เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

70.2 ช่วยๆกันแบกหมอผีน้อย

ชื่อตอน : 70.2 ช่วยๆกันแบกหมอผีน้อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 61

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2562 23:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
70.2 ช่วยๆกันแบกหมอผีน้อย
แบบอักษร

ดอกลีลาวดีสีขาวโพลนส่ายสะบัดคราลมเย็นพัดผ่าน แสงเดือนนวลทอไสวเหนือฟากฟ้าแห่งแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ด้วยชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์ เสียงเปียโนบรรเลงคลอเสียงไวโอลินแว่วเป็นระยะชวนให้ดวงใจสุขสงบอย่างหาที่สุด หมู่มัจฉาแหวกว่ายร่ายระบำใต้ผืนน้ำใส หมู่ปักษาสยายปีกโบยบินสู่ฟากฟ้าไกล เหินทะยานตัดผ่านหมู่เมฆเทา และสดับฟังเสียงเพลงแสนอ่อนละมุนละม่อม 

         ไกลห่างนครแห่งความลับมีกองทัพทหารรับจ้างตั้งค่ายพักแรม แลเห็นแสงไฟในค่ายประปรายราวแต้มดวงตามังกรร้าย  

         ไกลออกไปอีกนิดอาจมีใครสังเกตเห็นรอยเท้า และรอยไม้เท้า 

          และห่างไกลเกือบพ้นขอบทวีป อีซีโอกำลังหยิบดาบผ่านภา และแหงนหน้าสู้กับมหาเทวามัจจุราชแห่งพันธะสัญญาเก่าอย่างกล้าหาญ  

         ความรู้สึกมากมายลอยล่องไปตามสายลม พัดหอบความหวาดกลัว และความยินดีสู่สถานที่อันไกลโพ้น โซฟีนอนหลับปากกินหัวแคนดี้ เมรัยจับนารีทุ่มใส่เตียง ลีโอน่าจิบกาแฟลาเต้ร้อนกับอีธานที่นั่งปรับแต่งปืนกล ไดอาเรียแผดเสียงใส่นิกุร้องไห้ แล้วคุณหนูน้อยก็มานอนเสียใจทีหลัง เรื่องราวต่างๆเริ่มขับเคลื่อนอย่างก้าวช้าราวเข็มนาฬิกาที่มิอยากทำงานเท่าไหร่นัก  

         ขณะที่แต่ละคนมีภารกิจรัดขาพันแขน ส่วนมากผูกติดเตียง ใครจักรู้ยังมีอีกหนึ่งสาวน้อยที่พยายามอย่างหนักเพื่อพิชิตศัตรูในภายภาคหน้า 

         ฟุบ ฟุบ ฟุบ 

         ห้อมล้อมด้วยพงไพรทะมึน ประดับด้วยแสงจันทร์สะท้อน โขดหินผุดโผล่เหนือธารน้ำยาวราวหางว่าว ณ สวนป่าหลังบ้านอีธาน สถานที่ที่อีธานใช้ฝึกวิชาลับ ยามนี้ชายหนุ่มปล่อยให้ปักษาน้อยใช้งานพื้นที่ส่วนบุคคลอย่างใจกว้าง  

         ประกายแสงสีเงินพุ่งผ่าลงจากที่สูงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว บังเกิดเสียงฟันกังวาน และปรากฏเส้นตรงดิ่งที่เฉียบคม สัมผัสความเยียบเย็นได้ในชั่วอึดใจ  

         ไร้จิตสังหาร ทว่าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้ายากสั่นคลอน แม้เป็นเพียงกระบวนท่าฝึกธรรมดา พื้นฐาน กระนั้นพื้นฐานคือรากฐานสำคัญที่จะพัฒนาต่อไปเป็นกระบวนท่าไม้ตายที่แรง และร้ายกว่าร้อยพันหมื่นเท่า  

         ฟุบ ฟุบ ฟุบ 

         นอกจากใช้ท่าฟันเผด็จศึกแล้ว เรไรยังตวัดดาบฟาดฟันอากาศรอบด้านโดยจินตนาการถึงการเคลื่อนไหวของโซฟีในหัว มองความเคลื่อนไหวอีกฝ่าย แล้วตวัดดาบฟันจู่โจม และโต้กลับอย่างหนักแน่นเปี่ยมพลังทำลายล้าง ฟิ้ว แรงเหวี่ยงส่งคลื่นลมแรงพัดกิ่งไม้ลอย และยอดหญ้าปลิดปลิว ปักษาน้อยหลับตา เพ่งสมาธิให้นิ่งดุจสายน้ำ นางถอดชุดเดรสตัวโปรด แล้วสวมใส่ชุดฝึกแทน 

         จะว่าชุดก็ไม่เชิง เพราะนางใส่เพียงผ้าพันอกอวบอิ่ม และกางเกงกระชับขาสั้นเท่านั้น 

         เปลือยไหล่กลม และหน้าท้องที่แอบมีส่วนขยายมิน้อย  

         “ย้าก” 

         เรือนร่างอวบอิ่มมิใช่อุปสรรคสำหรับนักสู้!!! เรไรอยากบอกเช่นนั้นนะ แต่ความจริงมันเริ่มสร้างความลำบากให้นางแล้ว เวลาขยับตัวมันจักแว่วมีเสียงหนุบหนึบๆแถมยังเหงื่อไหลง่ายด้วย นี้ปกติร่างกายปักษาน้อยเย็นปานน้ำแข็งนะเนี่ย  

         ความเร็วยามเหวี่ยงดาบช้าลงมาก รู้สึกร่างกายเริ่มหนัก และอืด และมีแรงฉุดรั้งมิให้เคลื่อนไหวเร็วเท่าเมื่อก่อน กระนั้นในเคราะห์ร้ายยังมีเคราะห์ดีคือ น้ำหนักเวลาลงดาบนางเพิ่มขึ้น แม้นความเร็วตกลง แต่ถ้าพลังโจมตีเพิ่มก็นับว่าดีเช่นกัน 

         แต่เรไรแอบคิดว่ามันไม่ดีเลย เมื่อก่อนฝึกเหวี่ยงดาบวันละห้าร้อยครั้งยังไหว แต่ยามนี้เหวี่ยงได้ร้อยครั้งก็หอบแล้ว เหนื่อย 

         ความเหนื่อยคือตัวแทนของคำว่า “ยังไม่ดีพอ”  

         เรไรต้องฝึกมากกว่านี้ ฝึกจนกว่าจะก้าวข้ามขีดจำกัด 

         “..” 

         ปักษาน้อยพักหายใจ โยกดาบปักพื้นดิน สวบ 

         ไม่เพียงพลังโจมตีทางกายภาพเพิ่ม แต่พลังมาโฮของนางเพิ่มสูงเช่นกัน นั้นทำให้เรไรดีใจยิ้มแก้มบานที่คิดถูกเรื่องตัดสินเดินทางออกจากบ้านเกิดทำให้นางพัฒนาฝีมือ และยกระดับความแข็งแกร่งตนเองสูงกว่าตอนอยู่ที่บ้านเกิด เรไรมีความกระหายอยากเจอคู่ต่อสู้เก่งๆ นางแอบหวังเจอสัตว์ประหลาดที่แอบหลบซ่อนบนโลกใบนี้ ในไหหรือใต้เตียง  

         พิชิตศัตรู โค่นล้มจอมทัพ และสร้างชื่อเสียงให้ลือลั่น  

         เรไรอมยิ้มน่าหยิก จะว่านางหลงใหลเรื่องการผจญภัย และการต่อสู้มิน้อยเลย  

         คู่ต่อสู้คนแรกที่เรไรได้เผชิญหน้าคือโซฟี พวกนางมาเจอกันด้วยเหตุผลแห่งวาสนาประหนึ่งการพบกันของคู่อริที่ไม่ว่าฝ่ายไหนก็เห็นอีกฝ่ายขัดตาไปซะหมด มิรู้ทำไมเช่นกัน ตอนแรกเห็นหน้าปุปก็รู้สึกเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายเลย เจอหน้ากันเป็นต้องต่อยตีกันให้รู้ผลแพ้ชนะ หึหึๆ 

         “ในที่สุดสวรรค์ก็ส่งคู่แข่งที่สมน้ำสมตัวมาให้ข้าแล้ว” 

         เรไรวางท่าหล่อ และสะบัดผมอย่างอัศวินสาว ประกายละอองหยาดเหงื่อสาดระยิบระยับ พร้อมพุงที่โยกไปด้วยอย่างพร้อมใจ  

         เจอกันคราวหน้าเรไรจะชนะให้ได้เลย ต่อให้อีกฝ่ายเป็นน้องสาวเมรัยก็ตาม 

         ลมหายใจปักษาน้อยพ่นเป็นไอควันขาวเนื่องมีความเย็นเหนือกว่าคนธรรมดา เรไรใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อ และเสกดาบอัศวินให้หายไป นางมีทักษะวิชาการต่อสู้คือการผสมผสานระหว่างอาวุธวิเศษกับพลังมาโฮของตน ฝ่ายโซฟีมีทักษะสังหารคือตุ๊กตากลมรณะ และขุมพลังมาโฮที่สูงมากๆ “มนุษย์มีระดับพลังมาโฮสูงกว่าท้องฟ้าด้วยหรือ..อือ” เรไรครุ่นคิด และแอบสงสัย จะว่ามนุษย์ธรรมดาคงไม่มี แต่ถ้าเป็นมนุษย์แปลกๆ พวกมีพรสวรรค์ก็อาจมีประปราย 

         จะว่าสมัยนี้มันมีมนุษย์แปลกๆเยอะมาก แต่พวกที่มีขุมพลังมาโฮระดับท้องฟ้าก็ยังมองหายาก 

         เรไรเม้นปากเลิกคิด เอาเป็นว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นนกฮูกหรือจระเข้ เรไรจะจับมันแช่แข็งซะ 

         ต้องแสดงให้เมรัย และนารีเห็นถึงความร้ายกาจของเรไร ทั้งสองจะได้ให้รางวัล  

         “ไม่ใช่สิ” 

         ปักษาน้อยแก้มแดงระเรื่อ นางไม่คิดเช่นนั้นนะ ไม่คิดเลย 

         เงยหน้างามแอบมองฟ้าราตรีมีแสงดาวแพรวพราว เรไรตัดสินใจนอนเล่นหลังฝึกเสร็จ นางบิดแขน โยกพุง โก่งก้นปานแม่เป็ด แล้วล้มตัวลงนอนบนพื้นหญ้า สัมผัสกลิ่นอายแห่งชีวิต และรับรู้ถึงพลังชีวิตของสรรพสิ่ง  

         “..” 

         ดวงเนตรสีน้ำเงินกะพริบปริบๆ ครั้นปิดลง  

         “นานแล้วสินะ..” 

         ตั้งแต่เริ่มเดินทางกับเมรัย และนารี ฤดูฝนอันยาวนานที่ระบายด้วยเรื่องราวมากมาย เมรัยที่ค่อยๆเริ่มยอมรับความจริง และยอมรับหัวใจตัวเองมากขึ้น นารีที่คอยสนับสนุน และช่วยดูแลใกล้ๆ และก็เรไรที่แม้นทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็อยากอยู่ใกล้เคียงหมอผีน้อย และดวงดาวน้อย ความรักที่เปรียบประหนึ่งนกที่ปีกหักทั้งสองข้างแล้วต้องให้มีคนช่วยพยุง เป็นปีกให้ใหม่  

         หากเมรัยคือนกตัวนั่น นารี และเรไรก็เป็นปีกซ้าย และปีกขวาที่ต้องประกบเพื่อให้เมรัยได้บิน..ในสักวัน 

         รู้สึกทรมานจังนะ.. 

         ไม่ใช่เพราะเมรัยมากรัก แต่เพราะเมรัยเป็นเหมือนคนป่วยมีอาการหวาดกลัวอดีตรุนแรง เวลาเรไรเห็นเมรัยเจ็บ ร้องไห้ ทรมานกับความรู้สึกที่พร้อมระเบิดนั้น ปักษาน้อยกลัว ใจหาย มันทรมานมากเวลาเห็นคนรักทรมานแล้วตนมิอาจช่วยรักษา ทำได้เพียงกอดนาง และปลอบประโลมใกล้ๆบอกว่าทุกอย่างจะดีขึ้น มันจะต้องไม่เป็นไร  

         หลังจากเมรัยคืนสติ แม้นหมอผีน้อยจะยิ้มให้พวกเรไรวางใจว่าตนไม่เป็นไร กระนั้นนารี และเรไรรู้ดีว่าลึกๆแล้วเมรัยกำลังปิดซ่อน ซ่อนบาดแผล พยายามเก็บงำมันไว้เพียงลำพังโดยที่ไม่ยอมบอกใคร หากเป็นเช่นต่อไปหมอผีน้อยคงแบกรับไม่ไหว หากว่ามีสิ่งใดกระตุ้น หรือใครบางคนกระตุ้น.. 

         หากวันหนึ่งบาดแผลที่นางเก็บถูกเผยให้เห็น  

         “เพราะรู้สึกเจ้าพร้อมจากไปทุกเมื่อ..” 

         ราวกับภาพลวงตาที่ไม่จริง เมรัยให้ความรู้สึกเช่นนั้น.. นารี และเรไรรู้นี้มิใช่เพียงความคิด แต่มันคือความจริง..  

         ยังมีสิ่งที่เมรัยโหยหามากกว่าความรัก.. เรไรตระหนักรับรู้เรื่องนี้  

         กระนั้นหากหมอผีน้อยจากไป แล้วทอดทิ้งนารี และเรไรไว้ข้างหลัง ปักษาน้อยจะทำอย่างไร มิรู้เลย 

         เพราะว่าไม่รู้อนาคตจะลงเอ่ยเช่นไร ปักษาน้อยลืมตา และใคร่อยากทะนุถนอม รักษาเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ในใจ และสลักลึกในความทรงจำ แม้นลึกๆในใจนางต่อต้านมันอย่างรุนแรง ราวว่ามีลิ่มน้ำแข็งทิ่มแทงหัวใจทุกครั้งเมื่อเห็นสายตาเลือนลอย และรอยยิ้มของเมรัย บางสิ่งที่ไม่รู้ใช่จิตใต้สำนึกของเรไรหรือไม่ มันบอกว่านี้ไม่ใช่เรื่องจริง ทุกอย่างคือเรื่องโกหก มิว่าตัวตนของเมรัย มิว่าความรักที่หมอผีน้อยมอบให้  

         อยากสลัดความลังเลทิ้ง กระนั้นมิไหว เรไรเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก เวลานางเจอที่สนใจ เจอเพื่อนสนิท เจอครอบครัว ไม่ว่าจะสานสัมพันธ์กับใคร 

         ลึกๆในใจเรไรก็ปรารถนาจะจากไปไกลๆ สยายปีกแล้วหายไปจากสายตาทุกคน  

         ยิ่งนางแข็งแกร่งมากขึ้น นางยิ่งรับรู้ความปรารถนานี้รุนแรง แม้นเรไรจักส่ายหน้าปฏิเสธความคิดนี้ แต่มันยังไม่หายไปจากหัวใจนาง ราวนั้นคือคำสาบานที่จักติดตัว และสลักในวิญญาณเรไรชั่วนิรัน  

         ทำไม 

         บางคราวเรไรกลัวว่าแท้จริง คนที่จากไปมิใช่เมรัย แต่เป็น..นางเอง 

         “..อึก” 

         ‘ข้าอยาก..อยู่พวกนาง(ข้าไม่ต้องการใคร)’   

         เรไรพลิกตัว กัดฟัน ปวดหัว นางฝึกหนักไปหรือเปล่า ปักษาน้อยมิเข้าใจตัวเองเลย นางลุกนั่ง และใช้อุ้งมือตบๆแก้มเรียกสติ แปะๆ “เลิกคิดๆ” ไม่ว่าใจลึกๆตนจะรู้สึกเช่นไร ยามนี้เรไรขอเคียงข้างเมรัย และนารี พิสูจน์ให้หัวใจเห็นว่าปักษาน้อยรักหมอผีน้อย และดวงดาวน้อย ไม่ว่าอนาคตมีความจริงเช่นไรรออยู่ เรไรจะขอเคียงข้าง และช่วยประครองเมรัยจนกว่าหมอผีน้อยจะพร้อมก้าวเองอีกครั้ง 

         ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรไรขอเห็นรอยยิ้มจริงๆของเมรัยสักครั้ง 

         “เอาฮึบ” 

         คิดตกแล้ว เรไรกระโดดเด้งตัวยืนตรง แล้วเดินกลับคฤหาสน์ ทิ้งความลังเล และเรื่องชีวิตตนเองไว้กับความว่างเปล่า ทิ้งไว้ในสายลมฤดูฝน ที่บางทีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน.. ครานั้นอาจเป็นเวลาที่ความคิดลึกๆนี้..ถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้ง 

         ณ คฤหาสน์อีธาน ห้องนอนพวกเรไร 

         “อือๆอ๊าก” 

         “อือ เด็กดี..” 

         “…” 

         เรไรยินเสียงตั้งแต่บริเวณทางเดินหน้าห้อง รู้แล้วต้องเป็นเช่น แต่อดอึ้งมิได้เมื่อเปิดประตูแล้วเห็นสภาพเตียง และเสื้อผ้าที่กองกระจักกระจายเต็มพื้น ห้องร้อนอบอ้าว ปักษาน้อยยืนแข็งทื่อหน้าประตู แก้มแดงระเรื่อปานดอกท้อ “พวกเจ้า..” ตีสองตีสามแล้วยังมิเลิกอีกหรือ ปักษาน้อยคอตก นึกว่าทุกอย่างเรียบร้อยหลังนางฝึกเสร็จแล้วซะอีก แย่แล้ว 

         เรไรฝึกเหนื่อยๆไม่มีแรงพอต้านเมรัยนะ 

         ปักษาน้อยอยากกรีดร้อง หน้าถอดสี นางจะหลบก็หลบไม่ทันแล้ว  

         “เรไร!!” 

         นารียื่นมืองามออกจากใต้ผ้าห่ม ร้องขอความช่วยเหลือด่วน ปักษาน้อยอ้าปากค้างเห็นฟันขาว นางไม่อยาก!! คืนนี้นางอยากนางนอนสบายๆ “ทีงี้ร้องหาคนอื่นหรือ!!” เมรัยเขมือบนารีใต้ผ้าห่ม เตียงสั่นเทิ้ม ตอนแรกนารีโม้ไว้ว่านางคนเดียวจัดเมรัยไว้ กระนั้นครั้นเรไรมาถึงดันร้องเรียกให้ช่วยทันที หมอผีน้อยเลยโกรธ “มาเร็วเรไร คืนนี้นารีร้อนแรง นางบอกรับไหว” 

         เรไรกลืนน้ำลาย ครั้นค่อยๆเลื่อนประตูปิดลงช้าๆ แปะ 

         “เรไร!!” 

         ทำไมเจ้าปิดประตูหนี!! 

         “ขอโทษ..” 

         ปักษาน้อยพึมพำพร้อมกล่าวขอโทษนารีอย่างจำใจ คืนนี้ปักษาน้อยขอไปนอนห้องอื่นละกัน เนื่องจากมิรู้ว่าหากนางก้าวเท้าเข้าห้องนอน ตนจะกลายเป็นฝ่ายช่วยนารีรับความหื่นเมรัยหรือกลายเป็นฝ่ายช่วยเมรัยรุมเขมือบนารี..  

         ปกติเรไรโดนนารี และเมรัยเล่นสองทางตลอด นางชอบนะ แต่สำหรับนารีมันอาจ..แรงเกินไป งานนี้เรไรเลยขอผ่าน.. ผ่าน… ผ่าน.. 

         ผ่าน..ไปไม่นานก็โดนเมรัยจับลากเข้าห้องเช่นเดิม 

         “ไม่---“ 

-- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น