แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 59

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 287

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2562 22:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 59
แบบอักษร

“ตอนแรกอาก็แปลกใจที่ผู้หญิงร้ายกาจคนนี้ไม่ยอมสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อ แต่มาตอนนี้ อากลับคิดว่าหล่อนคงตรองมาดีแล้ว เพราะคดีร้ายแรงหลายกระทงอย่างนี้ ถ้าเสี่ยงดันทุรังสู้ต่อก็มีสิทธิ์ถูกศาลสูงส่งไปยิงเป้าได้ง่ายๆ” พันตำรวจตรีผู้มีผ้าพันแผลพันรอบต้นแขนที่ถูกยิงเอ่ยขึ้นขณะพาผู้เข้าเยี่ยมออกมาพ้นเขตห้องขัง 

เด็กหนุ่มเหลียวมองเรือนจำที่หล่อนต้องถูกกักตัวอยู่ตลอดไปจวบจนชีวิตจะหาไม่ แล้วจึงเบือนหน้ากลับมาพลางหลับตาลงด้วยความรู้สึกเสียดแทงใจ 

“นักโทษบางคนพูดกันว่าโทษทัณฑ์ที่หล่อนได้รับนั้นก็เลวร้ายไม่ต่างจากโทษประหารสักเท่าไรนัก” สารวัตรหวู่วางมือบนไหล่คู่สนทนา 

“แต่ผมว่านี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ...” ไหว่เชิงเถียงเสียงพร่า 

“อากลับมองว่ามันหนักหนาพอแล้ว เพราะดูจากอาการท่าทางของหล่อน หล่อนแลดูจะรักหลานชายมากทีเดียว ในความรู้สึกของคนเป็นพ่อคนแม่คน หรืออย่างน้อยก็เคยเลี้ยงดูใครสักคนมาเสมือนลูก คงไม่มีสิ่งใดที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจยิ่งไปกว่าการถูกหมางเมินจากคนที่เขาเคยอุ้มชูมากับมือตัวเองหรอกนะ” 

“คุณอาพูดเหมือนกับคนมีลูก ทั้งที่จริงๆแล้วคุณอายังไม่แต่งงานด้วยซ้ำ” นิสิตชายหยอกเย้าอีกฝ่ายเพื่อกลบอารมณ์ขมขื่นของตน 

“ที่จริงแล้วอาอาจจะมี เพียงแต่อาไม่เคยรู้มาก่อน” เกาเฉ่งพึมพำ 

“เมื่อกี้คุณอาพูดว่ายังไงนะครับ” ผู้อ่อนวัยหูผึ่งทันใด 

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” คนถูกจี้ถามบ่ายเบี่ยง ในอกเขาเต็มไปด้วยความสับสนตกลงใจไม่ได้ “ไม่มีอะไรทั้งนั้น” 

“ผมเหมือนหูแว่วได้ยินว่าคุณอาเคยมีลูก” เด็กหนุ่มยังไม่เลิกคาดคั้น 

มือปราบแห่งเขตว้านไจ๋เผยความในใจออกมาในที่สุด 

“ไหว่เชิง มีอยู่เรื่องที่อาอยากพูดกับเธอมาสักระยะหนึ่งแล้ว” สารวัตรหวู่เสนอตัว น้ำเสียงเคร่งเครียดจริงจัง “เธอจะเห็นดีเห็นงามด้วยไหม ถ้าหากว่าอาจะขออุปการะเหล่ฟั้นเป็นลูกบุตรบุญธรรมของอา” 

คนแซ่หมั่นทำหน้าไม่ถูกขณะสบสายตาที่เขม้นมองมาอย่างขอร้อง 

“อะไรดลใจให้คุณอาคิดอย่างนั้นล่ะครับ”  

“มีอะไรหลายอย่างที่อาอธิบายไม่ถูก”  

“หากคุณอาต้องการรับอุปการะเธอเพียงเพราะต้องการชดเชยความรู้สึกผิดที่ช่วยเธอจากเงื้อมมือไอ้ฝรั่งชั่วนั่นไม่ทัน ผมขอบอกว่าคุณอาอย่าทำแบบนี้เลยจะดีกว่า เพราะมันไม่ใช่ความผิดของคุณอาเลยแม้แต่น้อย” ไหว่เชิงปลอบใจ 

“ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นหรอก ถึงไม่เกิดเหตุนั้นขึ้น อาก็ยังจะยืนกรานกับเธอแบบนี้อยู่ดี” น้ำเสียงของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มั่นคงอย่างผ่านการตัดสินใจเฉียบขาดมาแล้ว “เด็กคนนั้นมีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้อาสงสัยว่าเธออาจเป็นลูกสาวแท้ๆของอาที่พลัดพรากกันสมัยสงคราม ทั้งเมืองที่เธอจากมา ศาสนาที่เธอศรัทธานับถือ อีกทั้งชื่อที่แปลว่า ‘หอม’ ของเธอ และอะไรอีกหลายๆอย่างก็คล้ายกับคนรักของอามากทีเดียว” หนุ่มใหญ่แถลงไข “ถึงเธอจะไม่ใช่ลูกของอา แต่เธอก็เป็นเด็กที่น่ารัก จิตใจดีคนหนึ่ง เสียแต่ว่าชีวิตช่างอาภัพ เหตุผลทั้งหมดนี้อาจึงเอ็นดูเธอมาก - ทุกวันนี้อาก็แก่ตัวลงไปทุกที คู่ครองสักคนก็ไม่มี มันคงจะดีถ้าหากอาได้รับเลี้ยงดูเธอไว้สักคน เพราะทั้งอาและเธอต่างก็ขาดแคลน ‘พ่อ’ และ ‘ลูก’ เหมือนๆกัน” 

ชายทั้งสองคนจมอยู่ในความเงียบของเขตเรือนจำ ต่างคนต่างสบตากันราวจะคาดเดาใจของคู่สนทนา ก่อนที่ไหว่เชิงจะเป็นผู้ทำลายความเงียบนั้นลง 

“ที่จริงอาฟั้นเธอก็เคยพูดถึงคุณอาอยู่หลายครั้ง” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เด็กกำพร้าเยี่ยงเธอรอวันจะได้เรียกใครสักคนว่า ‘พ่อ’ มาโดยตลอด ผมเชื่อว่าเธอคงไม่ปฏิเสธแน่ ถ้าได้วีรบุรุษผู้ทลายรังโจรเข้าไปช่วยเธอมาเป็นพ่อบุญธรรม” 

“เธอคิดอย่างนั้นจริงหรือ หลานชาย” เกาเฉ่งถามด้วยความไม่มั่นใจ 

“ครับ ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่ผมจะลองทาบทามเธอให้คุณอาเอง” 

“ขอบใจเธอมากนะ ไหว่เชิง” นายตำรวจปราบปรามเอ่ยอย่างตื้นตันใจ 

“ด้วยความยินดีครับ” เด็กหนุ่มส่งยิ้มได้เพียงชั่วครู่ สีหน้าก็หม่นลง “แต่ตอนนี้ยังมีเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่ผมต้องตัดสินใจ นั่นคืออนาคตของบ้านผมเอง” 

 

คู่ผัวเมียชราที่ประคับประคองกันลงมายังห้องรับแขกเกิดอาการวางตัวไม่ถูก เมื่อได้รับการกุมมือคารวะจากบุคคลที่พวกตนเรียกจนเคยปากว่า ‘คุณชายน้อย’ 

“เมื่อคืนหลับสบายดีไหมครับ ลุงตั๊ง ป้าเซา” 

“คุณชายน้อย” ทั้งสองผสานเสียงกัน “...สบายมากๆ” 

“เลิกเรียกผมด้วยสรรพนามนั้นเถอะครับ กฎเกณฑ์ทุกอย่างในบ้านหลังนี้มันจบลงไปแล้ว จบลงไปพร้อมกับสายเลือดตระกูลหมั่นคนสุดท้าย” ไหว่เชิงเสมองภาพถ่ายของสมาชิกสภาบริหารช่งจีที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชา พลันหันมายิ้มแย้มกับผู้ชราภาพทั้งสอง “พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจากนี้ไปพวกเราจะปรนนิบัติลุงกับป้าเป็นอย่างดีเสมอเหมือนพ่อแม่แท้ๆของพวกเรา เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ลุงกับป้าเคยมีให้พวกเรามา แม้วันที่ลุงและป้าจากโลกใบนี้ไปแล้ว เราก็จะคอยเซ่นไหว้บูชาให้ดวงวิญญาณของทั้งลุงและป้าที่อยู่ในโลกหน้าตลอดไป” 

“โอ...” ป้าเซาอุทานด้วยลำคอที่ตีบตื้น ท่าทางราวจะหงายหลังล้มตึงด้วยความปลื้มปริ่มในความกตัญญูของเด็กหนุ่ม “...เป็นบุญของตัวป้าเหลือเกินค่ะ” 

“ทำไมคุณชายน้อย เอ๊ย! คุณถึงได้ใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ซะยังงั้นล่ะครับ” สามีซึ่งได้สติคืนมาเร็วกว่าถามขึ้นอย่างเอะใจ 

ไหว่เชิงยิ้มกริ่มพร้อมกับให้เหตุผลว่า “นั่นเป็นเพราะเจ้าของความคิดนี้ไม่ใช่ผม แต่เป็นอาฟั้นต่างหาก เธอเป็นคนร้องขอให้ผมพาลุงกับป้ามาอยู่ด้วย” 

คำตอบนั้นเร้าให้ลุงตั๊งโห่ร้องออกมาด้วยความสมใจ 

“นั่นปะไร แกได้ยินนั่นมั้ย ยายแก่” ชายชราโลดเต้น “ตรงเผงทีเดียวเชียวล่ะ ตรงกับที่ฉันเคยทำนายให้แกฟังเมื่อหลายปีก่อนว่านังหนูมันรักแกมากเหมือนลูกรักแม่ นี่มันไม่ใช่แค่รักแกคนเดียวเท่านั้น มันยังลามมารักฉันอีกคนหนึ่งด้วย” 

ไหว่เชิงมีสีหน้ากังวลใจกับปฏิกิริยาโต้ตอบของทั้งคู่ ยิ่งพวกแกออกอาการปีติยินดีมากเพียงใด ก็ยิ่งเพิ่มความหนักใจแก่ตัวเขามากเพียงนั้น 

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจำเป็นต้องบอกให้ลุงกับป้ารู้” 

“อะไรหรือครับ คุณชายน้อย” ลุงตั๊งหันขวับ 

“จะเรียกผมแบบนั้นต่อไปก็ได้ ถ้าลุงเรียกแล้วสบายใจล่ะก็” เขายิ้มเนือยๆ “แต่ถ้าลุงได้รู้เรื่องต่อไปนี้แล้ว ลุงจะยังเรียกผมด้วยคำนี้อีกรึเปล่า” 

“หมายความว่ายังไงหรือคะ” ป้าเซาถามแทรกขึ้นมา 

“ผมตัดสินใจแล้วว่าจะบริจาคบ้านหลังนี้ให้กับทางการ” 

“ว่ายังไงนะ” สองผัวเมียถามเป็นเสียงเดียวกัน 

“นับตั้งแต่คุณพ่อจากพวกเราไป ตระกูลหมั่นก็ไม่เหลือทายาทสืบสกุลอีกต่อไปแล้ว คงไม่มีประโยชน์อันใดที่เราจะเก็บบ้านหลังนี้ที่ใหญ่โตเกินจะดูแลได้ทั่วถึงไว้เป็นสมบัติส่วนตัวอีก สู้นำไปบริจาคเป็นสมบัติสาธารณะให้ภาครัฐได้นำไปทำประโยชน์แก่คนทั่วไปยังดีเสียกว่า”  

“แล้วเราทุกคนจะไปอยู่ที่ไหนต่อล่ะครับ” สารถีเฒ่าซักไซ้ 

“คงเป็นบ้านเล็กกะทัดรัดสักหลังบนฝั่งฮ่องกงที่ราคาไม่สูงจนเกินไป ผมมีเงินส่วนตัวพอจะซื้อต่อจากเจ้าของเดิมได้สบาย” ไหว่เชิงตอบหน้านิ่ง 

“คุณชายน้อยไม่นึกเสียดายบ้านตระกูลหมั่นหรือครับ” 

“เสียดายสิลุง” คนถูกถามให้คำตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “แต่ความรู้สึกเสียดายนั้นยังมีน้อยกว่าความรู้สึกละอายที่ผมมีอยู่ ผมละอายใจที่อาศัยชายคาบ้านหลังนี้ ผลาญทรัพย์สินภายในบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เกิด ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้มีเชื้อสายหรือความเกี่ยวข้องทางสายเลือดแม้สักเศษเสี้ยวหนึ่งกับเจ้าของบ้านเลย ผมเชื่อว่าถ้าหากคุณพ่อล่วงรู้ความจริงว่าผมไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน ท่านอาจจะอยากไสส่งให้ผมออกไปจากบ้านประจำตระกูลของท่านตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้แล้วก็เป็นได้” 

“แล้วคุณชายน้อยปรารถนาจะให้บ้านหลังนี้เป็นอย่างไร” 

“จะใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ทำการราชการ โรงพยาบาล หรืออะไรนั้นก็ตามแต่พวกเขาจะนำไปใช้ หลังจากยกบ้านนี้ให้หลวงแล้ว ผมก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยอีก” 

“ไปกันใหญ่แล้ว” ลุงตั๊งโวย “คุณชายน้อยคิดอะไรตื้นๆอย่างนั้น บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่าแก่ เป็นบ้านเกิดเรือนตายของบุรพชนตระกูลหมั่นเกือบทุกท่าน เกิดยกให้คนอื่นไป ใครจะมาคอยเซ่นไหว้ ทำบุญ ส่งกุศล ให้พวกท่านเหล่านั้นเล่า” 

“มีอยู่แล้วน่ะลุง ทางการเขาไม่ลืมบุญคุณของผู้บริจาคสถานที่ให้หรอก เขาจะทำป้ายทองเหลืองประดับไว้แสดงความขอบคุณ หรือบางที่ก็ปั้นรูปเคารพอนุสาวรีย์ไว้เป็นที่รำลึกถึง มีคนมาเซ่นไหว้ไม่ขาดสาย” 

“ก็แล้วป้ายทองเหลืองมันเทียบได้กับป้ายวิญญาณบรรพชนซะที่ไหน” ผู้สูงวัยไม่ลดละ “คุณชายน้อยเชื่อหรือว่าคนพวกนั้นมันจะเทิดทูนบูชาบรรพชนของตระกูลหมั่นกันจริงจัง อย่างดีพวกมันก็แค่ไหว้ส่งๆพอเป็นพิธี เพราะพวกมันไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับตระกูลหมั่นเลย” 

“ผมเองก็ไม่มีเหมือนกันนั่นแหละลุง” ไหว่เชิงขึ้นเสียง 

“พอกันได้แล้ว พอทั้งคู่เลย” ป้าเซาซึ่งเงียบมานานโพล่งขึ้นเพื่อห้ามศึกระหว่างชายต่างวัยทั้งสอง ก่อนหันมาทางเด็กหนุ่ม “เพราะอะไรคุณชายน้อยถึงตัดสินใจเช่นนี้กันแน่คะ แค่เพราะรู้สึกละอายอย่างที่พูดมาจริงๆหรือ” 

“ผมตั้งใจจะทำแบบนี้เพราะคิดเห็นว่ามันตรงตามเจตนารมณ์ของคุณพ่อที่พร้อมจะเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน” 

“แล้วคุณชายน้อยจะไม่เสียดายบ้านของ ‘คุณพ่อ’ จริงหรือคะ” ป้าเซาย้อนถาม ซึ่งพอได้ฟังคำถามดังกล่าว ไหว่เชิงก็นิ่งไปครู่ใหญ่ๆ 

“ก็คงไม่เสียดายเท่าไรนัก เพราะผมไม่ได้มีสายเลือดของท่านหรือตระกูลหมั่นคนไหนๆอยู่ในตัวด้วยซ้ำ” เขาอิดๆเอื้อนๆ 

“แต่คุณชายน้อยก็ยังเผลอเรียกคุณท่านว่า ‘คุณพ่อ’ อยู่ทุกคำ มิหนำซ้ำแซ่ที่ใช้นำหน้าชื่อตัวก็ยังเป็นแซ่หมั่นอยู่เลย” หญิงชราตอกกลับ 

“ก็ผม...” เด็กหนุ่มพูดไม่ออก ใจเริ่มเกิดความเสียดายขึ้นมาอย่างท่วมท้น 

“อย่าหาว่าป้าสั่งสอนเลยนะคะ” แกให้สติด้วยความสุขุม “ตลอดเวลาที่คุณท่านมีชีวิตอยู่ คุณท่านปักใจเชื่อว่าคุณชายน้อยเป็นลูกของตัวท่านเอง ส่วนตัวคุณชายน้อยเองก็ยังคงรู้สึกผูกพันกับคุณท่านมาจนบัดนี้...ถึงไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดมารองรับ แต่คนเราก็สามารถรู้สึกผูกพันและสามารถเกื้อกูลกตัญญูต่อกันได้ ก็เหมือนอย่างที่คุณชายน้อยบอกว่าจะปรนนิบัติป้ากับลุงอย่างดีนั่นไงล่ะคะ” 

“ป้าพูดยังกับจะให้ผมเสียดายบ้านนี้” ไหว่เชิงเอ่ยเบาๆ 

“ถึงป้าไม่พูด คุณชายน้อยก็รู้สึกเองอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ” ผู้สูงวัยกลั้นยิ้ม “เก็บบ้านนี้ไว้ต่อไปเถอะค่ะ คิดดูว่าถ้าหากยกมันให้เป็นสมบัติสาธารณะ คุณชายน้อยจะพอใจจริงๆหรือ สมมติว่าหลวงเขาดูแลมันไม่ดีเท่ากับพวกเรา” 

คนแซ่หมั่นเม้มปากแทนการให้คำตอบ 

“คุณชายน้อยรู้อะไรไหมคะ ที่เมื่อกี้คุณชายน้อยพูดว่ามันตรงตามเจตนารมณ์ของคุณพ่อนั่นน่ะ มันแสดงความเป็นทายาทตระกูลหมั่นเต็มตัวเชียวล่ะค่ะ” 

“แต่ผมไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลนี้สักหน่อย” เขาตีรวน 

“นั่นมันไม่สำคัญเท่ากับการกระทำเลย” ป้าเซาส่ายหน้า “ป้าเคยพูดกับอาฟั้นตั้งแต่เธอมาอยู่กับเราแรกๆว่าคนเราเลือกเกิด เลือกเป็นสิ่งต่างๆที่ถูกชะตาลิขิตมาแต่ต้นไม่ได้ แต่เราย่อมเลือกการกระทำของตัวเราเองได้...ถึงคุณชายน้อยไม่ได้เกิดมาพร้อมกับสายเลือดตระกูลหมั่น แต่สิ่งต่างๆที่คุณชายน้อยคิดและจะทำนั้น คือคุณสมบัติของความเป็นคนตระกูลนี้โดยแท้จริง ป้าสามารถบอกได้ว่าคุณชายน้อยเป็นทายาทสกุลหมั่นโดยแท้จริงทั้งจิตวิญญาณ และถ้าคุณท่านได้รับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้เหมือนอย่างที่ป้ารับรู้ คุณท่านก็จะไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อยที่ได้อบรมเลี้ยงดูลูกนอกอุทรคนนี้มาแต่เกิด” 

เด็กหนุ่มน้ำตาปริ่มเบ้าขณะรับฟังเหตุผลของหญิงชราอย่างตั้งอกตั้งใจ เขาตรงไปที่หน้าแท่นบูชาซึ่งป้ายวิญญาณบรรพชนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ให้ความรู้สึกน่ายำเกรง และยืนเพ่งป้ายเหล่านั้นผ่านน้ำตาที่เอ่อท้น 

“ป้าพูดถูก...” ไหว่เชิงผงกศีรษะยอมรับ “...ผมคงปล่อยบ้านนี้ให้เป็นสมบัติของคนอื่นไปไม่ได้ เพราะต่อให้วิญญาณบรรพชนในโลกอื่นไม่รับรู้ แต่ใจผมเองนี่ล่ะที่จะรู้สึกแย่มาก หากไม่ได้คารวะดวงวิญญาณของพวกท่านที่แท่นบูชานี้อีก” 

สองผัวเมียยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ขณะที่คุณชายน้อยเปล่งคำประกาศปณิธานของตน “ผมจะรักษาบ้านหลังนี้เพื่อเซ่นไหว้วิญญาณของเหล่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับ และจะสืบสานเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือสังคมของคุณพ่อตลอดไป” 

หมั่น ไหว่เชิง เพ่งมองภาพถ่ายขาวดำของพ่อบุญธรรมด้วยอุปาทานว่าใบหน้าในรูปถ่ายนั้นจะผลิยิ้มจางๆให้แก่เขา ก่อนจะก้มลงโขกศีรษะ ทำการ ‘เกาเตา’ ต่อหน้าแท่นบูชาเหมือนเช่นที่เคยปฏิบัติสืบมานมนานกาเล 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น