Chesshire.

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [11]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 605

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2562 21:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [11]
แบบอักษร

-11- 

 

ถามว่าหลายปีที่ผ่านมามิคาเอลเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน... คนที่ตอบได้ดีที่สุดจะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่ไค 

นอกเหนือไปจากการเรียนภาษาไทยจนสื่อสารได้ในเวลาไม่กี่เดือนเพื่อให้ไคภูมิใจ มิคาเอลยังใช้เงินสะสมจากสองปีแรกเพื่อซื้อเพนท์เฮาท์ที่หรูหราที่สุดและเห็นวิวได้ชัดเจนที่สุดให้ไคใช้วาดภาพ ระยะเวลาทั้งหมดตั้งแต่นั้นมาเขาทำทุกอย่างเพื่อไคเพียงผู้เดียว แม้อีกคนจะไม่เคยร้องขออะไรเลยก็ตาม 

นับวันมิคาเอลยิ่งพูดกับไคเยอะขึ้น แสดงออกกับไคเยอะขึ้นตามความรู้สึกของเขาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ พอไม่มีอะไรมากดดันแล้วมิคาเอลคนเก่าก่อนที่จะได้รู้จักไคก็ถูกเก็บใส่กล่องเอาไว้ เหลือเพียงมิคาเอลคนใหม่ที่ร้ายกับคนทั้งโลกยกเว้นไคคนเดียว 

จากที่แค่สนใจเพราะมีอะไรบางอย่างเหมือนกันกลายเป็นหลงใหล รักใคร่ และยึดติด แม้ไคจะยังไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เหมือนเคย ทว่าแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ นับจากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็เพียงพอจะทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้นได้แล้ว 

จำได้ว่าช่วงแรกๆ ไคยังมองผ่านเหมือนเขาไม่มีตัวตนอยู่เลย แต่พอนานวันเข้าก็เริ่มมองเห็นกันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ 

ไม่เสียแรงที่อ่อยอยู่ทุกวี่ทุกวัน 

“พอเคลียร์เรื่องทางนี้จบ เราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขสักที” มิคาเอลยกมือแตะปลายคางของคนที่ยอมให้เขาหนุนตักอย่างสบายใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ยามเห็นไคก้มลงมองกันคล้ายจะตั้งคำถาม “เรื่องวิธีการไคไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แค่เชื่อใจฉันก็พอ” 

“…อืม” 

“น่ารัก”  

ถ้าจะมีใครชมไคว่าน่ารัก ทั้งโลกนี้คงมีแค่คนเดียว 

“ท่านครับ” เสียงทักจากบุคคลที่สามไม่ได้ทำให้มิคาเอลตกใจรีบผละออกจากไคแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะไม่ขยับไปไหนแล้วเขายังซุกใบหน้าเข้าหาหน้าท้องแข็งแรงมากกว่าเก่าเหมือนไม่อยากฟังอะไรอีกต่างหาก 

“ว่า” 

“ท่านมีงานถ่ายแบบวันนี้ครับ” ลูก้ามองทะลุผ่านร่างเจ้านายกับคนสำคัญไปด้วยแววตาว่างเปล่า พยายามไม่ใส่ใจกับการออดอ้อนชวนสยดสยองจากคนที่ไม่เหมาะกับอะไรแบบนี้เลยสักนิด 

มิคาเอลเมินคำถามของลูก้าด้วยการหันไปถามไคว่าอยากไปด้วยกันหรือเปล่า แต่พอเห็นสายตาของคนที่ยังวาดภาพปัจจุบันที่ยังค้างคาไม่เสร็จเขาก็ไม่บังคับ เพียงผุดลุกขึ้นนั่งแล้วกดจูบลงบนมุมปากของคนหน้าตายที่ไม่ได้ปฏิเสธอะไรไวๆ หนึ่งครั้งก่อนจะยอมเดินตามหลังลูก้าออกไปแต่โดยดี 

“งานถ่ายแบบรอบนี้เป็นงานถ่ายแบบลงนิตยสารของแบรนด์เสื้อผ้า Q ถ่ายทำภายในสตูดิโออย่างเดียว ใช้เวลาไม่เกินครึ่งวันครับ” 

“เป้าหมาย?” 

“เป้าหมายตกลงรับงานตั้งแต่รู้ว่าได้ถ่ายคู่กับท่านแล้วครับ” 

“อืม” มิคาเอลรับคำในลำคอ ใบหน้าไร้อารมณ์ดูเบื่อหน่ายไม่น้อย ตอนนี้ใจนึกไปถึงช่วงเวลาที่จะได้กลับไปหาไคแล้ว  

น่าเสียดายที่อังเดรย์ไม่โง่เง่าถึงขนาดประมาทแม้แต่เรื่องความปลอดภัยของตัวเอง ชายผู้นั้นไปไหนมาไหนพกการ์ดและทหารรับจ้างตามตัวเป็นฝูง ซ้ำช่วงนี้ยังหลบอยู่แต่ในแหล่งกบดานของตัวเองยากจะเข้าหา ต่อให้มิคาเอลเก่งกาจอย่างไร หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากเสี่ยงและไม่อยากให้คนของตัวเองไปเสียเลือดเสียเนื้อโดยเปล่าประโยชน์ สำหรับเขาอังเดรย์ไม่ได้มีค่ามากพอจะต้องเอาเลือดไปแลก เพราะแบบนั้นจึงได้แต่หยุดอยู่กับที่ ไม่บุกแต่ก็ไม่ได้ถอยอยู่เช่นนี้ รอให้ทางนั้นเข้ามาหาเอง 

แต่จะให้อยู่เฉยๆ ไม่เตรียมการอะไรไว้เลยก็ไม่สมกับเป็นเขาเท่าไหร่ 

อังเดรย์ก็เหมือนกับมิคาเอล พวกเขาต่างมีจุดอ่อนเป็นของตัวเอง แตกต่างกันนิดหน่อยก็ตรงที่ไคไม่เคยสร้างเรื่องให้มิคาเอลต้องปวดหัว ขณะที่เลล่า ลูกสาวของอังเดรย์สร้างเรื่องให้พ่อแม่ปวดหัวได้ไม่เว้นวัน แล้วก็เหมือนจะเป็นตลกร้าย เมื่อเลล่าคลั่งไคล้นายแบบที่ชื่อมิคาเอลมากเสียจนยอมลงทุนใช้เส้นสายเข้าทำงานในวงการนางแบบ หากไม่ใช่เพราะมิคาเอลย้ายไปไทยพอดี เธอก็คงได้ร่วมงานกับเขาตามที่วาดฝันไปแล้ว 

โชคยังดีที่อย่างน้อยอัลฟ่าสาวก็ยังเชื่อฟังพ่ออยู่บ้าง นอกจากร้องห่มร้องไห้ตอนที่มิคาเอลไปจากรัสเซีย เธอก็ไม่ได้โง่เง่าถึงขั้นบินตามเขาไปอย่างที่ใครต่อใครคิด พอรู้ว่ามิคาเอลกลับมารัสเซียแล้วรับงาน เธอจึงรีบให้คนใช้เส้นสายจัดการงานคู่กับเขาให้โดยปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้พ่อรู้ นั่นไม่ใช่เพราะเลล่ารู้เรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงของมิคาเอลหรือเรื่องที่เขากับพ่อเธอกำลังต่อสู้กัน ตรงกันข้าม... เนื่องจากอังเดรย์กันเลล่าออกทุกทาง พยามยามทำให้เธอเป็นสาวน้อยที่บริสุทธิ์ที่สุด ที่ปิดบังจึงเป็นเพราะเธอคิดว่าพ่อไม่ชอบนายแบบสุดแสนจะเพอร์เฟกต์คนนั้นและกลัวโดนห้ามต่างหาก 

พยายามทำให้ลูกสาวเป็นนางฟ้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ขณะที่ตัวเองสกปรกไปหมดทั้งตัว... 

“ช่างเป็นพ่อที่แสนดีจริงๆ” คนพูดยกมุมปากขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ดวงตาจ้องมองร่างของอัลฟ่าสาวสวยที่ชะเง้อชะแง้อยู่บริเวณประตูทางเข้าสตูดิโออย่างเย็นชา  

“เหลือเวลาอีกสิบนาที ท่านจะลงไปเลยไหมครับ” 

“อ้อมไปเข้าด้านหลัง” มิคาเอลมองผ่านร่างของสาวน้อยไปโดยไม่ใส่ใจ เพียงแค่ฟังคำพูดก็รับรู้ได้ว่าต้องการหลีกเลี่ยง ทั้งที่จริงๆ ยังไงก็ต้องเจอกันแท้ๆ 

ขอแค่ได้หายใจร่วมกันน้อยลงอีกสักสิบนาทีก็ยังดี 

มิคาเอลก็ยังคงเป็นมิคาเอลคนเดิมที่ถูกหวั่นเกรงจากทุกคนไม่ว่าจะในไทยหรือรัสเซียก็ตาม เขาเดินลงจากรถตรงเวลา ไม่สนใจดวงตาแวววาวของเลล่าแม้แต่น้อย หน้าที่ที่ต้องทำคืออะไร งานที่รับปากไว้เป็นแบบไหน เขาทำได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง  

จะแอบชักสีหน้าก็แค่ตอนถูกเรียกไปถ่ายแบบคู่... 

“คุณเลล่าไม่ต้องแตะตัวคุณมิคาเอลนะครับ นั่งหันหลังให้กันได้เลย”  

โชคดีที่ความเรื่องมากของมิคาเอลยังคงส่งผลดีต่อตัวเอง ปกติเขาไม่เคยรับงานถ่ายแบบคู่ แต่ความรอบคอบทำให้เขียนสัญญาชัดเจนเรื่องจะไม่มีการแตะต้องตัวกันเด็ดขาด หากเป็นคนอื่นอาจโดนมองไม่ดี ทว่าพอเป็นเทวทูตผู้สมบูรณ์แบบ การกระทำของเขากลับกลายเป็นการเพิ่มมาดให้ตัวเองเสียอย่างนั้น 

ทำอย่างไรได้...เขาไม่ชอบให้ใครมาแตะตัวนอกจากไค หากรับไม่ได้ก็แค่ไม่ต้องจ้างก็เท่านั้น 

“เอ่อ...ไม่ต้องแตะตัวเลยเหรอคะ” นางแบบสาวถามอย่างไม่แน่ใจนัก แม้จะแอบหน้าเสียหน่อยๆ เมื่อเห็นคนที่ชอบขยับกายออกห่างอย่างเปิดเผย หากเธอก็ยังพยายามมองโลกในแง่ดี คิดว่าเขาอาจจะอึดอัดที่ต้องอยู่ใกล้คนอื่น 

ความชื่นชอบและชื่นชมทำให้เผลอมองข้ามแววตาน่ากลัวนั่นไปเสียสนิท... 

“มีสมาธิหน่อยครับ” ช่างภาพมืออาชีพที่มีภูมิต้านทานต่อมิคาเอลพอสมควรเนื่องจากเคยทำงานด้วยกันหลายงานเอ่ยเตือนนางแบบสาวที่ดูจะหลุดอยู่บ่อยครั้งจนงานล่าช้ากว่าที่ตั้งใจ เขารู้ดีว่านายแบบอย่างมิคาเอลถือเรื่องเวลาเป็นอย่างมาก ชายคนนั้นพร้อมจะทิ้งทุกอย่างหากเรื่องราวไม่เป็นไปตามที่ตกลง แค่ต้องมาหวาดเสียวว่าเลล่าจะแตะโดนตัวจนพ่อคุณของขึ้นเมื่อไหร่ก็น่าสยดสยองพออยู่แล้ว 

ถึงคนในกองถ่ายจะเป็นกังวลกันมากขนาดไหน แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ นอกจากเลล่าที่เสียอาการที่สุดแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้เสียเวลาในจุดอื่นอีก กลายเป็นงานเสร็จก่อนเวลานิดหน่อยเสียด้วยซ้ำ 

“ท่านจะออกไปตอนไหนครับ”  

“อีกสักพัก...” มิคาเอลตอบคำถามของลูก้าพลางก้มลงกดโทรศัพท์ส่งข้อความหาไคต่อ “ปล่อยให้ตื่นเต้นมากๆ คาดหวังมากๆ จะได้ไม่มีเวลาคิดวิเคราะห์อะไร” 

เมื่อการรอคอยอย่างมีความหวังดำเนินไปเรื่อยๆ มีหรือที่คนเฝ้ารอจะไม่ตื่นเต้น ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ มีความหวังมากเท่าไหร่ สติที่ควรจะมีก็มักจะถูกลดทอนตามไปอย่างไม่อาจห้าม เลล่ารู้อยู่แล้วว่ามิคาเอลยังไม่ออกจากห้องแต่งตัว เธอจึงดักรออยู่ด้านหน้าอย่างคาดหวังและตื่นเต้น ไม่ได้รู้เลยว่าคนด้านในวางแผนอะไรเอาไว้บ้าง 

ช่างเป็นผู้ชายที่ใจร้ายจริงๆ... 

ลูก้ารีบปัดความคิดในใจทิ้งไปเมื่อเจ้านายผุดลุกขึ้นยืนเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาแล้ว เขาเอนกายหลบปล่อยให้มิคาเอลเดินนำไปก่อน ส่วนตัวเองหลบอยู่หลังบานประตูอย่างรู้งาน เพราะมั่นใจว่าเด็กสาวคนนั้น จะอย่างไรก็คงเฝ้ารออยู่ด้านนอกแน่นอน แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ 

“คุณมิคาเอล...” 

เสียงหวานใสของอัลฟ่าสาวที่ดักรออยู่ตรงหน้าไม่ได้ทำให้มิคาเอลเปลี่ยนท่าที แม้ภายในใจเขาจะวางแผน ‘ใช้ประโยชน์’ จากเธอ หากด้วยนิสัยก็ไม่คิดเปลืองตัวไปวุ่นวายให้มีปัญหากับไคอยู่ดี  

“มีอะไร” 

ท่าทางเย็นชาน่ากลัวของชายที่ชื่นชอบทำให้เลล่าใจฝ่อเล็กน้อย ความรู้สึกหวาดกลัวพาดผ่านเข้ากลางใจอย่างเงียบงัน ทว่าเธอก็รีบโยนมันทิ้งไป ด้วยกลัวว่าหากเสียเวลาไปมากกว่านี้ บางทีเขาอาจจะเดินหนีไปก็ได้ ถึงเวลานั้นเธอคงต้องเสียใจไปตลอดอย่างแน่นอน 

ชื่นชอบมานานหลายปี อุตส่าห์ได้มีโอกาสพูดคุย จะให้ทิ้งโอกาสเพียงเพราะความรู้สึกหวาดกลัวที่อาจจะคิดไปเอง... ไม่มีทางเด็ดขาด 

“คือ...คือฉันอยากจะขอช่องทางการติดต่อ เผื่อว่าเราจะไปทานข้าวด้วยกันได้สักมื้อ”  

มิคาเอลยกมุมปากขึ้นอย่างเงียบงันโดยที่เลล่าไม่ทันสังเกตเห็น ดวงตาคู่คมมีประกายสมใจและเหยียดหยามวาบผ่านไปในเสี้ยววินาทีก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว 

“เอามาสิ” 

“คะ?” 

“นามบัตรเธอ ฉันจะติดต่อไปเอง” 

หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก สองมือยกขึ้นปิดริมฝีปากอย่างคาดไม่ถึง แต่ก็ไม่อาจบดบังความดีใจที่ปรากฎในดวงตาแวววาวคู่นั้นได้ เธอรีบก้มหน้าก้มตาหยิบกระดาษแข็งแผ่นหนึ่งออกมา ใช้ปากกาที่พกติดตัวไว้ตลอดเขียนเบอร์โทรส่วนตัวที่ด้านหลังบัตรแล้วยื่นส่งให้เขา 

“นะ...นี่ค่ะ”  

มิคาเอลยื่นมือไปรับนามบัตรมาถือไว้ ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปโดยไม่ร่ำลา ทิ้งให้อัลฟ่าสาวหันไปกรีดร้องกับผู้จัดการส่วนตัวเพียงลำพัง ส่วนลูก้าที่ลอบเดินตามหลังมิคาเอลไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็นได้แต่มองเลล่าด้วยแววตาอ่อนใจ ไม่รู้ว่าควรจะสงสารเธอดีหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขึ้นมาบนรถแล้วพบว่ากระดาษนามบัตรนั่นถูกขยำใส่ถังขยะใบเล็กไปแล้ว แถมผู้กระทำยังเอาผ้าออกมาเช็ดมือเหมือนต้องการทำความสะอาดอีก 

เหตุผลที่มิคาเอลยอมรับไมตรีจากเลล่าเป็นเพราะเขาต้องการจะใช้ประโยชน์จากเธอในอนาคต ส่วนเรื่องเบอร์ติดต่อนั่น หากต้องการจริงๆ เพียงกระดิกนิ้วก็มีคนหามาให้ได้แล้ว การกระทำทั้งหมดในวันนี้จึงเปรียบเสมือนละครฉากหนึ่งเท่านั้น ส่วนเรื่องที่อังเดรย์อาจจะรู้ว่าลูกสาวได้มาถ่ายแบบกับศัตรูที่เป็นญาติกันนั้นไม่ใช่ปัญหา เลล่าชอบเขาถึงขนาดนั้นไม่มีทางเปิดปากให้พ่อบ่นแน่ กว่าอังเดรย์จะรู้เรื่องก็ตอนที่นิตยสารวางแผง ถึงตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว 

ไม่สิ... บางทีอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นด้วยมั้ง 

“นายว่าเจ้านั่นเหมือนเด็กไหม” 

“ท่านหมายถึงคุณอังเดรย์หรือครับ” 

“อืม” มิคาเอลเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าเฉยชาไร้อารมณ์ หากก็ดูอ่อนอกอ่อนใจไม่น้อย “ไม่คิดว่าเจ้านั่นเหมือนเด็กโง่ไร้หัวคิดเหรอ” 

“เรื่องนั้น...หากเทียบกับท่านก็อาจใช่ครับ”  

คำตอบรับอย่างตรงไปตรงมาของลูก้าไม่ใช่การพูดเพื่อเอาใจ แต่เขามองดูจากสถานการณ์ที่แท้จริง เทียบกับมิคาเอลที่ดูสบายๆ แต่กลับวางแผนทุกอย่างไว้ในหัวอย่างรัดกุมแล้ว อังเดรย์ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กอมมือ ใช้เวลานานเป็นเดือนเพื่อส่งคนเข้ามาเผาบ้านของมิคาเอล แต่ถูกเอาคืนด้วยการเผาท่าเรือสำคัญจนเสียหายไปหลายพันล้าน ไม่มีเวลามายุ่มย่ามด้วยอีกนาน นับวันการประกาศเปลี่ยนผู้นำของชาลอฟก็ยิ่งเข้าใกล้เข้ามาทุกที  

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเดี๋ยวต้องมีเด็กโง่ทำอะไรโง่ๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายแน่ 

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงไม่ได้รับตำแหน่งงานสำคัญอะไรเลยสักอย่าง” ไม่ใช่เพียงแค่พ่อแท้ๆ ของมิคาเอลที่ไม่ยอมรับอังเดรย์ แต่ผู้นำคนก่อนหน้าหรือปู่ของเขาก็คงคิดแบบเดียวกันว่าคนคนนั้นไม่ได้มีความเป็นผู้นำเลยแม้แต่น้อย 

“ท่านจะให้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเลยไหมครับ” 

ถึงอังเดรย์จะไม่โง่ มีคนมากมายดูแลรอบกาย แต่หากเป็นคำสั่งของมิคาเอล ไม่ว่าอย่างไรคนของเขาต้องจัดการงานจนสำเร็จแน่ 

“ไม่ต้อง ฉันไม่อยากเอาเลือดคนของเราไปแลกกับพวกมัน ปล่อยให้วิ่งวนในอ่างไปแบบนั้นแหละ สุดท้ายเดี๋ยวก็สะดุดล้มตายไปเอง หรือถ้ามันอยากหาเรื่องนัก ค่อยยิงทิ้งทีหลังก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร” 

“แล้วเรื่องการสืบทอด...” 

“นั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่เรายังจัดการอังเดรย์ทิ้งไม่ได้” 

“ท่านวางแผนอะไรเอาไว้กันแน่ครับ” 

“อังเดรย์เป็นเหตุผลที่ทำให้โรมันกับแม่ไม่กล้าออกมาวุ่นวาย นายคิดว่าถ้าฉันรีบจัดการอังเดรย์ เหลือเวลาก่อนรับตำแหน่งเยอะๆ แม่เจ้านั่นจะไม่คิดสร้างเรื่องหรือไง รายนั้นอาจจะยิ่งกว่าอังเดรย์เสียอีก ลำพังบอกว่าจะยกทุกอย่างให้ ยังไงก็ไม่มีทางเชื่อแน่” 

“…” 

“ถ้าอยากจะกำจัดอังเดรย์ ต้องทำตอนที่มั่นใจว่าจะได้ขึ้นครองตำแหน่งแน่นอน ฉันจะได้ไม่ต้องเหนื่อยรับมือสองแม่ลูกเจ้าปัญหา กลายเป็นผู้นำชาลอฟแล้วคนในคนไหนยังจะกล้ามายุ่มย่ามอีก แล้วอีกอย่าง...การข่มขวัญเพื่อให้พวกสายล่างหวาดกลัวน่ะ มันต้องเพิ่งเกิดไม่นานถึงจะได้ผลดี”  

“ท่านพูดเหมือนยอมรับการเป็นผู้นำแล้ว”  

มิคาเอลไม่ได้พูดอะไรอีกแต่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดูอารมณ์ดีที่จะได้กลับไปหาไคอย่างเห็นได้ชัดจนยอมถามตอบกับลูก้ายาวๆ อย่างที่ไม่ค่อยได้ทำบ่อยนัก อัลฟ่าคนสนิทมั่นใจได้ในทันทีว่าเจ้านายของเขาวางแผนเอาไว้หมดแล้วว่าจะทำอะไรต่อไป  

“เวลาใกล้จะหมดแล้ว...” 

ลูก้าขนลุกวาบเมื่อได้ฟังคำพูดพึมพำของผู้เป็นนาย เวลาที่ว่านั่น ต่อให้ไม่ต้องเดาเขาก็รู้ว่ามันหมายถึงอะไร 

ถ้าไม่ใช่เวลาขึ้นรับตำแหน่งผู้นำ...ก็หมายถึงเวลาตายของคนพวกนั้น 

 

 

“ไค ฉันซื้อของมาฝาก”  

มิคาเอลที่ดูอารมณ์ดีผิดสังเกตส่งเสียงดังผิดวิสัย ขณะก้าวเท้าเข้าไปในเขตบ้านที่บรรดาคนงานรีบสลายตัวไปในทันทีตั้งแต่ได้ยินเสียงเปิดประตู 

วันนี้คนที่ปกติต้องขังตัวเองอยู่ในห้องวาดภาพไม่ได้ปิดประสาทสัมผัสเหมือนทุกที พอได้ยินเสียงก็ค่อยๆ เดินลงมาจากชั้นบน มิคาเอลมองแวบเดียวก็รู้ว่าหิวแน่นอนถึงได้มาไวเหมือนคอยอยู่ก่อนแล้ว 

สองแขนของคนรออ้าออกกว้าง นิ่งค้างอยู่นานจนไคเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจึงวาดแขนโอบกอดเอาไว้แน่นแล้วนิ่งค้างอยู่เช่นนั้นจนรู้สึกได้ว่าอีกคนกอดตอบพร้อมวางคางลงบนบ่า เขาถึงลูบไล้แผ่นหลังกว้างไปมาสี่ห้าทีและยอมผละออก 

“ฉันแวะภัตตาคารซื้ออาหารมาให้เพราะคิดว่าไคน่าจะหิวแล้วไม่ยอมบอกใคร” 

ปกติพวกแม่บ้านทำอาหารตามเวลาอยู่แล้ว และคนอย่างไคก็ไม่มีทางบอกใครนอกจากมิคาเอลแน่นอนว่าตัวเองหิว ส่วนตัวเขาที่รู้ดีและมีอำนาจสั่งการให้คนในบ้านเอาของว่างไปให้นั้นไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น แม้ทุกคนในบ้านหลังนี้จะมีเพียงอัลฟ่า เบต้า กับโอเมก้าที่ถูกบอร์นแล้วเท่านั้น หากมิคาเอลก็ยังหวงไคยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด นอกจากลูก้ากับการ์ดที่ไว้ใจได้ เขาแทบไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้คนของตัวเองเลย 

“ลองชิมดูก่อน ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องฝืน ฉันจะทำอย่างอื่นให้ใหม่” 

คนที่หิวมากไม่ได้เสียเวลาพิจารณารสชาติอาหาร ตักคำแรกเข้าปากเสร็จแล้วก็ตักคำที่สองตามไปอย่างรวดเร็ว ปกติไคก็ไม่ได้เรื่องมากเรื่องอาหารอยู่แล้ว แต่มักจะมีคนขี้สังเกตคอยเรื่องมากแทนอยู่ตลอด เห็นเขาชะงักหรือแสดงท่าทีอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าถูกปากหรือไม่ถูกปาก โชคดีที่คราวนี้รสชาติพอไหวจริงๆ เขาจึงไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกไปมากนักจนถูกยึดอาหารอีก 

ไคก้มหน้าก้มตากินอาหารที่มีอยู่เพียงที่เดียวไปเกือบครึ่งจึงรู้สึกตัวว่ามิคาเอลไม่ได้กินด้วย เขาหยุดช้อนแล้วค่อยๆ เงยหน้ามอง พอเห็นดวงตาสีเขียวงดงามคู่นั้นทอประกายระยิบระยับคล้ายมีความสุขก็เผลอเอียงคอเป็นเชิงถาม กระทั่งอีกคนส่ายหน้าคล้ายจะบอกว่าไม่หิว เขาจึงก้มหน้ามองจานข้าวแล้ววางช้อนลง 

“กิน” 

“ฉันยังไม่หิว ไคกินก่อนเถอะ”  

ครั้งนี้ไคไม่ได้เชื่อฟังเหมือนเก่า เขาไล่สายตามองลำคอขาว ไล่มายังช่วงบ่าแข็งแรง แล้วจบลงที่การยื่นมือไปกำแขนของมิคาเอลเอาไว้หลวมๆ  

“ผอม” 

“ฉันเหรอผอม”  

มิคาเอลเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เผลอตัวยกมือลูบกล้ามเนื้อหน้าท้องตามความเคยชินก็พบว่ามันยังอยู่ดีไม่ได้ฟีบหายไปแต่อย่างใด ทว่าพอเห็นคิ้วที่ขมวดน้อยๆ ของคนบอกผอมซึ่งไม่ยอมพูดอะไรอีก มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโดยอัตโนมัติ ก่อนจะทรุดกายลงบนตักของคนที่เบี่ยงตัวออกมาให้นั่งได้ถนัดตามสัญชาตญาณ 

“…” ไคกะพริบตาช้าๆ โดยไม่พูดอะไรแม้จะรู้สึกได้ว่าคนบนตักเบียดตัวไปมาจนน้ำหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เขาเพียงเกาะเกี่ยวเอวสอบเอาไว้ไม่ให้หงายหลัง แล้วใช้มือที่ว่างตักอาหารป้อนให้อย่างรู้งาน 

“ฉันรู้สึกเหมือนช่วงนี้ไม่ค่อยได้ใช้เวลาส่วนตัวกับไคเลย” พูดมาถึงตรงนี้ดวงตาคู่สวยก็เปล่งประกายเย็นเยียบเล็กน้อยและจางหายไปในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที เพราะนึกได้ว่าตอนนี้กำลังอยู่กับใคร  

แน่นอนว่าเวลาส่วนตัวที่มิคาเอลว่าย่อมหมายถึงการได้เต๊าะคนที่ชอบแบบที่เขากำลังทำอยู่ 

“เหรอ” 

“แต่ดีจัง...” มิคาเอลคล้องแขนทั้งสองข้างเข้ากับลำคอของไค ก่อนจะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำเป็นประจำจนเริ่มไม่น่ากลัวเท่าไหร่แล้วออกมา “วันนี้ไคพูดกับฉันเยอะ” 

“…ชอบ?” 

“ชอบสิ... ถึงจริงๆ จะคิดว่าไม่เป็นไรเพราะแค่นี้ฉันก็พิเศษกว่าคนอื่นแล้ว แต่เอาเข้าจริงก็อยากได้ยินเสียงไคบ่อยๆ อยู่ดี มนุษย์ก็เห็นแก่ตัวแบบนี้แหละ จะบอกว่าได้คืบจะเอาศอกก็คงไม่ผิดนัก” 

“…” 

“ไม่ต้องเครียดหรอก” ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหัวคิ้วที่มุ่นลงเล็กน้อยของไคอย่างเอาใจใส่ ใจเต้นตึกตักอย่างดีอกดีใจเมื่อรู้ว่าคำพูดของตัวเองส่งผลให้ไคแสดงอารมณ์ออกมาได้มากกว่าปกติ “ไคเป็นแบบไหนฉันก็ชอบทั้งนั้น ต่อให้ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ฉันก็ชอบอยู่ดี” 

แต่แค่ชอบให้พูดมากกว่า... 

ใครบางคนคิดในใจอย่างเงียบงัน พอเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของคนที่ปกติมักเย็นชากับคนอื่นแล้วก็รู้สึกประหลาด แม้จะเป็นพวกไม่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึกช้า ทว่ามิคาเอลชัดเจนกับเขามาโดยตลอด และไคก็ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไร  

เขาไม่ได้ไร้ความรู้สึกไปเสียทั้งหมด... อย่างน้อยก็ตั้งแต่ได้เจอกับคนตรงหน้า ทว่าแค่แสดงออกมาไม่เป็นก็เท่านั้น 

พอคิดว่าจะมีบ้างหรือเปล่าที่คนที่แสนมั่นใจในตัวเองจะเกิดความลังเลไม่แน่ใจขึ้นมา ร่างกายที่แสดงออกเก่งกว่าคำพูดก็จัดการรวบเอวคนบนตักเข้ามาแนบชิด มือกดศีรษะทุยให้ซบลงบนบ่า ดูเป็นการกระทำที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่กลับทำให้มิคาเอลตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมาจากอก  

และในไม่ถึงสิบวินาทีเขาก็หลุดยิ้มกว้าง กอดตอบอ้อนแขนอบอุ่นอย่างเต็มใจและมีความสุข  

“ไคกำลังจะทำให้ฉันได้ใจ” 

“…อืม” 

“อืมคืออนุญาตให้ได้ใจใช่ไหม” มิคาเอลถูไถศีรษะที่ซบบ่าไคไปมา ก่อนจะเงยหน้ามองคนที่ยังกอดกันไว้ด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ 

“ใช่” คราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำตอบให้คิดไปเอง เพราะไคจงใจเอ่ยอนุญาตอย่างตรงไปตรงมา เพียงเท่านั้นเสียงหัวเราะสดใสก็ดังออกจากปากของคนเย็นชา ทั้งท่าทางและสีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าเขาดีใจมากจริงๆ 

“แค่นี้ฉันก็ดีใจแล้ว แต่คงจะดีใจมากกว่านี้ถ้าวันหนึ่งได้รู้บ้างว่าไครู้สึกยังไง เพราะงั้นฉันจะรอคำตอบนะ” 

“รอ…ได้?” 

“ได้สิ ไคก็รู้ว่าฉันรอได้ทั้งชีวิตอยู่แล้ว”  

นั่นเพราะเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป... ไม่มีเหตุผลใดๆ ให้ต้องรีบ เพราะเท่าที่เป็นอยู่นี้เขาก็มีความสุขมากอยู่แล้ว 

ไคออกแรงโอบรัดเอวคนบนตักแน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาฉายแวววูบไหวแบบที่มิคาเอลไม่ทันสังเกตเห็น ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวจนคนคิดน้อยอย่างเขาไม่รู้ว่าควรเรียบเรียงอย่างไร บางทีอาจต้องใช้เวลานานหน่อย แต่อย่างน้อยไคก็ตัดสินใจแล้วว่าจะให้ทุกอย่างตามที่อีกคนร้องขอ  

เขาไม่เคยปฏิเสธมิคาเอล...และมันก็จะเป็นแบบนั้นตลอดไป 

“จริงสิ! ฉันซื้อของมาด้วย” มิคาเอลผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น จากนั้นคว้าข้อมือของคนที่ยังนั่งงงเพราะตามไม่ทันให้เดินตามขึ้นไปด้านบนโดยไม่ได้หยิบอะไรไปด้วย ถึงอย่างนั้นคนตามก็ไม่ได้ขัดอะไร ถูกจัดวางให้นั่งยังไงก็นั่งแบบนั้นอย่างว่าง่ายเหมือนเช่นที่เป็นมาโดยตลอด 

“…หนัง?” 

ไคกะพริบตาช้าๆ มองแผ่นซีดีที่ถูกยื่นมาตรงหน้าด้วยแววตาไม่บ่งบอกอารมณ์ ถึงอย่างนั้นก็เริ่มคาดเดาอะไรบางอย่างได้ เมื่อเห็นว่าบนหน้าปกซีดีเป็นภาพชายหญิงสองคนกำลังจูบกัน 

“ฉันเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่เคยดูหนังกับไคเลยสักครั้ง วันนี้ฉันว่างแล้ว เรามาดูหนังกันเถอะ ไคไม่ต้องรีบกลับไปทำงานใช่ไหม” อันที่จริงมิคาเอลรู้ดีอยู่แล้วว่าคนของเขายังทำงานไม่เสร็จ แล้วก็รู้ดีว่าไคไม่เคยปล่อยให้งานค้าง แต่คราวนี้เขาอยากเอาแต่ใจเพราะอยากใช้เวลากับไคแทนช่วงเวลาที่เสียไปกับเรื่องน่ารำคาญทั้งในอดีตและในอนาคต ดังนั้นจึงลองเสี่ยงออดอ้อนดูสักครั้ง และดูเหมือนมันจะได้ผลดีเสียด้วย 

“…อืม” 

ด้วยเหตุนั้นเองผู้ชายสองคนที่ไม่เคยใช้เวลาว่างไปกับการดูหนังเลยสักครั้งจึงนอนกอดกันดูหนังรักที่ไม่ได้เข้ากับพวกเขาเป็นอย่างยิ่งอยู่บนเตียง  

“ผมรักคุณ...” 

“ฉันก็รักคุณค่ะ” 

สองหนุ่มสาวในจอภาพค่อยๆ ขยับกายเข้าหากันแล้วเริ่มประกบจูบอย่างดูดดื่ม อะไรต่อมิอะไรแลดูจะเลยเถิดไปเรื่อยๆ จนหากเป็นคนทั่วไปคงมีจิกหมอนขาดกันบ้าง 

ทว่าสำหรับชายสองคนที่กำลังดูอยู่นั้น... 

ไคมีสีหน้าไม่ต่างไปจากเดิม ส่วนมิคาเอลในยามที่ไคไม่ได้มองนั้นจ้องจอโทรทัศน์อย่างเฉยชาไร้อารมณ์ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ ใช้คำว่าไม่อินเลยสักนิดก็คงไม่ผิดนัก 

ในจังหวะนั้นเองที่คนชวนดูหนังเผลอแตะโดนอะไรบางอย่างในกระเป๋ากางเกงเข้า ดวงตาสีเขียวคู่คมทอประกายวิบวับก่อนมุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มไม่น่าไว้วางใจ 

“ไค” 

“อืม” 

“กินไหม”  

มิคาเอลยื่นส่งซองอะไรบางอย่างที่มีสีฟ้าปนชมพูไปให้คนด้านข้าง จากนั้นจึงผละกายที่ซุกอกอีกฝ่ายอยู่ออกแล้วจ้องมองใบหน้านั้นลุ้นๆ กระทั่งเห็นไคใช้ปากฉีกของที่รับไปคล้ายกำลังฉีกถุงขนม เขาจึงแลบลิ้นเลียริมฝีปากและโยกตัวไปคล่อมตักคนที่พิงพนักเตียงในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนอย่างรวดเร็ว 

ในส่วนของคนที่เพิ่งรู้ว่าทำอะไรลงไปนั้น... ตอนนี้จ้องมอง ‘ถุงยาง’ ในมือและนิ่งค้างไปนานแล้ว 

“ไค…” มิคาเอลเอ่ยเสียงกระเส่า ขณะบดเบียดร่างกายเข้าหาอย่างจงใจ...โดยเฉพาะช่วงล่างที่นั่งทับอะไรบางอย่างอยู่ 

ส่วนคนโดนรุกแบบไม่ทันตั้งตัวตอนนี้ได้แต่ใช้มือสองข้างจับเอวมิคาเอลไว้ไม่ให้ขยับไปมา คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคราวนี้เจ้าตัวไม่ยอมหยุดโดยง่าย อะไรๆ ที่ดูจะสงบคล้ายไม่รู้สึกรู้สาก็เริ่มออกอาการขึ้นทีละน้อย และอีกไม่นานคนที่อยู่ด้านบนก็คงรู้สึกตัวในที่สุด หากไม่ใช่ว่า... 

“อย่าซน” 

เพียงพูดด้วยน้ำเสียงเข้มๆ คำเดียวกลับได้ผลชะงักยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด คนที่เพิ่งเคยโดนดุเป็นครั้งแรกถึงกับติดสถานะมึนงงไปชั่วขณะจนถูกยกออกจากตักให้กลับไปนอนพิงอกดีๆ ก็ยังไม่รู้สึกตัว 

ความรู้สึกของมิคาเอลในยามนี้ก้ำกึ่งระหว่างตกใจกับดีใจ... 

หากถามว่าคนบ้าอะไรถูกดุแล้วดีใจ เขาคงตอบได้อย่างหน้าไม่อายว่าเป็นตัวเอง  

นั่นไคเลยนะ... ไคที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาถึงกับดุเขา นี่มันน่ายินดียิ่งกว่าอะไรซะอีกไม่่ใช่หรือไง 

พอคิดมาถึงตรงนี้คนที่ยั่วไม่สำเร็จ อดเป็น ‘เมีย’ แบบที่คาดหวังมาโดยตลอดก็อารมณ์ดี เอนกายกอดไคแล้วซุกหน้าเข้าหาอกอบอุ่นอย่างมีความสุข ไม่ได้รู้เลยว่าหากไม่กลายเป็นหุ่นไปเมื่อครู่ เขาคงได้สัมผัสกับอะไรๆ ที่อยากสัมผัสไปแล้ว 

“ที่ฉันบอกว่าจะรอคำตอบนั่น ฉันพูดจริงๆ นะ” มิคาเอลวนกลับไปพูดถึงเรื่องเดิมอีกครั้งทั้งที่รอยยิ้มยังไม่หายไปจากใบหน้า เมื่อสัมผัสได้ว่าไคชะงัก เขาจึงเงยหน้ามองแล้วขยับไปแตะจูบลงบนแก้มซีดอย่างอ่อนโยน “จะนานแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้ไคบอกฉันก็พอ” 

“…” 

“เรื่องบางเรื่องต่อให้ไคไม่พูดฉันก็เข้าใจได้” 

“…” 

“แต่เรื่องของความรู้สึก แม้แต่คนหน้าด้านอย่างฉันก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น