MaschenY
facebook-icon

ถึงเวลาเล่าเรื่องราวของรุ่นลูกอย่าง ดิน ลูกชายคนโตของดนัยและพลอยไพลินแล้วครับ

ตอนที่ 61 บท'เวียงอู้'เมืองลับแลกลางดง บทสาม

ชื่อตอน : ตอนที่ 61 บท'เวียงอู้'เมืองลับแลกลางดง บทสาม

คำค้น : ป่า คดีความ

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 778

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2562 05:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 61 บท'เวียงอู้'เมืองลับแลกลางดง บทสาม
แบบอักษร

ทั้งสามคนที่ยืนฟังอยู่เงียบไป

นี่พวกเขากำลังฝันกันอยู่รึเปล่านะ

หมวดเจตขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด

เขาเองไม่ใช่คนภาคนี้ แต่ก็มีบ้านอยู่ชิดติดกับดงดำเช่นเดียวกับดิน

ตำนานของที่นี่เขาพอจะได้ยินอยู่บ้าง

แต่เวียงอู้ที่จิ้นเพิ่งจะบอกมานี่เขาจำได้ว่านานๆครั้งจะได้ยิน

เพราะมันเป็นเรื่องเก่าแก่มากๆ

"เวียงอู้ คือเมืองใช่มั้ย?"

ดินถาม

"จะพูดอย่างงั้นก็ได้ ข้าจะเล่าคร่าวๆเท่าที่ข้ารู้นะ"

จิ้นบอกก่อนจะเอาปืนเก็บเข้าซองแล้วกอดอกเล่านิทาน

"กลางป่าลึกริมแม่น้ำคง มีตำนานว่ามีนครโบราณหลับไหล แลผู้ใดที่หลงเข้ามาในเขตนี้แล้วมีโอกาสรอดชีวิตกลับไปนั้นต้องเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่ามันคือเมืองผีห่า จะด้วยอะไรก็ไม่รู้แต่รวบๆเลยก็ เมืองผีนี่แหละมั้ง"

การพูดสำเนียงภาคกลางที่คล่องแคล่วของเธอทำให้จินยืนอึ้งไป

เพราะครั้งแรกที่เจอกัน เธอคนนี้ยังพูดติดสำเนียงชาวเขาอยู่เลย

เธอเป็นใครกันแน่นะ?

หญิงสาวคิดในใจ

"สรุปง่ายๆว่าไอ้เส้นทางนั่นมันเป็นทางเชื่อมเข้ามาที่นี่สินะ"

หมวดเจตบอก

"ท่านเข้าใจถูกแล้ว"

จิ้นตอบกลับไป

"งั้นทำไมต้องเป็นพวกเรากันล่ะ?"

ดินเอ่ยอย่างไม่สนใจคำตอบ

"สุดแต่บุญแต่กรรมล่ะมั้ง"

หมวดเจตตอบแทนมา

จินมองมาที่ดิน

เขาจ้องเธอกลับไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

แม้จะเหมือนแค่ไหน แต่ยังไงก็คือคนละคน

"แล้วพวกเราจะทำไงต่อ?"

เธอถาม

"จับเธอมัดไว้กับต้นไม้แล้วเดินต่อ"

ดินว่า

"ไม่เอาน่า"

หมวดเจตพูดเสียงอ่อย

"ชั้น ขอ โทษ จาก ใจ"

จินพูดทีละคำอย่างชัดเจน

"คนเขาดูออก"

ดินบอก

"อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลย"

จิ้นยกมือห้ามดินและจิน

พอดีกับที่มีร่างใหญ่เดินมาตามทางจนหยุดยืนห่างออกไปไม่ไกลจากพวกเขานัก

หมวดเจตยกปืนขึ้นประทับแทบจะทันทีที่เห็นมัน

"อะไรวะเนี่ย?"

ดินร้องถาม

ร่างใหญ่นั้นยกมือขึ้นเหมือนจะห้ามพวกเขา

หมวดเจตถึงกับขมวดคิ้วเพราะมันไม่พุ่งเข้ามาเหมือนไอ้ตัวก่อนหน้านี้

จินมองหน้าเขานิ่งเหมือนจะถาม

"ใจเย็นๆ"

เสียงทุ่มต่ำของผู้ชายดังมาจากร่างสูงใหญ่นั้น

"ห้ะ มันพูดเหรอ?"

จินร้อง

"ก็เออสิ ข้าไม่พูดใครจะพูด"

มันตอบกลับมา

"เดินเข้ามาอีกซักหน่อยจะเป็นไรไป"

ดินพูด

เพราะร่างนั้นหยุดยืนห่างออกไปท่ามกลางสายหมอกหนา

สิ้นเสียงของดิน มันก็ขยับตัวเดินเข้ามาหาช้าๆ

"อย่าตกใจจนขี้ขึ้นสมองล่ะผู้มาเยือน"

มันกล่าวเตือน

และเมื่อร่างสูงใหญ่กำยำก้าวพ้นสายหมอกมา..

ก็สมควรกับที่เจ้าของร่างได้เตือนไว้

ลำตัว แขนและขาเป็นมนุษย์แน่ๆ

แต่แผงขนที่หน้าอกนั้นเป็นสีดำขลับ

ตั้งแต่คอขึ้นไปนั้นเป็นภาพของสิ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่บนโลกนี้!

มันคือศีรษะของกระทิงที่มีเขางามที่สุด!!

"ยังกะมิโนทอร์"

ดินพึมพัมเบาๆ

"น่าทึ่งที่พวกเจ้าไม่สติแตก"

มันพูดเรียบๆ

"อ่า...ก็แตกอยู่แหละแต่ท่านก็น่าจะเป็นมิตรนะ"

ดินว่า

"จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้ แต่มนุษย์อย่างพวกเจ้าไม่น่าจะมาในที่แบบนี้ บอกข้าสิว่าใยพวกเจ้าถึงได้มายืนอยู่ตรงนี้?"

มันถาม

"เรื่องมันยาวน่ะ"

หมวดเจตบอก

"ข้ามีเวลาทั้งวัน"

มันตอบกลับ

"เอาล่ะ อยู่ๆมันก็มีป่าแปลกๆโผล่มาแล้วเราก็เข้ามาในป่านั่น เส้นทางหนาวเหน็บนั่นมีหมอกเต็มไปหมด แล้วพวกเราก็ตกหลุมลงมาในอุโมงค์จนโผล่มาที่นี่"

หมวดเจตอธิบาย

"พวกเจ้าบ้ารึโง่กัน ถ้ามีเส้นทางแบบนั้นก็ไม่ควรจะก้าวต่อมิใช่รึ?"

มันกอดอกเอียงคอ

"พอดีเราตามคนมา"

ดินว่า

"ตามคน คนบ้าที่ไหนมันจะเข้ามาในนี้กันวะ?"

มันถามอีก

"จะไปรู้มั้ยล่ะเนี่ย ว่าแต่ท่านคือ?"

ดินพูดพร้อมมองสบตากับมัน

"โอ้ ลืมไป ข้าคือกาเร เป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ของเวียงอู้ที่พวกเจ้ากำลังยืนอยู่นี่"

กาเร กระทิงพูดได้ที่มีร่างของมนุษย์บอก

ดินเพิ่งสังเกตุว่ามันมีดาบใหญ่ขัดไว้ที่กลางหลัง

"ผมชื่อดิน นี่เจต และนี่จิน ส่วนคนนี้.."

ดินกำลังแนะนำตัว

"ข้ารู้"

กาเรพูดขัด

"ข้าชื่อจิ้น"

จิ้นเอ่ย

"ข้ารู้"

กาเรตอบ

จิ้นจ้องมันด้วยสายตาที่บอกความรู้สึกไม่ได้

แต่มันเหมือนจะเข้าใจที่เธอต้องการสื่อ

"เอาล่ะ พวกเจ้ามีแค่นี้รึ?"

กาเรตัดบท

"มีอีก แต่ยังหลงกันอยู่เลย"

ดินว่า

"เจ้าเป็นอะไรกับเจ้าพรานที่เป็นเจ้าของมีดนั่นกัน?"

กาเรชี้มาที่มีดอาคมที่เหน็บไว้ที่เอวของดิน

"พรานบินเป็นทวด มีดนี่ได้รับมาจากพ่อที่เป็นหลานของทวด"

ดินอธิบาย

"งั้นเจ้าก็อยู่มานานแล้วสิ"

กาเรพูดกับจิ้นให้ได้ยินกันสองคน

"แค่สองร้อยกว่าปี"

เธอว่า

"มันก็นานเกินพอนะ"

กาเรบอก

"นี่พวกเราจะยืนตรงนี้เหรอ?"

จินถามขึ้น

"จริง ข้าควรจะพาพวกเจ้าไปยังตัวเมือง"

กาเรบอก

"ว่าแต่ พวกที่เหมือนๆท่านคืออะไรกัน มันพุ่งเข้ามาจะทำร้ายเรา และเราก็จัดการมัน"

หมวดเจตว่า

"พวกนั้นมันเป็นพวกชั้นล่าง ไม่มีสตินึกคิด เห็นอะไรก็จะเข้าโรมรันไปหมด"

กาเรบอก

"ก็น่าจะจริง อยู่ไม่อยู่ก็พุ่งเข้ามาเลย"

จินว่า

"ระวังตัวหน่อย พวกมันเป็นเหมือนๆอสูรที่กินมนุษย์อย่างเจ้า"

กาเรมองซ้ายขวา

"กินมนุษย์?"

ดินถามเบาๆ

"ใช่ ที่มันเจ้าจู่โจมเพราะมันต้องการกิน แต่ไม่ใช่แค่พวกเจ้าหรอกนะพวกคนในเวียงอู้มันก็กิน"

กาเรบอก

"แต่เราจัดการมันด้วยไอ้นี่ได้นะ"

หมวดเจตชูปืนให้ดู

"ท่องเหล็กประหลาดนี่ใช้เยี่ยงไรล่ะ?"

กาเรถาม

"ดูนะ"

หมวดเจตยกปืนขี้นและเล็งไปที่กิ่งไม้ก่อนจะลั่นไก

'เปรี๊ยง!'

เสียงเอชเคคำรามขึ้นพร้อมๆกับกิ่งไม้ที่หัก!

"โอ้ ปืนไฟงั้นรึ?"

กาเรพูดอย่างตื่นเต้น

"ใช่ๆ แต่มันพัฒนากว่าในสมัยที่ท่านรู้จักเยอะ"

หมวดเจตบอก

"จริงๆพวกมันสามารถตายได้ง่ายๆ เพราะมันมีกายเนื้อที่ทำลายได้ ไม่แปลกที่มันจะถูกล้มด้วยปืนไฟของพวกเจ้า"

กาเรพูดก่อนจะพยักหน้า

"ตามข้ามา แล้วระวังตัวด้วย"

เขาหันหลังและเริ่มออกเดิน

"เอาไงดิน?"

หมวดเจตถาม

"ห้าสิบห้าสิบ แต่ต้องระวังหน่อย เรายังไว้ใจเขาไม่ได้"

ดินออกความเห็น

"ไม่เป็นไร เขาไม่เป็นอันตราย ข้าเชื่อ"

จิ้นยืนยัน

"ถ้าจิ้นว่างั้นก็ไปเถอะ"

หมวดเจตตบบ่าดิน

ดินยังลังเลอยู่เล็กน้อย

แต่ถ้าจิ้นเองก็ยืนยันแบบนั้น ทำไมเขาจะไม่เชื่อใจเธอล่ะ

ทั้งสี่คนตัดสินใจเดินตามกาเรไปตามทางท่ามกลางสายหมอกหนาทึบที่ปกคลุมอยู่รอบๆบริเวณ

ทางด้านจ่าเย็นและแม็ก

ไม่กี่นาทีก่อนหน้ามีพวกแบบเดียวกันโผล่มา

แต่พวกเขาไม่ยิงมันเพราะมันสื่อสารกับพวกเขาเสียก่อน

"ข้าคือกาโร เป็นผู้พิทักษ์ที่นี่มนุษย์ต่างถิ่นเอ๋ย ตามข้ามาเถิด"

เป็นคำพูดของกาโร

ชายร่างยักษ์ที่มีหัวเป็นวัวแดง

จ่าเย็นยอมรับว่าเขาจะยกปืนยิงใส่เจ้าตัวประหลาดนี่อยู่แล้ว

แต่โต้งจับแขนไว้และส่ายหน้าเหมือนๆจะห้ามไว้

แม็กเองก็ไม่เข้าใจสถานการณ์เช่นกัน

หลังจากถามอะไรเสร็จกาโรก็ออกเดินนำทางไปตามทางด่าน

พวกเขาเห็นว่าไม่มีอะไรจะเสียจึงตามกาโรไป

แต่พวกดำนั้นกำลังส่องไฟไปรอบๆ

เพราะเสียงการเคลื่อนไหวรอบตัวมันยังดังอยู่!

"เอาไงดีครับ!?"

ลูกน้องของเขาร้องถามเลิกลั่ก

"ใจเย็นนิ่งๆไว้ รอมันโผล่มาเราจะแจกตะกั่วให้มัน"

ดำพูดแบบใจดีสู้เสือ

เขาก็กลัวเหมือนๆกับพวกนี้แหละ

แต่ด้วยความเป็นผู้นำทำให้ต้องกัดฟันทำนิ่งไว้

ทว่าจู่ๆเสียงเคลื่อนไหวรอบๆก็หยุดนิ่งและเปลี่ยนเป็นการวิ่งกระเจิงออกไป

'อะไรกันวะ?'

ดำคิดในใจ

"ผู้มาเยือนเอ๋ย ทำใจดีๆไว้"

เสียงของผู้หญิงร้องบอกมา

"คะ..ใครน่ะ"

ดำถาม

"อย่าตกใจล่ะ"

เสียงนั้นบอกเตือน

พร้อมๆกับร่างที่โผล่พ้นสายหมอกออกมา

มันเป็นร่างผู้หญิงที่ท่อนบนเท่านั้นที่เป็นคน

ส่วนท่อนล่างคืองู!

เสื้อชาวเขาสีเทาแดงนั้นตัดกับเกล็ดของเธอ

"อะ..."

ดำอ้ำอึ้งเช่นเดียวกับพวกลูกน้องห้าคน

"ข้าคือการา เป็นผู้พิทักษ์ที่นี่"

เธอบอก

"พะ..พวกเราตกมาจากรูข้างบนจนมาโผล่ที่นี่"

ดำอธิบาย

"นานมาแล้วที่ไม่มีมนุษย์มาเยือนที่นี่...แบบเป็นๆน่ะนะ"

การาบอก

ดำกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น

เกิดมาเขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย

ลูกน้องคนหนึ่งจะยกปืนเล็งไปที่เธอ

แต่ดำก็รีบห้ามไว้ได้ทัน

"มึงจะบ้าเรอะ ไม่เห็นเหรอที่พวกนั้นมันหนีไปตอนเธอมาน่ะ!"

เขากัดฟันพูดอย่างโมโห

"ตะ..แต่เธอเหมือนกับพวกมัน เธอแปลก"

ลูกน้องเขาว่า

"กูว่าพวกเรานี่แหละที่แปลกในที่นี่น่ะ"

ดำบอก

อาจจะจริงอย่างที่เขาว่าก็ได้

เพราะถ้าที่นี่มีแต่พวกแบบการาล่ะก็

ตัวพวกเขาเองแหละที่แปลก

"ตามข้ามา ข้าจะพาเข้าเมือง"

การาพูดจบก็หันหลังและใช้ท่อนล่างที่เป็นงูเลื้อยออกไป

ดำสองจิตสองใจว่าจะตามไปดีมั้ย

"จะอยู่ให้พวกนั้นมารุมทึ้งเรอะ?"

การาหันกลับมาถาม

"ไม่"

ดำตัดสินใจก้าวเดินตามเธอ

"นะ..นาย"

นายกอเอ่ยเสียงอ่อย

"ไปตายเอาดาบหน้าสิวะ อยู่นี่ต่อได้สติแตกพอดี"

ดำพูด

ทำให้ทั้งหมดจำยอมต้องตามไปทั้งๆที่ใจกล้าๆกลัวๆ

ทั้งสามกลุ่มนั้นถูกนำทางมาสู่กำแพงเมืองเก่าแก่

อารยธรรมสมัยไหนก็ไม่ทราบได้

มีทหารเฝ้ายามรอบๆอย่างหนาแน่น

แต่แปลกที่เป็นร่างมนุษย์!

ทั้งสามกลุ่มถูกพาเข้ามาในคนละฝั่งของเมือง

และให้หยุดรอพักในเรือนรับรองชั่วคราวซึ่งเป็นห้องโล่งๆ

โดยยังไม่ได้เห็นภายนอก

ทำให้ทุกคนชักสงสัยขึ้นมา

ว่าตัวเองกำลังหลับและฝันอยู่รึเปล่านะ?

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น