ายยังไม่น่ากลัวเท่าเผชิญหน้ากับแม่น้อยในเวลานี้เลย 

“ไม่ว่าครับ พ่อแม่ผมรู้ว่าผมเป็นแบบนี้ อีกอย่างแม่เคยเจอน้องแล้ว แม่ชอบน้ำครับ” 

“อ้อ อย่างนั้นหรือ ฉันไม่รู้นะว่าทำไมพ่อแม่ผู้กองถึงรับได้ แต่สำหรับฉัน ฉันรับไม่ได้ ฉันรับไม่ได้หรอกที่ไอ้น้ำมาชอบผู้ชายด้วยกันเอง และฉันอยากอุ้มหลานที่มาจากมัน” 

“แม่...” น้ำเรียกแม่เสียงอ่อน เขากำลังมองเห็นอนาคตของตัวเองรางๆ  

“...” ผู้กองในเวลานี้ก็ดูจะสิ้นคำพูดเช่นกัน ดูเหมือนแม่น้อยจะไม่ยอมรับเรื่องของพวกเขาง่ายๆ 

“ฉันละเอะใจมาสักพักแล้วว่าทำไมทั้งสองคนจึงดูสนิทกันเหลือเกิน ที่แท้ก็แอบคบกันลับหลังฉัน” 

“ไม่ได้ตั้งใจจะคบกันลับหลังแม่หรอก ฉันบอกผู้กองเองแหละว่าอย่าเพิ่งบอกแม่ เพราะกลัวแม่จะเสียใจ ฉันเลยพยายามหาวิธีให้แม่เข้าใจฉันก่อน” น้ำอธิบาย 

“ถ้ากลัวข้าเสียใจแล้วทำไมถึงทำกับข้าแบบนี้ หา? ไอ้น้ำ” แม่น้อยตวาดถามบุตรชายเสียงดังลั่น น้ำเงยหน้ามองมารดา ตอนนี้แม่น้อยไม่ได้ร้องไห้ มีเพียงไอ้น้ำกับน้ำฝนที่กำลังร้องไห้อยู่ตรงหน้านาง 

“แม่...ฉันขอโทษ อย่าโกรธฉันเลยนะจ๊ะ” น้ำทรุดตัวคลานเข้าไปกอดขามารดา 

“จะเอายังไง จะคบกับผู้กองต่อไหม” 

“ได้ไหมจ๊ะแม่ ได้ไหม” มันเงยหน้าถามแม่ทั้งน้ำตา มองแม่น้อย อยากให้แม่เห็นใจในความรักของมัน 

“ได้สิ” 

“จริงเหรอจ๊ะ” มันถามด้วยความดีใจที่แม่กำลังจะเปิดใจให้ 

“ถ้าเอ็งจะคบกับผู้กองต่อ แต่เอ็งต้องไม่มีข้า แค่เอ็งคนเดียวข้าจะพยายามตัดใจ” แม่น้อยบอกอย่างเด็ดเดี่ยว คำตอบของนางยิ่งทำให้ไอ้น้ำใจสลาย น้ำฝนก็ได้แต่ปล่อยโฮเพราะสงสารพี่ชายจับใจ  

ผู้กองมองน้ำด้วยความเศร้าใจ ตาของเขาแดงก่ำเพราะกำลังกลั้นน้ำตาเอาไว้เหมือนกัน แต่เขาไม่อยากร้องไห้ให้น้ำเห็นและเสียขวัญไปมากกว่านี้ 

“แม่...ฉันรักผู้กอง ฉันรักแม่ ทำไมฉันถึงรักทั้งแม่ทั้งผู้กองไปด้วยไม่ได้” น้ำถามหาความยุติธรรมจากมารดา 

“ข้าอายขี้ปากคนที่นี่ ถ้าเอ็งจะรักชอบกันก็ไปเถอะ ข้าจะไม่ห้าม แค่เอ็งไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีกก็พอ” 

“แม่...” น้ำเลือกไม่ได้ มันยากเกินไปสำหรับเขา  

“เลือกมา ว่าจะเอายังไง” แม่น้อยยื่นคำขาด 

คนหนึ่งก็แม่ อีกคนก็คนรัก ทำไมแม่ต้องให้เขาเลือกอะไรแบบนี้ด้วย 

“น้ำ” ผู้กองทรุดตัวลงนั่งข้างอีกฝ่าย 

“ผู้กอง?” 

“เราหยุดกันแค่นี้เถอะ” ผู้กองก้มลงไปพูดกับอีกฝ่ายเสียงเรียบ แต่ใครจะรู้ว่าเขาปวดใจแค่ไหน เขาไม่เคยบอกเลิกใครก่อน น้ำคงเป็นคนสำคัญของเขาจริงๆ  เขาจึงมีโอกาสบอกเลิกอีกฝ่ายเป็นคนแรก 

“ไม่...ไม่เอา” น้ำส่ายหน้าปฏิเสธ มือก็ยังจับชายผ้าถุงของแม่ไว้ 

“เชื่อพี่ มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้” เขาบอกน้ำก่อนจะยืดตัวเต็มความสูงอีกครั้ง 

“ผมไม่สบายใจถ้าน้ำต้องผิดใจกับแม่น้อย ผมยินดีเดินออกไปเอง ผมขอโทษที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้กับครอบครัวแม่น้อย ผมขอโทษจริงๆ ครับ” ผู้กองหนุ่มเอ่ยยืดยาวด้วยความรู้สึกผิด เขาควรมีความยับยั้งชั่งใจตั้งแต่แรก ไม่น่าปล่อยให้ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผลจนเกิดเรื่องราวมาถึงจุดนี้ 

“ถ้าผู้กองว่าอย่างนั้นฉันก็ยินดี แต่ถ้าลูกชายฉันมันยังอยากจะคบกับผู้กองต่อ ฉันก็จะปล่อยมันไปเหมือนกัน ไม่รั้งเอาไว้” แม่น้อยบอกอย่างใจป้ำ 

“แม่... ผู้กอง...” น้ำพูดไม่ออก เขาไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี นอกจากเรียกผู้กองและมารดา 

“ขอโทษอีกครั้งนะครับ” ผู้กองหนุ่มบอกพร้อมยกมือไหว้ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะคนรัก 

“พี่ปรานต์” น้ำเรียกชื่ออีกฝ่าย 

“หืม?” ผู้กองยิ้มให้ 

“ผมขอโทษ” ในที่สุดน้ำก็ตัดสินใจ เขารักผู้กอง แต่มารดานั้นก็สำคัญที่สุดในชีวิต 

“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ” ผู้กองบอกแค่นั้นแล้วเดินจากมา  

เพราะถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเขาบ้าง ปรานต์ก็คงต้องเลือกครอบครัวของตนเองเช่นเดียวกัน ความรักมันเจ็บปวด แต่เราก็จะผ่านมันไปได้ แม้จะต้องใช้เวลาก็ตาม 

ความคิดเห็น