khontualeklek

ถ้าชอบก็กด Like ให้กำลังใจ หรือ comment คุยกันได้นะคะ

ตอนที่ 11 สารภาพ

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 สารภาพ

คำค้น : ยูริ yuri เลสเบี้ยน นิยายวาย นิยายยูริ Blackpink Snsd

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 52

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2562 11:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 สารภาพ
แบบอักษร

    11 

 สารภาพ 

 

               คนถูกบอกรักดูอึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด แววตามีความแปลกใจปนตกใจหลังจากโดนฉันสารภาพรักไป

เกิดความเงียบปกคลุมอยู่รอบตัวเรา ฉันเริ่มไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าที่บอกชอบไปตรงๆแบบนั้น มันสมควรรึเปล่า

 

แตมเอ๊ย...ปากไวยิ่งกว่าไวไฟในร้านซะอีก คงไม่ใช่จังหวะที่ดีสักเท่าไหร่ เพราะพี่เขาพึ่งจะเลิกกับสามีเอง ไม่น่ารุกเร็วเกินไปเลย บ้าบอชะมัด ฉันตีปากตัวเองเป็นการทำโทษที่พลั้งปากออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด

จะให้ทำไงได้ในเมื่อความรู้สึกที่ฉันมีต่อพี่เขา...มันเกินจะยับยั้งได้

 “เอ่อ...คือ...ตะ...แตมหมายถึงชอบแบบ...พะ...พี่สาวอ่ะค่ะ” ฉันเฉไฉอย่างตะกุกตะกัก เกาหัวแกรกๆด้วยความประดักประเดิด

พี่สาวคนสวยเห็นท่าทีของฉันก็ผุดรอยยิ้มเอ็นดู เปล่งเสียงหัวเราะเฉพาะตัวอย่างที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้

“น่ารัก”

“คะ?” ฉันขานด้วยท่าทีเขินอายแล้วหลบตาอีกฝ่าย

“หลบตาทำไม มองตาพี่หน่อยสิคะ” เสียงหวานอ้อนออกคำสั่ง

ฉันทำตามคำขอสบตากับคนตรงหน้าอย่างเคอะเขิน นัยน์ตาสวยคู่นั้นมีประกายเย้ายวนชวนให้หัวใจหวิววาบ

“อืม...แบบพี่สาวงั้นเหรอ?” พี่ดรีมถามแล้วเว้นจังหวะพูดไปนิดหนึ่ง พลันจ้องมองมาอย่างมีนัยยะก่อนจะพูดต่อ “ชอบพี่แบบอื่นได้มั้ยคะ?”

ทั้งน้ำเสียง สีหน้า และแววตามีความยั่วยวนชวนให้ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ฉันรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า เกิดความรู้สึกวูบวาบในอก แต่ก็พยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้เขินจนดูเสียอาการจนเกินไป

 “อยากให้แตมชอบพี่ดรีมแบบไหนเหรอคะ?” ฉันถามหยั่งเชิงอีกฝ่าย

พี่ดรีมเขยิบมือเข้ามาใกล้ ใช้นิ้วเรียวสวยลากไล้ไปบนหลังมือของฉันอย่างยั่วยวน “แบบไหนดีน้า?”

สัมผัสนั้นทำฉันสะดุ้งโหยง รู้สึกสยิวหวิววาบไปทั่วท้องเมื่อถูกอีกฝ่ายยั่วใส่อย่างไม่คาดคิดมาก่อน ฉันรีบกระตุกมือกลับด้วยความเคอะเขินก่อนจะเฉไฉไปเรื่องอื่น “เอ่อ...คือ...แล้วต่อจากนี้พี่ดรีมจะทำยังไงต่ออ่ะคะ พอเลิกกับคุณปราการแล้วจะมีผลกระทบอะไรตามมารึเปล่า”

คนหน้าหวานเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยกแขนกอดอกพลางถอนหายใจ สีหน้าเปลี่ยนเป็นความกังวล “อาจจะมีถ้าพ่อแม่ของเราสองคนรู้เข้า แต่ให้ถึงเวลานั้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้เราก็เล่นละครเป็นสามีภรรยากันไปก่อน เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย แต่พี่คงจะย้ายออกมาจากบ้านเขา แล้วหาที่อยู่ใหม่ กะว่าจะออกมาอยู่คอนโดแถวๆนี้แหละจ้ะ เพราะว่าใกล้ออฟฟิศด้วย”

“สนใจคอนโดที่แตมอยู่ไหมคะ อยู่ใกล้ๆแถวนี้เอง จากที่พักไปออฟฟิศที่พี่ดรีมทำงานอยู่ก็ไม่ไกลมากด้วย”

พี่ดรีมพยักหน้ารัวๆด้วยสีหน้าสนอกสนใจ “สนสิ พาพี่ไปดูหน่อยได้มั้ยคะ”

“ได้สิคะ จะไปเลยมั้ย ตอนนี้แตมก็ไม่ได้ติดงานอะไรแล้ว”

ฉันรีบลุกขึ้นยืนด้วยความกระตือรือร้นราวกับเป็นเซลล์ขายคอนโดยังไงอย่างนั้น แล้วอาสาพาเจ้าตัวไปที่คอนโดทันที แค่คิดว่าพี่เขาจะมาอาศัยอยู่ที่เดียวกัน ใจฉันก็ฟูฟ่องด้วยความดีใจ มโนไปไกลว่าต่อไปจะได้สนิทสนมกับพี่ดรีมมากกว่านี้ ฉันเดินยิ้มอารมณ์ดีไปตลอดทางจนกระทั่งมาถึงคอนโด พอไปถามนิติคอนโดก็ได้คำตอบที่ทำให้ต้องผิดหวังเมื่อทุกห้องเต็มหมดไม่เหลือห้องว่างแม้แต่ห้องเดียว

“ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยวพี่ค่อยหาที่อื่นก็ได้” พี่ดรีมหันมาบอกกับฉัน “อืม...ไหนๆก็มาที่นี่แล้ว พี่ขอขึ้นไปดูห้องแตมหน่อยได้ไหมคะ อยากเห็นจังว่าห้องเราจะสะอาดเรียบร้อยแค่ไหน”

“คะ? ดูห้องแตมเหรอ” ฉันเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อยที่อยู่ดีๆพี่เขาก็ขอขึ้นไปดูห้อง

“รบกวนรึเปล่า ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะจ๊ะ”

ฉันโบกไม้โบกมือกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด “ไม่รบกวนเลยค่ะ ขึ้นไปดูได้เลย” จากนั้นก็ผายมืออย่างเชื้อเชิญ “เชิญเลยค่ะพี่ดรีมคนสวย เดี๋ยวแตมจะพาทัวร์ห้องเอง”

ฉันยักคิ้วแล้วส่งยิ้มให้ พี่สาวคนสวยมองหน้าฉันแล้วยิ้มเขิน สีหน้าฉายชัดว่าพอใจในคำพูดนั้น “หืม...พี่ดรีมคนสวยงั้นเหรอ ปากหวานจังเลยนะ”

 “พี่ดรีมคนสวย” ฉันพูดย้ำอีกครั้งแล้วสังเกตอาการคนตรงหน้า คนที่ถูกชมพยายามกลั้นเขิน เม้มปากแน่นเพื่อที่จะได้ไม่หลุดยิ้มออกมา แก้มขาวเนียนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ คำชมของฉันทำให้พี่ดรีมเสียอาการเข้าแล้ว

“ชมอยู่ได้ พาพี่ขึ้นไปได้แล้ว” คนเขินรีบเดินไปที่ลิฟต์ ฉันยิ้มและหัวเราะเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีเขินอายของอีกฝ่ายก่อนจะเดินตามพี่เขาไปติดๆเพื่อที่จะขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน

แขกผู้มาเยือนกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณห้องนั่งเล่น ภายในโซนนี้มีแค่โซฟาขนาดเล็กสีดำ โต๊ะกลางโซฟาที่มีเครื่องพ่นไอน้ำอโรม่าวางอยู่ ตรงมุมห้องมีชั้นวางหนังสือที่มีแต่การ์ตูนเล่มโปรดวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ ส่วนมุมโปรดที่ฉันมักขลุกตัวเองอยู่ตรงนี้ได้เป็นวันๆนั้นอยู่ข้างๆชั้นวางหนังสือ ตรงบริเวณนี้มีขาตั้งกระดานวาดรูปพร้อมอุปกรณ์สีน้ำครบชุด และเก้าอี้พับสีน้ำเงินหนึ่งตัวตั้งอยู่ ดวงตาสวยคู่นั้นกำลังจับจ้องภาพวาดสีน้ำที่ฉันระบายสีค้างเอาไว้อย่างสนอกสนใจ

 “แตมชอบวาดรูปเหรอเนี่ย” คนถามเดินไปมองภาพวาดใกล้ๆ ภาพที่ฉันระบายสีเกือบเสร็จแล้วเป็นฉากหนึ่งในหนังชายรักชายสุดโรแมนติกที่ฉันประทับใจมากจนต้องวาดภาพเก็บเอาไว้ พี่ดรีมมองภาพสีน้ำสลับกับมองมาที่ฉัน นัยน์ตาที่จับจ้องมาบ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจที่ฉันก็ไม่อาจเดาความคิดของพี่เขาได้ คนที่กำลังจ้องฉันยกยิ้มมุมปาก “จูบแรกของเอลิโอกับโอลิเวอร์ตรงทุ่งหญ้า ซีนนี้ทั้งน่ารักและก็โรแมนติก” พี่ดรีมพูดถึงฉากที่ฉันชอบก่อนจะเอ่ยถาม “ชอบซีนนี้เหรอจ๊ะ ถึงได้วาดภาพนี้ขึ้นมา”

           “ค่ะ ชอบมาก ตอนที่สองคนนั้นจูบกัน คือมันละมุนมากกก” สาววายอย่างฉันยิ้มฟินอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงฉากนั้น “นั่งดูเรื่องนี้อยู่ที่โซฟาตัวนี้” ฉันชี้นิ้วไปที่โซฟา “จำได้ว่ากริ๊ดลั่นห้องเลยค่ะ คือแบบฟินมาก”

           พี่สาวคนสวยหัวเราะเสียงหวานหลังจากได้ยินสิ่งที่ฉันเล่า “เห็นหน้าแตมก็รู้แล้วจ้ะว่าฟินมาก” ในระหว่างที่พูดก็ก้าวเท้าเข้ามายืนตรงหน้าฉัน “แต่พี่ชอบซีนที่เอลิโอจับตรงนั้นของโอลิเวอร์มากกว่า” พอพูดจบก็หัวเราะคิกคัก แล้วหรี่ตามองฉันอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนจะเอื้อมมือมาทำท่าจะจับที่เป้าของฉัน

           ฉันตกใจเล็กน้อยที่ได้ยินแบบนั้นแล้วรีบก้าวเท้าถอยหลังทันทีพลางปัดมือของอีกฝ่ายด้วยความตกใจ “พี่ดรี๊มมม” ฉันลากเสียงสูง “ทำไมเป็นคนทะลึ่งแบบนี้ล่ะคะ”

           คนทะลึ่งยักไหล่ “ทะลึ่งแปลว่าอะไร คำชมใช่มั้ย”

           ฉันกับพี่ดรีมหัวเราะคิกคักหยอกล้อกันอย่างไม่มีทีท่าเคอะเขินต่อกันเลย เหมือนว่าเราสองคนเริ่มจะสนิทสนมกันมากขึ้น บรรยากาศระหว่างเราในตอนนี้ช่างสดใสราวกับอากาศดีๆในยามเช้า ที่ทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นรื่นรมย์ใจสุดๆ

           “ชอบดูหนังชายรักชาย แล้วหนังหญิงรักหญิงล่ะ...” พี่ดรีมมองฉันอย่างอยากรู้ในคำตอบ “แตมชอบมั้ยจ๊ะ?”

ฉันรู้สึกได้ว่าคำถามนี้มีนัยยะ พี่เขาคงไม่ได้ถามถึงหนังหรอก ฉันคิดว่าพี่สาวคนสวยคงอยากรู้ให้แน่ชัดถึงรสนิยมของฉันแต่ก็คงไม่กล้าจะถามตรงๆ

“ชอบค่ะ แตมชอบผู้หญิง” ฉันสารภาพไปตามตรง แล้วมองปฏิกิริยาของคนถาม

เหมือนว่าคนถามจะรู้อยู่แล้วว่าฉันชอบผู้หญิง พี่ดรีมไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ได้แต่ยิ้มน้อยๆราวกับว่ารู้อยู่แล้วแต่แค่ต้องการคำตอบที่ชัดเจนเพื่อยืนยันสิ่งที่ตัวเองสงสัยก็เท่านั้น

พี่สาวคนสวยเดินไปนั่งบนโซฟา ตวัดขาขึ้นมาไขว่ห้าง แล้วยิงคำถามต่อ “แตมมีแฟนรึยังจ๊ะ”

“ยังค่ะ ถามทำไมเหรอคะ” ฉันถามอีกฝ่ายแล้วนั่งลงข้างๆ

คนข้างตัวเงียบไปอึดใจหนึ่ง ฉันเลยเอียงหน้าไปมองก็เห็นพี่ดรีมกำลังจ้องมา สายตาหวานเยิ้มนั้นทำให้ฉันใจสั่นหวิว

“เราต่างคนก็ต่างโสด...” คนพี่เกริ่นนำแล้วอยู่ดีๆก็เงียบไป เราทั้งคู่ต่างจ้องตากัน เพื่ออ่านความคิดของอีกฝ่าย แต่ฉันก็ไม่อาจรู้ได้ว่าพี่สาวคนนี้ต้องการจะบอกอะไรกันแน่

“แล้วไงคะ?” ฉันถามเพราะไม่แน่ใจจริงๆว่าพี่ดรีมต้องการจะสื่ออะไร พอคนข้างตัวเห็นใบหน้าซึนๆของฉันก็ทำหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย

“พี่คงต้องเป็นฝ่ายเข้าหายูสินะ” คนตรงหน้าเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้กับฉันอย่างคนกันเองมากขึ้น “ต่อไปนี้ไอ...” คนพูดชี้นิ้วเข้าหาตัวเองก่อนจะชี้นิ้วมาที่ฉัน “จะจีบยูแล้วนะ”

“คะ?” ฉันร้องเสียงหลงพลางกระพริบตาปริบๆด้วยความตกใจ “จะ จะ จะ จีบ”

อยู่ดีๆก็เกิดอาการติดอ่างขึ้นมาทันที หัวใจของฉันเต้นตึกๆตักๆ ในหัวตอนนี้เออเร่อและเบลอไปหมด คล้ายจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ  สติสัมปชัญญะปลิวหายวับไปเมื่อได้ยินพี่สาวคนสวยเอ่ยประโยคนั้น

“เฮ้...แตมๆๆ” อีกฝ่ายเขย่าตัวฉันพลางเรียกชื่ออยู่หลายรอบจนสติสตางค์เริ่มกลับมา ฉันเอ่ยตอบกลับไป “ขอโทษค่ะ มาแล้วค่ะ สติกลับมาแล้วค่ะ”

               ฉันพูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย...เฮ้อ..น่าอายชะมัด

 

           พี่ดรีมระเบิดเสียงหัวเราะหลังจากได้ยินคำพูดแปลกๆของฉัน ใบหน้าอันงดงามมีรอยยิ้มฉีกกว้างที่บ่งบอกว่ากำลังอารมณ์ดีและมีความสุข

           รอยยิ้มของพี่เขาทำให้ฉันยิ่งหลงรักหนักเข้าไปทุกที

           “เด็กน้อยของพี่ โซคิ้วท์” พี่ดรีมยีหัวฉันเบาๆอย่างเอ็นดู

 

           ตอนนี้ฉันเขินมากและไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงหรือต้องตอบออกไปว่าอะไร มันรู้สึกประดักประเดิดไปหมด วางตัววางหน้าไม่ถูก ฉันเอาแต่ก้มหน้างุดๆเพราะไม่กล้าสบตา บนสนทนาของเราขาดห้วงเกิดความเงียบขึ้นมาแทนที่ จนอีกฝ่ายต้องส่งเสียงออกมาเพื่อทำลายความเงียบนั้น

           “ยูพูดอะไรหน่อยสิ เงียบแบบนี้คือกำลังปฏิเสธไออยู่รึเปล่า”

           ฉันรู้สึกไม่คุ้นหูยังไงไม่รู้ที่พี่ดรีมใช้สรรพนามไอๆยูๆนี้กับฉัน แต่ก็รู้สึกดีเพราะคิดว่าคำที่เรียกใช้ทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น

           “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” ฉันรีบบอกอย่างรวดเร็ว “แตมแค่ตกใจนิดหน่อย” ระหว่างที่พูดก็ยังคงก้มหน้าเล็กน้อยพลางปัดผมหน้าม้าตัวเองอย่างเก้อเขิน

           “ทำไมล่ะ พี่พูดตรงไปเหรอ”

           ฉันเงยหน้าขึ้นมาแล้วสบตากับอีกฝ่าย “ตรงมากค่ะ แล้วก็...ไม่คิดว่าพี่ดรีมจะมาชอบแตม” ประโยคหลังฉันพูดอย่างขวยเขิน

           “ชอบสิคะ ชอบมากด้วย” คนหน้าหวานยิ้มละมุน “แล้วแตมล่ะสรุปว่าชอบพี่แบบไหนกันแน่”

           “คะ?” ฉันโพล่งขึ้นมาเพราะตกใจในคำถาม เล่นเอาตั้งหลักไม่ทันกันเลยทีเดียว ฉันกรอกตาไปมาด้วยความเลิ่กลั่ก “ก็...”

           “ก็...” พี่ดรีมทวนคำที่ฉันพูด สีหน้าดูลุ้นกับคำตอบ สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังนั้น ทำเอาฉันรู้สึกประหม่าเล็กน้อย

 

           ฉันเลียริมฝีปากที่แห้งผากก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ทำไมฉันถึงต้องตื่นเต้นขนาดนี้เนี่ย ตอนที่บอกชอบพี่เขาที่ร้านกาแฟ ไม่เห็นจะพูดยากเหมือนอย่างตอนนี้เลย

 

           “แตมชอบพี่ดรีมแบบคนรักอ่ะค่ะ” ฉันตอบกลับด้วยท่าทีเอียงอายแต่ไม่วายพูดตรงๆ “ชอบแบบ...อยากได้เป็นแฟน”

           ฉันรู้ว่าถ้าเราทั้งคู่ต่างมีใจให้กัน จะมีผลสะท้อนและอุปสรรคตามมาแน่ๆ แต่ ณ ตอนนี้ ฉันไม่อาจโกหกทั้งตัวเองและพี่ดรีมได้ สุดท้ายก็เลือกที่จะสารภาพความในใจออกไปตรงๆ

 

           แล้วก็มีคนเสียอาการอยู่หนึ่งอัตรา พี่ดรีมเขินจนหน้าแดง สีหน้าอ่อนระทวย เม้มปากแน่นเพื่อกลั้นยิ้มเอาไว้ แต่สุดท้ายก็เผลอยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุข

           “เด็กบ้า เขินไปหมดแล้วเนี่ย” คนเขินตีไหล่ฉันเบาๆ แล้วทำทีเป็นเปลี่ยนเรื่อง โดยการลุกขึ้นยืนแล้วทำทีเป็นชี้ไปที่ห้องนอนฉัน

           “พาพี่ไปดูห้องอื่นหน่อยสิ” น้ำเสียงเขินงุ้งงิ้งแบบนั้นทำให้ท้องไส้ของฉันปั่นป่วนแปลกๆ ราวกับมีผีเสื้อหลายร้อยตัวบินวนอยู่ในท้อง

 

           ยิ่งเขิน ยิ่งน่ารัก….ฉันคิดว่าตัวเองเริ่มหลงรักพี่ดรีมมากขึ้นเรื่อยๆอย่างถอนตัวไม่ขึ้นซะแล้ว

 

           “ได้ค่ะ” ฉันลุกขึ้นยืนและเอื้อมมือไปจับข้อมือของคนพี่เนียนๆ “ไปดูห้องแตมกันดีกว่า”

           และฉันก็จูงแขนเจ้าตัวพาไปที่ห้อง พอเปิดประตูเข้าไป คนหน้าหวานก็เดินนำหน้าเข้าไป มองนู่น มองนี่ไปรอบๆห้องอย่างสนอกสนใจ

           “โอ้โห...ห้องสะอาดและเรียบร้อยมาก นี่รีดผ้าคลุมเตียงด้วยเหรอ ทำไมมันถึงเรียบตึงขนาดนี้เนี่ย” พี่

ดรีมเอ่ยแซวแล้วมองเตียงนอนด้วยสีหน้าแปลกใจ

           “มันมีวิธีค่ะ ให้แตมบอกเคล็ดลับไหมคะ” ฉันเอ่ยอย่างกระตือรือร้นราวกับอยากจะแบ่งปันวิชาความรู้ ‘ฮาวทูปูเตียงยังไงให้ตึงเป๊ะ’ ซะเหลือเกิน

           อีกฝ่ายหัวเราะตาหยีกับหน้าตาเอาจริงเอาจังของฉัน “ไม่เป็นไรจ้ะ พี่เป็นคนไม่เก็บที่นอนอยู่แล้ว เพราะยังไงก็ต้องนอนต่อ ไม่รู้จะเก็บไปทำไม” คนพี่เอ่ยแล้วยักไหล่ จากนั้นก็หันไปสนใจโต๊ะเขียนหนังสือที่อยู่ข้างๆเตียงแทน

           สายตาของคนอยากรู้อยากเห็นเพ่งไปที่หนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งก่อนจะหยิบมันขึ้นมา ฉันรู้สึกเสียวท้องวูบวาบเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหนังสือเล่มนั้นคือ...

           “หืม...คู่มือการใช้งานพลังวิเศษ” พี่ดรีมอ่านตัวหนังสือบนหน้าปก จากนั้นก็หันมาถามฉันด้วยสีหน้างงๆ “นี่มันหนังสืออะไรเหรอจ๊ะแตม”

           โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า 

 

“ชอบแบบ...อยากได้เป็นแฟน” แหมคนน้องมันร้ายนะคะ แต่คนพี่ก็ไม่ธรรมดา ยั่วเก่งงงง

 เค้าสารภาพรักกันแล้ว และเริ่มจะพัฒนาความสัมพันธ์กัน จะเป็นยังไงต่อต้องติดตามกันนะคะ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น