บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สิ้นแสงสุรีย์น้องพี่สิ้นกัน

ชื่อตอน : สิ้นแสงสุรีย์น้องพี่สิ้นกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 84

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2562 10:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สิ้นแสงสุรีย์น้องพี่สิ้นกัน
แบบอักษร

สิ้นแสงสุรีย์น้องพี่สิ้นกัน 

 

                             “เจ้านางศศิพินทุเทวีขอเข้าเฝ้าพระยะค่ะ”

                             เช้าตรู่วันหนึ่งที่พระเจ้าหรรษชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ เตรียมจะออกไปใส่บาตรให้กับพระที่นิมนต์ไว้ในเขตพระราชวัง

                             “เตรียมเผื่อลูกทันมั้ยเพคะ”

                             น้ำเสียงแจ่มใส พระพักตร์ที่มีรอยยิ้มพิสุทธิ์ สะอาด สว่าง กลับมาแล้ว

                             “ศศิพิน” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาด้วยความดีใจจนแยกไม่ออกว่าเสียงใครดังกว่าใคร ทั้งสองพระองค์ทิ้งเครื่องประดับที่นางกำนัลกำลังนำมาถวายเพื่อสวมศรีษะทิ้งลงบนพระแท่นทันที

                             “พวกเจ้าได้ยินมั้ย ออกไปเตรียมของสำหรับใส่บาตรให้ลูกค้าบัดเดี๋ยวนี้” สุรเสียงพระมเหษีเทวีแม่ชีบุญที่นำดวงจิตฉันกลับเข้าไปหาหลวงตาท่านมหาเถรสังฆราช เต็มไปด้วยความยินดี ปราโมทย์

                             “ลูกจะเปลี่ยนเครื่องทรงก่อนมั้ยลูก ยังพอมีเวลา” พระมเหษีเทวีกล่าวเพราะเห็นเจ้านางยังทรงนุ่งขาวห่มขาวและมวยผมไว้ที่ท้ายทอย

                             “ได้เพคะเสด็จแม่ ค่อย ๆ เพคะ ลูกเดินเองได้ เสด็จพ่อเสด็จแม่ทรงเครื่องยศต่อเถอะเพคะ ไปมะลิมาศ ไม่เจอข้านานนั่งอ้าปากอยู่นั่นล่ะ ไปแต่งตัวให้ข้า”

                        ความร่าเริงแจ่มใสเช่นนี้ ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก เจ้าไม่ได้ทรงเหมือนผู้ที่ผ่านความร้าวระทมแห่งรักมาก่อนเลย ดวงจิตของฉันก็พลอยแจ่มใสไปกับเจ้านางด้วย แต่ยังคงสงบนิ่งอยู่กับบุรุษข้างกายฉัน เขามีหน้าที่ของเขาที่ต้องพาฉันมาที่นี่ ฉันมีหน้าที่ของฉันที่ต้องรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับที่นี่ เราต่างทำหน้าที่ของตนไป 

                        บ่าว ไพร่ ในราชสำนัก ตื่นเต้นดีใจ ที่เจ้านางศศิพินทุเทวี กลับออกมาจากมหาวิหารและยังทรงร่าเริง ยิ้มแย้ม ทักทาย ข้าราชบริพารทุกคน ใส่บาตรเสร็จแล้ว พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ก็กล่าวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เพราะเกรงว่าเรื่องที่จะพูดนี้จะทำให้ความร่าเริงสดใสเบื้องหน้าหายไป 

                        “เช้านี้พ่อให้ครอบครัวของขุนหลวงลาภวัตมนตรีเข้ามาเพื่อชำระเรื่องราวที่ค้างไว้ เอ่อ....” 

                         พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ที่ยิ่งใหญ่กลับไม่กล้าเอ่ยอะไรที่จะกระทบกระเทือนผู้เป็นยอดดวงใจของพระองค์ พระองค์เจ็บปวดหนักหนากับภาพของพระธิดาสุดที่รักริมลำน้ำจรเข้ในวันนั้น และไม่อยากเสียความร่าเริง หรรษาของพระธิดาในเช้าวันนี้ไป 

                              “เสด็จพ่อเสด็จแม่ตัดสินพระทัยตามที่เห็นสมควรเลยนะเพคะ ส่วนคำตอบที่ลูกต้องตอบนั้น หลังลูกกลับมาจากมหาวิหารเทียมสุวรรณ ลูกจะเข้ามาทูลเสด็จพ่อเสด็จแม่เพคะ ตอนนี้เราไปเสวยอาหารเช้ากันดีมั้ยเพคะ ลูกไม่ได้เสวยมื้อเช้ามานานหลายเพลาแล้ว”

                              ภาพของสามคน พ่อ แม่ ลูก ที่สวมมงกุฎ เครื่องประดับพระยศอย่างสมพระเกียรติครอบครัวของผู้เป็นใหญ่ในแคว้นที่มีความมั่งคั่งเจริญในทุกด้านรองเพียงแคว้นศูนย์กลางของอาณาจักรทวาราวดีเท่านั้น ดูไม่ต่างจากครอบครัวอื่นใดเลยที่ลูกคล้องแขนพ่อกับแม่เข้าไปในพระราขวังแทนที่จะเป็นบ้าน

                              เพราะความที่มียศศักดิ์เช่นนี้ การแสดงออกถึงความรักของพ่อ แม่ลูก จึงต้องมีแบบแผน ไม่สามารถแสดงงโดยเปิดเผยเพื่อทรงไว้ซึ่งพระเกียรติของแต่ละพระองค์ แต่การกระทำของเจ้านางในเวลานี้ฉันสัมผัสได้ถึงความสุข ความปิติของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่เต็มตื้นขึ้นมาถึงพระอุระไม่สามารถจะเอ่ยคำใดได้ นอกจากยิ้มและเดินตามพระธิดาที่ดึงให้เดินไปพร้อม ๆ กัน น้ำตาของคนเป็นพ่อแม่คลอขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นสุขนัก

                              หลังเสวยพระกายาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้านางศศิพินทุเทวีหันไปหานางกำนัลคนสนิท

                              “มะลิมาศ ช่วงที่ข้าอยู่ในมหาวิหาร ดอกบัวจากคลองบัวส่งเข้าไปให้ข้าไม่หมด ตอนนี้เน่าเสียไปแล้วหรือยัง”

                              “เสียไปเป็นจำนวนมากเพคะ หม่อมฉันเอาเข้าไปใส่พานในวิหารเผื่อเวลาพระองค์ออกมาจะได้พับดอกบัวบูชาครบทุกองค์พระในมหาวิหารและเผื่อจะโปรดพับลอยลำธาร แต่พระองค์ใช้ไปเพียงไม่กี่สอบดอกเท่านั้นเอง หม่อมฉันต้องนำกลับออกมาถวายพระไปทั่วเมืองเลย” นางทำเสียงละห้อย

                              “โถ โถ มะลิมาศ ไปเลือกดอกบัวที่ยังพอใช้งานไปไว้ให้ข้าในมหาวิหารนะ ส่วนดอกบัวที่มาให้วันนี้เอาไปให้ข้าที่มหาวิหารเทียมสุวรรณ” 

พระนางยังคงร่าเริง สดใส ใช้น้ำเสียงที่เคยปลอบนางกำนัลผู้นี้ยามที่พระองค์ทรงโกรธเกรี้ยวด่าว่า เมื่อคลายลงก็จะมาอ้อนขอโทษตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นางซับน้ำตาแล้วค่อย ๆ คลานออกไป

                             “อะไรกันนี่ ข้าออกมาจากมหาวิหารสร้างความเสียใจให้ทุกคนขนาดนี้เลยหรือ”

                             สิ้นพระสุรเสียง เหล่านางกำนัล นายเวร ต่างซับน้ำตา สะอึกสะอื้น แม้แต่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนฤนาถ

                             “ครานี้เลยร้องกันใหญ่เลย งั้นหม่อมฉันเสด็จกลับเข้ามหาวิหารเช่นเดิมนะเพคะเสด็จพ่อเสด็จแม่”

                             นางแกล้งขยับกาย ส่งผลให้ถ้วนทั่วทุกบุคคลชะงักเข้าไปหาพระนางอย่างลืมตัว

                             พระนางทรงพระสรวล ช่างงดงาม น่ามองเหมือนดวงจันทร์แจ่มฟ้ายิ่งนัก 

                             “ลูกจะเสด็จไปอย่างไรศศิพิน” 

                             น้ำเสียงของพระมเหษีเทวีดูเหมือนขลาดกลัวและหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยบาอย่างออกมา

                             “ลูกก็ขึ้นเสลี่ยงไปให้นายเวร ทหารพาไป มหาวิหารไม่ได้อยู่ไกลนัก เอาทหารไปสัก 10 คนก็ดูยิ่งใหญ่สมพระเกียรติลูกแล้วเพคะ ใครในแคว้นนี้จะกล้าเข้ามาทำร้ายพระธิดาแห่งองค์พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ก็ให้รู้กันไป”

                             พูดจบพระนางก็เอนพระเศียรซบลงที่ไหล่ของพระมเหษีเทวี

                             ฉันรู้ดีว่าสิ่งที่พระมเหษรีเทวีกล่าวออกมาไม่หมดก็คือว่า ใครจะเป็นองค์รักษ์ให้กับพระธิดาของพระองค์ แต่เจ้านางไม่ทรงปล่อยให้ทุกคนต้องอึดอัด จึงทรงสั่งการทุกอย่างเองหมด ใครทำหน้าที่อะไรตรงไหน ใครเตรียมของถวายพระ เตรียมของที่จะตั้งซุ้มให้นาง

                             ตลอดการเดินทางไปยังมหาวิหารเทียมสุวรรณ ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เมื่อไปถึงคงได้เวลาถวายเพลพระพอดี พระนางทรงพับดอกบัวที่บ่าวรับจากชาวบ้านคลองบัวในเช้าวันนี้บนเสลี่ยงไปตลอดทางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้ร่าเริงเช่นเมื่อครู่ในพระราชวัง ไม่ได้เงยหน้ามองดูวิวสองข้างทาง ทรงก้มหน้าจดจ่ออยู่กับกลีบดอกบัวทุกกลีบ

                             หลังจากรับฟังข้อราชการจากขุนหลวง อำมาตย์ ทั้งหลายทุกระดับชั้นในห้องท้องพระโรงใหญ่เสร็จแล้ว พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ก็เอ่ยด้วยสุรเสียงอันดังก้องไปทั้งท้องพระโรงว่า

                             “ขุนหลวงลาภวัต แม่เมืองจารุศจี อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยตามข้าไปในห้องพระโรงชั้นใน”

สุรเสียงของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ต่างกับที่ทรงตรัสหารือข้อราชการในท้องพระโรงเมื่อสักครู่ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา แม้กระทั่งขุนนาง อำมาตย์คนใดมีข้อผิดพลาดในราชการ พระองค์ก็ทรงให้คำแนะนำและหาทางออกให้ หากพบข้อผิดปกติที่กระทำการให้บ้านเมืองเสียหาย ยักยอกผลประโยชน์แผ่นดินเข้าสู่ตน หรือรังแกประชาชน คำสั่งลงโทษแม้บางครั้งที่ถึงกับประหารชีวิต สุรเสียงก็ยังเปี่ยมด้วยพระเมตตา สั่งสอนก่อนได้รับโทษทัณฑ์ต่าง ๆ ก่อนว่ามีความผิดเยี่ยงไรและเพราะเหตุใดจึงต้องรับโทษเยี่ยงนี้  แต่กลับเรื่องที่จะต้องเข้าไปคุยในท้องพระโรงชั้นในสุรเสียงกลับเปลี่ยนไป พร้อมด้วยท่าทางที่ฉุนเฉียวเช่นเดียวกับพระมเหษีเทวีนทีนาถ 

                        ต่อเมื่อได้ฟังเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงจากอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยและข้อเกี่ยวกับการเมืองที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น ทั้งสองพระองค์จึงสงบลงได้ พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ซึ่งเป็นชายด้วยกันดูจะเข้าใจง่ายกว่าด้วย 

                             “แม้ข้าจะเข้าใจอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยแต่ข้าไม่มั่นใจว่าศศิพินจะคิดเช่นเดียวกับข้า”

                             “ข้าว่าลูกคิดได้เพคะ ลูกถึงไม่ยอมเข้าพิธีอภิเษกกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยจนนางอายุมากขึ้นกว่าที่ควรจะมีครอบครัวของตัวเองได้แล้ว นางไม่ยอมรับโบราณาราชประเพณีที่เหล่าผู้ชายทั้งหลายต้องมีภรรยาหลายคนเป็นแน่ หากวันหนึ่งที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยได้เลื่อนชั้นยศตามการอภิเษก เหตุการณ์ย่อมเป็นไปตามที่รณกฤตคิดไว้”

                             สุรเสียงพระมเหษีเทวีนฤนาถ คลายจากความโกรธ และเริ่มหยิบหมากที่เจียนไว้ขึ้นมาเคี้ยวช้า ๆ คิดหาทางออกและฉันสัมผัสถึงความรู้สึกเห็นใจเข้าใจที่ทั้งสองพระองค์มีต่ออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยจากที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะลงโทษครอบครัวนี้ให้สาสมที่ทำความเจ็บช้ำให้กับดวงพระทหัยของพระองค์และลงโทษพระองค์เองมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่ทรงฝ่ากระแสโชคชะตามตามคำทำนายของพระมหาราชครู และวางตัวรณกฤตไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ตามที่ทำนายไว้ได้

                       “เรื่องราวเหล่านี้เกี่ยวข้องทั้งกับการเมืองภายนอกและภายใน” พระนางเอ่ยขึ้นด้วยสุรเสียงที่ปนความเศร้า 

                       “แต่ข้าก็ไม่ได้กระทำการอะไรที่ผิดจากที่รับปากเจ้ากับลูกอีกเลบนะนทีนาถ” 

                       “เพคะพระองค์ หม่อมฉันซาบซึ้งในพระราชหฤทัยนี้ยิ่งนัก แต่พระราชธิดาของเจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ที่พระองค์ต้องรับไว้นั้นพวกนางก็ไม่ได้มีความสุขเลย” 

                       “ที่ผ่านมานางใดที่ทูลขอพี่เพื่อไปสร้างครอบครัวของนางกับคนที่นางพึงพอใจ ข้าก็ไม่เคยขัดข้องแล้วยังให้ทรัพย์สินเงินทองรวมทั้งจัดงานไม่ให้น้อยหน้าไปกว่าการอภิเษกสมรสตามชั้นยศของเจ้านางแต่ละองค์เลย และข้ายังตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปแจ้งตั้งแต่ต้นเพื่อให้พระราชบิดา มารดา ของเจ้าเมืองแต่ละแคว้นได้รับรู้พร้อมกับเหตุผลที่ทำให้ข้าต้องตัดสินใจเยี่ยงนี้ที่จะนำความสุขมายังพระราชธิดาของพระองค์เองด้วย” 

                      “แต่บรรดานางที่เหลืออยู่ก็แบ่งฝักแบ่งฝ่าย สร้างอำนาจบารมีในหมู่พวกนางกันเองอยู่มิใช่น้อย ข้าเองไม่ได้อยากรับรู้ แต่พระสนมเอกของพระองค์ก็หมั่นมาแจ้งแก่ข้าอยู่เสมอให้ไปตัดสินความ” 

                             ทุกคนในท้องพระโรงต่างเงียบงันไปหมด

                             “ข้าไม่ติดใจเอาความจากพวกท่าน ด้วยข้าเข้าในเหตุผลทั้งหมดที่พวกเจ้าแสดงให้เห็น โทษจากข้าจึงยังไม่มี เพราะพวกเจ้ารับราชการมานาน รับใช้จนข้าไว้ใจเจ้ามากลาภวัต ส่วนรณกฤต ความสามารถของเจ้ามันก็ประจักษ์ชัดถึงความรู้ความสามารถ ความตั้งใจทำงาน ไม่เคยให้ข้าต้องผิดหวังใด ๆ เลย ยกเว้นครั้งนี้ หากจะลงโทษพวกเจ้าก็จะไม่เป็นธธรม  การณ์ครั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับศศิพินแล้วล่ะ”

                             “ตอนนี้นางไปสักการะองค์พระในมหาวิหารวัดเทียมสุวรรณ กว่าจะกลับเข้ามาคงใกล้เพลาเย็น” 

                             ฉันรู้ได้ว่าพระมเหษีเทวีนทีนาถทรงใช้ความคิดในการคาดคะเนน้ำพระทัยของพระราชธิดาของพระองค์ นางผ่านการเจ็บช้ำน้ำใจจนแหลกสลายเยี่ยงนั้น ด้วยนิสัยของนางไม่น่าจะปล่อยให้เรื่องราวจบลงแบบนี้เป็นแน่

                             “ใครตามเสด็จดูแลพระนางพะยะค่ะ” อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีความห่วงใย

                             “นางให้นายเวร ขุนทหารอารักขา เนื่องจากนางเห็นว่าไม่ได้ไกลจากพระนครนัก มีผ่านช่วงป่าไม่กี่มากน้อย จำนวนทหารที่เอาไปมากพอที่จะคุ้มครองนาง รวมทั้งข้าเองก็ส่งนางกำนัลไปให้ไม่น้อยเพื่อให้คอยดูแลนางมิให้ตกหล่นในเรื่องใดได้”

                             “งั้นเพลาบ่ายใกล้เย็น ขอให้พวกเจ้ากลับมาที่นี่อีกครั้ง เพื่อฟังคำตัดสินของเจ้านางศศิพินทุเทวีอีกครั้ง ข้าคิดว่าในยามนี้นางน่าจะมีเหตุผลในการรับฟังมากพอ พวกเจ้ากลับไปรอที่บ้านก่อนเถิด”

                             ทั้งสามคนถวายบังคมลา แต่ไม่ได้กลับบ้านอย่างพระดำรัสของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ แต่กลับไปยังมหาวิหารด้านข้างพระราชวังอันเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระปางนางปรคสีดำขนาดใหญ่ เพื่อกราบไหว้และรับฟังธรรมจากพระสงฆ์ที่เข้ามาปฎิบัติในมหาวิหารแห่งนี้

               ใกล้เพลาที่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเตรียมเก็บข้าวของเข้าร้านเพื่อจัดเตรียมอาหารเย็น ขบวนเสด็จของเจ้านางศศิพิยทุเทวีก็เสด็จมาถึงพระราชวัง 

                             เมื่อเข้าไปในห้องท้องพระโรงชั้นใน ก็ทรงชงักเท้าที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป เพราะเบื้องหน้าบัลลังก์เล็กนั้น มีผู้คนนั่งอยู่บนตั่ง ด้านขวา 2 คน คือขุนหลวงลาภวัตและแม่เมืองจารุศจี ทางเบื้องซ้ายบุคคลที่พระนางไม่แน่ใจว่าพร้อมที่จะพบหน้าได้หรือยังนั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย

                             แต่เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วจะชักเท้ากลับก็คงไม่ทัน เพราะทุกคนให้ท้องพระโรงเล็กแม้แต่นายเวร นางกำนัล ต่างก็มองมาที่พระองค์  อย่างไรก็ต้องเผชิญสถานการณ์นี้อยู่ดี  ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว พระนางจึงตัดสินพระทัยก้าวเข้าไปในท้องพระโรงเล็ก ขึ้นบันได้ด้านข้างเพื่อไปนั่งบนบัลลังก์ด้านหลังพระมเหษีนทีนาถ

                             “ศศิพิน พ่อได้ไต่สวนความทั้งหมดด้วยตัวพ่อเองแล้ว เรื่องราวทั้งหมดนั้นควรจะให้ความเป็นธรรมกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยบ้าง เขามีเหตุผลและอธิบายได้กระจ่างชัด ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำลงไปโดยขาดความยั้งคิด”

                             ฉันอยากจะเอ่ยปากเถียงแทนเจ้านางศศิพินทุเทวี หากเสียงของหลวงตายังย้ำเตือนอยู่ในดวงจิต หน้าที่ของฉันเป็นเพียงผู้ชมภาพยนต์เรื่องนี้เท่านั้น

                      “เรื่องทั้งหมดทั้งปวงเป็นความผิดของแม่เองทั้งหมด แม่ไม่ต้องการให้เจ้าต้องอยู่อย่างโดดเดียวยามที่ไม่มีพ่อหรือแม่ แม่จึงอบรมสั่งสอนให้รณกฤตต้องมารับหน้าที่นี้เพื่อฝ่าฝืนคำทำนายของท่านมหาราชครู แม่คิดว่าแม่ได้เลือกคนที่ไว้ใจได้ที่สุดแล้ว แต่แม่ลืมไปว่าด้วยหน้าที่ของผู้ต้องดูแลทุกข์สุขอาณาประชาราษฎร์ ไม่ว่าจะอำมาตย์ชั้นยศใดก็ต้องมีเรื่องเหล่านี้เข้ามาพัวพัน แล้วรณกฤติที่คนรู้กันทั้งอาณาจักรว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นราชบุตรเขยแล้วถ้าบุญบารมีเขามากพอ วันหนึ่งเขาอาจได้เป็นผู้ครองแคว้นรัฏฐณสุวรรณ เป็นเรื่องยากที่เขาจะหลีกหนีชะตากรรมเรื่องนี้” 

                      น้ำเสียงของพระมเหษีเทวีเศร้าสร้อยอย่างรู้สึกผิด พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์หันไปมองพระราชธิดาด้วยสายพระเนตรอ่อนโยน พระองค์ทรงหวังว่าในยามนี้ที่พระราชธิดาเยือกเย็นลงแล้วจะเข้าใจและเห็นใจทุกฝ่าย 

                      บุคคลทั้งสามที่นั่งอยู่บนตั่งแต่ละด้าน หน้าตายังคงหมองคล้ำ พระแม่เมืองจารุศจีต้องคอยยกผ้าขึ้นซับน้ำตาอยู่บ่อย ๆ 

                     “ลูกเข้าใจเรื่องนี้ดีเพคะเสด็จพ่อ” น้ำเสียงที่สดในทำให้ทุกคนในห้องแย้มยิ้มออกมาได้ คนที่แย้มยิ้มได้กว้างกว่าใครอื่นคืออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  

                     “ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ก็คงอยู่ในสภาพที่ลำบากใจมานานแล้ว เรื่องทั้งหมดทั้งปวงเสด็จแม่อย่าโทษพระองค์เองเลยนะเพคะ มันคือชะตากรรมของลูก ทุกอย่างดำเนินไปตามกรรม และตอนนี้ลูกจะแก้ไขปัญหานี้เอง” 

                      สีหน้าทุกคนแย้มยิ้มเต็มไปด้วยความหวังเดียวกัน เจ้านางศศิพินทุเทวีสงบเงียบเรียบเฉย ไร้ซึ่งวี่แววแห่งอารมณ์ใด ๆ ที่จะสัมผัสได้ 

                      “ลูกขออนุญาตท่านพ่อให้ทุกคนได้ทำหน้าที่ของตนตามปกติเช่นที่เคยมา” 

                             ขุนหลวงลาภวัต แม่เมืองจารุศจี และอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย นอกจากยิ้มแล้ว ยังขยับลำตัวให้นั่งตรงได้อย่างกระตือรือร้นที่จะฟังถ้อยรับสั่งต่อไปของเจ้านางศศิพินทุเทวี

                             “ได้สิลูก ได้สิ พ่อดีใจที่ท้ายที่สุดแล้วเจ้าคิดได้ ละจากโทสะได้” แม้แต่น้ำเสียงของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ยังแฝงความตื่นเต้นไว้ไม่มิด

                             “ยกเว้นท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ลูกขอถอดเขาออกจากตำแหน่งราชองครักษ์ประจำตัวลูก”

                             บรรยากาศที่สดใสวูบดับลงทันที รอยยิ้มยังค้างอยู่บนใบหน้าของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย

                             “ขอแสด็จพ่อทรงหาทหารที่เก่งกล้า ไว้วางใจได้มาทำหน้าที่นี้แทน โดยจะทำหน้าที่เฉพาะเวลาที่ลูกออกนอกเขตพระราชวังเท่านั้นเพคะ”

                             ไม่มีอารมณ์ใด ๆ ที่แฝงอยู่ในสุรเสียงของเจ้านาง ใบหน้าที่สลดลงอย่างชัดเจน ฉับพลันของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย สร้างความเป็นห่วงและสงสารให้กับทุกคนในห้องนั้น 

                             “หากไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับลูกแล้ว ช่วงนี้ลูกขออยู่ในพระมหาวิหารอีกสักระยะนะเพคะเสด็จพ่อ เสด็จแม่ ลูกจักมาเข้าเฝ้าทุกเช้าจนว่าราชการเสร็จ หลังจากนั้นลูกจะกลับเข้าวิหาร เมื่อลูกแข็งแรงดีกว่านี้ลูกจะกลับมาอยู่กับเสด็จพ่อเสด็จแม่เช่นเดิมนะเพคะ”

                             กล่าวจบเจ้านางก็เสด็จลงจากบันได้เพื่อที่จะเสด็จผ่านพระวิสูตรเข้าเขตชั้นในอันจะเชื่อมต่อไปยังมหาวิหารได้

                             คำว่า “หากลูกแข็งแรงดีแล้ว” ทำไมพี่ชายคนนี้จะไม่รู้ว่าน้องรักยังไม่คลายจากความเจ็บปวด ก่อนที่พระวรกายจะพ้นพระวิสูตรเข้าไป อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย รีบลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวด้วยสุรเสียงดังว่า

                             “ขอพระราชทานอนุญาตพะยะค่ะ ข้าขอเวลาพูดคุยกับเจ้านางสักครู่ได้มั้ยพะยะค่ะ” ประโยคที่เขารีบพูดออกมานี้ ไม่รู้ว่าเขาขออนุญาตจากใคร เพราะความเร่งที่จะพูดอย่างเร็วที่สุดก่อนร่างอรชรนั้นจะพ้นสายตาไป

                             “ศศิพิน เจ้าควรพูดอะไรกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ให้เข้าใจกันกว่านี้ก่อนนะลูก”

เจ้านางหันกลับมามองไปยังดวงหน้าของทุกคนในห้องนี้ที่มีสายตาวิงวอนออกมาอย่างชัดเจน”

                             “ให้เขาไปรอลูกที่ด้านหน้ามหาวิหาร ลูกขอไปเอาของที่ห้องบรรทมสักครู่เพคะ”

                             ริมสระบัวหน้ามหาวิหารมีต้นคูนสีเหลืองอร่ามบานเต็มลำต้น ยาวไปตลอดแนวคันดินด้านหน้าพระมหาวิหารจนลึกเข้าไปยังชั้นในของกำแพงเสมือนภาพเขียนที่ทาสีน้ำตาลเป็นแท่งตรงและสีเหลืองปกคลุมด้านบนทั้งหมด ยิ่งเพลาเย็นแสงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเยี่ยงนี้ ยิ่งดงามปนความเศร้าสำหรับหัวใจของชายหนุ่มที่นั่งลงบนแท่นหินภายใต้ร่มไม้นี้

                             เขานั่งมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับของฟ้าเบื้องหน้า เงาของสตรีนางหนึ่งก็ปรากฎกายเดินออกมาจากแสงนั้น ทำให้เขาลุกขึ้นยืนทันที

                             “น้องหญิง” น้ำเสียงของเขาตื่นเต้น ดีใจ

                             “ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ข้าขอโทษที่ให้รอนาน”

                             ทั้งฉันและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เริ่มผิดสังเกตกับสรรพนามที่เจ้านางใช้แทนตัวเองและเรียกชื่อของอีกฝ่ายหนึ่ง รวมกับน้ำเสียงที่เย็นชา ใบหน้าสงบเงียบ”

                      “ท่านมีอะไรจะพูดกับข้า ขอให้รีบว่ามาเถิด เมื่ออาทิตย์สิ้นแสงวันนี้ข้ามีกิจที่ต้องทำในมหาวิหาร” 

                      “พี่เป็นห่วงน้องหญิง เกรงว่าน้องจะทุกข์โศกเสียใจกับเรื่องที่ผ่านมาจนเจ็บป่วย พี่เองก็ทรมานใจจนทุกข์ตรมหม่นไหม้ กว่าจะมีสติพอที่จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดแก่เจ้าและพร้อมตอบทุกคำถามที่น้องต้องการคำตอบ” 

                       “ท่านมีเวลาเป็นเจ้าพี่ของข้าเหลือเพียงช่วงแสงสุรีย์ที่เหลือ จงรีบพูดมาเถิด” 

                       “น้องหญิงหมายความเช่นไร” 

                       “ข้าหมายความตามที่ข้าพูด ข้าไม่ได้ใช้โทสะหรืออารมณ์หึงหวงอย่างที่ผ่านมา ของกำนัลที่มีค่าเหล่านี้ข้าขอคืนให้แก่ท่าน เพราะมันมีความหมายที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้ให้กับผู้รับ” 

                       “น้องหญิง พี่ไม่เข้าใจ” น้ำเสียงลนลานตะกุกตะกัก ทำให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยในสายตาฉันดูช่างน่าสงสารยิ่งนัก 

                       “ของกำนัลสูงค่าหายากจากแดนไกลทั้งหมดนี้เจ้าให้ข้าเพราะข้าสูงค่าคู่ควรกับมันหรือเพราะหน้าที่ที่เจ้าสมควรจะมอบมันให้ข้า หรือเพราะความรู้สึกใด” 

                       “พี่ตั้งใจหาของทั้งหมดนี้มาให้น้อง เพราะพี่รู้ว่าน้องชอบอะไร อัญมณีสีฟ้า ก้อนหินผลึกที่ภายในเป็นสีม่วง กำไลหินหยกจากโพ้นทะเล แหวนหางช้างที่ปกป้องคุ้มภัยอันตราย แก้วขนเหล็กป้องกันภูติผี สร้อยลูกปัดทองคำสลับเงิน สร้อยลูกปัดรัดแขนสีกลีบบัว ต่างหูที่พี่ให้ช่างทำเป็นดอกบัวหลวง ทุกสิ่งทุกอย่างนี้พี่ตั้งใจให้เจ้า” 

                             “ของทุกอย่างนี้เคยเป็นที่ชื่นตาชื่นใจแก่ข้านัก ยามที่ท่านกลับมาจากแดนไกลแล้วมอบให้ข้า ข้าคิดเองเข้าใจเองว่าท่านมอบให้ข้าด้วยดวงใจรัก ข้าไม่คิดว่าระหว่างเราสองคนคำว่าพี่กับน้อง จะเป็นเส้นบาง ๆ ที่กั้นความรักระหว่างเราไว้ได้” พระนางหยุดพูด แม้น้ำเสียงจะนิ่งแต่พระเนตรคลอด้วยหยาดน้ำตา

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย อยากคว้าตัวเจ้านางเข้ามาไว้ในอ้อมอก เพื่อปลอบไม่ให้ต้องเสียพระทัย ให้รับรู้ความห่วงใยตลอดระยะเวลาที่ผ่านเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจนาง เขาเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าอาการหรือกิริยาใดของนางสื่อความรู้สึกหรืออารมณ์ไหน เขาจึงเป็นพี่ที่รู้ใจนางทุกอย่าง รู้วิธีที่จะปลอบ จะห้ามปราม หรือแม้กระทั่งใช้น้ำเสียงดุ ที่ไม่เคยมีใครใช้ได้กับนาง               

                             ช่วงที่ผ่านมานางทุกข์ตรมหม่นไหม้แค่ไหนเขารับรู้ได้เป็นอย่างดี และอากัปกิริยานี้เขาก็รู้ว่านางต้องข่มความเจ็บปวดอย่างเหลือประมาณ แต่เป็นการข่มที่นางได้ตัดสินใจบางอย่างเด็ดขาดไปแล้ว ต่อให้ต้องเศร้าเสียใจสักแค่ไหน เมื่อนางตัดใจแล้วทิฐิของนางจะแรงกล้าจนฝ่าช่วงเวลานี้ไปได้

                             “น้องหญิงเจ้าฟังพี่อธิบายสักหน่อยนะ พี่รู้ว่าเจ้าจำใจยอมรับเรื่องนางต่าง ๆ ที่ข้าต้องรับไว้เพราะเป็นเรื่องของการเมืองเรื่องของเขตแคว้นแดนอาณาจักร แต่เจ้าอาจน้อยใจพี่เรื่องนางรำเพย”

                             “ท่านไม่ต้องพูดอะไร อธิบายอะไรแล้ว ท่านได้อธิบายมาหลายครั้งแล้ว และทุกคนแม้แต่ข้าก็เข้าใจเจ้า แต่ระหว่างเจ้ากับข้าต่างหากที่เป็นปัญหาในครั้งนี้”

                             เจ้านางหยุดพูด เงยพระเนตรขึ้นมองท้องฟ้าที่ใกล้จะมืดมิดแล้ว เพื่อให้น้ำที่คลออยู่ในดวงตาไหลกลับเข้าไปในหัวใจ

                             “เจ้าพี่รณกฤติของข้า คือคนที่ข้าจะต้องเป็นมเหษีแห่งเขา ข้าผู้ซึ่งไม่ต้องทำหน้าที่ใด ๆ ที่แม่เรือนต้องทำ แต่ข้าก็หัดทำอาหารทุกอย่างที่เจ้าพี่ชอบ หมี่กะทิ น้ำพริกปลาป่น แกงป่า              นกสับ กับแกล้มสุราต่าง ๆ ข้าอยากเป็นแม่เรือนให้ท่านมากกว่าที่จะเป็นเจ้านางศศิพินทุเทวี  แต่ด้วยหน้าที่ที่ข้ามี ข้ารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะมัวแต่อยู่กับบ้านทำสำรับอาหารรอพระสวามีกลับ แต่ข้าหวังไว้ว่าวันหนึ่งข้าจะได้ทำหน้าที่นี้ หน้าที่เมียของท่าน”

                             ครั้งนี้นางอดกลั้นไม่ไหว หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงมา อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยถลันตัวเข้าไปใกล้หมายจะซับน้ำที่ออกจากดวงตาของนาง แต่เจ้านางกระเถิบตัวถอยหลังออกห่าง

                             “แต่สำหรับท่าน ข้าคือน้องสาวผู้สูงศักดิ์ ผู้ที่เสด็จพ่อเสด็จแม่ข้า รวมทั้งบิดาและมารดาของท่านยัดเหยียดใส่หูของท่านมาโดยตลอดว่าท่านมีหน้าที่ที่ต้องปกป้องดูแลข้า ท่านจดจำคำสั่งสอนนั้นจนลึกเข้าไปในจิตใจจนลืมที่จะมีใจรักต่อข้า ลืมที่จะคิดว่าข้าเป็นเพียงหญิงคนหนึ่งที่ต้องการหัวใจรักจากชายที่ข้าหวังฝากทั้งชีวิต”

                        อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ชะงักไป สิ่งที่พระนางพูดคือสิ่งที่เขาเป็นคนกล่าวขึ้นมาที่ริมน้ำจรเข้ ที่เรือนของเขาต่อหน้าบิดาและมารดา เขาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่เขาทรมานหนักหนาจนแทบหายใจไม่ออกนี้เป็นความรู้สึกที่พี่ชายพี่ต่อน้องสาว หรือชายคนหนึ่งมีต่อหญิงคนรัก          

                        เจ้านางวางของหลายสิ่งหลายอย่างที่ใส่ในห่อผ้าทั้งหมดวางลงบนแท่นหินสำหรับนั่งใต้ต้นคูนนั้น แล้วทรงปาดน้ำตา กิริยาอาการแน่วแน่เด็ดเดี่ยว กลืนก้อนสะอื้นกลับเข้าไปในลำคอแล้วพูดด้วยสุรเสียงที่พยายามสะกดไม่ให้สั่นออกมาว่า 

                       “ดวงอาทิตย์สิ้นแสงลงแล้ว ความเป็นพี่เป็นน้องของเราลับไปพร้อมกับแสงแห่งวันนี้ สักครู่ฟ้าจะมืดมิดข้าต้องกลับเข้าสู่มหาวิหาร และในวันรุ่งเมื่อดวงอาทิตย์กลับขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าคืออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย       และข้าคือเจ้านางศศิพินทุเทวี ที่ไม่มีพันธการหรือสัญญาใด ๆ ผูกพันธ์ต่อกัน ไม่มีสิทธิ์ที่ท่านจะใช้คำว่าเจ้าพี่แทนตัวหรือบังอาจเรียกข้าว่าน้อง เราต่างมีชะตาที่ถูกลิขิตมาให้ต่างกัน” 

                        พูดจบเจ้านางเดินอย่างรวดเร็วผ่านเขาไป ด้วยลมที่พัดแรงในขณะนั้นพัดเอาหยาดน้ำตาของพระนางมาโดนที่หน้าของเขา หรือเป็นเพียงน้ำค้างที่หยาดลงมาจากพุ่มดอกไม้เบื้องบน 

                        ภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่สง่างามทรุดตัวลงไปคุกเข่ามือดันตัวจากพื้นดินไม้ให้ต้องล้มคว่ำไปกับพื้น เสียงสะอื้น กลีบดอกคูนที่โปรยปลิวประหนึ่งแทนน้ำตาของต้นไม้ที่ร่วมร้องไห้ไปกับเขาด้วย 

                        ฉันได้รับการฝึกสมาธิและเตือนสติจากหลวงตามาดีพอที่หวั่นไหวกับเรื่องราวที่ผ่านเข้ามานั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ใช่แล้ว แต่ละคนมีชะตากรรมที่แตกต่างกันและด้วยชะตากรรมที่ทำให้ต่างฝ่ายต้องมาพบมาเจอมาสร้างกรรมใหม่ต่อกัน ฉันเองก็คงมีชะตากรรมต่อทุกคนที่นี่จึงต้องกระเซอะกระเซิงจากแสงสีในเมืองหลวงศิวิไลซ์มารับรู้เรื่องราวที่ผ่านมาแล้วมากกว่าสองพันปี 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น