nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 29

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 586

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2562 20:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29
แบบอักษร

 

ตอนที่ 29 

 

“วันนี้ทำอะไรกินดี” แม่น้อยพูดกับตัวเองขณะเดินตลาดอย่างขะมักเขม้น 

“ฉันเอาไข่เจียวหมูสับด้วยนะแม่” แต่เสียงไอ้น้ำลูกชายคนโตโพล่งตอบโดยไม่สนใจ 

“เฮอะ มาบอกข้าทำไม” แม่น้อยแค่นเสียงใส่ มือก็หยิบผักที่วางขายบนแผงขึ้นมาเลือก 

“อ้าว ถ้าฉันไม่บอกแม่แล้วจะให้บอกใคร แม่ของฉันเนี่ยทำกับข้าวอร่อยที่สุดในโลกเลยนะ” 

“ไม่ต้องมายอข้า ทำมาเป็นพูดอย่างนั้นอย่างนี้ หมู่นี้กินข้าวที่บ้านหรือไง ฝากยายฝนมาบอกข้าอยู่เรื่อยว่าไม่กลับมากินข้าวที่บ้าน” 

“แหม...แม่ก็ทำน้อยใจไปได้ วันนี้ฉันกินข้าวที่บ้านแล้วไง” 

“แล้วจะกินอะไรอีก” ทำเสียงแข็งบ่นไปอย่างนั้น แต่คนเป็นแม่ก็ยังเป็นแม่วันยังค่ำ  

“ตามใจแม่เลยจ้ะ อ้อ...วันนี้ผู้กองมากินข้าวที่บ้านเราด้วยนะ” ไอ้น้ำบอก แม่น้อยปรายตามองบุตรชายชั่วครู่ ก่อนจะถอนใจออกมาแผ่วเบาแล้วเลือกผักในมือต่อ 

“เอ็งว่า...” แม่น้อยชั่งใจ มองหน้าไอ้น้ำเล็กน้อยก่อนถามออกไป “ผู้กองชอบกินผักอะไร”  

“ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ แต่ฉันเห็นผู้กองชอบกินผัดกะหล่ำปลี ยิ่งกะหล่ำปลีผัดน้ำปลา เห็นมีบนโต๊ะทีไร หมดเรียบทุกที แต่ผักอะไรผู้กองก็กินได้หมดแหละ เขาไม่ใช่คนกินยาก” น้ำบอกยืดยาวด้วยความมั่นใจ 

“อย่างนั้นหรือ ถ้างั้นก็เอาผักนี้อย่างที่เอ็งว่าละกัน” แม่น้อยหยิบผักตามที่ไอ้น้ำบอก กะหล่ำปลีหัวใหญ่หนึ่งหัวพร้อมกับผักอื่นๆ ที่ตนได้เลือกไว้แล้วส่งให้แม่ค้าคิดเงิน 

“จ้ะ” 

“หมู ไก่ ปลา กุ้ง หมึก ผู้กองเขาชอบกินอะไร” เดินไปจนถึงร้านขายพวกกุ้งหอยปูปลา แม่น้อยก็ถามอีก 

“อืม ชอบอะไรเหรอ” ไอ้น้ำขมวดคิ้วเพราะกำลังนึกถึงอีกคน “อะไรก็ได้มั้งแม่ ผู้กองกินหมดแหละ วันนี้แม่เป็นอะไร ถามเยอะแยะ” น้ำถามอย่างสงสัย หลังจากนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก 

“ก็จะได้ทำอาหารให้ถูกปากผู้กองไง” 

“อ้อ ทำไปเถอะจ้ะ แม่ทำอร่อยอยู่แล้ว ผู้กองเขาชอบฝีมือแม่” แม่น้อยเลือกไก่และกุ้งขึ้นมาอย่างละครึ่งกิโลกรัม เสร็จแล้วก็ส่งให้แม่ค้าคิดเงินเหมือนเดิม 

“อืม ยังขาดเครื่องปรุง” แม่น้อยพูดพลางเดินต่อไปยังร้านขายพวกพริก กระเทียม เครื่องปรุงต่างๆ นางเลือกอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพราะวันนี้ผู้กองจะมากินข้าวที่บ้าน แต่ความสดใหม่และความสะอาดต่างหากที่นางต้องการ 

ทำกับข้าวกินเอง ก็ควรใส่ใจ 

สองแม่ลูกที่กำลังเลือกวัตถุดิบเตรียมไว้สำหรับมื้อเย็นพากันสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงใครสักคนดังลั่นไปทั่วตลาด 

“ไปเร็วพวกเรา!!! นางสอนมันบ้าไปแล้ว” เสียงนางแช่มวิ่งเข้ามาในตลาดพร้อมตะโกนบอก ส่วนเจ้าตัววิ่งออกไปด้วยความรวดเร็วผิดกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง 

“มีอะไรกันวะ” นางน้อยถามงงๆ 

“มีอะไรป้าแช่ม” ไอ้น้ำจำใจตะโกนถาม ขืนช้าไปกว่านี้จะไม่ทันรู้ความ 

“นางสอนกับตำรวจน่ะสิ รีบไปดูเร็ว ช้าไม่ทันนะเฮ้ย” นางแช่มตะโกนตอบกลับมาได้ทันก่อนที่ขาของนางจะพ้นตลาด 

“แม่...” น้ำหันไปเรียกแม่ 

“ไปเร็ว ไอ้น้ำ ขืนชักช้าตลาดวาย” แม่น้อยยัดสายหิ้วถุงผ้าที่บรรจุมื้อเย็นเอาไว้ให้บุตรชายถือ แล้วกระชากลากแขนไอ้น้ำให้เดินตามนางแช่มไปอย่างเร็วรี่ 

 

“แม่... แม่มอบตัวเถอะ” เมื่อไอ้น้ำเดินไปถึงที่เกิดเหตุตรงหน้าบ้านนางสอน มันก็ได้ยินเสียงของบุตรชายนางสอนหรือไอ้สินกำลังอ้อนวอนมารดา 

“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด” นางสอนตอบเสียงเครียด 

“ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด เอ็งก็ไปกับข้าดีๆ เถอะวะ นางสอน” จ่าสมหมายบอกเสียงเรียบ 

“ไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วทำไมข้าต้องไปด้วย พวกเอ็งนั่นแหละ ตั้งใจจะจับข้า แต่ข้าไม่ได้ทำ เรื่องอะไรข้าจะต้องไป” นางสอนตอบวกวนไปมา ใบหน้าเจิ่งนองด้วยน้ำตา  

น้ำไม่ค่อยสบายใจเอาเสียเลยเมื่อเห็นวัตถุในมือของนางสอนที่กวัดแกว่งอยู่ มีดเล่มเบ้อเร่อ มันอันตรายน้อยเสียเมื่อไหร่ ยิ่งเห็นผู้กองหนุ่มยืนอยู่ข้างหน้ากำลังประจันหน้ากับนางสอน ยิ่งพานให้มันกระวนกระวายใจ 

“แม่” น้ำเรียกมารดา 

“อะไรวะ” 

“มีดจ้ะ มีด” 

“เออ ข้าเห็นแล้ว ทำไม เอ็งเป็นอะไร ทำไมจับแขนข้าแน่นขนาดนั้น แล้วมือยังเย็นเฉียบแบบนี้อีก” นางน้อยถามบุตรชาย ไอ้น้ำดูผิดปกติ 

“ปะ...เปล่า” 

“เอ็งกลัวหรือ ถ้ากลัวงั้นก็กลับบ้านกันก่อน” นางบอกอย่างเป็นห่วง 

“เปล่าจ้ะ แม่เห็นหรือเปล่า ผู้กองกำลังคุยกับป้าสอนอยู่ มันอันตรายนะแม่” 

“ก็หน้าที่ตำรวจเขา เอ็งจะกังวลทำไม” นางปลอบ 

“ก็มันอันตราย” น้ำพูดซ้ำ 

“ผู้กองเขาเก่ง ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก เอ็งอย่าเป็นห่วงไปเลย” นางถอนหายใจพลางกระชับมือตนเองบนหลังมือบุตรชายแน่น 

“แม่ว่าอย่างนั้นหรือ” มันยังไม่วางใจ 

“เออสิวะ ถ้าเขาไม่มีฝีมือ เขาจะมาเป็นผู้กองได้หรือ” เมื่อเห็นบุตรชายยังไม่ยอมเชื่อ นางเลยจำต้องดุ เผื่อว่ามันจะยอมฟังบ้าง 

“อย่าเข้ามา ข้าสู้จริงๆ ด้วย” นางสอนยังแกว่งมีดในมือไม่หยุด 

“แม่ ถ้าแม่ไม่ได้ทำ ทำไมไม่ยอมไปกับตำรวจเขาดีๆ” ไอ้สินถาม อยากให้แม่ใจอ่อน 

“ฮึ เอ็งไม่รู้อะไร ตำรวจพวกนี้มันหัวหมอ มันจะยัดข้อหาให้ข้าน่ะสิ”  

“ข้ารู้จักกับเอ็งมากี่ปี นางสอน คิดหรือว่าข้าจะใจดำใส่ร้ายเอ็งได้ลงคอ” จ่าสมคิดพูดขึ้นบ้าง 

“เวลานี้ข้าไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น จู่ๆ มาจับข้าแบบนี้หลักฐานก็ไม่มี จะให้ข้าเชื่อได้ยังไงกัน” 

“ใจเย็นๆ ครับ ป้าสอน วางมีดลงก่อนเถอะ มีอะไรค่อยคุยกัน ถ้าไม่อยากไปสถานีตำรวจก็ไม่ต้องไปครับ” ผู้กองปรานต์ปลอบ เพราะไม่อยากให้นางสอนเครียดจนสติแตก 

“ไม่เชื่อ ข้าไม่ได้โง่นะ ขืนวางมีดอย่างที่พวกเอ็งบอก ข้าก็โดนจับน่ะสิ” 

“แล้วป้าสอนจะถือมีดไว้แบบนี้ตลอดเหรอครับ ไม่เมื่อยมือบ้างเหรอ” ผู้กองกำลังชวนอีกฝ่ายคุย 

“เรื่องของข้า” 

“หิวน้ำไหมครับป้าสอน” ผู้กองถามพลางหันไปหาจ่าสมหมาย “จ่า เดี๋ยวหาน้ำให้ป้าสอนเขาหน่อย”  

“ไม่เอา ไม่ต้องเอามาให้ข้า พวกเอ็งจะใส่ยานอนหลับมาในน้ำแล้วให้ข้ากินใช่ไหม ข้ารู้ทันพวกเอ็งหรอก” 

“ป้าสอนไม่ต้องกังวล เป็นน้ำขวดใหม่ แกะพลาสติกต่อหน้าป้าสอนเลยครับ” ผู้กองบอก นางถือมีดมาร่วมครึ่งชั่วโมง เหงื่อคงออกเต็มมือและคงเมื่อยมือเต็มที 

“...” นางสอนไม่ตอบ ผู้กองสังเกตว่าคงจะยอมเชื่อตนเองบ้างแล้ว ยิ่งอากาศวันนี้ค่อนข้างอบอ้าว เจ้าตัวคงกระหายน้ำไม่น้อยเลยทีเดียว 

“ผู้กอง นี่ครับ” จ่าสมหมายยื่นน้ำขวดใหม่ให้ผู้กอง เขารับมาก่อนจะบอกคนที่กำมีดแน่น 

“ป้าสอนดูนี่นะครับ เดี๋ยวผมจะเปิดให้ดูต่อหน้าเลย” นางสอนมองตามน้ำขวดนั้นไม่วางตาซึ่งผู้กองก็ทำอย่างที่บอกไว้ไม่มีผิดเพี้ยน 

“รับไปนะครับ” ผู้กองหนุ่มยื่นขวดน้ำที่พร้อมดื่มเรียบร้อยแล้วให้ 

“...” นางสอนไม่กล้ารับ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะอาศัยจังหวะนี้เข้าจับกุม 

“ป้าสอนกลัวผมใช่ไหม เอาอย่างนี้นะครับ ผมจะวางน้ำไว้ตรงหน้าป้า แล้วผมกับจ่าจะถอยออกไป ดีไหม” ผู้กองค่อยๆ วางขวดน้ำตรงหน้านางสอน เสร็จแล้วก็ค่อยๆ ถอยออกมา 

นางสอนมองตามการกระทำนั้นไม่ห่าง สายตาจับจ้องอยู่ที่ผู้กองจนลืมสังเกตว่าด้านหลังผู้กองมีจ่าสมหมายเพียงคนเดียว ไร้เงาของจ่าสมคิด 

เมื่อเห็นผู้กองถอยออกไปแล้ว นางค่อยๆ ก้มตัวหยิบน้ำขึ้นมา ผู้กองสบตารอให้สัญญาณกับจ่าสมคิดที่อยู่ด้านข้างของนางสอน คนละฝั่งกับที่ผู้กองและจ่าสมหมายยืนอยู่  

ผู้กองหนุ่มรอนางสอนดื่มน้ำจนใกล้หมดขวดแล้วนั่นแหละจึงให้สัญญาณกับจ่าสมคิดพุ่งเข้าชาร์จนางสอนที่ไม่ทันระวังตัว หากพอจ่าสมคิดเข้าไปใกล้ นางสอนก็ได้สติ โยนขวดน้ำทิ้ง จังหวะเดียวกับที่ผู้กองพุ่งเข้าหานางสอนจากอีกฝั่งเช่นกัน 

“ผู้กอง!” น้ำที่ยืนอยู่เป็นไทยมุงตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าของผู้กอง เขาจึงส่งเสียงเรียกออกไปด้วยความกังวล 

ทว่านั่นทำให้ผู้กองชะงักตามเสียง เสียจังหวะเข้าจับกุม และประกอบกับมีดที่อยู่ในมือนางสอนได้แกว่งมาโดนแขนของผู้กองอย่างไม่ตั้งใจจนเห็นเลือดไหลซึมออกมาทันควัน ไอ้น้ำอยากจะเป็นลมด้วยความเป็นห่วง ผู้คนรอบข้างพากันส่งเสียงฮือฮาอย่างตกใจไม่แพ้กัน 

“ไม่ต้องเป็นห่วงผม! จับป้าสอนให้ได้” ผู้กองบอกจ่าสมหมายที่เกือบจะหยุดชะงักเมื่อเห็นบาดแผลของผู้บังคับบัญชา 

หนึ่งผู้กองและสองจ่าร่วมมือทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ผู้กองคว้าข้อมือของนางสอนเอาไว้ได้ในจังหวะที่นางสอนกำลังตกใจเพราะพื้นฐานจิตใจของนางไม่ใช่พวกชอบใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด ชายหนุ่มออกแรงบีบที่ข้อมือให้มือนั้นคลายออกจนมีดตกลงพื้น จ่าสมหมายเตะมีดออกไปให้พ้นรัศมีของนางสอน ส่วนจ่าสมคิดเข้าจับล็อกด้านหลังของนางเอาไว้แน่น ไม่มีโอกาสให้หนีไปได้ 

“ข้าเปล่านะ ข้าไม่ได้ทำ ไม่ได้ฆ่านางพัดนะ” เมื่อถูกจับนางสอนก็เริ่มร้องไห้โวยวายอีกรอบ 

“แม่...เกลียดนางพัดมันเหรอ ทำไมถึงฆ่ามันได้ลงคอ” ไอ้สินก็ร้องห่มร้องไห้ไม่แพ้มารดา มันรักเมียคนนี้มากแค่ไหน ทำไมแม่สอนจะไม่รู้ 

“ข้าไม่เคยเกลียดมันเลย แต่มันไม่ได้รักเอ็ง ได้ยินไหมว่ามันไม่รักเอ็งแล้ว” นางสอนพร่ำบอก 

“ถึงมันจะไม่รักฉันแล้ว แม่ก็ไปฆ่ามันไม่ได้” 

“ข้าเปล่า ข้าไม่ได้ฆ่ามัน เอ็งต้องเชื่อข้านะ ไอ้สิน” นางพยายามจะเข้าไปหาบุตรชาย แต่ก็ถูกจ่าสมหมายรั้งตัวเอาไว้ก่อน 

“แม่...ฉันอยากเชื่อแม่จริงๆ แต่ฉันทำไม่ได้” ไอ้สินยกมือปิดหน้าร้องไห้แล้วรีบเดินเข้าบ้านไป เขาร้องไห้อยู่ตรงนี้ต่อไม่ไหว 

“ข้าเปล่าทำนะ ข้าเปล่า ไอ้สิน เชื่อข้านะ”  

“พาป้าสอนไปที่สภ. เดี๋ยวผมตามไป” ผู้กองบอกหลังจากใส่กุญแจมือนางสอนเรียบร้อยแล้ว จ่าสมหมายรีบพาตัวผู้ต้องหาไปขึ้นรถทันที 

“รีบห้ามเลือดก่อนดีไหมครับผู้กอง ผมโทรตามเจ้าหน้าที่ให้แล้ว” จ่าสมคิดถามด้วยความเป็นห่วงผู้บังคับบัญชา 

“ขอบใจมาก จ่าสองคนไปที่สภ.ก่อนได้เลย” ผู้กองหนุ่มบอกซ้ำ 

“ไม่เป็นไรแน่นะครับผู้กอง” จ่าสมคิดถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ดูจากแผลแล้วก็ลึกไม่น้อยเลยทีเดียว 

“ครับ” จ่าสมคิดจัดแจงหาเก้าอี้มาให้ผู้กองนั่งพักระหว่างรอเจ้าหน้าที่อนามัยมา  

“คนที่ไม่เกี่ยวข้อง ขอให้ออกไปให้พ้นบริเวณนี้” จ่าสมหมายเอ่ยปากบอกประชาชนผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ครู่เดียวกลุ่มไทยมุงก็แยกย้ายไปคนละทิศละทาง บ้านใครบ้านมัน 

“ไปเถอะ ไอ้น้ำ” แม่น้อยบอกบุตรชายที่ยังยืนนิ่งอยู่ 

“แม่กลับไปก่อนได้ไหม” น้ำบอกแม่น้อยเสียงเรียบ  

“อืม ได้ เอาถุงผ้ามา เดี๋ยวข้าถือกลับเอง” ไม่รู้ว่านางน้อยถอนหายใจออกมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ของวัน นางดึงถุงผ้าออกจากไอ้น้ำ แล้วเดินออกจากบริเวณนี้ไป 

“ผู้กอง เป็นไงบ้าง เจ็บหรือเปล่า” พอเห็นแม่น้อยเดินไปแล้ว ไอ้น้ำก็รีบก้าวยาวๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ มืออีกข้างมีผ้าสะอาดที่ใครสักคนหวังดีหามาให้เพื่อกดแผลห้ามเลือด 

“ไม่เป็นไร” 

“ขอโทษ ตอนนั้นผมไม่น่าเรียกผู้กองเลย” น้ำบอกอย่างรู้สึกผิด ถ้าเขาจะเชื่อมั่นในความสามารถของผู้กองมากกว่านี้คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น 

ชายหนุ่มปัดเส้นผมที่ปรกหน้าผากของอีกฝ่ายออกไป โดยไม่สนใจว่าใครจะเห็นบ้างหรือไม่ วินาทีนี้ไอ้น้ำไม่สนใจแล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าการได้เห็นคนที่ตัวเองรักบาดเจ็บ มันจะเจ็บที่ใจมากขนาดนี้ โรคหัวใจของเขามันกำเริบไม่หยุดหย่อน  

แม่น้อยหันกลับมามองบุตรชายด้วยความเป็นห่วง ภาพตรงหน้าไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้รางๆ ไม่ผิดจากที่ยายฝนเคยถาม อะไรที่นางเคยสงสัย ในวันนี้มันกระจ่างชัดเจนแล้ว 

ลูกชายของนางกับผู้กอง... 

“ผมขอโทษ” น้ำยังพร่ำบอกอีกฝ่ายไม่รู้เหนื่อย เขารู้สึกผิดจริงๆ 

“เลิกขอโทษ และเลิกโทษตัวเองได้แล้ว พี่ปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องมีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นเป็นธรรมดา” ผู้กองยิ้มให้ ไม่ได้โกรธคนตรงหน้าแม้แต่น้อย 

“แต่...” น้ำทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่ก็ถูกผู้กองขัดขึ้นก่อน 

“อย่าเถียงพี่ ถ้าน้ำคิดว่าตัวเองผิดและอยากให้พี่ยกโทษให้ พี่ขออย่างเดียว” 

“ครับ?” 

“ถ้าวันหน้ามีเหตุการณ์อะไรแบบนี้อีก น้ำอย่ามาได้ไหม” 

“ทำไมล่ะ” น้ำสงสัย เขาก็อยากจะรู้อยากจะเห็นเหมือนกันนี่นา 

“พี่จะได้มีสมาธิจับคนร้าย ไม่ต้องพะวงเป็นห่วงน้ำ แค่นี้ได้ไหม” 

“เอ่อ...” 

“ได้หรือเปล่า” ผู้กองขอ เพราะตอนที่เขาได้ยินเสียงน้ำเรียกเขาในตอนนั้น ใจของเขาหล่นวูบ ถ้าหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เขาจะทำยังไง เขาเลยไม่อยากให้น้ำเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงๆ 

“ได้ครับ” 

“เก่งมาก” 

ภายหลังจากเจ้าหน้าที่จากอนามัยมาแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก น้ำยืนมองเจ้าหน้าที่ห้ามเลือดและล้างแผลให้อีกฝ่ายเรียบร้อย และตอนนี้เขากำลังจะพาผู้กองไปที่โรงพยาบาลในตัวเมืองเพื่อให้คุณหมอตรวจดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ 

“ไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก” 

“ไม่ได้ครับ ไปเถอะ ผมอยากสบายใจ” 

“พี่ยังมีงานต้องกลับไปทำต่อ” ผู้กองต่อรอง 

“ให้จ่าเขาทำแทนไปก่อนก็ได้มั้งครับ ป้าสอนก็ถูกจับแล้วนี่นา” น้ำเถียง  

“เดี๋ยวนี้เริ่มออกคำสั่งกับพี่แล้วเหรอ” ผู้กองแซวไอ้น้ำที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาขับรถของผู้กองอย่างมีสมาธิ 

“อะไรล่ะ ออกคำสั่งอะไร ไม่มีสักหน่อย ผมก็แค่พูดไปตามสถานการณ์” น้ำเฉไฉ 

“ไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร” 

“ผู้กอง เรื่องป้าสอน เรื่องมันเป็นมายังไง” 

“คนที่นายสงสัย ใช่ป้าสอนหรือเปล่าล่ะ” 

“ผมก็คิดๆ อยู่ แต่ในหัวก็บอกว่าคนอย่างป้าสอนเนี่ยนะจะฆ่าคนได้ เลยไม่ปักใจเชื่อเต็มที่” น้ำบอก 

“ป้าสอนแกไม่ได้ตั้งใจหรอก พลั้งมือเสียมากกว่า” 

“หืม? จริงดิ” 

“ต้องรอแกสารภาพอีกที คนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ในวันนั้นคงมีแค่ป้าสอนกับคุณพัดสองคนเท่านั้น และตอนนี้ก็เหลือเพียงป้าสอน” 

“น่าสงสาร” 

“สงสารใคร?” 

“ทุกคนแหละครับ ทั้งคุณพัด พี่สิน ป้าสอน ทุกคนไม่ได้อยากให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นเลย” 

“อืม เมื่อคนเราขาดสติก็มักจะนำมาซึ่งปัญหาแบบนี้แหละ น้ำก็ต้องมีสติให้มากล่ะ ฉันไม่อยากกลายเป็นคนจับน้ำเข้าคุก” 

“อ้าว ผู้กอง ทำไมมาแช่งกันแบบนี้ล่ะ” น้ำโวยวายลั่น 

“แค่บอกไว้เฉยๆ” 

“บอกเฉยๆ ก็ไม่ต้องเปรียบกันอย่างนี้ก็ได้มั้ง อะไรกัน อยากจับผมเข้าคุกท่าเดียว นี่แฟนนะครับ แฟน ไม่ใช่ผู้ร้าย” น้ำบอกให้อีกฝ่ายระลึกว่าเขาเป็นใคร 

“รู้แล้วว่าเป็นแฟน ไม่งั้นจะให้มาออกคำสั่งแบบนี้เหรอ” 

“อ้าว...เข้าตัวเฉยเลย” 

น้ำไม่พูดอะไรอีก สถานการณ์เริ่มลำบาก เขาได้ยินเสียงผู้กองหัวเราะแผ่วเบา พอหันกลับไปดูอีกที อีกฝ่ายก็คอพับหลับไปแล้ว คงเพลียจากการเสียเลือด ไอ้น้ำเลยเหยียบคันเร่งเพิ่มอีกนิด  

โรงพยาบาลรอก่อน ไอ้น้ำกำลังจะพาผู้กองไปหาแล้ว 

 

ความคิดเห็น