Punmile09

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ

ชื่อตอน : CHAPTER T W O

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2562 20:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER T W O
แบบอักษร

. 

 

. 

 

. 

“คุณฮานะ” เลขาสาวสวยลุกขึ้นต้อนรับพร้อมกับส่งยิ้มมาให้อย่างเป็นมิตร

“สวัสดีครับคุณเกรซ” ฮานะทักทายเธอกลับไป

“ตอนนี้บอสกำลังคุยกับคุณอเล็กซ์อยู่น่ะค่ะ” เธอบอก พร้อมกับชักชวนให้แขกคนสำคัญของเจ้านายมานั่งรอที่เก้าอี้ชุดรับรองหน้าห้อง อันที่จริงเมื่อเช้าบอสได้แจ้งเอาไว้ว่าตอนบ่ายมีนัดกับคุณฮานะ แต่พอก้มลงดูนาฬิกาที่ข้อมือก็พบว่าตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงเท่านั้น

“อเล็กซ์...เหรอครับ” ฮานะถามกลับ ก่อนจะลอบมองผ่านบานกระจกใสเข้าไป เมื่อได้เห็นแผ่นหลังกว้างที่คุ้นเคยของใครบางคนกลับนั่งตัวเกร็งขึ้นมาจนหญิงสาวสังเกตได้

ถ้ารู้อย่างนี้ ออกจากห้องสายหน่อยเสียก็ดี...ไม่น่ารีบมาเลย...ให้ตาย

“ค่ะ บอสเรียกพบคุณอเล็กซ์ตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้ยังคุยธุระไม่เสร็จเลย” เธอมองไปทางเจ้านายอย่างเป็นห่วง “ถ้ายังไงเกรซขอตัวลงไปซื้อมื้อเที่ยงให้บอสก่อนนะคะ ขืนปล่อยให้โหมงานจนลืมทานข้าวมีหวังโดนคุณใหญ่บ่นหูชา” ใครก็รู้ว่าคนรักของ ‘แกเรน ฮาร์ดเนอร์’ ขึ้นชื่อเรื่องหวงและห่วงภรรยายิ่งกว่าอะไร ทางนั้นคอยย้ำให้เธอจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ตลอดว่าไม่ให้โหมงานหนักจนลืมทานข้าว

หลังจากที่เลขาสาวสวยเดินจากไปฮานะก็เลือกที่จะออกไปนั่งอยู่ที่อีกมุมแทนเพราะยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับใครคนนั้น

เพลงจากวงดนตรีวงโปรดดังคลอผ่านหูฟังช่วยดูดซับความฟุ้งซ่านออกไป ช่วงตัวเอนพิงไปกับพนักโซฟานุ่มพลางทอดมองวิวจากยอดตึกสูงไปด้วยอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งถูกดึงความสนใจกลับไปเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของคนสองคนดังแว่วมาจากทางหน้าห้องผู้บริหาร ฮานะรีบดึงหมวกเสื้อฮู้ดตัวโคร่งขึ้นมาสวมทับเอาไว้เมื่อเห็นว่าคุณแกเรนกำลังยืนคุยอยู่กับใครคนนั้น

อเล็กซ์มีสีหน้าที่เคร่งเครียดไม่น้อย ซ้ำท่าทางยังดูหงุดหงิดแต่ฝ่ายนั้นกลับอดทนอดกลั้นเอาไว้เพราะไม่อยากจะแสดงอารมณ์โมโหต่อหน้าเจ้านาย เจ้าตัวยกมือขึ้นไหว้ลาคุณแกเรนก่อนจะหยิบแว่นกันแดดสีชาขึ้นมาสวมพร้อมกับหมุนตัวเดินไปเข้าลิฟต์ด้วยความรวดเร็ว

เมื่อมั่นใจได้ว่าทางสะดวกฮานะก็เดินเลียบเคียงเข้าไปหาเจ้านายที่กำลังยืนพิงโต๊ะเลขาอยู่พร้อมกับยกมือขึ้นนวดขมับไปมา

“คุณแกเรน” เอ่ยทักอย่างไม่เต็มเสียงนักเพราะรู้สึกเกรงใจอีกฝ่าย

“ฮานะ...ทำไมมาเร็วนักละ ผมนัดบ่ายนี่”แกเรนถามกลับแต่พอก้มลงมองตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือก็พบว่าตอนนี้เที่ยงกว่าเข้าไปแล้ว “หมอนั่นทำผมเสียสมองสุดๆไปเลย” เสียงบ่นมาพร้อมกับการส่ายใบหน้าไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย ขมับที่ตึงเครียดถูกนวดไปมาเพื่อให้ผ่อนคลาย

คุยกับพวกอีโก้สูงนี่มันเปลืองพลังชีวิตมากจริงๆ...นับถือใจฮานะเลยที่ทนอยู่กับคนแบบนี้ได้มาหลายปี

“อเล็กซ์ทำให้คุณลำบากใจหรือเปล่าครับ” ฮานะถามอย่างรู้สึกผิดเต็มอกเพราะอีกฝ่ายนั้นเป็นคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา เรียกอีกอย่างก็คือคนที่ลงแรงปั้นมากับมือ แต่ส่วนหนึ่งที่อเล็กซ์เติบโตได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ก็เพราะมีคุณแกเรนคอยช่วยเรื่องงานอยู่ตลอด พอเห็นว่าฝ่ายนั้นทำให้ผู้มีพระคุณต้องหนักใจมันจึงอดที่จะกังวลไม่ได้

“ช่างเถอะ...เขามันพวกดื้อแพ่ง” เขาโบกมือปัดอย่างไม่คิดจะใส่ใจ “นั่งสิ...ผมมีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกับฮานะเยอะเลย” แกเรนคลี่ยิ้มอย่างอ่อยนโยนก่อนจะเดินนำอีกฝ่ายเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง

ฮานะเดินมานั่งบนเก้าอี้สำหรับรับแขกบริเวณหน้าโต๊ะด้วยท่าทางที่ดูตึงเครียด ลักษณะของมือและการขยับตัวที่ไม่เป็นธรรมชาติเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเจ้าตัวอยากจะระบายความกดดันนั้นผ่านมวนบุหรี่...คงเพราะได้กลิ่นของใครบางคนที่ยังหลงเหลืออยู่บนพนักพิงจากเก้าอี้ตัวข้างกัน

สเปรย์ปรับอากาศถูกฉีดจนคลุ้งห้อง กลิ่นหอมเย็นโอบล้อมอยู่รอบตัวเพื่อสร้างความผ่อนคลาย ก่อนโถแก้วขนาดเล็กที่ภายในบรรจุลูกกวาดหลากสีจะถูกเลื่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้า คุณแกเรนยิ้มบาง

ลูกอมรสหวานในโถนั้นถูกเตรียมไว้สำหรับเจ้าลูกชายตัวแสบทั้งสองที่กำลังอยู่ในวัยซน

“…ขอบคุณครับ” ลูกอมรสแอปเปิ้ลโซดาถูกหยิบออกไป ฟอยล์สีเขียวสดค่อยๆถูกคลี่ออกก่อนเม็ดน้ำตาลจะถูกส่งเข้าไปในปากแทนสารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

“รสโปรดของเจ้าพวกตัวน้อยเลยละ” ฮานะยิ้มรับพร้อมกับบ่นคิดถึงเด็กซนทั้งสองจนคุณแกเรนรับปากว่าว่างๆจะพามาป่วนที่บริษัท ทั้งบิเบียนและอองเดรตอนนี้ทั้งคู่ก็อายุสามขวบเข้าไปแล้ว แฝดหนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังที่ถือกำเนิดมาจากโอเมก้าอย่างคุณแกเรนและสามีอัลฟ่าเลือดบริสุทธิ์ที่ดำรงตำแหน่งนายทหารชั้นสูง

ฮานะเคยเห็นหน้าค่าตาคุณใหญ่มาบ้างตอนที่ฝ่ายนั้นมาส่งภรรยาที่บริษัทในตอนเช้า เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงสามารถเอาชนะใจเจ้านายตนได้

คนอย่างคุณแกเรนคู่ควรและเหมาะสมแล้วที่จะมีคู่ชีวิตและครอบครัวที่น่ารักอบอุ่น...ซึ่งนั่น นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้หากันได้ง่ายๆในยุคสมัยที่สังคมถูกแบ่งแยกชนชั้นชัดเจนเช่นนี้ ไม่ว่าวิวัฒนาการต่างๆจะเจริญก้าวไกลไปมากแค่ไหนและไม่ว่าจะมีการรณรงค์เรียกร้องสิทธิให้เท่าเทียมกันอย่างไร สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแนวคิดที่ว่ากลุ่มคนจำพวกโอเมก้าอย่างพวกเขามีค่าเพียงแค่เครื่องผลิตลูกและตัวรองรับน้ำเชื้อจากผู้ที่อยู่เหนือกว่าเท่านั้น...

ถึงแม้ว่าในยุคสมัยนี้เหล่าโอเมก้าจะมีปะปนอยู่ในทุกชนชั้นทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักการเมือง นักกีฬา ดารานักแสดงที่มีชื่อเสียง แต่คนเหล่านั้นก็ยังคงถูกจับจ้องจากพวกต่อต้านการเรียกร้องมนุษยชนอยู่เสมอ เรียกได้ว่าถ้าก้าวพลาดไปเพียงนิดก็มีคนที่พร้อมจะเหยียบย่ำเสมอ

นั่นจึงเป็นสาเหตุให้พวกเขาต้องพยายามมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว และพิสูจน์ตัวตนว่าคนชนชั้นอย่างพวกเขาก็สามารถแสดงความสามารถที่มีอยู่ได้อย่างไม่น้อยหน้าใคร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในวงการแฟชั่นคือ แกเรน ฮาร์ดเนอร์ผู้ที่เป็นเจ้าของโมเดลลิ่งเจ้าใหญ่ในเมืองไทยที่เคยตั้งตัวเป็นหลักเพื่อเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้โอเมก้า ชายหนุ่มรูปงามที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการงานที่มั่นคงรวมไปถึงการได้พบกับคู่ครองชีวิตที่คู่ควร

เขาเป็นแบบอย่างให้กับโอเมก้าหลายๆคนที่กำลังท้อแท้และสิ้นหวังในชาติกำเนิดของตนเองให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิ และพิสูจน์ตัวตนจนเป็นที่ยอมรับในสังคม

ฮานะเองก็เป็นหนึ่งในคนที่รักและเคารพคุณแกเรนเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง และยังถือเอามาเป็นแบบอย่างจนสามารถก้าวเข้ามาเป็นสไตล์ลิสมือหนึ่งของ SMA ได้ในที่สุด เขาถือว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยเพราะนอกจากงานประจำที่ทำอยู่นั้นฮานะยังมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นญี่ปุ่น เรียกได้ว่าธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่จะมีก็เพียงอย่างเดียวที่ล้มเหลวในชีวิต...นั่นก็คือเรื่องความรัก

ศรัทธาที่สิ้นหวังแหลกสลายไม่มีชิ้นดี...ปล่อยให้เรื่องของโชคชะตานั้นเป็นเพียงความฉาบฉวยผิวเผิน

และปักใจหนักแน่นว่ามันไม่มีอยู่จริง...

“คิดอะไรอยู่น่ะ” เสียงทักดังขึ้นทำให้หลุดออกจากภวังค์ คุณแกเรนโบกมือไปมาตรงหน้าอย่างเป็นห่วง

“เปล่าครับ” เขายิ้มและส่ายหน้าปฏิเสธ

ฮานะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายลงไปมาก แต่มือทั้งสองข้างยังคงบีบแน่นเข้าหากันเพื่อแสดงให้เห็นว่ากำลังตกอยู่ในสภาะจิตใจพลุ้งพล่าน

“ที่ผมเรียกให้เข้ามาหาเพราะมีเรื่องสำคัญจะต้องบอกฮานะ” แกเรนยืดตัวนั่งหลังตรง สองมือยกขึ้นมาวางกุมบนโต๊ะทำงานด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย “ผมนำเรื่องที่ฮานะจะขอลาออกกลับไปคิดทบทวนอีกครังแล้วก็ได้ข้อสรุปว่า...ผมยังไม่สามารถปล่อยฮานะไปได้...ในตอนนี้”

“แต่...ผมมีสิทธิ์ที่จะขอลาออกนี่ครับ” ฮานะแย้งขึ้นมา ความไม่เข้าตีกันจนวุ่นวายสับสนไปหมด

“ใช่คุณมีสิทธิ์” แกเรนย้ำ “แต่ผมจะยอมก็ต่อเมื่อการลาออกมันเป็นความต้องการที่แท้จริงจากตัวคุณเอง ไม่ใช่เพียงเพราะว่าต้องการหลบหน้าใคร”

“ผม...” ฝ่ามือถูกกำย้ำไปมาจนชื้นเหงื่อ

“ฮานะ...คุณเคยบอกกับผมนี่ว่างานนี้คืองานที่คุณรัก และบริษัทนี้ก็เหมือนบ้านของคุณ” แกเรนลดเสียงลงอย่างอ่อนโยน “ผมรู้ว่าคุณไม่ได้อยากจะทิ้งมันไปจริงๆหรอก...ใช่ไหม”

ถ้อยคำหว่านล้อมไล่จี้ตามทัน ไม่มีคำไหนเลยที่คุณแกเรนพูดผิด...SMA ก็เหมือนบ้านที่เขาได้ร่วมดูแลมาตั้งแต่ยังเป็นแค่โมเดลลิ่งที่ยังไม่มีชื่อเสียง อีกอย่างงานนี้เขาได้ลงทุนทั้งแรงกายแรงใจไปไม่น้อย

แต่จู่ๆกลับจะต้องมาล้มเลิกความฝันของตนเองเพียงเพราะใครอีกคน...มันดูไม่แฟร์เลยสักนิด

“คิดดูให้ดีนะ...คุณจะยอมแลกสิ่งที่คุณสร้างมากับมือเพียงเพราะไอ้คนเฮงซวยพรรคนั้นน่ะเหรอ...บอกตามตรงว่าผมเสียดายจริงๆ”

“…” ฮานะไม่ได้ตอบโต้กลับ ทำเพียงแค่ก้มหน้ามองมือของตนเองที่กำแน่นจนสั่นเทิ้ม

“ฮานะ...คุณเป็นคนเก่ง ความสามารถของคุณมันไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย...อย่าลืมสิว่ากว่าจะมายืนตรงจุดนี้ได้คุณต้องเหนื่อยในการพิสูจน์ตัวเองแค่ไหน” แกเรนถอนหายใจออกมายาวเหยียดเมื่อได้บอกเหตุผลของตนเองออกไปจนหมด เขาเอนหลังพิงเก้าอี้บุนวมนุ่มอย่างเฝ้ารอคำตอบ ลึกๆแล้วในใจก็นึกหวั่นเพราะถ้าหากฮานะยังดึงดันที่จะไปก็คงหมดทางยื้อ

“ผม...จะลองคิดดูอีกทีครับ” เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาพร้อมนัยน์ตาที่แดงก่ำแต่ไร้ซึ่งหยดน้ำแห่งความอ่อนแอ

“นั่นถือว่าเป็นคำตอบแล้วนะ” แกเรนยิ้มกว้างก่อนจะเริ่มเปิดประเด็นสำคัญอีกเรื่องขึ้นมา “ส่วนเรื่องงานผมจะให้เกรซดูแลอเล็กซ์แทนไปก่อน แล้วหลังจากนี้ก็ถือว่าคุณหมดหน้าที่ในการเป็นผู้จัดการส่วนตัวของหมอนั่นแล้ว”

“อะไรนะครับ” ฮานะถามย้ำอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจ

“เมื่อเช้าผมเรียกอเล็กซ์เข้ามาคุยเรื่องจะเปลี่ยนผู้จัดการดูแลตารางงานให้ใหม่ ผมบอกว่าคุณต้องไปร่วมโปรเจกต์ใหญ่ในปลายปีนี้เลยจำเป็นต้องขอยืมตัวมาสักพัก”

“…”

“หมอนั่นดูโกรธหัวฟัดหัวเหวียงน่าดูเลยละ” แกเรนส่ายหน้าอย่างเอือมระอาเมื่อนึกถึงตอนที่ถูกฝ่ายนั้นก้าวร้าวใส่ “นี่ถ้าไม่ติดว่าคุณเป็นคนฝากฝังมา จะสั่งสอนให้มันร้องไม่ออกเลย”

“ผมต้องขอโทษแทนเขาด้วยนะครับ...ช่วงนี้อเล็กซ์ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่” ฮานะออกตัวรับผิดแทนเหมือนที่ผ่านมา รู้สึกผิดที่ตนเองเอาแต่สร้างปัญหาให้คุณแกเรนปวดหัว

“อารมณ์หรือสันดานกันแน่ที่ไม่ดี” แกเรนหัวเราะเย้ยหยัน “ช่างเถอะ...คุณไม่จำเป็นต้องมารู้สึกผิดแทนคนแบบนี้หรอกน่า”

“แต่ผมกลัวว่าเขาจะต่อต้าน” เขายังคงไม่วางใจเพราะรู้นิสัยของอเล็กซ์ดีว่าฝ่ายนั้นคงไม่ยอมเชื่อฟัง “ถ้าเกิดเขาทำเรื่องเสื่อมเสียจนกระทบกับทางต้นสังกัดละก็ผมคง...”

“เจ้านั่นมันไม่กล้าหรอก” แกเรนยิ้มอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า

“คุณคง...ไม่ได้ไปขู่อะไรเขาไว้ใช่ไหมครับแกเรน” ใบหน้าน่ารักทอแววไม่ไว้วางใจจนต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

“เรื่องนั้นไม่ต้องรู้หรอกน่า” เขาบอกปัด “เอาเป็นว่าหลังจากนี้หมอนั่นมันไม่กล้าเข้ามาเกาะแกะกับฮานะอีกแน่นอน หรือถ้าคิดจะลองดีก็มาบอกผมได้ เดี๋ยวจัดการให้” เจ้านายคนสวยขยิบตาให้อย่างมั่นอกมั่นใจ

“ขอโทษที่ขัดจังหวะนะคะ” เสียงร้องทักของเลขาสาวสวยช่วยสลายความตึงเครียดของบรรยากาศในห้องให้จางหายไป เกรซยื่นหน้าเข้ามาก่อนจะยิ้มแหยเมื่อถูกเจ้านายดุทางสายตา “คือ...บอสคะ คุณพีทมาแล้วค่ะ”

“อ้อ” แกเรนร้องอย่างนึกขึ้นมาได้ “ให้พีทเข้ามาได้เลย”

เธอขานรับก่อนจะเดินกลับไปหน้าห้องเพื่อเรียกแขก เมื่อฮานะมองตามออกไปก็เห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ เรือนร่างสูงใหญ่และบ่าที่กว้างนั้นช่างดูคุ้นตาเสียจนต้องลอบมองอย่างสนอกสนใจ

“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” ฮานะหันมาบอกลาเจ้านาย แต่ฝ่ายนั้นกลับรีบยกมือขึ้นห้ามเอาไว้

“อย่าเพิ่งไปสิ...ผมยังมีอีกเรื่องที่ต้องบอก” แกเรนยิ้มก่อนจะหันไปรับไหว้จากบุคคลที่สามที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง “พีท...มานั่งสิ”

“ครับ”

เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยทำให้ฮานะต้องรีบหันไปมองก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นคือคนที่เขาเดินชนเมื่อวานนี้ ส่วนผู้ชายคนนั้นก็ดูชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มทักทายมาให้อย่างเป็นมิตร ร่างสูงใหญ่เดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างกัน ไอร้อนที่แผ่ออกมารอบกายทำเอาชีพจรเต้นผิดจังหวะจนรู้สึกเจ็บที่อกซ้าย

จู่ๆอุณหภูมิในร่างกายก็พุ่งขึ้นสูงจนฝ่ามือชื้นเหงื่อฮานะเลื่อนเก้าอี้เบี่ยงออกมาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้แล้วร่างกายผิดแปลกไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่แล้วบรรยากาศแสนกระอักกระอวนก็ถูกคุณแกเรนช่วยสลายออกไปให้โดยการเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้นมา

“ฮานะ...นี่พีท เด็กใหม่ของเรา” เขาแนะนำต่อพร้อมผายมือมา “ส่วนนี่ฮานะ...สไตล์ลิสมือหนึ่งของผมเอง เรียกพี่ได้ตามสบาย เพราะทางนี้อายุเข้าเลขสามแล้ว...แม้ว่าภายนอกจะเหมือนเด็กมัธยมก็เถอะ” แกเรนพูดหยอกล้อจนถูกอีกฝ่ายมองค้อนไปที

ฮานะหันไปพยักหน้าทักทายตามมารยาทก่อนจะรีบเบือนสายตาหนีไปอีกทางเมื่อเห็นว่านัยน์ตาสีเทาหม่นคู่นั้นจดจ้องมาที่ตนเอง

“ที่ผมเรียกคุณมา ก็เพราะจะอยากจะแนะนำให้รู้จักกับผู้จัดการส่วนตัวของคุณ...หลังจากนี้ฮานะจะเป็นคนดูแลเรื่องตารางงานทั้งหมดของคุณ” ถ้อยคำเหมือนฟ้าผ่าส่งลงมาโดยไม่ทันให้ตั้งตัวทำให้ฮานะต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจจนคุณแกเรนหลุดยิ้มออกมา

“อะไรนะครับ” เขาถามย้ำอีกครั้ง สลับกับหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน

“นี่แหละเรื่องสำคัญที่ผมจะบอก” ประกายตาสีชมพูดูเจ้าเล่ห์ขึ้นมาคล้ายกับคนกำลังเล่นสนุก “ผมจะให้ฮานะไปเป็นผู้จัดการส่วนตัวของพีทแทนอเล็กซ์”

“ก็ไหนคุณบอกจะให้ผมไปช่วยโปรเจกต์ยังไงละครับ” เขาเริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก มึนงงยังไม่หาย

คุณแกเรนเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี

“นั่นก็ใช่...แต่ในระหว่างนี้ ผมอยากให้ฮานะช่วยดูแลพีทร่วมไปด้วย เขายังใหม่ในวงการต้องการคนชี้แนะอีกเยอะ”

“คุณก็รู้ว่าผมไม่ถนัดงานด้านนี้” ในกรณีของอเล็กซ์เป็นข้อยกเว้นเพราะเขาเต็มใจที่จะทำให้อยู่แล้ว แต่นี่คุณแกเรนจะให้เขาทำหน้าที่ผู้จัดการเต็มตัว ซ้ำอีกฝ่ายยังเป็นเด็กใหม่แค่คิดก็มองเห็นความยุ่งยากที่จะตามมาในอนาคตแล้ว

“ผมเชื่อว่าคุณทำมันได้ดีแน่นอน...ขนาดอเล็กซ์ยังคุมได้อยู่หมัด กับพีทน่ะคงไม่ใช่เรื่องยากนักหรอกจริงไหม”

“ก็นั่นมัน...” เหตุผลมากมายถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างกัน “…ก็ได้ครับ ผมจะช่วยดูแลเขาให้” ฝ่ายนั้นยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็มากพอที่จะสะกดตรึงสายตาของคนที่มองอยู่

“เยี่ยมไปเลย” แกเรนดีดนิ้ว “ถ้าอย่างนั้นหลังจากนี้ผมวานให้คุณช่วยเป็นธุระจัดการเรื่องอื่นๆของพีทด้วยก็แล้วกัน เดี๋ยวเอกสารกับข้อมูลอื่นๆผมจะให้เกรซส่งตามหลังไปให้”

พูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก็ขอตัวไปเข้าประชุมกับบอร์ดบริหารโดยทิ้งให้คนสองคนนั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะกระอักกระอ่วน

ในชีวิตฮานะไม่ได้พบเจอพวกอัลฟ่าที่มีแรงขับเคลื่อนในกายสูงขนาดนี้มากนักเพราะคนกลุ่มนี้มักจะมากไปด้วยเสน่ห์ที่เย้ายวน มีรูปลักษณ์ดึงดูดสายตาและโดดเด่นท่ามกลางคนหมู่มาก...ซึ่งคนที่นั่งอยู่ข้างเขานั้นถือว่าเข้าข่ายทุกประการ เพราะเขาตัวสูงใหญ่เกินมาตรฐาน มีหน้าตาคมชัดตามแบบฉบับลูกครึ่ง และที่สำคัญ...เสน่ห์ที่ผสมกับฟีโรโมนอันเป็นเอกลักษณ์นั้นมีแรงดึงดูดอย่างรุนแรง

แม้แต่กับอเล็กซ์ที่เคยมีสัมพันธ์ทางกายกันมาหลายต่อหลายครั้ง ก็ยังไม่เคยทำให้เขารู้สึกสับสนจนไม่เป็นตัวของตัวเองขนาดนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ...แต่กับใครอีกคนแค่ได้มองก็ทำเอาชีพจรผิดเพี้ยนจนคุมการหายใจลำบาก

“คุณสบายดีนะครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามขึ้นมาทำลายความเงียบ นัยน์ตาคมทอดมองร่างของคนข้างกายพร้อมกับส่งยิ้มไปให้และถือโอกาสนี้มองสำรวจใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัยไปด้วย เพราะเมื่อวันก่อนอีกฝ่ายได้สมหน้ากากอนามัยเอาไว้จนบดบังไปเกือบครึ่งใบหน้า

“อ้อ..ดี ฉัน...สบายดี ขอบใจนะ” ปอยผมบางส่วนที่ตกระลงมาถูกปลายนิ้วทัดเข้าไปเก็บที่หลังใบหู ฮานะไม่ยอมสบตากันก่อนจะเริ่มเปลี่ยนเรื่องเพื่อดึงความสนใจของอีกฝ่าย “เธอ...ชื่อพีทสินะ”

“ครับ คุณฮานะ” สรรพนามที่สุภาพทำเอาเจ้าตัวเกร็งขึ้นมา พร้อมรีบโบกมือปัด

“ไม่ต้องเรียกคุณหรอกน่า” ฮานะแย้ง “เรียกแค่ชื่อเฉยๆก็ได้ ไหนๆเราก็จะได้ร่วมงานกันไปอีกนาน จะได้ดูสนิทกัน”

“แต่คุณอายุห่างกับผมเยอะเลย” อีกฝ่ายยังคงมีท่าทีเกรงอกเกรงใจ

“จะห่างสักเท่าไหร่กันเชียว” เพราะเท่าที่กะไว้อย่างมากก็คงจะแค่สองสามปี

“แปดปีครับ”

“หา!?”

ตากลมโตเบิกกว้างเมื่อรู้จำนวนที่แท้จริง...ผิดคาดไปไกล

“เธอ...เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบสองเองเหรอ” พีททำให้ความมั่นใจในเซ้นท์ของเขาพังยับเยิน เพราะนอกจากรูปร่างที่สูงใหญ่เกินวัย ยังมีกลิ่นอายรอบตัวที่สุขุมไม่ต่างจากพวกผู้ใหญ่เลยสักนิด ไม่ได้มุทะลุเหมือนอย่างเด็กหนุ่มวัยเดียวกัน แต่กลับนิ่งสงบและดูมีอำนาจบางอย่างที่ยากจะต่อต้าน

“ครับ...เพิ่งยี่สิบสองปีเต็ม เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา” พีทยิ้มเมื่อเห็นหน้าของคนที่นั่งอยู่ข้างกัน

“เธอดูโตมาก” ไม่อยากจะเชื่อเลย...เด็กสมัยนี้นี่โตไวชะมัด ตอนอายุเท่านี้เขายังเตี้ยม่อต้อแคะแกร็นอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกมากนักหรอก ก็อีกฝ่ายเป็นลูกครึ่งนี่นะ เค้าโครงใหญ่ก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

“หลายคนก็ทักแบบนั้นครับ” บางครั้งยังเคยถูกทักว่าอายุยี่สิบปลายๆแล้วเสียด้วยซ้ำไป

“คือ...ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นนะ” ฮานะเริ่มออกตัวแก้ต่างเมื่อรู้ตัวว่าตนเองนั้นเสียมารยาท เพราะเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดจึงรีบอธิบายใหม่ “ฉันหมายถึง...เธอดูเป็นผู้ใหญ่ แบบว่า..” ท่าทีลนลานของคนที่อายุมากกว่าทำให้ใบหน้าคมเข้มคลี่ยิ้มออกมาอย่างนึกเป็นดู

“ครับ...ผมเข้าใจ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล

“อื้อ นั่นแหละ ฉันไม่ได้ว่าเธอแก่นะ” เจ้าตัวพยักหน้ารัวเร็ว “เธอ...เธอดูดีมาก” แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อรู้ตัวว่าเผลอพลั้งปากพูดอะไรออกไปก่อนจะรู้สึกร้อนผ่าวที่บริเวณสองข้างแก้ม ฮานะกระแอมไอแก้เก้อเพราะทำตัวไม่ค่อยจะถูกจึงรีบเปลี่ยนประเด็นไปเรื่องอื่น

“เธอว่างหรือเปล่า...ไปทานข้าวด้วยกันไหม” ฮานะออกปากชวนเพราะเห็นว่านี่ก็เลยมื้อเที่ยงไปพอสมควรแล้ว อีกอย่างตัวเขาเองก็หิวแล้วด้วย...ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก็ดีไม่น้อย

“ว่างครับ”

“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง ถือซะว่าเลี้ยงต้อนรับ” ฮานะรีบลุกออกจากเก้าอี้เพื่อเตรียมตัวจะออกเดิน แต่เพราะจู่ๆหน้าก็ดันมืดขึ้นมากะทันหันเลยต้องเอื้อมมือไปจับพนักพิงเอาไว้เพื่อเป็นหลักยึด...แต่กลับช้ากว่าใครบางคนที่สอดแขนเข้ามารับเอาไว้ก่อน

“อาการคุณดูไม่ค่อยดีตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” พีทขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะก้มลงมองคนที่อยู่ในอ้อมแขน...อีกฝ่ายนั้นตัวเล็กมาก มากกว่าเขาเป็นเท่าตัว “ไปหาหมอดีไหมครับ”

“ไม่เป็นไร...” ฮานะก้มหน้าพร้อมกับดันตัวออกห่างด้วยท่าทีเก้กัง...ไม่รู้ทำไม เวลาอยู่ใกล้พีททีไรแล้วอุณหภูมิในร่างกายมันสูงจนชีพจรรวนทุกที “ขอบใจนะ”

พูดไว้แค่นั้นก็ออกเดินนำไปที่ชั้นจอดรถใต้บริษัทเพราะอีกฝ่ายบอกว่าเดินทางมาโดยรถแท็กซี่ ฮานะจึงชักชวนให้ไปด้วยกันพร้อมกับอาสาว่าหลังทานข้าวจะไปส่งที่เองไม่ต้องเกรงใจ

“อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม”

หลังจากที่นำรถไปจอดไว้บริเวณที่จอดรถของทางห้าง ฮานะก็หันมาถามคนที่เดินตามาตั้งแต่ทางเข้าโดยไม่มีปากมีเสียง เด็กหนุ่มมองสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างเอื่อยเฉื่อย ไม่ได้ให้ความสนใจไปที่อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะนานๆทีถึงจะได้เข้ามาเดินในห้างหรูแบบนี้จึงไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินเข้าออกช็อปไฮเอนด์กันเป็นว่าเล่น

“ตามใจคุณเลยครับ ผมยังไงก็ได้”

“ไม่ได้สิ...ฉันตั้งใจจะเลี้ยงเธอนะ จะเลือกตามใจตัวเองได้ยังไง” ฮานะแย้ง “บอกมาเร็ว ไม่ต้องเกรงใจ ฉันหิวแล้ว”

“ร้านนั้นก็ได้ครับ” เขาชี้มั่วไปที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งซึ่งตัวเองก็ไม่เคยกินมาก่อน เพราะในชีวิตประจำวันมากสุดก็ทานพวกฟาสฟู้ดในเวลาที่เร่งด่วนจริงๆด้วยรสชาติของอาหารต่างชาตินั้นไม่ค่อยจะถูกปากสักเท่าไรนัก

“ชอบอาหารญี่ปุ่นเหรอ” ฮานะมีสีหน้าที่แปลกใจไม่น้อย เพราะตอนแรกแอบคิดว่าอีกฝ่ายคงชอบทานอาหารหนักๆอย่างเช่นสเต็กหรือไม่ก็อาหารที่หนักไปทางคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานเยอะ ไม่คิดเลยว่าจะชอบอะไรที่เรียบง่ายและจืดชืดอย่างอาหารญี่ปุ่น

“ก็พอทานได้ครับ” พีทพยักหน้ารับเพราะเห็นแววตาที่โศกเศร้าคู่นั้นดูสดใสขึ้นมานิดหน่อย

“ฉันก็ชอบ แต่จริงๆแล้วชอบอาหารไทยมากที่สุด” คนอายุมากกว่ายิ้มกว้างเพราะนานทีจะเจอคนที่ชอบทานอะไรเหมือนกัน ปกติแล้วเวลาไปทานข้าวกับอเล็กซ์ฝ่ายนั้นจะเน้นหนักไปทางอาหารฝรั่งเสียมากกว่า น้อยครั้งมากที่จะยอมตามใจให้เขาได้เป็นฝ่ายเลือก

“อันที่จริงผมก็ถนัดอาหารไทยเหมือนกัน” พีทพูดอย่างเกรงใจเพราะไม่อยากทำตัวมากเรื่องให้อีกฝ่ายต้องปวดหัว แต่พอรู้ว่าฮานะเองก็ชอบอะไรที่เหมือนกันเขาจึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

“ดีเลย ถ้าอย่างนั้น มื้อนี้เราจะกินอาหารไทยก็แล้วกัน” ฮานะตัดสินใจก่อนจะออกเดินนำเข้าไปที่ร้านอาหารด้วยความหิวโหย

กับข้าวสี่ห้าอย่างที่สั่งมาถูกจัดการลงท้องของทั้งคู่จนเกลี้ยงแทบไม่เหลือร่องรอย

“น้ำพริกอ่องอร่อยดี” เจ้าตัวเขี่ยซากมะเขือเทศไปมาอย่างติดอกติดใจในตัวน้ำพริกของทางเหนือ...เมนูนี้พีทเป็นคนสั่ง

“เอาไว้ผมจะทำให้ทาน” เด็กหนุ่มยิ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าที่ดูดีขึ้นเพราะได้ทานข้าวไปสองจานเต็มๆ

“เธอทำเป็นเหรอ” ฮานะถามอย่างตื่นเต้น...สารภาพเลยว่าอายุปาเข้าไปเลขสามแล้วเขายังทอดไข่เจียวไหม้อยู่เลย

“ก็พอได้ครับ” เขารินน้ำที่เหลืออยู่ก้นขวดลงในแก้วของอีกฝ่าย “พอดีแม่ผมเปิดร้านข้าวแกงอยู่ที่ลำปาง เลยพลอยได้ความรู้ติดตัวมานิดหน่อย”

“เธอเป็นคนเหนือเหรอเนี่ย” ฮานะรู้สึกว่าวันนี้ตัวเองเป็นเจ้าหนูจำไมอย่างถึงที่สุด เพราะถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเหมือนอย่างที่ได้เห็นตอนแรกพบ แต่พอมองทะลุเปลือกนอกเข้าไปพีทเป็นเด็กที่มีวิถีชีวิตและระบบความคิดแสนจะเรียบง่ายจนเขาเองยังสงสัยว่าทำไมเจ้าตัวถึงยอมเข้ามาทำงานในวงการบันเทิงได้

“ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ “ผมเกิดและโตที่นั่น”

เพราะในร้านอาหารนั้นไม่ค่อยจะวุ่นวายฮานะเลยถือโอกาสนี้นั่งซักถามเรื่องทั่วไปที่ตนเองอยากจะรู้ไปพลางๆโดยที่ฝ่ายนั้นก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

พีทเป็นอัลฟ่าเชื้อชาติผสมระหว่างคุณแม่ที่เป็นคนไทยและคุณพ่อคนบราซิล เจ้าตัวบอกว่าตนเองนั้นอยู่กับแม่และยายเพียงสามคนที่จังหวัดลำปาง บ้านของพีทเปิดร้านขายข้าวแกงโดยมีคุณแม่เป็นเสาหลักคอยส่งเสียให้เรียน เรียกได้ว่าที่บ้านมีฐานะปานกลางแต่ไม่ถึงขั้นมีอันจะกินจนเหลือใช้ เจ้าตัวเลยต้องเริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวอีกแรง เด็กหนุ่มเกือบจะไม่ได้เรียนต่อในชั้นอุดมศึกษาเพราะที่บ้านไม่มีเงินส่งเสีย แต่โชคดีที่สามารถสอบชิงทุนได้เป็นอันดับหนึ่งเลยทำให้ไม่ต้องดับความฝันตัวเองลงไป

พีทเพิ่งเรียนจบดุริยางคศิลป์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและตั้งใจเอาไว้ว่าจะกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดเมื่อสามารถเก็บเงินได้มากพอที่จะสามารถเลี้ยงดูแม่กับยายได้

“เธออยากเป็นนักดนตรี?” ฮานะอึ้งไม่น้อยเมื่อได้รู้ว่าความฝันของอีกฝ่ายนั้นช่างเรียบง่าย ไม่ได้หวือหวา

“ครับ”

“แล้วทำไมจู่ๆถึงมาเป็นนายแบบละ” น้ำในแก้วถูกจิบไปจนพร่องเมื่อรู้สึกคอแห้ง...ตลอดเวลาเกือบชั่วโมงมีเพียงเขาที่รัวคำถามใส่ แต่พีทก็ไม่มีท่าทีว่าจะรำคาญเลยสักนิด กลับเต็มใจตอบคำถามทั้งหมดด้วยความยินดี

“บางทีเราก็ต้องเลือกความจำเป็นมากกว่าความฝันน่ะครับ”

เพราะจู่ๆอาการป่วยของยายก็ทรุดลงจึงทำให้แม่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินมาเป็นค่ารักษา ซ้ำงานพิเศษที่ทำอยู่ก็ไม่เพียงพอ พีทจึงตัดสินใจรับงานถ่ายแบบตามอีเว้นท์เล็กๆที่คนรู้จักแนะนำมา และหลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็ถูกคนของคุณแกเรนมาทาบทามในระหว่างที่กำลังรับงานเดินแบบแสดงสินค้ายี่ห้อหนึ่ง ด้วยความที่มองเห็นว่าเส้นทางนี้จะสามารถทำให้เขาหาเงินได้ง่ายขึ้นจึงตกปากรับคำโดยทันทีโดยไม่ต้องนึกไตร่ตรองให้มากความ

“อ้อ” ฮานะขานรับและไม่คิดจะซักลงลึกไปมากกว่านี้เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย “เอาเป็นว่าหลังจากนี้ฉันจะคอยช่วยแนะนำให้ก็แล้วกัน ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรก็ปรึกษาได้ตลอดเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณครับ”

 

“เธอพักอยู่ที่ไหน”

มินิคูเปอร์สีขาวชะลอตัวชิดเลนส์ซ้ายเพื่อดูหมายเลขซอยตรงป้ายด้านหน้า อพาร์ทเมนต์ที่พีทอาศัยอยู่นั้นเกือบจะออกนอกชานเมือง เรียกได้ว่าอยู่คนละทางกับคอนโดของเขาโดยสิ้นเชิง ส่วนเรื่องเวลาการเดินทางไปบริษัทนั้นไม่ต้องพูดถึง เผื่อเวลาสักชั่วโมงครึ่งยังไม่รู้เลยว่าจะถึงทันเวลาไหม

ฮานะหันมามองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับด้วยความเห็นใจเล็กน้อยเพราะตอนนี้เบาะรถนั้นถูกถอยไปจนสุดเพื่อให้สามรถนั่งได้อย่างสบายโดยไม่ติดช่วงขา...ตอนที่พีทนั่งหลังตรงบริเวณศีรษะเกือบจะแตะกับเพดานรถเสียด้วยซ้ำไป

“อยู่ซอยข้างหน้าครับ” เขาชี้บอก “คุณจอดหน้าปากซอยก็พอ เดี๋ยวผมเดินเข้าไปเองทางมันแคบ”

ฮานะมองตามไปก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อกี้ยังเห็นรถกระบะขับสวนออกมาอยู่เลย

“รถฉันคันเล็ก แค่นี้สบายมาก”

โดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้เปิดปากปฏิเสธฮานะก็ขับรถเข้าไปในซอยก่อนจะหยุดจอดที่หน้าตึกอพาร์ทเมนต์กลางเก่ากลางใหม่บริเวณท้ายซอย ตึกหกชั้นมีสภาพทรุดโทรมบ่งบอกว่าได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายสิบปี สีภายนอกนั้นซีดจางจนเกิดรอยกระดำกระด่างให้เห็นเป็นบางจุด บริเวณสวนด้านข้างก็มีหญ้าขึ้นรกครึ้มราวกับว่าไม่มีใครสนใจดูแลตัดแต่งมัน ชั้นล่างเป็นที่จอดรถจักรยานยนต์และร้านขายของชำเล็กๆ มีตู้ซักผ้า ตู้กดน้ำสภาพพอทนใช้สำหรับบริการ

ฮานะมองสภาพการเป็นอยู่ของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย...เขาคิดมาตลอดว่าพวกชนชั้นอัลฟ่าจะต้องมีฐานะและชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีเพราะเป็นกลุ่มคนชั้นสูงในสังคม

...แต่กับพีทนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง

“ขอบคุณที่มาส่งครับ” เขายกมือขึ้นไหว้ตามมารยาท

แต่ยังไม่ทันที่จะได้เปิดประตูออกไปกลับถูกรั้งเอาไว้ เด็กหนุ่มก้มลงมองมือเล็กที่จับอยู่บนต้นแขนก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย “พรุ่งนี้เช้าฉันจะมารับ”

“รบกวนคุณเปล่าๆ ผมไปเองดีกว่า” พีทปฏิเสธ แค่นี้เขาก็รู้สึกเกรงใจมากแล้ว

“ไม่รบกวนหรอกน่า” ฮานะปล่อยมือก่อนจะหันไปจับพวงมาลัยตามเดิม “ไม่อย่างนั้นฉันโดนคุณแกเรนบ่นหูชาแน่ที่ปล่อยให้เด็กในความดูแลต้องเดินทางลำบาก” ไหนๆก็ไหนๆแล้วเอาเจ้านายมาอ้างสักหน่อยจะเป็นไรไป

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณ” เด็กหนุ่มยิ้มก่อนจะก้าวลงจากรถ “เดินทางปลอดภัยนะครับ” ช่วงตัวสูงใหญ่ยืนค้ำตรงขอบประตูพร้อมก้มหน้าลงมาในระดับที่สามารถมองเห็นกันได้ บานประตูรถถูกปิดอย่างเบามือก่อนแผ่นหลังกว้างจะเดินกลับเข้าไปในตัวตึก

รถมินิสีขาวค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปจากบริเวณหน้าอพาร์ทเมนต์โดยที่มีสายตาคู่หนึ่งมองตามลงมาจากบริเวณโถงบันไดชั้นสองไปจนสุดสายตา...

_________________________________

 

 

ฝากเป็นกำลังใจให้ฮานะกับเจ้าพีทด้วยนะคะ

ในTwitter แวะเวียนมาพูดคุยกันได้ที่ #ดอกไม้ของพีท น้า

╰(✿´⌣`✿)╯♡

ความคิดเห็น