hedhorm
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ออกล่า

คำค้น : Don't come มันไม่ใช่คน

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 22

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2562 10:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ออกล่า
แบบอักษร

เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเอาชีวิตรอดจากบางสิ่งที่ตนกลัว ทุกคนย่อมทำทุกอย่างโดยไม่คำนึงสิ่งใด เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ แซนออกแรงวิ่งอย่างสุดกำลังเท่าที่มีเพื่อหนีให้รอดพ้นจากชายชุดดำ เธอคงลืมไปว่าดินยังติดอยู่ในห้องนั้น เสื้อผ้าของเธอเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เสียงลมหายใจของเธอดังออกมาอย่างที่เธอไม่สามารถบังคับได้ ก้อนเนื้อภายในอกเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกจากตัวเธอ แซนทรุดลงนั่งกับพื้น เธอมองข้างหลังอีกครั้ง ตอนนี้น่าจะไม่มีใครตามเธอมาอีกแล้ว แซนฟังเสียงจากข้างหลังให้แน่ใจว่าเป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆ จึงลุกขึ้นยืน เธอหยิบกล้องวีดีโอขึ้นมาดูสภาพของมันว่ายังใช้การได้ไหมและสะพายมันกลับอย่างเดิม แซนตัดสินใจเดินตรงไปข้างหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ ตลอดทางมีแสงจากหลอดไฟบนเพดาน ที่พอจะทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้แต่ก็ไม่มากนัก บางดวงกระพริบติดๆ ดับๆ บางดวงก็ส่องแสงหม่นๆ ใกล้จะดับเต็มที แซนรู้สึกขนลุกที่ต้นแขนจนไม่อยากก้าวต่อไปข้างหน้า แต่ถ้าเธอถอยหลังกลับไป เธอจะต้องเจอกับชายแปลกหน้าที่มีปืน แซนเดินต่อไปในความมืดสลัวจนพบห้องห้องหนึ่ง นักข่าวสาวเงยหน้ามองแผ่นป้ายเหนือประตู

ห้องควบคุม  

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีย้อนกลับมาหาแซนอีกครั้งหลังจากที่เธอมีสติ แซนรีบเปิดเข้าไปโดยหวังว่าเธอจะช่วยอะไรคู่หูของเธอได้บ้างไม่มากก็น้อย ในห้องเต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมายที่ผู้หญิงอย่างเธอไม่เข้าใจ ตรงหน้าของแซนเป็นจอภาพที่ฉายภาพจากกล้องวงจรปิดทั่วทุกที่ของโรงพยาบาล ด้านล่างจอเป็นแผนควบคุมที่มีปุ่มหลากหลายสีจนเธอรู้สึกตาลาย เธอไล่สายตามองไปตามหน้าจอภาพทุกจออย่างละเอียดเพื่อหาคู่หูนักข่าวของเธอ

 

ดินลืมตาขึ้นมาในห้องที่เขาไม่รู้จัก นักข่าวหนุ่มพยายามสอดสายตามองไปรอบๆ ตัว เขารู้สึกเจ็บที่ต้นคอทุกครั้งที่ขยับ อาการมึนหัวยังไม่หายดีจากการโดนฟาดจากบางสิ่ง ภายในห้องมีของวางระเกะระกะเต็มไปหมด ทางด้านขวามีหุ่นสำหรับลองเสื้อผ้าทั้งชายและหญิงมากมาย บางตัวส่วนหัวหายไป บางตัวส่วนแขนส่วนขาหายไป ส่วนต่างๆ ของหุ่นกระจายเต็มพื้นห้องไปหมด พวกมันบางตัวยังคงใส่ชุดสีฟ้าอ่อนที่เหมือนผู้ป่วยใส่กันในโรงพยาบาล ดินพยายามเพ่งมองแต่ในความมืดนั้น เขาไม่สามารถอ่านชื่อของโรงพยาบาลได้ ถัดไปทางซ้ายมีโต๊ะไม้ที่มีจักรเย็บผ้าตัวใหญ่วางอยู่ ไฟจากเทียนบนโต๊ะเพียงดวงเดียวเท่านั้น ที่ส่องให้เขาพอจะมองเห็นทุกอย่างภายในห้อง เขาได้แต่คิดว่าโรงพยาบาลมีห้องแบบนี้อยู่ได้ยังไงกัน มือทั้งสองข้างโดนไขว้ไว้ข้างหลังติดกับเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่ ที่ข้อมือทั้งสองข้างถูกพันด้วยเทปดำแน่นหนาจนขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“ตื่นแล้วเหรอมึง” เสียงใครบางคนดังมาจากมุมห้อง ดินพยายามเพ่งมองว่าเป็นใคร แต่เขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากซากหุ่นลองเสื้อที่ยืนขว้างเต็มไปหมด

“มึงจับกูมาทำไม” ดินตวาดลั่นใส่เสียงที่มองไม่เห็นจากมุมมืดของห้อง

“มึงแส่เข้ามาหาเรื่องเอง” เสียงนั้นหัวเราะด้วยเสียงที่แหลมสูง “กูคงปล่อยให้นายรู้เรื่องที่มึงหลุดเข้ามาไม่ได้” ร่างของชายคนหนึ่งเดินออกมาจากมุมมืด เขาก้าวข้ามซากหุ่นตรงมาหาดิน ปลายเท้าที่เตะโดนหุ่นเกิดเสียงกุบกับดังก้องภายในห้องที่เงียบสนิท ดินมองเห็นรูปร่างของเจ้าของเสียงนั้นอย่างชัดเจน เขาเป็นชายชุดดำที่ดินเจอก่อนจะสลบไป และที่นักข่าวหนุ่มถูกมัดติดกับเก้าอี้ได้ก็คงเป็นฝีมือของชายตรงหน้านี้เช่นกัน “ปล่อยกู กูจะไม่บอกใครว่ากูเคยมาที่นี่” ดินดิ้นจนรู้สึกเจ็บข้อมือ เทปดำที่รัดข้อมือของเขาอยู่นั้นแน่นเกินกว่าจะใช้แรงกระชากมันออก

ชายชุดดำหัวเราะในลำคอ “ปล่อย? ” เขาเอ่ยถาม “กูจะได้อะไรจากมึง ไหนลองเสนอมาสิ เผื่อกูจะสนใจ” เขายกขาเหยียบลงกลางลำตัวของหุ่นที่อยู่ใกล้ตัว

ดินจ้องมองใบหน้าที่ฉีกยิ้มออกมาของชายชุดดำ “กูจะไม่บอกใคร เรื่องที่พวกมึงอยู่ที่นี่ กูจะออกไปแล้วไม่กลับมาอีก” นักข่าวหนุ่มพูดข้อเสนอที่ดูเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่

“ดูเหมือนข้อเสนอจะไม่น่าสนใจซักเท่าไหร่” ชายชุดดำจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบอย่างสบายใจ เปลวไฟสีเหลืองถูกจ่อเข้าใกล้ใบหน้าจนทำให้ดินพอจะเห็นเค้าโครงหน้าของชายชุดดำ ชายชุดดำเงยหน้าขึ้นเป่าควันออกมาและดื่มด่ำกับรสชาติของบุหรี่ในมือ “ลองพูดมาอีกสิ” ชายชุดดำพ้นควันออกมามากมายจนดินเริ่มฉุนที่จมูก ใบหน้าของชายชุดดำเคลิบเคลิ้มจนดินเริ่มสงสัยว่ามันคือบุหรี่จริงๆ หรือเปล่า ดินพยายามกั้นหายใจเพราะกลิ่นของมันเริ่มทำให้เขาสำลัก

“มึงจะเอาเงินเท่าไหร่” ดินคิดว่ามันคือข้อเสนอที่ง่ายที่สุดและคนส่วนใหญ่ก็ต้องการมัน ชายชุดดำเหลือมองดินและตอบ “มันมากพอจะซื้อชีวิตของมึงได้ไหม” ดินทำได้เพียงนิ่งเงียบ คนพวกนี้ไม่เชื่อในคำพูดของเขา

“นังผู้หญิงคนนั้น อีกไม่นานก็คงโดนพวกกูจับได้” ชายชุดดำพูดขึ้นเหมือนอ่านใจของดินออก ดินพยายามสะกดกลั้นอารมณ์และสีหน้าไม่ให้แสดงออกมามากจนเกินไป โชคดีที่ภายในห้องนี้มืดเกินไปกว่าที่ชายชุดดำจะมองเห็นอาการตกใจบนใบหน้าของเขา

ชายชุดดำดูดบุหรี่ในมืออย่างแรงจนปลายของบุหรี่แดงแจ๋ “จะว่าไป สาวของมึงก็ขาวใช่เล่น หุ่นก็ไม่ใช่ว่าจะได้เจอบ่อยๆ ลาภปากพวกกูจริงๆ ถ้าพวกกูเจอตัวเมื่อไหร่ละก็” ชายชุดดำระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ดินหลับตาและพยายามสะกดอารมณ์ เขาจะไม่ยอมเล่นตามเกมของชายตรงหน้า แค่ฟังก็รู้แล้วว่าชายชุดดำกำลังจงใจยั่วโมโหของเขา

ชายชุดดำมองดินที่นิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว “มึงนี้มันน่าเบื่อจริงๆ ” ชายชุดดำใช้นิ้วดีดก้นบุหรี่ใส่ดิน เขาก้าวเท้าเข้ามาหาดินอย่างใจเย็น ชายชุดดำฉีกยิ้มออกมาจนดินเริ่มเดาความคิดของเขาไม่ออก ชายชุดดำผิวปากอย่างสบายใจ แม้ภายในห้องจะค่อนข้างมืดแต่แสงจากเทียนบนโต๊ะก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ดินมองเห็นบางสิ่งในมือของเขา เหล็กสีเงินบางเฉียบสะท้อนกับแสงเทียน ดวงตาของดินเบิกโพลงด้วยความตกใจ เขาไม่สามารถปกปิดอาการสั่นไว้ได้เลยแม้แต่น้อย

“กลัวจนตัวสั่นเลยหรอ” ชายชุดดำหัวเราะเย้ยหยันอย่างชอบใจ “ดูสิๆ คนเก่งเมื่อกี้หายไปไหน” ชายชุดดำทำปากล้อเลียนเขา

“มันต้องแบบนี้” แววตาของชายชุดดำฉายความตื่นเต้นออกมา ใบมีดคมกริบถูกกดลงบนโต๊ะไม้ ชายชุดดำเดินเข้ามาใกล้เหยื่ออย่างใจเย็น เขาจงใจกดใบมีดลงบนโต๊ะไม้และลากมันเป็นทางยาว เสียงใบมีดขูดเนื้อไม้ดังออกมาจนดินรู้สึกเสี่ยวสันหลัง ดินมองเห็นของทุกอย่างในเป้ของเขาถูกรื้อกระจายเต็มโต๊ะไปหมด สายตาของเขาหยุดมองที่กล้องวีดีโอและเป้ ทั้งสองถูกวางอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ ไม่มีอะไรที่จะช่วยเขาได้เลย คมมีดถูกจ่อที่ใบหน้าของดิน ความเย็นจากเหล็กทำให้ดินพยายามหันหน้าหนีเมื่อมันสัมผัสลงที่แก้มของเขา ผู้ถือมีดแสยะยิ้มออกมาอย่างพอใจ

“อ้ากกกกก” ชายชุดดำค่อยๆ กดปลายมีดลงที่แก้มซ้ายของเหยื่อ เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากปากแผลและไหลไปตามคมมีดหยดลงพื้น “ร้องเข้าไป ร้องดังๆ” ชายชุดดำระเบิดเสียงหัวเราะออกมาไม่ต่างจากคนโรคจิต

ดินพยายามหันหน้าหนีคมมีดที่ค่อยๆ กดลงบนแก้ม “มึงฆ่ากูเลย ไอเวรเอ้ย” ดินตะโกนลั่น คมมีดถูกดึงออกจากแก้มของเขา เขารู้สึกปวดตุบๆ ที่หน้าซีกซ้ายอย่างบอกไม่ถูก

ชายชุดดำเช็ดเลือดที่ติดมีดกับเสื้อของดิน “อยากตายซะแล้วเหรอ” ชายชุดดำเปลี่ยนให้มีดมาจ่อที่ลำคอของดิน “พร้อมแล้วใช่ไหม กูชอบคนใจกล้า” ชายชุดดำยื่นหน้ามากระซิบข้างหูของดิน เขาก้มมาใกล้จนดินได้กลิ่นอับบนเสื้อผ้าของเขา

“มึงจะทำอะไรกู? ” ดินพยายามดิ้นอย่างสุดแรงโดนหวังว่าเขาจะหลุดไปได้

“เลือดมนุษย์นี้มันช่างหอมจริงๆ” ชายชุดดำใช้นิ้วสัมผัสเลือดที่แก้มของดินและนำมาเลีย “กูเริ่มอยากฆ่ามึงขึ้นมาซะแล้ว” แววตาดังคนโรคจิตมองมาที่ดินและแสยะยิ้ม

“มึงจำไว้ว่ากูจะแล่เนื้อของมึงและสับมันเป็นชิ้นๆ กูจะเอานิ้วทั้งหมดของมึงยัดใส่ปากของมึง” ชายชุดดำระเบิดเสียงหัวเราะออกมาและถ่มน้ำลายใส่ใบหน้าของดิน “กูจะเอาศพของมึงไปโยนให้หมากิน กระดูกของมึงจะโดนมันแทะจนไม่เหลือชิ้นดี

ดินรู้สึกโกรธที่ถูกถ่มน้ำลายใส่ใบหน้า มันทั้งเหนียวและมีกลิ่นเหม็น “เอาสิ กูไม่กลัวมึงหรอก” ดินตวาดใส่ชายตรงหน้าโดยลืมคิดไปว่าเขาถูกมัดอยู่

ชายชุดดำตบใบหน้าของดินสุดแรง “กูเชอบมึงจริงๆ แต่เสียดายที่มึงอายุสั้นไปหน่อย” ชายชุดดำยกคมมีดขึ้น

เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นจนแสบหู ชายชุดดำชะงักมือที่กำลังจะแทงมีดใส่ดินและมองไปรอบตัว คมมีดห่างจากไหล่ของดินเพียงฝ่ามือเท่านั้น ดินตกตะลึงมองมีดที่อยู่ในมือของชายชุดดำ

“ฉิบหายแล้วไง” ชายชุดดำหันหลังกลับ “วันนี้มึงโชคดีที่กูฆ่ามึงไม่ได้ ถ้ากูแทงมึง มันได้ตามกลิ่นเลือดมึงมาขย้ำกูแน่” ชายชุดดำกำลังจะก้าวออกห้องจากไป

“เกิดอะไรขึ้น? ” ดินตะโกนถามด้วยความสงสัย หลังจากเขาเพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมือของมัจจุราชมาได้ไม่นาน

“เชื่อสิ ตายด้วยมือกูยังดีกว่า” ชายชุดดำเดินย้อนกลับมาตอบ “แล้วมึงต้องนึกถึงคำพูดกู” เขาเอื้อมมือบิดลูกบิดประตูเปิดออก

“มึงหมายความว่าไง” ดินตะโกนถามชายชุดดำด้วยความสงสัย ทำไมอยู่ชายชุดดำถึงปล่อยเขาแล้วเดินจากไป “ปล่อยกูสิวะ ปล่อยกู”

 

แซนมองจอภาพจากทุกมุมอย่างใจเย็น โรงพยาบาลแห่งนี้มีเนื้อที่กว้างใหญ่มาก ในจอภาพฉายให้เห็นมีบางห้องที่มีกลุ่มคนกำลังทำอะไรซักอย่าง บางห้องถูกปล่อยทิ้งร้าง บางห้องมีคนที่เหมือนจะถูกจับมาขังอยู่รวมกันอยู่ มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สายตาของแซนมองไล่ไปหยุดที่หน้าจอด้านซ้าย ที่อยู่เกือบจะแถวล่างสุด ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงด้วยความตกใจในสิ่งที่เธอเห็นผ่านหน้าจอ ชายคนหนึ่งถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้ไม้ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยซากหุ่นลองเสื้อผ้า หน้าจอฉายภาพเป็นสีเขียว ทำให้เธอรู้ว่าภายในห้องนั้นมืดสนิท ตอนนี้ชายคนนั้นเริ่มรู้สึกตัวแล้ว เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้จอภาพพยายามเพ่งมองเข้าไปที่หน้าจอ เพราะชายคนนั้นเธอรู้สึกคุ้นหน้าอย่างประหลาด

ดิน!

แซนทั้งรู้สึกดีใจที่ได้พบคู่หูและรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูกที่เห็นดินในสภาพนั้น ในจอภาพมีชายคนหนึ่งอยู่ตรงหน้าคู่หูของเธอ แซนใช้มือปิดปากเพื่อไม่ให้ตนส่งเสียงร้องออกมา เมื่อเห็นภาพที่ชายคนนั้นกดมีดลงที่แก้มซ้ายของดินอย่างโหดเหี้ยม และหูคู่ของเธอกำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างเจ็บปวด

แซนพยายามคิดหาทางช่วยดิน “ต้องทำอะไรซักอย่าง!” เธอมองไปรอบตัว พยายามคิดหาหนทางช่วยดินที่กำลังถูกทรมาน มือข้างหนึ่งกุมหัวใช้ความคิดอย่างหนัก แซนเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนรน ในสถานะการณ์ที่เร่งรีบแบบนี้สมองของเธอกลับทำงานได้ตรงข้ามกับความต้องการของเธออย่างสิ้นเชิง สายตาของแซนเหลือบมองที่แผงควบคุมตรงหน้า เธอใช้มันไม่เป็น เธอจะช่วยดินได้อย่างไร

ฉุกเฉิน!!!

นักข่าวสาวไม่มีเวลาให้คิดทบทวนอีกแล้ว เมื่อชายแปลกหน้ากำลังเงื้อมีดในมือเหนือร่างของดิน “เอาก็เอา เป็นไงเป็นกัน” แซนบอกตัวเองและทุบลงที่ปุ่มสีแดงที่มีป้ายกำกับว่าฉุกเฉิน เธอกดทุกปุ่มที่มีบนแผงควบคุม เลื่อนคันโยกบนแผงควบคุมลงมาตรงคำว่าปิด เสียงสัญญาณเตือนภัยร้องดังขึ้น ประตูห้องควบคุมเปิดออก เธอเงยหน้ามองจออีกครั้งเพื่อดูผลลัพธ์ ชายชุดดำหายไปแล้ว ภายในห้องคงเหลือแต่ดินที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้ เขาพยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากพันธนาการนั้น เธอมองหน้าจออื่นๆ ที่กำลังฉายภาพ โรงพยาบาลร้างแห่งนี้กำลังตกอยู่ในความโกลาหน ทุกห้องที่ไม่ได้ปล่อยทิ้งร้างถูกเปิดออกอัตโนมัติ เมื่อสัญญาณเตือนภัยดัง ผู้คนที่ถูกจับวิ่งออกมากระจายไปทั่วทุกที่เพื่อเอาชีวิตรอดออกจากที่แห่งนี้

 

ดินพยายามกระชากเทปดำที่มัดเขาไว้กับเก้าอี้ออกจากข้อมือทั้งสองข้าง “ไอ้เวรเอ้ย!” เขาสบถออกมา “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” นักข่าวหนุ่มตะโกนขอความช่วยเหลือโดยหวังว่าจะมีใครซักคนได้ยินเสียงของเขา

ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ดินถึงกับคอตกเหมือนหมดอาลัยตายอยาก ดินหันไปมองเทปดำที่มัดข้อมือของเขาอยู่ เขาเหลือบเห็นตะปูที่ถูกตอกงอติดกับเนื้อไม้ห่างข้อมือเขาเพียงเล็กน้อย ดินถึงกับยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เขากดเทปดำลงกับหัวตะปูและออกแรงกระชาก เขาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมันขาดออกจากกัน ปลดปล่อยให้เขาได้รับอิสระกลับคืนมาอีกครั้ง นักข่าวหนุ่มตรงไปที่โต๊ะเก็บทุกอย่างใส่ลงเป้ นำกล้องวีดีโอมาแขวนคอไว้ มือล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงมาเช็ดคราบเลือดที่ติดอยู่บนแก้มซ้าย

“โอ้ย” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อผ้าสัมผัสกับบาดแผลบนแก้มซ้าย ดินค่อยๆ เช็ดอย่างเบามือและโยนผ้าทิ้งอย่างไม่ใยดี นักข่าวหนุ่มบิดลูกบิดอย่างเบามือ ค่อยๆ แง้มประตูออก เขามองลอดผ่านช่องที่เปิดออกจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ข้างนอกเขาจึงเปิดออกจนสุด เสียงสัญญาณเตือนภัยยังคงดังอย่างต่อเนื่องจนเขาเริ่มเป็นกังวล ไม่รู้แซนจะเป็นยังไงบ้าง ดินได้แต่ภาวนาให้เธอหนีรอดออกไปและตามคนมาช่วยเขา

 

“เกิดอะไรขึ้น! มาหาฉันที่ห้อง” เดชาตะคอกใส่โทรศัพท์ตั้งโต๊ะ ปลายสายรีบรายงานทันทีอย่างร้อนรน “อยู่ๆ สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้นครับ ผมจะรีบไปครับ” เป็นเสียงของชาลส์ ที่เป็นคนตอบตอบ

“มันดังได้ยังไง” เดชาพยายามถามชาลส์อย่างใจเย็น

“ผมก็ไม่ทราบครับนาย คงมีใครซักคนเข้าไปยุ่งกับห้องควบคุม” ชาลส์รู้สึกเสียงของเขาจุกอยู่ที่ลำคอ เมื่อสบสายตากับชายตรงหน้า

“ก็ไปรีบหามันมาสิ! ” เดชาหมดความอดทนตะคอกใส่ลูกน้องของเขา แต่ชาลส์เหมือนมีบางสิ่งที่อยากจะบอกกับผู้เป็นนาย “คือ...คือ ข่าวร้ายคือ ตัวทดลองหลุดออกไปแล้วครับ” ชาลส์ชั่งใจอยู่ว่าจะบอกดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาเลือกที่จะบอก

ผู้เป็นนายตบโต๊ะทำงานเสียงดังสนั่นจนชายชุดกาวน์สะดุ้งด้วยความตกใจ เขาถอยหลังหนีโดยที่ไม่รู้ตัว “มันเกิดบ้าอะไรขึ้น” เดชาตวาดเสียงดังลั่นเพื่อระบายความโมโห ชาลส์ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย “นายครับ เราต้องรีบหนี มัน...มันจะฆ่าเรา” ชาลส์บอกกล่าวกับผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เดชาเงยหน้ามองเขา ชายหนุ่มพยายามหายใจช้าๆ สะกดกลั้นตัวเอง ใช้เวลาเพียงอึดใจอารมณ์ที่กำลังร้อนดังไฟก็เริ่มเย็นลง เดชาเลื่อนมือลงไปที่ลิ้นชักใต้โต๊ะ เขาเลื่อนมันออกช้าๆ เผยให้เห็นวัตถุที่มีเนื้อมันเงาสีดำสนิท เขาหยิบมันขึ้นมาดู มันคือปืน โคลท์ 9 มม. เดชายกขึ้นเล็งไปที่หัวของชาลส์

“นาย ผมขอโอกาส อย่าฆ่าผมเลยนะ” ชาลส์ยกมือขึ้นกุมหัว ดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำใสๆ ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เดชายิ้มที่มุมปากให้ชาลส์ “ขอเหตุผลดีๆ ที่ฉันควรเลี้ยงแกไว้หน่อยซิ”

“ผมจะสร้างมันขึ้นมาอีกกี่ตัวก็ได้ ถ้านายต้องการ” ชาลส์พยายามยื่นข้อเสนอให้ผู้เป็นนาย “นายอย่าฆ่าผมเลย” ชาลส์พยายามร้องขอชีวิต ตัวของเขาสั่นไม่ต่างจากลูกนกที่ขาดแม่ เดชาเพียงแต่หัวเราะในลำคอ เขาส่งยิ้มเย็นยะเยือกให้กับชาลส์ ชายในชุดกาวน์หลับตาลงรอวาระสุดท้ายของตนที่กำลังจะมาถึง เขารู้ดีว่านายของเขาฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น มัจจุราชสีดำในมือของเดชากำลังจะมาเอาชีวิตของเขาในอีกไม่ช้า เพียงแค่ขยับนิ้วกดลงเบาๆ เท่านั้น สมองของเขาก็จะกระจายทั่วทั้งห้อง

แกร๊ก!

ชาลส์ลืมตาขึ้นมองเดชาด้วยความฉงน หรือนรกยังไม่ต้องการตัวเขา

เดชาลดปืนลง ปืนในมือของเขาไม่มีลูกกระสุน ปืนของเขา เขาย่อมรู้ตั้งแต่แรกแล้ว เดชาไม่ได้คิดจะฆ่าชาลส์จริงๆ ตั้งแต่แรก ชาลส์ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจและก้มลงกราบแทบเท้าของผู้เป็นนาย “ขอบคุณ ขอบคุณครับนายที่ไว้ชีวิตผม” ชาลส์ก้มกราบซ้ำแล้วซ้ำที่เขายังมีชีวิตอยู่

“อย่าทำให้ฉันผิดหวังอีก” เดชาพูดเสียงเรียบ “รับรองครับนาย จะไม่มีครั้งที่สองให้นายเห็น” ชาลส์ลุกขึ้นยืนตอบด้วยท่าทีนอบน้อมเช่นเคย

“รีบไปได้กันแล้ว” เดชาตบแม็กกาซีนที่บรรจุกระสุนจนเต็มใส่ปืนในมือ “ฉันจะไม่ยอมทิ้งสมบัติของฉันไป ฉันลงทุนไปเกินกว่าจะยอมทิ้งมันได้”

“อะไรนะนาย แต่เราต้องหนี เราค่อยสร้างมันขึ้นมาอีกก็ได้นะนาย” ชาลส์รีบบอกเดชาในสิ่งที่เขาควรจะทำ

“ไอ้ขี้ขลาด! ” เดชายกปืนจ่อที่หน้าผากของชาลส์อีกครั้ง ครั้งนี้เขาคงไม่โชคดีเหมือนครั้งก่อน “มึงจะตายตรงนี้หรือจะช่วยกูจัดการให้เรียบร้อย” เดชายื่นข้อเสนอแก่ลูกน้องของเขา ซึ้งดูเหมือนชาลส์จะไม่มีทางเลือกซักเท่าไหร่

ชาลส์กลืนน้ำลายลงคอ “ครับนาย” เขาจำใจต้องยอมรับข้อเสนอที่ไม่ต่างจากคำสั่ง “ผมจะช่วยนายตามหามัน” ชาลส์ตอบอย่างไม่เต็มใจนัก เขากลัวทั้งปืนที่อยู่ตรงหน้าและพวกตัวใหญ่ที่กำลังอาละวาดอยู่ข้างนอก

“ไปได้แล้ว” เดชาเปิดประตูเดินนำออกจากห้อง ถ้ารีบออกไปตอนนี้เขายังมีลูกน้องอีกหลายคนที่พอจะช่วยกันได้

“นายครับ” เดชาหันกลับมามองชาลส์ “เราเอากุญแจรถติดไปด้วยดีกว่าครับ เผื่อเกิดอะไรขึ้น เราจะได้หนีไปทางประตูหลังค่ายกักกัน” เดชานิ่งเงียบเหมือนคิดอะไรบางอย่างก่อนจะย้อนกลับมาหยิบกุญแจรถใต้โต๊ะโยนให้ชาลส์ ชาลส์เก็บมันไว้ในเสื้อกาวน์ ภายในหัวของเขากำลังครุ่นคิดแผนบางอย่างอย่างเงียบงัน เขาจะไม่ยอมมาตายที่นี่เด็ดขาด มันสมองระดับเขา เขายังหาเงินได้อีกมากมาย

 

ตึง! ตึง!

เสียงกระทืบเท้าภายในกล่องเหล็กดังสนั่นเมื่อประตูเปิดออก ในที่สุดมันก็หลุดพ้นจากพันธนาการ อิสระภาพกลับคืนมาอีกครั้งเหมือนนกพิราบได้โผบินออกจากกรงเหล็ก มัดกล้ามทั่วเรือนร่างสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น จมูกที่มีประสาทรับรู้ไวดังหมาล่าเนื้อสูดลมหายใจเข้าไปจนแน่นปอด ริมฝีปากหนาและหยาบฉีกยิ้มออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ มันกรอกดวงตาสีแดงฉานมองไปจนทั่วและบิดคอไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยล้า ดวงตาคู่นั้นยังคงมองหาสิ่งมีชีวิตที่หลงเหลืออยู่เพื่อให้มันได้ฆ่าอีกครั้ง มันหยุดสายตาลงที่กล่องเหล็กที่มีอักษร K10 กำกับ ดวงตาสีแดงฉานหรี่เล็กลงเพ่งมองเข้าไปข้างในกล่องนั้น ริมฝีปากของมันฉีกยิ้มออกด้วยความตื่นเต้น

เหยื่อ!!

ประสาทรับกลิ่นของมันทำงานได้ไม่ต่างจากหมาป่าในยามหิวโหย กลิ่นที่คุ้นเคย กลิ่นนี้เหมือนกลิ่นของมันไม่มีผิด สัญชาตญาณร้องเตือนให้มันรู้ว่าภายในกล่องไม่ใช่เหยื่อที่มันจะล่าออกมาฆ่าเล่นได้อย่างทุกครั้งที่มันเคยทำ มันละสายตาจากห้องนั้นในทันที มันเลิกสนใจและเดินตรงไปตามทางที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปราการเหล็กใหญ่ยักษ์จองจำมันเอาไว้ ฝ่าเท้าหนาก้าวข้ามผ่านประตูกรงเหล็กอันแล้วอันเล่าไม่มีท่าทีจะสิ้นสุด เสียงฝีเท้ากระทบเหล็กดังสนั่นก้องกังวาน ขาของมันซอยเร็วขึ้น เร็วขึ้น จนเปลี่ยนเป็นวิ่งในที่สุด มันได้กินของมนุษย์ มนุษย์มากมาย

 

แซนที่เพิ่งเดินออกจากห้องควบคุมมาได้ไม่นาน เธอพบเข้ากับทางแยกเป็นสองทางและมีทางลงบันไดอยู่ด้านหน้าของเธออีกทางหนึ่ง นักข่าวสาวมองทางเลือกทั้งสามสลับกันไปมาอย่างชั่งใจ “แย่ล่ะ” คิดมากไปก็เท่านั้น แซนเลือกที่จะเดินลงบันไดตรงหน้าไป เธอก้าวเดินลงมาจนถึงบันไดขั้นสุดท้าย และได้พบกับห้องขนาดเล็กที่มีเอกสารถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะทำงาน ภายในห้องมีจอภาพขนาดใหญ่ติดอยู่บนกำแพง มันกำลังฉายภาพกล่องเหล็กอะไรซักอย่างสลับกันไปมาสองกล่อง นักข่าวสาวยื่นหน้าเข้าใกล้จอภาพและเพ่งมองมันด้วยความสงสัย

ในเวลานี้กล่องอักษร K11 มีแต่ความว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดในกล่องนั้นซึ้งแตกต่างจากกล่องอักษร K10 “มีคนอยู่ในนั้น” หากมองเผินๆ แซนเดาว่าเขาน่าจะเป็นผู้ชาย เป็นผู้ชายที่มีร่างกายสูงใหญ่ผิดปกติและดูเหมือนนักกีฬาเพาะกล้าม ชายคนนั้นนั่งชันเข่าทั้งสองข้างหันหลังให้กล้องเหมือนคนกำลังหลับไม่ได้สติ บนแผ่นหลังมีอักษร K10 เช่นเดียวกับหมายเลขหน้าห้อง แซนเปิดกล้องวีดีโอขึ้นมาเก็บภาพจากจอภาพ เธอหันกล้องไปรอบๆ ห้องเพื่อจะเก็บมันเป็นหลักฐาน ระหว่างนั้นสายตาของแซนก็เหลือบเห็นเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ เธอปิดกล้องวีดีโอและวางมันไว้บนโต๊ะ เธอตรงเข้าไปรื้อเอกสารทั้งหมดเพื่อหาข้อมูลที่จำเป็นจนพบกับเอกสารฉบับหนึ่ง บนปกเขียนว่า “งานทดลอง K10” และ เอกสารอีกฉบับมีเขียนว่า “งานทดลอง K11” เมื่อนักข่าวสาวลองเปิดดูแบบผ่านๆ เอกสารนั้นบอกถึงแนวคิดและทฤษฎีของการทดลองเป็นส่วนใหญ่ มันยังไม่ใช่หลักฐานที่จะนำมามัดตัวคนร้ายได้ แต่เธอก็ควรถ่ายเก็บไว้ แซนใช้กล้องถ่ายรูปเอกสารทีละแผ่นเพื่อกันพลาดหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด อย่างน้อยก็มีรูปสำรองเอาไว้ให้อุ่นใจ

“โครงการ Send“ แซนเหลือบมองเอกสารที่ตกอยู่บนพื้นด้วยความสงสัยและหยิบมันขึ้นมาอ่าน “กระบวนการย้ายร่างต้นไปสู่ร่างใหม่” “ที่นี่เป็นอะไรกันแน่? ” นักข่าวสาวพยายามอ่านเอกสารที่เต็มไปด้วยคำศัพท์ที่เธอไม่เข้าใจ

“ผลการทดลองยังไม่ประสบผลสำเร็จในการทดลองกับมนุษย์” แซนอ่านถึงบันทึกหน้าสุดท้าย “พวกนี้จะทำอะไรกัน” นักข่าวสาวปาดเหงือที่หน้าผาก เธอถ่ายรูปเอกสารทุกอย่างไว้เป็นหลักฐานซึ้งเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเชื่อเธอหรือไม่

 

นักข่าวหนุ่มยืนหอบจนตัวโยนหลังจากที่วิ่งหนีมาได้พักใหญ่ เขาเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจอย่างหิวกระหาย เสียงสัญญาณเตือนภัยเงียบหายไปได้ซักพักแล้ว เมื่อหายเหนื่อยดินก็ออกเดินต่อ เขาเดินอย่างไม่รู้ทิศรู้ทางจนมาเจอห้องหนึ่งที่มีแสงส่องรำไรผ่านหน้าต่าง ภายในห้องมีเก้าอี้ไม้ยาวสี่แถวแถวละสองตัว แบ่งเป็นสองฝั่งเว้นทางตรงกลางไว้สำหรับเป็นทางเดิน เก้าอี้ไม้แถวที่สี่นั้นเหมือนโดนใครบางคนทุบทำลายจนแตกกระจัดกระจาย ดินค่อยๆ เดินผ่านทางตรงกลางระหว่างเก้าอี้ไม้ทั้งสองฝั่ง มือข้างหนึ่งยกกล้องวีดีโอขึ้นสอดส่ายเพื่อเก็บภาพจนมาถึงแถวแรกสุดเขาก็ต้องหยุดชะงัก กล้องวีดีโอในมือส่องตรงไปข้างหน้าพบชายแก่คนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ ชายแก่คนนั้นใส่ชุดคลุมยาวลุ่มลามถึงข้อเท้า ที่คอห้อยไม้กางเขนขนาดใหญ่ มือทั้งสองข้างยกประกบติดกันและก้มหน้าลงจรดมือ ปากกำลังพึมพำราวกับกำลังอ้อนวอนบางสิ่งจากพระเจ้าของเขา

“พระเจ้าของข้า พระเจ้าของข้า ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย” เสียงแหบๆ ของชายแก่คนนั้นพูดขึ้น “พระเจ้าของข้า พระเจ้าของข้า ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย” ดินมองชายแก่คนนั้นอยู่นานแต่เขาก็ยังพูดประโยคเดิมๆ จนดินเลิกสนใจและหันไปมองสำรวจห้องแทน จากที่มองดูสิ่งของต่างๆ และการตกแต่ง ห้องนี้คงถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายกับโบสถ์ในศาสนาคริสต์ หรือโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นของชาวคริสต์กันแน่

“พระเจ้าของข้า พระเจ้าของข้า ไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย” ชายแก่ส่งเสียงสะอื้นและหลังจากนั้นไม่นานก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่มีเหตุผล เขาค่อยๆ ก้มลงกราบจนหน้าผากแนบกับพื้น นักข่าวหนุ่มยืนงุนงง แต่ทุกการกระทำของชายแก่ถูกเขาบันทึกไว้ทั้งหมด “คนบ้าหรือเปล่าวะ” เมื่อชายแก่นิ่งเงียบไปนานจนผิดสังเกต ดินจึงค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาชายแก่คนนั้น

“ลุง ลุง ลุง!” ดินพยายามทำใจดีสู้เสือแม้ว่าท่าทางของชายแก่จะดูไม่ปกติก็ตาม “ลุง!” ดินส่งเสียงเรียกชายแก่ให้ดังกว่าเดิม แต่ชายแก่ก็ยังคงก้มกราบอยู่อย่างนั้นไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัวตามเสียงเรียกแม้แต่น้อย

“ลุง ได้ยินไหมลุง” ดินค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะบ่าของชายแก่และเขย่าเบาๆ

“เฮ้ย!!!”

ชายแก่ที่เคยนั่งเป็นหินกระโจนเข้าใส่ดินโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว ชายแก่นั่งทับร่างของดินเอาไว้และใช้เข่าทั้งสองกดลงที่ต้นแขนของดิน “คนบาป” เสียงอันแหบแห้งดังออกมากจากริมฝีปากที่บางเฉียบ ชายแก่โน้มตัวเข้าหาดิน เขากดน้ำหนักลงที่เข่าทั้งสองอย่างจงใจ แรงกดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ดินรู้สึกเจ็บจนเผลอปล่อยกล้องวีดีโอหลุดจากมือ

“คนบาป คนบาป!” ชายแก่ใช้มือทั้งสองจับใบหน้าของดิน “พวกนอกรีต พระเจ้าจะลงโทษ” ชายแก่ด่าทอดินราวกับคนเสียสติ ฟองน้ำลายที่มีกลิ่นเหม็นเน่ากระเด็นออกจากปากของชายแก่ตกลงใส่ใบหน้าของดิน เขาพยายามหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจ กลิ่นเหม็นที่ติดอยู่บนใบหน้าของเขา ทำให้เขาอยากจะอ้วกออกมาอย่างบอกไม่ถูก

นักข่าวหนุ่มดิ้นสุดแรง “ลุง! หยุดลุง! ” ดินตะโกนเรียกสติของชายแก่ตรงหน้าจนเสียงแหบแห้ง ชายแก่มีเรี่ยวแรงเยอะกว่าที่เขาคิดไว้มาก ยิ่งชายแก่กดน้ำหนักลงมากเท่าไหร่ ดินก็ยิ่งขยับตัวหนีออกจากเขายากขึ้นเท่านั้น แขนของนักข่าวหนุ่มมีอาการชาเหมือนถูกเข็มนับสิบทิ่มใส่

“ลุง เป็นบ้าหรือไง ลุง!” ดินรู้สึกร้อนวูบที่แขนทั้งสองข้างราวกับชายแก่กำลังยกเข่าออกจากแขนของเขา

บางสิ่งกำลังยกร่างของชายแก่ลอยขึ้นเหนือพื้น ร่างของดินได้รับอิสระอีกครั้ง เขารีบคว้ากล้องคู่ใจและพลิกตัวหนี “อะไรวะ? ” ดินยกกล้องขึ้นถ่ายด้วยความตกใจ เมื่อเห็นชายที่มีร่างกายใหญ่ผิดมนุษย์มายืนอยู่ตรงหน้าของเขา กลิ่นเหม็นสาปที่ติดตัวของมันลอยมาแตะจมูกของดินที่ยืนอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เมตร

ชายที่มีร่างกายใหญ่โตใช้มือเพียงข้างเดียวจับหลังคอของชายแก่ยกขึ้น ชายแก่ส่งเสียงร้องออกมาไม่ต่างจากผู้หญิง เขาพยายามทุบมือที่จับหลังคอของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายร่างใหญ่ส่งเสียงคำรามสนั่นห้องดั่งสัตว์ป่า มือที่เหลืออีกข้างยกขึ้นมาลูบหัวของชายแก่ นัยน์ตาสีแดงฉานจ้องเขม็งไปที่หัวของชายแก่ ทันใดนั้นมือที่เคยลูบหัวของชายแก่อย่างทะนุถนอมก็ค่อยๆ เพิ่มแรงบีบขึ้นเรื่อยๆ นักข่าวหนุ่มได้แต่ยืนตกตะลึงเมื่อร่างของชายแก่กำลังดิ้นทุรนทุราย มือทั้งสองของดินพยายามประคองถือกล้องเอาไว้ไม่ให้ตกลงพื้นแต่ขาของเขากลับแข็งทื่อจนยากที่จะขยับหนี เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว ดวงตาทั้งสองข้างของชายแก่เหลือกขึ้นจนไร้ซึ้งสีดำ มันขาวโพลนเหมือนกระดาษ เนื้อตัวสั่นไหวชักเกร็งไปทั้งตัว นักข่าวหนุ่มเริ่มก้าวถอยหลังเมื่อเห็นอาการของชายแก่ เขารีบมองหาทางหนีที่ใกล้ตัวที่สุดเพื่อจะพาตัวเองหนีออกจากตรงนี้ เมื่อเห็นประตูที่อยู่ใกล้ที่สุด ดินก็วิ่งไปหามันทันที เขาผลักประตูสุดแรงและวิ่งออกจากห้องไป เขาเห็นโต๊ะไม้ขนาดใหญ่อยู่ห่างจากจุดที่เขายืนอยู่ไม่มากนัก ดินตัดสินใจลากมันมาปิดไว้ที่หน้าประตูเพื่อถ่วงเวลา หากเจ้าสิ่งนั้นจะตามเขามา แต่มันยังไม่แน่นหนาพอถ้าจะขังสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่แบบนั้น ดินคว้าแท่งเหล็กที่ตกอยู่บนพื้นมาสอดเข้าไปในรูสำหรับคล้องแม่กุญแจเพื่อให้แน่นหนากว่าเดิม เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นนักข่าวหนุ่มก็ออกวิ่งทันที เขาพยายามล้มตู้เหล็กที่พบเห็นตามทางมากมายเพื่อปิดทางหรืออย่างน้อยก็ถ่วงเวลาไม่ให้เจ้าสัตว์ร้ายร่างยักษ์ตัวนั้นตามเขามาได้ทัน

เมื่อสัตว์ร้ายมองเห็นเหยื่ออีกคนหนีออกจากห้องไป มันจึงใช้มือทั้งสองบีบที่หัวของชายแก่ แรงบีบที่เพิ่มขึ้นยิ่งเค้นเสียงร้องโหยหวนของเหยื่อให้ดังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

กร๊อบ!!!

กะโหลกของชายแก่แตกกระจายราวกับทุบลูกแตงโม แขนทั้งสองข้างห้อยลงตามแรงโน้มถ่วงเมื่อไร้ซึ้งการควบคุม ปากอ้ากว้างจนมองเห็นลิ้นไก่ มันโยนร่างไร้วิญญาณของชายแก่ทิ้ง สภาพหัวของชายแก่บิดเบี้ยวผิดรูปตามรอยนิ้วมือขนาดใหญ่ เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกจากดวงตา จมูกและรูหูเป็นทางยาวจนนองพื้นเป็นแอ่งโลหิตขนาดเล็ก ไม้กางเขนที่ห้อยอยู่ที่ลำคอถูกชโลมด้วยเลือดของผู้เป็นเจ้าของ สัตว์ร้ายที่มีอักษร K11 บนแผ่นหลังเหลือบมองศพอย่างพึ่งพอใจก่อนจะกระทืบหัวของเหยื่อจนสมองกระจายเต็มพื้น

ตึง! ตึง!

K11 ผลักประตูที่เหยื่อเพิ่งหนีออกไปหลายครั้งแต่ประตูกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย มันเลิกคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะออกแรงผลักเพิ่มขึ้นแต่ผลก็ยังเหมือนเดิม มันส่งเสียงคำรามลั่นด้วยความโกรธ มันจะไม่ให้อภัยมนุษย์หน้าไหนที่กล้าจองจำมันไว้อีกเด็ดขาด

 

ความเหนื่อยล้าที่ผสมเข้ากับความหิวโหย ทำให้คนที่เคยวิ่งหนีอย่างสุดกำลังเปลี่ยนมาเป็นพยายามเดินหนีเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น หลังจากที่ดินพยายามฝืนเดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว เขาก็หยุดเดิน นักข่าวหนุ่มหอบเสียงดังและถี่ หน้าอกของเขายกขึ้นลงหลายครั้งเหมือนสูดอากาศเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่พอซักที ดินหันมองทางที่เขาวิ่งผ่านมา ตลอดทางมีข้าวของล้มระเนระนาดกระจัดกระจายขวางตลอดทางด้วยฝีมือของเขาเอง ในใจได้แต่หวังว่าคงจะซื้อเวลาหนีให้เขาได้มากพอ

ทางข้างหน้ามืดสนิทไร้ซึ้งแสงไฟ ดินยกกล้องขึ้นเปิดระบบอินฟราเรดเพื่อใช้มันมองในที่มืด เขามองผ่านหน้าจอเล็กๆ บนตัวกล้อง ภาพบนหน้าจอฉายทุกอย่างเป็นโทนสีเขียว ทางข้างหน้าเป็นอุโมงค์วงกลมยาวจนสุดสายตา ดินหันกลับไปมองทางข้างหลังอีกครั้ง ถ้าเขาวิ่งกลับไป เขาจะเจอกับสัตว์ประหลาดตัวนั้นไหม ความคิดนั้นทำให้ดินเลือกที่จะเดินเข้าไปในอุโมงค์ที่มีสภาพไม่ต่างจากรังหนู ภายในอุโมงค์มีกลิ่นเหม็นอับรุนแรง นักข่าวหนุ่มรับรู้ได้ทันทีว่าที่แห่งนี้ถูกดัดแปลงไปจากเดิมเพื่อเหตุผลบางอย่าง มันไม่ใช่แค่โรงพยาบาลธรรมดาเท่านั้น เสียงฝีเท้าของดินกระทบเหล็กดังก้องไปตามอุโมงค์ซึ้งดินก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครได้ยินและตามเขามา

 

นักข่าวสาวยัดเอกสารที่เพิ่งอ่านจบใส่เป้ของเธออย่างเร่งรีบ เธอไม่สนใจว่ามันจะยับหรือไม่ เพราะเธอไม่มีเวลาให้คิดเรื่องพวกนั้น เมื่อในห้องไม่มีอะไรให้เธอค้นหาอีก แซนจึงรีบออกจากห้องเพราะกลัวกลุ่มชายชุดดำจะตามมาพบเธอเข้า เธอก้าวเดินอย่างเร่งรีบจนมาถึงประตูกระจกของห้องหนึ่ง บนประตูมีป้ายเก่าๆ เขียนว่า แผนกสูตินรีเวช แซนยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอตัดสินใจเข้าไปสำรวจภายในห้องนั้น

ประตูฝืดๆ ที่ร้างจากการใช้งานส่งเสียงร้องโหยหวนเมื่อถูกเลื่อนขยับโดยนักข่าวสาว เมื่อเธอเดินเข้ามาภายในแผนก เธอพบว่าข้าวของข้างในกระจัดกระจายเต็มไปหมด โต๊ะ เตียง เก้าอี้อยู่ในสภาพเหมือนถูกรื้อจากใครบางคนเมื่อนานมาแล้ว

“ว้ายยยย!!!”

นักข่าวสาวสะดุ้งโหยงเมื่อพบกับสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้า ขวดโหลที่มีเด็กดองมากมายวางเรียงรายอยู่บนชั้น บางขวดที่แตกกระจายส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งจนแซนต้องปิดจมูก เธอกำลังรู้สึกเวียนหัวเหมือนจะอาเจียนออกมาได้ทุกเมื่อ หากเป็นโรงพยาบาลปกติเธอคงไม่แปลกใจนัก แต่ในสถานที่ที่ถูกทิ้งร้างแบบนี้ เธอรู้สึกเหมือนเด็กในขวดโหลกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างบอกไม่ถูก ยิ่งแซนเดินลึกเข้าไปในแผนกมากเท่าไหร่ ยิ่งพบเจอห้องเล็กๆ อีกมากมายตลอดทั้งสองข้างของตัวเธอ

เสียงฝีเท้า!

การตอบสนองไวเท่าความคิด แซนพุ่งเข้าไปในห้องทางซ้ายทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้านั้น เธอปิดประตูห้องลงอย่างเบามือเพื่อไม่ให้เกิดเสียงใดๆ หากแต่มีเพียงเสียงของลมหายใจของเธอเองเท่านั้นที่ยังดังออกมาเพราะเธอไม่เก่งพอที่จะควบคุมมันไว้

“กูได้ยินเสียงผู้หญิง” เสียงของใครบางคนพูดขึ้น

“มึงกลัวจนหลอนหรือไง ได้ยินเสียงอะไรนิดอะไรหน่อยก็ตกใจไปหมด” เสียงชายอีกคนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรำคาญในน้ำเสียง

นักข่าวสาวแง้มประตูออกเล็กน้อยเพื่อมองหาต้นเสียงนั้น เธอเห็นชายชุดดำสองคนกำลังเดินตรงมาทางเธอ ดูจากรูปร่างของทั้งสองแล้ว พวกเขาไม่ใช่ชายชุดดำที่เธอเคยเจอก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน คนหนึ่งมีรูปร่างอ้วน ความสูงไม่น่าเกินร้อยห้าสิบเซนติเมตร ส่วนอีกคนมีท่าทางขี้กลัวและหวาดระแวง เขายกปืนขึ้นแนบลำตัวตลอดเวลาราวกับกลัวมันจะตกหล่นและหายไป รูปร่างของชายขี้กลัวไม่สูงและไม่เตี้ย มีผมยาวปะบาต่างจากคู่หูที่ตัดสั้นเตียนจนแทบจะติดหนังหัว

“ไปเถอะ ไม่มีอะไรหรอก” ชายรูปร่างอ้วนพูดขึ้น ชายผมยาวปะบ่ายอมลดปืนลงตามที่เขาบอกแต่สายตายังคงสอดส่องไปทั่ว

ทุกอย่างกำลังผ่านไปได้ด้วยดี ชายชุดดำทั้งสองกำลังหันหลังเดินกลับไป แซนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของแซนก็ดังขึ้น ความตกใจทำให้เธอรีบหยิบมันขึ้นมากดวางสายทันที

“เสียงอะไร!!! ” ชายที่มีผมยาวปะบ่าหันกลับมาอย่างรวดเร็ว เขายกปืนขึ้นส่ายไปมาหาต้นเสียง

เบอร์ของบก.วิชัย!!! ถ้าเป็นเวลาปกติคงไม่มีใครกล้าตัดสายทิ้ง แต่ตอนนี้หายนะกำลังมาเยือนแซนในไม่ช้า

“โทรมาทำไมตอนนี้วะ” นักข่าวสาวรู้สึกอยากชกหน้าบก.วิชัยขึ้นมาทันที เธอจะทำยังไงต่อดี ชายชุดดำได้ยินเสียงโทรศัพท์ของเธอแล้ว

“ใคร!” ชายชุดดำทั้งสองส่ายปืนไปมาหาตนเสียงนั้น ทั้งสองไล่ค้นทีละห้องทันทีเมื่อไม่มีเสียงตอบกลับ พวกเขาถีบประตูอย่างแรงและตรวจดูทีละห้อง ทีละห้อง จนใกล้จะถึงห้องของนักข่าวสาวเข้าไปทุกที เธอสะดุ้งโหย่งทุกครั้งที่ชายชุดดำถีบประตู แซนเริ่มสติแตก อีกเพียงสองห้องก็จะถึงห้องที่เธอหลบซ่อนอยู่ เธอเดินไปมาภายในห้องอย่างร้อนรน สายตาของเธอสอดส่ายไปรอบตัวเพื่อหาทางรอดให้กับตัวเอง แต่เธอพบเพียงตู้เหล็กเก็บของขนาดพอดีตัวเท่านั้นที่ดูจะช่วยเธอได้ แซนไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว เธอรีบเปิดประตูตู้เหล็กเข้าไปซ่อนในนั้นทันที แม้มันจะเป็นวิธีที่สิ้นคิดที่สุด

ปัง! ประตูห้องที่แซนใช้ซ่อนตัวเปิดออกตามแรงถีบของชายรูปร่างอ้วน

ตอนนี้ชายชุดดำทั้งคู่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง พวกเขาปิดทางหนีของแซนเรียบร้อยแล้ว “อยู่ไหนเอ่ย” ชายรูปร่างอ้วนเล็งปืนไปทั่วห้องโดยมีเพื่อนชุดดำคอยคุมเชิงอยู่ข้างหลัง

ชายรูปร่างอ้วนก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องอย่างระแวดระวัง เขาหันไปบอกกับเพื่อนชุดดำของเขา “มึงรอข้างนอก ถ้ามันหลุดไปได้ มึงยิงมันเลย” ชายรูปร่างอ้วนเลือกที่จะเดินตรงไปที่ห้องน้ำอันดับแรก เขายกขาสั้นๆ ของเขาถีบใส่ประตูห้องน้ำอย่างแรง ภายในห้องน้ำว่างเปล่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกจากแมลงและสัตว์ตัวเล็ก เขาเปลี่ยนเป้าหมายตรงมาที่เตียงคนไข้ที่อยู่กลางห้อง เขาใช้ปืนจ่อลงใต้เตียงและมองดู เมื่อไม่พบอะไรอีก เขาจึงไล่สายตาไปทั่วห้องจนสายตามาหยุดที่ตู้เหล็กในห้อง

“ในนี้หรือเปล่า” ชายรูปร่างอ้วนเดินตรงมาที่ตู้เหล็กอย่างใจเย็น เขายกปืนเล็งมาข้างหน้าตลอดเวลา หากมีอะไรพุ่งออกมาจากตู้เหล็ก เขาก็พร้อมยิงใส่ทันที แซนที่หลบซ่อนอยู่ภายในตู้นั้นเริ่มควบคุมลมหายใจของเธอไว้ไม่อยู่ เธอใช้มือทั้งสองข้างปิดปากและจมูกแน่น เพราะกลัวเสียงลมหายใจของเธอจะดังออกมา มืออวบอ้วนของชายชุดดำจับลงที่ด้ามจับอย่างเบามือ แซนเหงื่อไหลท่วมตัวจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เพราะมันคือปราการด่านสุดท้ายที่ปกป้องตัวเธออยู่ ชายชุดดำค่อยๆ เปิดประตูตู่เหล็กออก

ปัง ปัง ปัง!

เสียงปืนสามนัดติดกันดังมาจากนอกห้อง ชายชุดดำหันกลับมองตามเสียงนั้นด้วยความตกใจ ประตูห้องถูกเปิดกว้างแต่ว่างเปล่าไร้ซึ้งคู่หูที่เคยยืนอยู่

“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้น” เขาตะโกนเรียกคู่หูของเขา “มึงยิงอะไร”

ปัง!

เสียงร้องโหยหวนของชายอีกคนดังขึ้น หลังจากที่เสียงปืนเงียบลงไปได้ไม่นาน ชายรูปร่างอ้วนปล่อยมือจากตู้เหล็กที่แซนซ่อนอยู่ทันที เขารีบตรงไปที่ประตูห้องและตะโกนเรียกเพื่อนของเขาหลายครั้ง เมื่อไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ชายรูปร่างอ้วนจึงออกวิ่งตามเสียงของเพื่อนเขาไป

นักข่าวสาวถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกที่ชายชุดดำวิ่งออกจากห้องไป แต่เธอก็ยังรู้สึกกลัวอยู่ในใจว่าคนพวกนั้นจะย้อนกลับมาอีกครั้ง เธอใช้สองมือที่ยังไม่หายสั่นดีดันประตูตู้เหล็ก เสียงเสียดสีกันของเหล็กดังขึ้นจนเธอต้องพยายามเปิดมันอย่างเบามือเพื่อไม่ให้เกิดเสียง แซนก้าวเท้ายาวๆ ไปที่ประตูเพื่อมองดูเหตุการณ์ภายนอก

ตึง ตึง ตึง!

เสียงฝีเท้าดังกระหึ่มมาแต่ไกล แซนรีบปิดประตูห้อง กลับเข้าไปซ่อนในตู้เหล็กดังเดิม ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแรง มันแรงกว่าครั้งก่อนที่ชายชุดดำถีบเสียอีก แซนใช้มือปิดปากแน่นสนิท น้ำตาแห่งความกลัวไหลทะลักออกจากดวงตาทั้งสองอย่างหยุดไม่อยู่ ชายที่ยืนอยู่ในห้องมีร่างกายใหญ่โตผิดมนุษย์ เต็มไปด้วยมัดกล้ามและบาดแผล เขามีนัยน์ตาสีแดงสว่างดังปีศาจ ในมือข้างหนึ่งยังคงหิ้วหัวมนุษย์ที่เพิ่งถูกกระชากออกจากร่างเอาไว้ เลือดสดๆ จากหัวมนุษย์ไหลหยดลงพื้นเป็นทางยาว ส่งกลิ่นเหม็นคาวเข้ามาถึงภายในตู้เหล็ก เพียงแวบแรกที่เห็นใบหน้าอันบิดเบี้ยวนั้น แซนก็รับรู้ได้ทันทีว่าคือชายชุดดำที่มีผมยาวปะบ่าคนนั้น เธอพยายามใช้มือที่สั่นเทาเปิดกล้องเพื่อบันทึกวีดีโอผ่านรูเล็กๆ ของตู้ สิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์เชิดจมูกขึ้น ดูเหมือนมันกำลังพยายามสูดดมหากลิ่นของเหยื่อรายต่อไป มันทำแบบนั้นซ้ำๆ หลายครั้ง จนสายตาของมันมาหยุดที่ตู้เหล็กที่แซนซ่อนอยู่

ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินนักข่าวสาวมากขึ้นทุกที มือข้างเดียวที่กำลังถือกล้องอยู่นั้น เริ่มสั่นอย่างรุนแรงจนเธอต้องใช้มืออีกข้างที่กำลังปิดปากช่วยประคองกล้องเอาไว้

กลิ่นความกลัวที่โชยออกมาอย่างรุนแรง ทำให้มันรับรู้ตำแหน่องของเธอ มันโยนหัวในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี หัวของชายชุดดำกลิ้งไม่ต่างจากลูกบอลมาหยุดหน้าตู้เหล็กที่แซนซ่อนอยู่ ใบหน้าที่บิดเบี้ยวหันมาทางแซนพอดิบพอดีราวกับอยากจะสบตากับเธอ เธอเห็นใบหน้าสุดท้ายก่อนตายของเขาอย่างชัดเจน จนเธอเกือบจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ มันเดินตรงมาหยุดอยู่หน้าตู้เหล็กของเธอ จมูกของมันสูดดมกลิ่นของหญิงสาวเข้าจนเต็มปอด แซนหายใจแรงขึ้นเมื่อได้เห็นใบหน้าของมันชัดๆ มันแสยะยิ้มออกมา “ที่รัก! ”

ปัง ปัง ปัง!

กระสุนสามนัดถูกปล่อยออกจากรังเพลิงพุ่งตรงเข้าที่แผ่นหลังของมัน เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากปากแผลเล็กน้อย ทั้งที่ควรจะทำอันตรายกับมันได้มากกว่านี้ แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเรียกความสนใจจากมัน

“มึงฆ่าเพื่อนกู” ชายร่างอ้วนกระหน่ำยิงปืนใส่สัตว์ร้ายอย่างไม่เกรงกลัว ส่วนสัตว์ร้ายก็ยกแขนขึ้นปัดป้องราวกับผิวหนังของมันทำหน้าที่ได้ไม่ต่างจากชุดเกราะ

“มึงเป็นตัวอะไรวะ!!!” กระสุนของชายชุดดำหมดแล้ว แต่สัตว์ร้ายยังยืนอยู่ที่เดิม เขาเขวี้ยงปืนใส่มันเพื่อถ่วงเวลา ก่อนที่จะรีบวิ่งหนีเอาตัวรอดไป

สัตว์ร้ายคำรามลั่นด้วยความโกรธ แม้กระสุนปืนจะคร่าชีวิตของมันไม่ได้ แต่ความเจ็บปวดแสนสาหัส มันยังคงต้องรับไว้เหมือนเดิม มันออกวิ่งตามชายชุดดำโดยไม่สนใจเหยื่ออีกคนที่ซ่อนตัวอยู่ มันต้องฆ่าคนที่ทำร้ายมันให้ได้

เสียงฝีเท้าของสัตว์ร้ายดังสนั่นจนตู้เหล็กที่แซนซ่อนนั้นสั่นสะเทือน เธอไม่ยอมปล่อยโอกาสรอดชีวิตนี้ให้หลุดลอยไปเด็ดขาด เธอรีบออกจากตู้เหล็กและวิ่งออกจากห้องไปทันที

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น