แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 60

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 458

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2562 01:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 60
แบบอักษร

แดดหลังฝนไล่แสงไปตามถนนสายเล็กๆ ผ่านตึกแถวน้อยใหญ่ซึ่งรกตาด้วยป้ายชื่อร้านค้าหลากสีสันและรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนอาณานิคมอังกฤษแห่งนี้ ขณะที่ลมแรงหอบเอากลิ่นน้ำทะเลจากผืนอ่าววิกตอเรียมาสู่บก ราวจะปลุกชาวเมืองที่ซุกกายหลบฝนใต้ชายคาบ้านให้ออกมาเดินทางสัญจรกันอีกครา ในไม่ช้าซอกซอยที่ชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนที่โหมกระหน่ำก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นทันตาเห็น

เด็กหนุ่มในชุดแต่งกายมีราคาเดินเรื่อยเฉื่อยไปบนถนนที่พลุกพล่านด้วยผู้คนหลากเพศและวัย ท่ามกลางเสียงตะโกนต่อราคาดังแว่วมาจากร้านค้า ผสมผสานคลุกเคล้ากับเสียงพูดคุยจอแจของผู้คน เสียงล้อรถสองล้อลากบดพื้นถนน เสียงกระดิ่งจักรยานที่คนขี่ดีดขอทาง เสียงขิมของวณิพกข้างถนน รวมทั้งเสียงดนตรีจากขบวนเกี้ยวขันหมาก ให้ความรู้สึกชุลมุนอย่างมีเสน่ห์สมกับเป็นฝั่งเกาลูน – ที่ตั้งของแหล่งชุมนุมชนที่มีความหนาแน่นสูงสุดแห่งหนึ่งในแดนท่าเรือหอม 

กลุ่มเด็กผู้ชายที่วิ่งคึ่กๆผ่านหน้าไปพร้อมกับขนมคนละถุงในมือทำให้ชายวัยรุ่นต้องหันมองตามอย่างไม่อาจเลี่ยง ทว่าไม่ทันที่เด็กกลุ่มนั้นจะคล้อยหลัง เสียงตะโกนขอทางจากปากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งดังกระชั้นและถี่ขึ้นทุกย่างก้าว ก็เป็นเหตุให้เขาต้องละสายตาจากภาพที่กำลังมองอย่างจดจ่อ          

“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆนะคะ” หล่อนพร่ำบอกตลอดทางที่ฝ่าคลื่นคนไปหาลูกสาว และส่งเสียงดุดังๆเมื่อโจนเข้าถึงตัวลูกว่า “นี่แน่ะ เดี๋ยวก็ตีตายซะเลยนี่ แม่ใช้ให้ถือถุงกับข้าวแค่นี้มาชักสีหน้าใส่ เป็นลูกผู้หญิงประสาอะไรกัน” 

“โธ่แม่ ทีพี่ชายกับน้องชายยังเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบเลย” 

“ก็เราน่ะเป็นผู้หญิง ยังไงก็ต้องเรียนรู้หน้าที่ของผู้หญิงเอาไว้ โตขึ้นไปจะได้เป็นแม่ศรีเรือน” มารดาเอ็ด “ดีเท่าไหร่แล้วที่พ่อกับแม่ยังเลี้ยงแกอยู่ ถ้าเป็นสมัยแม่เด็กๆ ดื้อกับพ่อแม่แบบนี้โดนขายไปเป็นหมุ่ยไจ๋บ้านคนรวยนานแล้ว” 

“หมุ่ยไจ๋คืออะไรเหรอแม่” เด็กหญิงงุนงง 

“ก็นางทาสน่ะซี คนรวยเขาชอบซื้อลูกสาวคนจนไปทำงานรับใช้เขา ค่าจ้างค่าแรงสักแดงหนึ่งก็ไม่ได้ งานที่ถูกใช้ให้ทำก็หนักๆทั้งนั้น” 

“ทำไมเด็กผู้ชายไม่ถูกขายไปทำงานรับใช้บ้างล่ะ” 

“แทนที่จะมัวตะบี้ตะบันถามแม่ แกรีบแบ่งปวยเล้งนี่ไปถือเร็วเข้า” 

ไหว่เชิงสดับฟังบทสนทนาของสองแม่ลูกด้วยความสะท้อนใจ พลางครุ่นคำนึงถึงภูมิหลังของตัวเขาเองกับหญิงคนรัก ก่อนที่ทั้งสองจะกลืนหายไปกับฝูงชน 

 

“วันนี้ทำไมคุณชายน้อยกลับมาเร็วนักล่ะคะ” ป้าเซาซึ่งยืนเช็ดกระจกอยู่หน้าบ้านหันมาทักทายอย่างยิ้มแย้ม ขณะที่เด็กหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้

“ถึงบ้านเร็วก็จริง แต่ต้องหอบงานกลับมาทำเป็นโขยงน่ะสิครับ” ไหว่เชิงตอบกลั้วหัวเราะ “ใกล้จบอย่างนี้ ทั้งการบ้านทั้งรายงานเยอะไปหมด” 

“เวลาผ่านไปไวอะไรอย่างนี้ เผลอแผล็บเดียวคุณชายน้อยก็จะเรียนสำเร็จแล้ว ป้ารู้สึกตัวเองใกล้ตายเข้าไปทุกวันๆ” บ่าวอาวุโสพูดพลางบิดน้ำในผ้าขี้ริ้ว 

“ไม่พูดเป็นลางอย่างนั้นสิครับป้า ยังไงป้าก็ต้องอยู่ให้ถึงวันแต่งงานของผมตามที่เคยให้สัญญาไว้ก่อนนะ” นิสิตชายทวงคำมั่น 

“ป้าเพียงแต่พูดเล่นหรอก” อีกฝ่ายหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “อีกไม่นานวันนั้นก็มาถึงแล้ว ป้าแข็งแรงยังงี้ ได้อยู่รอรับน้ำชาคารวะจากคู่บ่าวสาวแน่นอน” 

“ว่าแต่อาฟั้นไปไหนแล้วล่ะป้า” ไหว่เชิงเปลี่ยนเรื่องถาม 

“ดูซิ กลับมายังไม่ทันเข้าบ้านก็ถามถึงอาฟั้นแล้ว” ป้าเซาหยอกล้อ “อยู่ชั้นสาม พอดีว่าวันนี้ผู้กำกับหวู่แกมาเยี่ยม เลยคุยจ้อกันยาวเลย” 

 

หมั่น ไหว่เชิง หยุดยืนหน้าห้องที่เขาโปรดปรานทันทีที่ได้ยินบทสนทนาระหว่างคนทั้งคู่ได้ถนัด พอเขาแนบดวงตากับรอยแตกของผนังห้อง ก็มองเห็นเหล่ฟั้นนั่งคลอเคลียเย้าแหย่กับพ่อบุญธรรมของเธอด้วยกิริยาที่สนิทสนมแน่นแฟ้นเสียจนไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะเป็นแค่พ่อกับลูกบุญธรรมของกันและกันเท่านั้น ด้วยคำพูดคำจาและท่าทางที่ทั้งคู่แสดงออก ตลอดจนสัญชาตญาณบางอย่างล้วนแล้วแต่ตอกย้ำให้ไหว่เชิงรู้สึกว่าสองคนนี้เป็นพ่อลูกที่พลัดพรากจากกันมาดังคำคาดการณ์ของเกาเฉ่งจริงๆ  

“หนูอดใจรอที่จะได้สวมชุดเจ้าสาวในงานแต่งงานของหนูไม่ไหวแล้ว” 

“รออีกหน่อยนะลูก” ผู้กำกับหวู่ปลอบใจ “ลูกเพิ่งพูดเองว่าอีกแค่เทอมเดียว ไหว่เชิงเขาก็จะเรียนจบแล้วไม่ใช่หรือ อีกเดี๋ยวเดียวเอง เวลาแค่นี้ช่างน้อยนัก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่พ่อรอคอยวันที่จะได้เจอลูกและแม่ของลูก” 

“เคยได้ยินภาษิตเก่าแก่ที่ว่า ‘หนึ่งวันยาวนานเหมือนสามปี’ ไหมคะพ่อ” เด็กสาวเรียกหนุ่มใหญ่ด้วยสรรพนามนั้นอย่างเต็มปากเต็มคำ 

“เคยสิลูก” เกาเฉ่งถอนใจด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย 

“นั่นล่ะค่ะความรู้สึกที่หนูมีอยู่ในตอนนี้ หนูยังเลือกไม่ถูกเลยว่าหนูควรจะจัดพิธีของหนูแบบไหนดี ระหว่างแบบจีนกับแบบคริสตัง”    

“ค่อยๆคิดไปก็ได้มั้งลูก ลูกยังมีเวลาให้คิดได้อีกมากมาย” 

“ก็ไหนพ่อเพิ่งพูดเองไม่ใช่หรือคะว่าอีกเดี๋ยวเดียว” เด็กสาวอมยิ้ม  

“เดี๋ยวนี้ริอ่านยอกย้อนพ่อแล้วหรือ แม่ตัวดีของพ่อนี่” บิดาบุญธรรมแสร้งดุ เรียกเสียงหัวเราะครืนครั่นจากบุตรสาว 

“พ่อคะ เล่าเรื่องเกี่ยวกับแม่ให้หนูฟังอีกซิคะ” เหล่ฟั้นออดอ้อน 

“อยากรู้อะไรเกี่ยวกับแม่เขาอีกล่ะลูก” เกาเฉ่งถามกลับ 

“หนูอยากรู้ว่าเพราะอะไรพ่อกับแม่ถึงไม่ได้แต่งงานกันค่ะ” เธอเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงคล้ายจะคาดหวังเอาคำตอบจริงจัง 

หนุ่มใหญ่อึกอักตอบไม่ได้ แม้เมื่อลูกเลี้ยงรบเร้าให้ตอบอีกครั้ง 

“ไว้คราวหน้าพ่อจะกลับมาเล่าให้ลูกฟังนะ” ตำรวจปราบปรามแบ่งรับแบ่งสู้พร้อมทั้งหยิบหมวกมาสวมศีรษะ “วันนี้พ่อคงต้องกลับแล้ว” 

“ค่ะพ่อ กลับมาเยี่ยมหนูบ่อยๆนะคะ”  

“แน่นอนอยู่แล้ว ลูกรัก” พ.ต.ท.หวู่ เกาเฉ่ง รับปากพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มลูกสาวดังฟอด “ดูแลตัวเองดีๆนะ แล้วพ่อจะกลับมาเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟังอีก” 

“พ่อก็ด้วยนะคะ” เธออวยพร “ขอให้พระเจ้าคุ้มครองพ่อค่ะ” 

“ขอให้พระองค์คุ้มครองลูกสาวพ่อด้วยเช่นกันจ้ะ” ผู้กำกับใหม่แกะกล่องของสถานีตำรวจนครบาลว้านไจ๋อวยพรกลับ ก่อนเดินออกจากบ้านพร้อมด้วยรอยยิ้มอิ่มใจซึ่งผุดขึ้นบนใบหน้าคมสันทุกคราที่เขาได้พบ ‘ลูก’ ของตนเอง 

 

เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ เสียงพูดคุยของพ่อกับลูกเลือนหายไปกับสายลม เปิดทางให้เสียงผิวปากรับกันระหว่างนกหงส์หยกสามคู่ที่โผกระโจนไปมาในกรงไม้กังวานหวาน อดีตทาสสาวของตระกูลหมั่นยิ้มให้ภาพที่เห็น ก่อนคว้าด้ายและเข็มมาชุนรอยขาดบนเสื้อนอนชายผู้เป็นยาใจของเธอด้วยจิตใจที่แช่มชื่นเบิกบานกว่าเดิม

“น้องสาวคนนี้เป็นด้าย ส่วนพี่ชายยอดรักเป็นเข็มหมุด...” 

บทเพลงของ เจ๊า สุ่น ถูกขับขานผ่านเรียวปากงามคู่นั้นอีกครา ระหว่างที่หมู่นกพิศวาสหลากสีพากันตีปีกส่งเสียงร้องปานจะให้จังหวะแด่เธอ 

“...ทูนหัวเอ๋ย สองเราได้ร้อยรึงเข้าไว้ด้วยกันแล้ว และจะไม่มีวันแยกจากกัน” เหล่ฟั้นระริกระรี้ สองมือตวัดเสื้อนอนตัวนั้นมากอดแก้เขิน 

แต่แล้วไม่คาดคิด เสียงไวโอลินก็ดังขึ้น 

“คุณ!” เด็กสาวหันหน้าพรวด ใจสั่งให้ต่อว่าเขาที่ลักลอบเข้ามาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง หากยังไม่ทันที่เธอจะได้ขยับปาก ร่างที่นูนแน่นกำลังดีด้วยกล้ามเนื้อของวัยหนุ่มก็ปราดเข้ามาโดยฉับไว วงแขนโอบเรือนร่างอรชรของเธอไว้ ริมฝีปากกดปากเธอแน่นยังกับจะดูดดื่มรสจุมพิตอันซาบซ่านเสียให้หนำใจในคราเดียว 

“ปล่อยนะ” เธอผลักเขาออก พลันรัวกำปั้นใส่ “เล่นบ้าๆ” 

“ยอมแล้วจ้ะ ฉันยอมเธอแล้ว” ไหว่เชิงปัดป้องหมัดของเธอ ขณะที่ความทรงจำหวนย้อนถึงวันแรกที่เขาได้เจอเธอ ซึ่งวันนั้นเธอโผนเข้าใส่เขาจนเขาล้มตึง เป็นเหตุให้เขาน้ำตาเล็ดอย่างสิ้นอาย “...ยังแรงดีไม่มีเปลี่ยนเลยนะ” 

“เล่นพิเรนทร์อะไรของคุณนี่”  

“ใครว่าพิเรนทร์กันเล่า นี่น่ะเขาเรียกว่าซ้อมเป็นเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวล่วงหน้า” ฝ่ายชายหัวเราะหึ “ใครกันนะที่เรียกร้องอยากสวมชุดเจ้าสาวไวๆน่ะ” 

“คุณแอบฟังฉันคุยกับพ่อเหรอ” เธอทำท่ากะบึงกะบอน แล้วกระแทกเท้าตรงรี่ไปยังระเบียงบ้านที่ซึ่งมะลิซ้อนชูช่อสล้างกลางแสงแดดและสายลม 

กลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวกระอวลอยู่ที่ปลายจมูกของเด็กสาว พานให้ใจกายบังเกิดความสดชื่นโดยพลัน อดีตหมุ่ยไจ๋ชาวเมืองฝอซานปรายตามองต้นมะลิในกระถางทีละต้นด้วยความเปรมใจ เป็นเวลาเดียวกับที่เด็กหนุ่มก้าวตามมา 

“สุขสันต์วันครบรอบของเรานะ อาฟั้น” 

“นานแค่ไหนแล้วนะคะที่เราคบหากันมา” 

“หกปีแล้ว” ไหว่เชิงตอบด้วยความมั่นใจพร้อมกับก้าวมายืนเคียงข้างเธอ “นับจากวันที่เราร้องเพลงและเล่นดนตรีด้วยกันที่นี่ในวันนั้น ถึงวันนี้ก็ครบปีที่หกแล้วที่เรามีกันและกันมา มันอาจเป็นเวลาที่ยาวนานก็จริง แต่ความรู้สึกของฉันที่มีให้เธอในวันนั้น มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่ได้จืดจางลงเหมือนอย่างคู่รักคู่อื่นๆเลย” 

เหล่ฟั้นคลี่ยิ้มบาง ตายังจับจ้องที่มะลิพวกนั้นไม่ละลด...หยาดฝนที่ร่วงหล่นจากกลีบมะลิช่างดูละม้ายหยาดน้ำตาแห่งความสุขที่หลั่งรินจากปลายตาเธอ 

“ตัวฉันอาจอาภัพอับโชคในหลายๆเรื่อง แต่หนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ฉันโชคดีที่สุดในชีวิตรันทดนี้คือการที่ฉันได้รู้จักกับผู้ชายแย่ๆอย่างคุณ” เธอทิ้งท้ายประโยคด้วยคำพูดล้อเลียนสรรพนามที่เขาใช้แทนตัวเองในจดหมายลับ ก่อนจะถูกความงามของมะลิดอกหนึ่งที่เหยียดก้านสูงเด่นเหนือดอกอื่นใดดึงดูดความสนใจเข้า 

“มะลิดอกนั้นสวยจังเลยนะคะ” เธอบอกเบาๆ “ฉันไม่เคยเห็นมะลิดอกไหนสวยเท่าดอกที่อยู่ตรงนั้นมาก่อนเลย” 

“ส่วนฉันก็ไม่เคยเห็นมะลิดอกไหนที่จะสวยเท่ามะลิอันหอมหวนมาก่อนเลยเหมือนกัน” เขาย้อนคำพลางรั้งตัวเธอเข้ามากอดอย่างทะนุถนอม 

กวาน เหล่ฟั้น เอนศีรษะซบอกชายซึ่งเธอรักหมดหัวใจและโอบกอดเขาอย่างมีความสุข มวลบุปผชาติพัดโบกตามแรงลม ประดุจคำแซ่ซ้องยินดีแด่ความรักต่างชนชั้นระหว่างหมุ่ยไจ๋กับคุณชายของบ้านซึ่งบรรลุผลสมดังปรารถนาในที่สุด 

 

อวสาน 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น