บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บุพพนิมิต - สัญญาณที่สื่อถึงเจ้านาง

ชื่อตอน : บุพพนิมิต - สัญญาณที่สื่อถึงเจ้านาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 20

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2562 17:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บุพพนิมิต - สัญญาณที่สื่อถึงเจ้านาง
แบบอักษร

บุพพนิมิต-สัญญาณที่สื่อถึงเจ้านาง 

 

ฟ้ามืดมิดมีเพียงสายลมเบา ๆ ที่พัดกลีบดอกคูนร่วงโปรยลงมาไม่ขาดสาย ชายผู้หนึ่งใช้มือขุดดินใต้ต้นไม้แห่งนั้นจนเลือดซึมที่เล็บและฝ่ามือกำลังนำของต่าง ๆ บนแท่นหินแห่งนั้นวางลงไปที่ก้นหลุมแล้วค่อย ๆ กลบดินลงไปอัดให้ดินแน่นด้วยฝ่ามือที่เปื้อนเลือด รดด้วยน้ำตาที่ร่วงหล่น ฉันเผลอคิดไม่ได้ว่าของสูงค่าเหล่านี้จะเติบโตขึ้นเป็นต้นอะไร แต่ที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือในภพปัจจุบันของฉัน สถานที่บริเวณนี้ขุดพบซากโบราณวัตุเป็นจำนวนมาก ทั้งของมีค่า หลักฐานการก่อสร้างเมือง ฐานรากของสิ่งก่อสร้างที่คาดเดากันว่าเป็นวิหารบ้าง สถูปเจดีย์บ้าง พระพุทธรูป เศียรพระ เครื่องประดับ โครงกระดูก และพระเครื่องที่เลื่องลือเป็นที่ต้องการของเซียนพระและมีราคาที่สูง เรียกได้ว่าโบราณวัตุและศิลปะวัตถุ อันแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน ให้บรรดาคนรุ่นหลัง ๆ ต้องศึกษาและใช้อ้างอิงทางประวัติศาสตร์ และเป็นงานวิจัยหรือหนังสืออีกหลายเล่ม

ภายในมหาวิหารที่ถูกจุดให้มีแสงสว่างจากเทียนเล่มเล็ก ๆ แต่กลับมีเงาทาบทับที่ผนังแต่ละด้านขนาดใหญ่ สั่นไหว ดูน่ากลัว และสำหรับฉันมันค่อนข้างจะดูหลอน ๆ ปนอยู่ด้วยที่เบื้องหน้าองค์พระประธาน เจ้านางศศิพินทุเทวีนั่งพับเพียบมองไปยังองค์พระประธานนั้นเพียงผู้เดียว ในวันนี้เจ้านางไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาในมหาวิหาร ฉันรู้สึกประหลาดใจมากที่สัมผัสคลื่นความนิ่งจากดวงจิตของพระนางที่แผ่ออกมา แต่ที่ดวงตากลับมีน้ำรินไหลออกมาทั้งสองข้าง

เมื่อพระอาทิตย์เริ่มพ้นขอบฟ้าขึ้นมา เจ้านางศศิพินทุเทวีก็เสด็จออกจากมหาวิหารเพื่อมายังพระราชวัง เตรียมตัวสำหรับเข้าร่วมรับฟังข้อราชการในท้องพระโรง เมื่อก้าวพ้นออกจากมหาวิหาร ฉันสังเกตเห็นว่าพระนางชำเลืองสายตามองไปยังแท่นหินใต้ต้นคูนต้นนั้น แต่ไม่หันหน้าไปมองอย่างเต็มตา ไม่เช่นนั้นพระนางจะได้เห็นดินที่นูนขึ้นมาจากพื้น มีหยดเลือดทั้งที่กองดินนั้นและบนแท่นหินสีขาวแห่งนั้นตัดกันอย่างชัดเจน

ข้อราชการมีเรื่องที่น่าสนใจเพียงว่าเรือจากพ่อค้าโพ้นทะเลเข้ามาค้าขายในช่วงนี้น้อยลง เช่นเดียวกับสำเภาที่เราแต่งไปยังดินแดนชมพูทวีปและแถบกวางตุ้งก็ไม่กลับมาทั้งที่ผ่านไปหลายเดือนแล้ว วันนี้เจ้านางจึงคิดที่จะออกไปยังตลาดเพื่อฟังชาวโพ้นทะเลพูดคุยกัน

เบื้องล่างที่เหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายนั่งอยู่ แท่นที่วางอยู่ข้างอำมาตยนายกอันเคยเป็นที่นั่งของมหามนตรีท่านหนึ่ง บัดนี้กลับว่างไป และมีรายงานว่าเขาได้รับรายงานเรื่องของชุมชนติดเขตชายแดนฝั่งเหนือถูกน้ำหลากจนบ้านเรือนเสียหายต้องรีบออกไปช่วยเหลือและขนย้ายราษฎรเป็นการเร่งด่วน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายวันในการแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพปกติ เพราะระบบการชลประทานที่ดีของเมืองนี้ไม่เคยทำให้เกิดเรื่องของน้ำหลากท่วมชุมชนมาก่อน หรือแม้แต่น้ำแห้งจนต้องเดือดร้อนในฤดูแล้ง

ข่าวคราวจากขุนหลวงลาภยตก็มีรายงานเข้ามาว่าชุมชนทางใต้ช่วงนี้คลื่นลมมรสุมแรง เกิดพายุบ่อยครั้ง พัดพาบ้านเรือนราษฎรหายไปกับลมหลายหลัง พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเหล่าข้าราชบริพารทั้งปวงแม้กระทั่งอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย และตัวเจ้านางเองแทบไม่มีเวลาสำหรับความรู้สึกส่วนตัวที่ตกค้างอยู่ในใจ ต่างต้องเร่งรีบแก้ไขเหตุการณ์บ้านเมืองให้เป็นปกติ บำบัดทุกข์ให้ชาวบ้านโดยเร็วที่สุด

ระหว่างนี้พระนางก็ยังทรงเข้าไปปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ   ในช่วงวันหนึ่งที่ว่างจากการเข้าเฝ้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระนางทรงเห็นถาดดอกบัวที่ได้มาจากบ้านคลองหลวงเหลืออยู่มากมาย เนื่องจากพระนางไม่มีเวลาที่จะพับบัวบูชาได้มากนักหลังออกจากสมาธิในช่วงเย็น พระนางระลึกถึงอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย นานหลายเดือนแล้วที่ไม่ทรงได้พบหน้ากันชัด ๆ มีแต่พบเห็นกันในท้องพระโรงซึ่งนับจากวันที่จบเรื่องใต้ต้นคูน เขาก็ไม่เคยขึ้นมานั่งบนแท่นเสมอท่านอำมาตยนายกอีกเลย พระนางทรงให้เหล่านางกำนัลกลับออกไปจากมหาวิหารจนหมด และนำดอกบัวใส่แจกันดินเผาใบใหญ่ไปยังริมลำธารในสวนหลังมหาวิหาร 

ทรงนั่งพับดอกบัวอย่างสงบบนพื้นดินข้างลำธารแต่เพียงผู้เดียวท่ามกลางสวนที่กว้างใหญ่และภูเขาหินมหึมาอีกฟากหนึ่งของลำธาร ดอกบัวทุกดอกที่ตั้งใจพับอย่างปราณีตทรงวางลงบนพื้นน้ำด้วยตัวเอง มองดูมันไหลไปแล้วพับดอกใหม่ให้ไหลตาม 

อีกฟากหนึ่งของพระราชวัง ในส่วนที่นายเวร ขุนวัง เหล่าทหารใช้เป็นที่พัก มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ริมลำธาร เก็บดอกบัวที่ลอยน้ำมาร้อยด้วยเข็มที่เคยปักอยู่บนหน้าอกของเขาจนได้เป็นพวงมาลัยขนาดที่พอเหมาะก็ค่อย ๆ วางลงในลำธารอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั้งดอกบัวดอกสุดท้ายที่ไหลมาเมื่อพระจันทร์ขึ้นเกือบอยู่กลางท้องฟ้า 

สายฝนโปรยปราย สองชายหญิงที่อยู่ห่างกันคนละฟากของพระราชวัง ต่างนั่งอยู่ริมลำธาร ทำในสิ่งที่ตัวเองมีสมาธิดำดิ่งลงไป โดยไม่สนใจซึ่งสายฝนที่พรำลงมาจนเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่  

ฉันรู้สึกสงสารและเห็นใจความรักท่ามกลางกระแสกรรม ท่ามกลางการปลูกฝังของผู้ใหญ่จนขาดความเป็นธรรมชาติของความสัมพันธ์ตามที่มันควรจะเป็น ระเบียงพระราชวังด้านบน มีผู้หญิงที่ยังคงแต่งกายเต็มยศของมเหษีเทวียืนท่ามกลางสายฝนจนเปียกปอนไปทั้งองค์มองดูชายและหญิงที่อยู่กันคนละฟากของพระมหาราชวังผ่านม่านน้ำตาที่ปะปนไปกับสายฝนโดยลำพัง 

จากข้อราชการในท้องพระโรงเรื่องของการค้าขายทางโพ้นทะเลที่เงียบเหงาลงไปมาก ไม่มีทั้งเรือที่เข้ามาและเรือที่ออกไปไม่กลับมา ทำให้เจ้านางต้องเสด็จไปยังตลาดหน้าเมืองด้วยการปลอมพระองค์เป็นหญิงชาวบ้าน การปลอมพระองค์ไปในครั้งนี้ทำให้พระองค์ได้ข้อมูลเพื่อมาหารือราชการในท้องพระโรงด้วยประเด็นสำคัญหลายเรื่อง 

วันนี้ที่ท้องพระโรงในพระมหาราชวัง เจ้านางไม่ได้นั่งเบื้องหลังพระมเหษีเทวีอีกแล้ว แต่ทรงลงมานั่งยังพระแท่นที่ยกสูงตรงกลางของพระราชบัลลังก์โดยมีพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถอยู่เบื้องบน 

“เมื่อวานข้าไปหาข่าวจากชาวเมืองโพ้นทะเล พ่อค้าที่มาจากเมืองกวางตุ้งและเมืองแขก รวมถึงชาวโปรตุเกสที่เข้ามาได้ความว่า ตอนนี้คลื่นลมในทะเลแปรปรวนมาก ล่มเรือมาหลายสิบลำ คลื่นยักษ์สูงกว่าภูเขาจนเหล่าพ่อค้าและราชทูตไม่กล้าออกสู่ทะเล พ่อค้าที่มาจากอาณาจักรลุ่มแม่น้ำสินธุก็แจ้งว่าไม่มีใครพบเห็นเรือของอาณาจักรเรา ไม่ใช่เพียงแค่แคว้นเราแคว้นเดียวเท่านั้นที่ไปไม่ถึงเมืองของเขายังมีสำเภาของแคว้นอื่น ๆ ที่ไม่ปรากฎนานนับเดือนแล้วเช่นกัน 

ข้าต้องการกระบะที่ใช้เป็นแผนที่แสดงที่ตั้งเมืองสำคัญในแคว้นเรา มหาวิหารน้อยใหญ่ โบสถ์พราหมณ์ทั้งหลาย ภูเขาแม่น้ำ และทะเลมาให้ข้าในวันพรุ่งนี้ ชุมชนหมู่บ้านอาจจะปั้นเป็นก้อนกลม ๆ พอให้รู้ว่าเป็นบ้านเรือน ข้าอยากรู้เพียงแค่ชุมชนไหนเป็นที่ตั้งของบ้านเรือนที่หนาแน่นบ้าง ใครพอจะทำให้ข้าได้บ้าง”    

“กระหม่อมฉันขออาสาทำให้เจ้านางเองพะยะค่ะ” 

ตอนนี้ความห่างเหินและเย็นชาที่พระนางมีต่ออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ชัดเจนและมากขึ้น สรรพนามที่ใช้เป็นทางการ รวมทั้งการแสดงความเคารพตามพระราชประเพณีก็เป็นทางการมากขึ้น อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  ต้องถวายบังคมต่อเจ้านางแทนการคำนับด้วยการก้มศรีษะเฉย ๆ ดั่งเคยมีมาผู้หญิงนี่คงจะรักแรงเกลียดแรงมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์แล้วสินะ 

สิ้นเสียงของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย พระพักตร์ของเจ้านางตึงขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ข้อราชการในวันนี้จึงสรุปให้ทุกคนไปสังเกตเหตุผิดปกติจากธรรมชาติ แล้วนำมารายงานในท้องพระโรงแห่งนี้ในวันรุ่งขึ้น 

วันรุ่งขึ้นกระบะแผนที่ที่ทำจากดินเหนียว ที่ต้องใช้คนสี่คนแบกมานี้ ขนาดของมันกว้างเท่ากับโต๊ะทำงานใหญ่ ๆ โต๊ะหนึ่งเลย จึงต้องตั้งบนแท่นหินที่มีขนาดใหญ่ เสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่สามารถคุกเข่าที่พื้นมองเห็นกันได้ทุกด้าน แผนที่นี้แสดงให้เห็นถึงภูมิประเทศของเมืองด้านทิศตะวันออกที่เป็นแนวปราการ ไปจรดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีแนวคันดินยาวคดเคี้ยวมีภูเขาโอบล้อมรอบเมืองทางด้านหลังโค้งจากทิศตะวันตกไปจนทิศตะวันออกเฉียงเหนือชนกับแนวปราการทางด้านนั้นพอดี มีมหาวิหารสำคัญและพระมหาราชวังที่ปั้นแสดงที่ตั้ง มีบ้านขนาดเล็ก ๆ แสดงให้เห็นถึงชุมชนที่หนาแน่น แสดงให้เห็นถึงแม่น้ำและลำน้ำสายสำคัญของเมืองที่ไหลไปบรรจบกันที่ปากแม่น้ำลาดลงไปยังชายฝั่งทะเล ในทิศที่เฉียงไปจากทางด้านซ้ายของพระมหาราชวัง 

แผนที่ให้ความละเอียดพอที่บุคคลสำคัญของเมืองจะมองเห็นภาพมุมบนของเมืองได้อย่างดี เจ้านางรู้ดีว่าแผนที่นี้ต้องออกมาดีเช่นนี้ตั้งแต่บุคคลที่รับปากอาสาทำอยู่แล้ว บ้านดินเหนียวหลังเล็ก ๆ นี้ พี่ชายคนหนึ่งเคยพยายามสอนน้องสาวให้ปั้นเพื่อเอามาตั้งเป็นเมืองเล่นกันในสวนหลังพระมหาราชวัง แต่ผู้เป็นน้องปั้นออกมาได้โย้เย้ มองไม่ออกว่าเป็นบ้าน พอของตัวเองออกมาไม่สวยก็ไม่พอใจ ยิ่งโดนพี่ชายพยายามสอนจนน้องเหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่าย ก็ทรงเอาดินเหนียวนั้นป้ายหน้าพี่ชาย จนต้องถูกวิ่งไล่ตี เสียงหัวเราะสดใสของเด็กชายและเด็กหญิงคู่นั้นยังก้องอยู่ในจิตใจของเจ้านาง แต่ก็ต้องตัดใจเอาพระทัยใส่ต่อถ้อยคำและการชี้ให้เห็นถึงจุดสำคัญต่าง ๆ ตามแผนที่ที่มีลักษณะเปลี่ยนไป ตามที่เหล่าอำมาตย์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงและต้องแก้ไขจุดใดในแผนที่ดินเหนียวแห่งนี้ 

“แผนที่นี้ให้ความละเอียดดีมากข้าขอขอบใจอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ที่ตั้งใจทำจนสำเร็จ และขอเจ้าเหน็ดเหนื่อยอีกครั้งเพื่อแก้ไขให้ตรงตามที่เหล่าอำมาตย์แจ้งมา” พระสุรเสียงของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ดังขึ้นจากเบื้องหลังของเจ้านางศศิพินทุเทวี 

“ลูกขอพระราชทัยอภัยเพคะเสด็จพ่อ ลูกไม่อยากให้แก้แผนที่นี้แต่อยากให้ทำขึ้นใหม่อีกอันหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนตามคำบอกเล่าของเหล่าขุนนางในวันนี้ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นในส่วนที่เปลี่ยนไป และข้าต้องการให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย หาคนที่มีฝีมือเทียบเคียงท่านเพื่อเพิ่มกระบะที่แสดงอาณาเขตต่อจากกระบะแผนที่นี้ออกไปอีกทุก ๆ ด้านจนสุดขอบของดินแดนแห่งแคว้น ข้าให้เวลาสามวัน เจ้าจะสามารถทำได้ดังที่ข้าต้องการหรือไม่” 

“ข้าจะทำอย่างสุดความสามารถพระยะค่ะเจ้านาง” 

ฉันได้ยินเสียงในใจของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ชัดเจนว่า ไม่ว่าน้องหญิงต้องการอะไรพี่คนนี้จะทำให้ทุกอย่างแม้ต้องแลกด้วยชีวิต 

“ถ้าเช่นนั้นในวันพรุ่งนี้ขอให้มีการรายงานเรื่องส่วยสาอากรที่มาจากหัวเมืองทั้งหมดในแคว้นให้ข้าฟังด้วย” 

เจ้านางศศิพินทุเทวีแทบจะเป็นผู้นำในการว่าราชการทั้งหมดในท้องพระโรงแห่งนี้นับตั้งแต่เช้าวันที่ก้าวออกจากมหาวิหารในวันที่ดอกคูนร่วงหล่นจากต้นจนเต็มพื้นดินข้างพระมหาวิหารในวันนั้น พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทำหน้าที่เพียงตัดสินพระทัยในข้อหารือต่าง ๆ และรับสั่งเป็นพระราชโองการให้เหล่าขุนนางอำมาตย์ทำตามที่พระธิดาเสนอเท่านั้น  

เหล่าเสนาอำมาตย์ที่รู้เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของเจ้านางและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ต่างพากันคิดว่าเจ้านางเตรียมพระองค์เพื่อขึ้นปกครองแคว้นแห่งนี้แทนพระราชบิดาในวันข้างหน้าเช่นเดียวกับแคว้นทางเหนือที่มีเจ้าผู้ครองแคว้นเป็นผู้หญิง 

แต่สิ่งที่ฉันรับรู้จากภายในหัวใจและความคิดของเจ้านางก็คือ การทำงานหนักจะทำให้ทรงมีเวลาสำหรับความเหงา ความโศกเศร้า ความแค้นทั้งปวงที่สับสนในตัวของนางลดลงเพราะต้องเอาใจใส่ต่องานมากขึ้น เอาความคิดและเวลาที่มีใช้ให้หมดไปกับงาน ช่วงเวลาเดียวที่จะทรงผ่อนคลายได้ คือการนั่งพับดอกบัวริมลำธารแล้วลอยไปตามกระแสน้ำ  

ที่ริมลำธารอีกฟากหนึ่งของพระราชวัง ก็ยังคงมีชายผู้หนึ่งที่พักผ่อนจากภาระหน้าที่อันหนักหน่วงบรรเทาความตึงเครียดด้วยการนั่งริมลำธารด้วยเวลาสั้น ๆ แล้วเลือกเก็บดอกบัวแบบที่ตัวเองต้องการเพียงสามหรือสี่ดอกก่อนลุกไปจากที่นั้นเข้าไปในค่ายทหาร ซึ่งบัดนี้แทบจะเป็นที่พักของเขา นับจากวันที่เขากลบดินใต้ต้นคูนด้วยเลือดและน้ำตา เขาแทบไม่เคยกลับไปที่เรือนของเขาอีกเลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของผู้ที่ทำหน้าที่แม่เรือนแห่งนี้อีกเช่นกัน 

              ช่วงก่อนที่จะครบกำหนดสามวันที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยจะต้องนำกระบะแผนที่ทั้งหมดของแคว้นมาวางรวมกัน เจ้านางทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยปลอมตัวเป็นหญิงชาวบ้านเดินทางไปเกือบทุกเมืองในเขตใกล้เมืองหลวง โดยมีเพียงนางกำนัล นายเวร ทหารเพียงอย่างละหนึ่งคน เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ในแต่ละวันที่พระนางเสด็จไปในแต่ละชุมชน ทุกเช้าจะมีคนจากชุมชนแต่ละแห่งที่เสด็จไปนั้น ทั้งหญิงทั้งชายสลับกันไป นำดอกบัวที่พับกลีบแต่ละแบบตามที่พระองค์ทรงพับอยู่เสมอ ๆ  แล้วร้อยรัดก้านชิดขอบดอกบัวด้วยพวงมาลัยดอกพุดที่รัดจนแน่นกำดอกบัวเข้าหากัน พระนางทรวงพระสรวลทุกครั้งที่ได้รับ สายพระเนตรที่สดใส รอยยิ้มที่สว่างเหมือนกลีบดอกไม้คลี่ออกจากกัน ทำให้ผู้คนรอบข้างพลอยสดใสไปกับพระองค์ด้วย ในครั้งแรก ๆ นางกำนัลของพระนางจะเป็นผู้รับด้วยท่าทีที่ไม่พอใจเพราะเข้าใจว่าชาวบ้านที่เป็นผู้ชายหมายจะเกี้ยวเจ้านางที่ปลอมตัวเป็นหญิงชาวบ้าน แต่เมื่อวันอื่น ๆ ที่เสด็จก็จะมีดอกบัวที่พับด้วยกลีบแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน หากแต่โย้เย้และรู้ว่าฝีมือผู้พับนั้นไม่ได้มีความชำนาญเลย เช่นเดียวกับมาลัยดอกพุดที่ร้อยแบบไม่ปราณีตนักดอกห่างบ้างใกล้จะหลุดจากด้ายร้อยบ้าง จนพระนางและผู้ติดตามคาดการณ์ว่าต้องมาจากบุคคลคนเดียวกันที่หมายปองแม่หญิงผู้นี้แล้วเฝ้าติดตามทุกวัน พระนางจึงส่งนายเวรให้แอบสืบเรื่องนี้

เรื่องสืบไม่ยากนักเพราะนายเวรคนนี้พักอยู่ในค่ายทหาร เขาเห็นอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เฝ้าเก็บดอกบัวที่ลอยตามน้ำมาทุกค่ำ แล้วสั่งให้นายเวรคนสนิทสั่งซื้อดอกบัวเพิ่มมาเผื่อเขาด้วย ดอกบัวที่เขาพับนั้นเสียมากกว่าดี ดอกที่พับเสียจนกลีบดอกแทบไม่เหลือ หรือดอกที่พับแล้วสวยน้อยกว่าดอกอื่น ๆ เขาก็จะนำไปขอขมาพระแม่คงคาริมสายน้ำก่อนที่จะวางดอกบัวนั้นลงไป จากค่ายทหารจุดนี้จึงมีสายธารดอกบัวเพิ่มเป็นสองสายไหลละเลื่อยตามกันไป 

หากแต่นายเวรผู้รับรู้ชะตากรรมของผู้บังคับบัญชาของตนมิได้นำความจริงนี้มาบอก บอกเพียงแต่ว่ามีชายหนุ่มในหมู่บ้านแอบฝากดอกไม้นี้ให้คนนำมามอบให้ เพราะแอบมองแม่หญิงที่ออกมาเดินชมตลาดในช่วงหลายวันมานี้ด้วยความพึงพอใจ 

เจ้านางเองไม่มีเวลาที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เพราะต้องพยายามหาทางคุยกับพ่อค้าโพ้นทะเล ทำทีซื้อสินค้าแล้วสอบถามข้อมูล สินค้าที่ได้นั้นมีทั้งของที่ทรงพอพระทัยมากจนนำเข้าไปเก็บในพระมหาวิหารของพระองค์และต้องมอบให้เหล่านางกำนัลที่คอยรับใช้ เพราะมีเพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน

ข่าวคราวที่พระนางได้รับจากพ่อค้าแคว้นอื่น ๆ ของอาณาจักรเช่นจากชุมชนบึงช้างเขียว ซึ่งอยู่ทางด้านเหนือของอาณาจักรแถบลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง เมืองฟ้าแดดสงยางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเกือบถึงแคว้นอิศานปุระ ว่าในเมืองของตนนั้นเกิดการเขย่าของแผ่นดิน ซึ่งมาจากฤดูกาลที่พญานาคกลับตัวใต้ผืนดินที่ลึกลงไป จึงมีการจัดเตรียมพิธีการบูชาขอขมากันขึ้น

พ่อค้าจากโพ้นทะเลที่เจอคลื่นสูงขนาดยักษ์มหึมาบดบังท้องฟ้าจนพัดลำเรือไปชนกับภูเขาหรือแตกล่มลงสู้ก้นสมุทร คนที่รอดมาได้ส่วนใหญ่จะสามารถเกาะแผ่นกระดานหรือเกาะเรือเล็กที่ใช้สำหรับล่องเข้ามายังปากแม่น้ำแล้วเดินเท้าหาแหล่งชุมชนเพื่อขอความช่วยเหลือโดยมีชีวิตอยู่เพื่อรอเรือจากดินแดนของตนเองมายังแผ่นดินที่ตนเฝ้ารอ ซึ่งต่างก็เชื่อกันว่าพญานาคใต้พื้นสมุทรทรงพิโรธ บางครั้งน้ำจากทะเลก็หมุนเป็นเกลียวขึ้นสู่ฟ้า หมุนเอาเรือของพวกเขาขึ้นไปแล้วโยนลงมา

เรื่องราวทั้งหมดนี้เจ้านางนำมาเป็นหัวข้าราชการในท้องพระโรงวันที่กระบะแผนที่รวมอาณาจักรแคว้นนมาวางลงเบื้องหน้าของพระองค์ อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ได้นำขอบที่กั้นกระบะออก เพื่อให้แนบเป็นดินต่อเนื่องกัน จึงเป็นกระบะขนาดใหญ่ที่ต้องวางบนแท่นขนาดใหญ่กว่าเดิมสามถึงสี่เท่า  พระนางพึงพอใจกับงานนี้มาก ถึงขนาดหันไปยิ้มเพื่อขอบคุณอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เป็นยิ้มแรกที่อำมาตย์มนตรีผู้นี้ได้รับหลังจากพ้นตำแหน่งเจ้าพี่ของเจ้านาง มันทำให้เขาหายเหนื่อยและอดอมยิ้มกับตัวเองขึ้นมาไม่ได้ หากเขาจะต้องอดหลับอดนอนเพื่อสร้างเมืองจำลองเช่นนี้อีกสัก 10 กระบะ เขาก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งหากจะทำให้พระนางทรงพอพระทัยและยิ้มกับเขาได้เช่นนี้

“จากกระบะเมื่อครั้งที่แล้วขอให้ทุกท่านมองไปที่ปากแม่น้ำก่อนออกทะเล เพราะเหตุใดครานี้สายน้ำที่มารวมกันแห่งนี้จึงแคบลง ขอท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไขข้อข้องใจให้แจ้งว่ามาจากการพลั้งเผลอในการปั้น หรือกะขนาดผิดไป”

“ข้าพเจ้าไม่ได้กะขนาดผิดหรือพลั้งเผลอในการประมาณพื้นที่บริเวณนั้นดอกพระเจ้าค่ะ แต่ข้าพเจ้าไปดูด้วยตนเอง พบว่าบริเวณปากแม่น้ำที่มีขนาดกว้างใหญ่ เรือสำเภาสามารถเข้ามาจอดรอสินค้าในบริเวณนั้นได้ ขยับถอยล่นออกไป และขนาดของปากแม่น้ำก็ลดลงจนเรือสำเภาไม่สามารถเข้ามาจอดได้”

“ท่านสมุตรมนตรี ท่านดูแลหัวเมืองแถบนี้ทำไมไม่รายงานเข้ามา” สุรเสียงนี้มาจากพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ที่อยู่เบื้องหลังเหนือพระเศียรของเจ้านางศศิพินทุเทวี

“ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องปกติของฤดูแล้ง ที่ปีนี้แล้วกว่าทุกปีพะยะค่ะ”

“ท่านอำมาตยนายกท่านจัดคนไปขุดลอกคันดินที่กั้นน้ำจากอ่างกักเก็บน้ำด้านทิศตะวันออกของแคว้นและสร้างทำนบดินเพื่อบังคับให้น้ำที่ไหลออกมานั้นเข้าสู่แม่น้ำแต่ละสาย” เจ้านางทรงสั่งการด้วยพระองค์เอง

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”

“ทำนบที่ท่านสร้างตรงบริเวณที่น้ำจะไหลออกจากอ่างกักเก็บน้ำนี้จะต้องแข็งแรงพอสำหรับน้ำที่ไหลท่วมท้นออกมาอย่างแรงและรวดเร็ว ก่อนที่จะถูกบังคับให้แยกไหลไปตามคันดินที่ท่านต้องก่อสร้างให้แข็งแรงเพิ่มขึ้นตรงขอบชายฝั่งของทั้งแม่น้ำ ลำคลองต่าง ๆ เพราะการไหลของน้ำอาจแรงจนทำลายคันดินได้” เจ้านางศศิพินทุเทวีกล่าวเสริมพระราชบิดา

“อีก 1 เดือนนับจากนี้ การณ์นี้ต้องเสร็จสิ้นแล้วมารายงานข้าทันที”

เป็นรับสั่งจากพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ที่ต้องร่วมว่าราชการในท้องพระโรงแห่งนี้ร่วมกับพระราชธิดาในช่วงหลายสัปดาห์มานี้

“ส่วยสาอากรที่เก็บได้ในช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างท่านอมาตยมนตรี ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย”

  เจ้านางรับสั่งถามโดยมิได้ละสายตาจากกระบะแผนที่อันเดิมและอันใหม่ และยังทรงใช้นิ้วไล่ไปตามจุดต่าง ๆ ของหัวเมือง

“น้อยลงกว่าเดิมเยอะพะยะค่ะ เนื่องจากเป็นหน้าแล้ง แต่ก็น้อยกว่าหน้าแล้งในปีอื่น ๆ เช่นกัน”

เป็นคำตอบของท่านอำมาตยมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้มากขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่เขาถอยตัวออกมาจากราชกิจอันเกินหน้าที่ของอำมาตย์มนตรี

“เสด็จพ่อเพคะ” เจ้านางหมุนพระวรกายไปด้านหลัง 

“ลูกจะขออนุญาติเดินทางไปยังแคว้นพระปฐมปุระ เพื่อเข้าเฝ้าเจ้าผู้ครองอาณาจักร และเพื่อนำราชบรรณาการไปถวายและท่องเที่ยวในเมืองนั้นสักเพลาหนึ่งได้มั้ยเพคะ”

อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เงยหน้าขึ้นมองพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์จึงสบพระเนตรตรงมาที่เขาพอดีเช่นกัน

“พ่อรู้ว่าลูกคงมิได้ไปท่องเที่ยวอย่างเดียวเป็นแน่ ลูกคงมีความตั้งใจอื่นเพื่อราชการงานแผ่นดินของเรา แต่หนทางไกลนักต้องผ่านเขตป่าและพื้นที่เปลี่ยว พ่อคงต้องให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไปกับเจ้าด้วย"

“ในแคว้นของเราคงไม่ได้มีแต่ผู้มีความรู้ความสามารถ ความเก่งกล้าในเชิงอาวุธอื่นชนิดต่าง ๆ เพียงแค่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยเพียงผู้เดียวกระมังเพคะท่านพ่อ ลูกขอเป็นอำมาตย์ท่านอื่น ตามที่พวกท่านในท้องพระโรงนี้เห็นว่าควรเป็นใครที่จะคุ้มกันข้าได้ก็จัดขบวนรอไว้เถิด” เจ้านางศศิพินทุเทวีดับแสงสุดท้ายที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยหวังเอาไว้เสียสิิ้น

“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอไปกับลูกด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ออกไปเที่ยวดูแคว้นอื่น ๆ มานานมากแล้ว” พระมเหษีเทวีนทีนาถ กล่าวสุรเสียงออกมาเป็นครั้งแรกในท้องพระโรงที่มีแต่เรื่องเคร่งเครียดมาหลายครั้งในช่วงนี้

“ท่านอำมาตยานายกและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย จัดตั้งขบวนครั้งนี้ให้รอบคอบที่สุดคุ้มกันภัยให้ดีที่สุดกับพระมเหษีเทวีและเจ้านางให้เร็วที่สุด”

ฉันรู้สึกว่าเจ้านางศศิพินทุเทวีทรงเคร่งเครียดและมีเรื่องในพระทัยที่ทรงคิดไตรตรอง แต่ฉันไม่รู้ว่าเรื่องนั้นคืออะไร อาจจะด้วยความเครียดและต้องการการผ่อนคลาย หลังจากเสด็จกลับจากพระราชวัง พระนางก็สั่งให้ทุกคนออกจากมหาวิหารให้หมด ทรงนั่งนิ่ง ๆ ดูแสงเทียนเบื้องหน้าที่จุดบูชาพระพุทธรูปปางนาคปรกองค์ใหญ่สีดำที่ดูกลมกลืนไปกับความมืดจนน่ากลัว พระนางนับดอกบัวที่นางกำนัลเตรียมใส่พานไว้ให้เพื่อให้ทรงใช้ตามความประสงค์ และเพิ่งสังเกตเห็นว่าพานดอกบัวที่เคยวางไว้ให้นับสิบพานนั้น เหลือเพียงครึ่งและขนาดของดอกบัวก็เล็กลง คงต้องเกิดอะไรขึ้นกับดอกบัวของพระนางที่ส่งมาจากชุมชนคลองบัวเป็นแน่

เช่นเดียวกันกับที่ฉันเองก็เพิ่งรู้สึกตัวเองว่าข้างกายฉันไม่มีคุณลุงอำมาตย์มานานเท่าไรแล้ว จำได้ว่าฉันอยู่ในอาการช๊อคมากที่รู้ว่าที่แท้แล้วคุณลุงอำมาตย์เป็นใคร เกี่ยวพันกับเรื่องนี้อย่างไร วันนั้นมีทั้งเสียงของแม่ชีบุญและแรงดูดอย่างรุนแรงนำฉันออกจากเรือนของขุนหลวงลาภวัตไปปรากฎตัวในมหาวิหารเคียงข้างเจ้านางศศิพินทุเทวี ที่นั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้าท่านมหาเถรสังฆราช และรับสั่งของพระองค์ที่เข้ามาในดวงจิตของฉันในวันนั้นว่า

“ก่อนที่กายละเอียดของเจ้าจะแตกสลายและดับไปในภพนี้ เจ้าจงนั่งสมาธิเบื้องหน้าข้าและฟังทุกคำจากข้า”

หลังออกจากสมาธิ ฉันก็ไม่เคยสังเกตอีกเลยว่าคุณลุงอำมาตย์อยู่ไหน หายไปเมื่อไร และช่วงเวลาหลังจากนั้นเขาไปอยู่ที่ไหนคืนนี้เจ้านางศศิพินทุเทวีทรงเข้าบรรทมที่ห้องเล็กแห่งหนึ่งในมหาวิหาร ห้องนี้เป็นอีกห้องหนึ่งที่ไม่มีใครเคยเข้ามาแม้แต่นางกำนัลที่ต้องทำความสะอาด คงมีแต่ฉันมั้งที่ได้รับสิทธิ์นั้น เดี๋ยวนี้

ห้องของเจ้านางผู้สูงศักดิ์ พระธิดาของผู้ครองแคว้นที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง มีเพียงเสื่อผืนหนึ่งและหมอนขิดใบหนึ่งวางไว้ ด้านข้างของเสื่อกลางห้องนั้นมีคณโฑใส่น้ำและจอกดินเผาที่ไม่ได้มีการเคลือบเงาใด ๆ นอกจากลวดลายคล้ายสายน้ำสามเส้นเท่านั้น

                เพราะความที่สวดมนต์และทำสมาธิก่อนเข้านอนทุกวัน น้อยครั้งนักที่พระนางจะทรงพระสุบิน ยิ่งเป็นพระสุบินในทางร้ายแล้วแทบจะน้อยมาก

แต่คืนนี้ฉันเห็นร่างพระนางที่นอนอยู่เกร็งเครียด เหยียดตรง นิ้วที่ปลายเท้าหงิกติดกัน สองแขนยกขึ้นป้องกันตัวเองจากบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะตกใส่ ฉันทำสมาธิเพื่อสัมผัสพระนาง และสามารถเข้าถึงพระสุบินนิมิตนั้นอย่างชัดเจนเสมือนหนึ่งว่าฉันได้ผสานร่างเป็นร่างเดียวกับพระนาง ได้เห็นสิ่งที่อยู่ในพระสุบินนั้นชัดเจนเสมือนด้วยตาเนื้อ สัมผัสฝุ่นที่ฟุ้งกระจายจากการถล่มของภูผาหิน และโบสถ์วิหารแห่งนี้ความประหวั่นพรั่นพรึงทั้งหลายชัดเจน นี่ไม่ใช่ภาพที่เห็นจากตาเนื้อเท่านั้น แต่เหมือนสัมผัสด้วยกายเนื้ออีกด้วย

ในพระสุบินนั้น พสุธาสั่นไหวหลายครั้ง ก่อนที่จะสั่นไหวอย่างรุนแรงจนอาคารพระราชวัง มหาวิหารต่าง ๆ ถล่มลงมากองเป็นก้อนอิฐบื้องล่าง  องค์พระภายในมหาวิหารที่เขาเทียมสุวรรณ หักลงมาจากพระเศียรจนถึงไหล่ซ้ายล่วงหล่นลงมาเบื้องล่าง คงเหลือแต่เพียงช่วงไหล่ด้านขวาลงมาเท่านั้น มหาวิหารแห่งนี้ก็เช่นเดียวกันที่ถูกพื้นพสุธาเขย่าอย่างรุนแรงจนอิฐกำแพงรอบด้านล้วนพังทลายลงหมด พระนางทรงมองลอดช่องหินขึ้นไปเห็นแสงสว่าง มีมือ ๆ หนึ่งยื่นลงมา แล้วภาพก็ถูกตัดไปที่ชายฝั่งทะเลที่มีการถดถอยของน้ำออกจากชายฝั่งอย่างรวดเร็ว ไม่นานนนัก คลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ก็ถาโถมใส่เมืองของพระนาง คลื่นสูงเทียมความสูงของพระมหาเทียมสุวรรณ ไม่มีผู้คน ไม่มีสถานที่แห่งใดรอดพ้นจากคลื่นยักษ์นี้ ก่อนที่พระสุบินนิมิตจะเลือนหายหายพระนางพยายามเอื้อมมือไปยังมือที่อยู่ข้างบนนั้น เมื่อใกล้จะคว้าไว้ได้ มื้อนั้นกลับชักกลับขึ้นทันที พระนางสะดุ้งตื่นด้วยพระเสโทเปียกซึมไปทั่วร่าง ลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว กระชากให้ฉันหลุดออกมาจากร่างของพระนางเพื่อมายืนหอบเหนื่อยอยู่เบื้องหน้า

ฝันนี้ช่างน่ากลัว เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เหมือนได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของหินที่ทับร่างกาย ความอึดอัดหายใจไม่ได้ในท้องน้ำที่มืดมน ความหวังสุดท้ายที่พยายามพุ่งตัวขึ้นเพื่อไปให้ถึงมือนั้นด้วยกำลังเฮือกสุดท้ายที่มี แต่เมื่อกำลังจะคว้ามือนั้นไว้ได้แล้ว มือใหญ่ที่ยื่นลงมากลับชักกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เจ้านางคว้าไว้ไม่ทัน ความสิ้นหวัง หมดแรงที่จะต่อสู้กับกระแสน้ำ ความอึดอัดที่ถูกรัดด้วยน้ำรอบด้าน พระนางจึงปล่อยลำตัวไปตามกระแสน้ำนั้น เคว้งคว้าง ล่องลอย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น