มัณทนา/ชัญญานุช/นัตโตะจัง

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วันสิ้นโลก by มัณทนา

ชื่อตอน : วันสิ้นโลก by มัณทนา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 24

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2562 16:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วันสิ้นโลก by มัณทนา
แบบอักษร

คุณเคยเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกหรือไม่ 

เมื่อโลกถึงคราวกาลอวสานและเกิดกลียุค 

ผู้คนจะเสื่อมศีลธรรมจรรยาและเบียดเบียนซึ่งกันและกัน 

อารยธรรมต่าง ๆ ของมนุษย์จะเสื่อมโทรมและหายสาบสูญไปตามกาลเวลา 

ผู้คนจะลืมเลือนจะโลกนี้เคยมีอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ 

จักเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลกจนสิ้นแผ่นดินแผ่นฟ้า 

และนับเวลาอีกนานแสนนานจึงบังเกิดแผ่นดินขึ้นใหม่ 

ระหว่านั้นเอง อกุศลกรรมต่าง ๆ มากมายจะเริ่มเติบโตขึ้นในจิตใจมนุษย์ 

จิตใจของมนุษย์ตกต่ำถึงขีดสุด 

มนุษย์จะประพฤติตนชั่วร้ายสมสู่ปะปนไปมั่วไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน 

โลกเกิดความวุ่นวายฉิบหายวายวอดไปทั่วทุกหนแห่ง 

มนุษย์จะรบราฆ่าฟันกันเอง 

คนดีมีศีลธรรมจะลี้ภัยไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัย 

ธรรมชาติจะหันมาทำลายล้างมนุษย์จนสิ้นอารยธรรม 

บุรุษขี่ม้าขาวจากดินแดนอันไกลโพ้นจะมาโปรด 

ปราบพวกอธรรมใจพาลและปกป้องคนดีมีศีธรรม 

เริ่มต้นยุคใหม่  

 

โลกอนาคต คริสต์ศักราช ๗๐๑๗

         เมื่อเทคโนโลยีของมนุษย์พัฒนาการและเจริญก้าวหน้าไปไกลอย่างรวดเร็วจนถึงขีดสุด จิตใจและศีลธรรมจรรยาของมนุษย์ก็เสื่อมทรามและตกต่ำไปลงทุกที ๆ มนุษย์ส่วนใหญ่ในโลกอนาคตอีกประมาณ ๕,๐๐๐ ปีข้างหน้า พวกเขาจะไม่นิยมพบปะสังสรรค์กับผู้คนรอบข้าง แม้กระทั่งครอบครัวของตัวเองก็ไม่ยอมมองหน้าพูดคุยกัน ก้มหน้าก้มตาดูแต่อุปกรณ์ที่ทันสมัยอยู่ในมือของตนเอง และพยายามจะหลีกหนีไปจากโลกแห่งความเป็นจริงอย่างถาวร และหมกมุ่นอยู่แต่ในโลกสมมุติที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้นมา ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในยุคนั้นก็จะสะดวกสบายคอยพึ่งพาแต่เทคโนโลยีตั้งแต่เกิดจนตาย อยากจะได้อะไรก็ไม่ต้องหาเอง ไม่ต้องลงมือทำอะไรเอง จะมีเทคโนโลยีเป็นคนทำงานแทนให้หมดทุกอย่าง ในที่สุด มนุษย์ก็จะถูกเทคโนโลยีควบคุมตลอดเวลาและกลายเป็นเครื่องจักรกลไม่ต่างจากท่อนไม้ที่คอยรับฟังคำสั่งจากเจ้านาย ส่วนเทคโนโลยีที่แต่ก่อนเคยเป็นแค่เครื่องจักรกลจะเป็นเจ้านายและจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา

         การจราจรก็สะดวกสบายไม่ต้องลำบากยืนรอคอยรถนาน ๆ และต้องยืนตากแดดอีกต่อไป เพราะทุกคนต่างก็มีรถเหาะเดินทางไปมาอย่างสะดวกสบาย โลกอนาคตนั้น สภาพอากาศไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวเกินไป ฝนตกต้องตามฤดูกาล

         

         ย้อนกลับไปเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเมื่อปีคริสต์ศักราช ๔๔๕๗

         เป็นช่วงเวลาที่โลกได้เกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรงพร้อมกันอย่างต่อเนื่องทั้งเกิดภาวะโลกร้อน ภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ละลายจนหมด อากาศร้อนขึ้นถึงขีดสุด ธรรมชาติถูกมนุษย์ทำลาย แผ่นดินเปลือกโลกเคลื่อนที่แยกออกจากกันอย่างกะทันหัน เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ คลื่นใต้น้ำ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดโรคระบาดร้ายแรงทั้งในคนกับสัตว์ อุทกภัย ภัยแล้ง อัคคีภัย ดินถล่ม โคลนถล่ม พายุหิมะกับหิมะถล่ม พายุร้ายแรงเกิดขึ้นในท้องทะเลกับมหาสมุทร และมีดาวเคราะห์น้อยกับอุกกาบาตจากนอกโลกพุ่งเข้ามาชนโลก

         นอกจากนี้ยังเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ โดยชนวนเหตุของสงครามเริ่มจากคาบสมุทรอาหรับ บรรดาประเทศมหาอำนาจทั้งในเอเชียกับยุโรปจะเปิดฉากทำสงครามนิวเคลียร์ทำลายล้างบ้านเมือง ทำให้บางประเทศหายสาบสูญไปจากแผนที่โลกทันที ในขณะที่บางประเทศจะถูกทำลายล้างโดยความพิโรธของธรรมชาติและความเสื่อมทรามทางด้านศีลธรรมจรรยาที่เคยอยู่ภายในจิตใจได้ทำลายจิตใจที่ดีงามของพวกมนุษย์จนจมหายไปกลายเป็นทะเลเวิ้งว้างขนาดใหญ่ไม่แตกต่างจากอาณาจักรโบราณที่เคยรุ่งเรืองในตำนานโบราณดังเช่นนครแอตแลนติส นครลีเมอเรีย ทวีปมู และนครทวารกา เมืองของพระกฤษณะในมหากาพย์มหาภารตะ

         รวมทั้งอาณาจักรโบราณสองแห่งก่อนสมัยที่จะมีอาณาจักรเชียงแสนกับอาณาจักรล้านนาเกิดขึ้นในหน้าประวัติศาสตร์ไทย สองอาณาจักรโบราณที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยที่ถูกบันทึกอยู่พงศาวดารโยนกเช่นสุวรรณโคมคำกับโยนกนาคนคร และอาณาจักรโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเช่นเมืองเอกธีตา เมืองหนองหานหลวง และเมืองหนองหานน้อยที่ตามตำนานกล่าวว่าได้ถูกพญานาคยกทัพเข้ามาทำลายเมืองจนเมืองทั้งเมืองกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ เนื่องจากกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ทหาร และชาวบ้านของเมืองโยนกนาคนครกับเมืองเอกธีตาได้จับปลาไหลเผือกกับกระรอกเผือกที่เป็นพญานาคแปลงกายมาเพื่อมาแล่เนื้อกินแจกจ่ายกินกันทั่วทั้งเมือง ยกเว้น แม่ม่ายของทั้งสองเมืองเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้เพราะมีนาคที่แปลงกายมาเป็นมาณพน้อยมาเตือนให้หลบแต่อยู่ในกระท่อม

         ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติเหล่านี้ ได้มีสัญญาณเตือนภัยแจ้งประชาชนล่วงหน้าเอาไว้ก่อนแล้ว แต่กลับไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนมัวแต่สนใจตัวเอง ไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร ใครจะอยู่หรือใครจะตายก็ไม่เคยสนใจ ข่าวสารบ้านเมืองก็ไม่คิดจะติดตาม มัวแต่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านอยู่เป็นนิจเพื่อตอบสนองตัณหาและตอบสนองความสะใจของตัวเอง ชอบสร้างเวรสร้างบาปสร้างกรรมต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุดทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจโดยไม่แยกแยะว่าความดีคืออะไร ความชั่วคืออะไร จนกระทั่งแยกแยะไม่ได้เลยว่าสิ่งใดควรกระทำให้ถูกต้อง สิ่งใดไม่ควรกระทำและควรจะละเว้น ไม่รู้จักเคารพบิดามารดา ไม่รู้จักญาติพี่น้อง ไม่รู้จักมิตรสหาย ไม่รู้จักเคารพครูบาอาจารย์ ไม่รู้จักบุญคุณของคนที่ควรจะเคารพ ไม่รู้จักเคารพสมณชีพราหมณ์ ไม่มีจิตใจเมตตากรุณาต่อสัตว์และมนุษย์ด้วยกันเอง ไล่ฆ่าฟันกันบ้าสงครามตลอดเวลา ชอบลักเล็กขโมยน้อย ประพฤติตัวสมสู่เสพสังวาสไปทั่วทั้งพ่อแม่และญาติพี่น้องของตัวเองเยี่ยงสัตว์โดยไม่สนใจว่าใครเป็นคู่ครองของใคร พูดจาโกหกปลิ้นปล้อนให้คนอื่นหลงเชื่อ ดื่มสุราเมรัยของมึนเมาสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นไปทั่วโลกจนเกินกว่าคนที่เหลือที่ประกอบแต่กรรมดีมาตลอดจะยอมรับได้

         ส่วนคนที่ประกอบแต่กรรมดีเสมอมาได้อพยพโยกย้ายพาครอบครัวไปอาศัยอยู่ที่อื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกคนชั่วที่คอยจะจ้องจะทำลายจะจองล้างจองผลาญพวกเขาให้หมดสิ้นไป เมือคนชั่วพวกนี้พอเห็นใครเป็นคนดีก็ยกพวกมากลั่นแกล้งไม่ให้มีหน้ามีตาในสังคมอีกต่อไป ทำให้แผ่นดินนี้เต็มไปด้วยพวกคนชั่ว

         

         อนันตภพ มัทรพงศ์กับมณฑารพ นิมมานรดี ชายหนุ่มลึกลับกับหญิงสาวลึกลับที่เดินทางมาจากมิติแห่งกาลเวลา สถานที่ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกแห่งจินตนาการ มิติแห่งกาลเวลาเปรียบเสมือนเป็นโลกคู่ขนานและเป็นสถานที่ที่เป็นแหล่งรวมของบุคคลผู้ทรงปัญญาทุกแขนงทั้งนักปราชญ์ ครูบาอาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และอัจฉริยะโดยมีจ้าวแห่งกาลเวลาเป็นผู้ปกครองสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ทั้งสองคนได้รับคำสั่งจากดร.โอนิงูโมะ จิคิคาจะ จ้าวแห่งกาลเวลาคนปัจจุบันซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ให้มาสำรวจที่โลกมนุษย์เพื่อตรวจสอบว่ายังมีบุคคลที่มีจิตใจคุณธรรมที่ดีงามและคอยถ่ายทอดวิชาความรู้แก่ผู้อื่นในทางที่ถูกต้องหลงเหลืออยู่บนโลกมนุษย์อีกหรือไม่และบุคคลนั้น ๆ สมควรจะเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะถูกพาตัวมาอยู่มิติแห่งกาลเวลาหรือไม่

         หรือว่าจะให้คนดีที่เหลือเหล่านั้นอาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ต่อไปเพื่อสืบทอดดำรงเผ่าพันธุ์สร้างมนุษยชาติกลุ่มใหม่ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

         เนื่องจากได้มีคนบางกลุ่มที่ชอบอวดอ้างสรรพคุณว่าตัวเองเป็นคนดีเลิศประเสริฐศรีไม่มีใครเหมือนและชอบพูดจาโอ้อวดตัวเองว่าเป็นเทพเจ้า เป็นคนฉลาด มีความรู้ทุกอย่าง แต่กลับเอาความรู้ที่ตัวเองมีและเคยเรียนมาไปใช้ในทางที่ผิด คอยสนับสนุนให้คนเลวด้วยกันเองทำแต่เรื่องเลวทรามมากขึ้น เข้าข้างแต่คนเลวด้วยกันเองเพราะเห็นว่าพวกมันเป็นพรรคพวกของตนเอง คอยรังเกียจและคอยขัดขวางคนที่มีความรู้จริงไม่ให้มีหน้ามีตาอยู่ในสังคม ทำให้คนที่มีความรู้จริง ๆ ต้องคอยหลบหลีกเร้นไปให้ไกลจากโลกที่เต็มไปด้วยสกปรกโสมมเน่าเหม็นจนหมดและไม่เหลือแม้แต่คนเดียว สุดท้ายแล้วบนแผ่นดินก็เต็มไปด้วยแต่สิ่งสกปรกและคนชั่วช้าเต็มไปหมด

         “นี่เหรอ โลกมนุษย์ที่ฉัน ปานภพ พี่พิม คุณมาสึตะ และพี่อนันตกาลเคยอยู่มาตั้งแต่เด็ก ๆ จนโต ตอนนี้มันเลวร้ายเกินกว่าจนที่จะรับได้แล้ว คนดีอาศัยอยู่ยาก แต่คนเลวกลับอาศัยอยู่ง่าย สภาพของโลกมนุษย์ในตอนนี้และจิตใจของพวกมนุษย์ในยุคสมัยนี้ไม่แตกต่างจากเมืองโซดอมกับเมืองโกโมราห์ สองเมืองบาปที่อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญเดิมเลย”

         “โชคดีแค่ไหนแล้วที่คนที่พวกเราสองคนเคยรู้จักได้สิ้นบุญวาสนานอนตายตาหลับไปก่อนหน้านั้นเมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีก่อน พวกเขาจะได้ไม่ต้องเกิดมาเห็นสภาพของโลกมนุษย์ในตอนนี้เหมือนพวกเราที่กลายเป็นอมตะ ตอนที่ปานภพ มัจจุรี เก่ง และมิ้นท์ยังมีชีวิตอยู่ได้บอกครั้งแล้วว่าอีกไม่นานหลายพันปีข้างหน้า บางประเทศจะหายไปจากแผนที่โลกและบางพื้นที่บนโลกจะเป็นเหมือนแอตแลนติสที่ถูกธรรมชาติพิโรธลงโทษให้จมลงอยู่ใต้ทะเล”

         “นั่นสินะ ถ้าเราเจอคนดีจำนวนหนึ่งหลงเหลืออยู่บนโลก เราจะขอร้องไม่ให้ธรรมชาติทำลายโลกเพียงบางส่วนและจะไว้ชีวิตคนดีกลุ่มนั้น เราจะพาพวกเขาไปซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ปลอดภัย แต่ถ้าเจอคนดีไม่เพียงกี่คน เราจะยืนดูโลกพินาศย่อยยับ”

         “ยืนมองดูความพินาศของโลกมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่บนโลกมีคนดีเหลือเพียงไม่กี่คน มันจะไม่โหดร้ายเกินไปเหรอ มณฑารพ เรารู้ว่าเธอเอือมระอากับโลกมนุษย์ใบนี้มากแค่ไหน แต่บนโลกมนุษย์ที่ยุ่งเหยิงสับสนยังมีคนดีเหลืออยู่ ถึงแม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่คนก็ตาม”

         “ก็ใช่ไง อนันตภพ ฉันเบื่อความเลวร้ายเน่าเหม็นซ้ำซากที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์เต็มทนแล้ว ฉันถึงตัดสินใจมาอยู่ที่มิติแห่งกาลเวลาอย่างถาวรไง ฉันเกลียดโลกใบนี้ ฉันอยากให้โลกแตกพินาศย่อยยับไปเลยยิ่งดี ฉันรอคอยวันและเวลาที่ไฟ น้ำ และลมบรรลัยกัลป์ล้างโลกจะมาชำระล้างมาตั้งนานแล้ว โลกยุคใหม่จะได้ถือกำเนิดและปราศจากสิ่งอัปมงคล ฉันเชื่อเรื่องวันสิ้นโลก”

         “มณฑารพ”

         เมื่อ ๒,๔๖๗ ปีก่อน อนันตภพกับมณฑารพได้ถูกกำหนดให้เกิดมาเพื่อทำ ‘ภารกิจ’ ร่วมกันตั้งแต่ทั้งสองคนยังไม่ลืมตาดูโลกโดยผู้ที่ทำหน้าที่กำหนดชะตากรรมของผู้ที่ถูกเลือก คือ โอนิงูโมะ มาสึตะ จ้าวแห่งกาลเวลาคนก่อนและเป็นผู้สร้างมิติแห่งกาลเวลาขึ้นมาเมื่อปีคริสต์ศักราช ๑๕๐๐ ทั้งสองคนเป็นเด็กที่เกิดจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในการทำผสมเทียมให้แก่ประชากรของมิติแห่งกาลเวลาซึ่งเป็นคู่สามีภรรยาที่มีบุตรยากและต้องการจะมีบุตรเอาไว้สืบสกุลในอนาคต อีกนัยหนึ่ง คือ เพื่อแก้ปัญหาประชากรเด็กเกิดใหม่ที่มีจำนวนลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุซึ่งเด็กทารกทั้งหมดหนึ่งร้อยคนที่ถูกนำมาทำการทดลองล้วนแต่เป็นพี่น้องฝาแฝดชายและหญิงเช่นเดียวกับปานภพ น้องชายฝาแฝดของอนันตภพและมัจจุรี พี่สาวฝาแฝดของมณฑารพทั้งสิ้นโดยอนันตภพกับมัจจุรีเป็นสิ่งมีชีวิตต้นแบบ ส่วนปานภพกับมณฑารพเป็นสิ่งมีชีวิตทดลอง แต่โชคร้ายที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและห้องทดลองระเบิด ทำให้สารเคมีและสารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมาเป็นจำนวนส่งผลให้เด็กทารกฝาแฝดชายและหญิงทั้งหมด ๙๖ คนเสียชีวิตลงทันที มีเพียงอนันตภพ ปานภพ มัจจุรี และมณฑารพเท่านั้นที่รอดชีวิต

         ก่อนเกิดเหตุนั้น มณฑารพได้ถูกลักพาตัวออกไปจากห้องเด็กอ่อนโดยนักวิทยาศาสตร์ชายและหญิงสองคนและเอาไปเลี้ยงดูเป็นลูกสาวบุญธรรมที่โลกมนุษย์ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎของมิติแห่งกาลเวลาซึ่งในภายหลังอีก ๕ ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองคนก็ถูกจ้าวแห่งกาลเวลาพบตัวและจัดการลงโทษทำให้หายสาบสูญไปจากโลก หลังจากนั้นก็เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวขึ้นตามมา ส่วนปานภพได้ถูกแรงกระแทกจากระเบิดพร้อมกับส่งผลกระทบให้ประตูมิติเปิดออกและถูกส่งตัวไปที่โลกมนุษย์ เมื่อทั้งสี่คนได้พบกันและได้ทำภารกิจร่วมกันตามคำสั่งของจ้าวแห่งกาลเวลาทุกครั้ง

         แต่แล้ววันหนึ่ง ปานภพกับมัจจุรีไปตรวจสุขภาพและได้ค้นพบความจริงบางอย่างที่หลบซ่อนตัวอยู่ภายในร่างของตนเองเมื่อได้ถูกตรวจพบสารกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนจำนวนมากอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานานถึง ๒๗ ปีโดยที่ร่างกายของทั้งคู่ไม่เคยได้รับอันตรายและมีแนวโน้มที่จะทำให้ทั้งคู่เสียชีวิตลงอีกไม่นานภายใน ๑ เดือนข้างหน้าโดยปานภพกับมัจจุรีในวัยทารกได้เผลอสูดดมสารกัมมันตภาพรังสีเข้าไปโดยไม่รู้ตัว แต่กลับส่งผลให้ทั้งสองคนมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาวถึงอายุ ๒๗ ปีและมีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ ขณะที่อนันตภพที่ไปตรวจสุขภาพก็ได้ถูกตรวจพบว่ามีสารกันมันตภาพรังสีปนเปื้อนอยู่ภายในร่างกายประมาณเกินครึ่งหนึ่งและมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เขาเสียชีวิตลงเมื่อเขาอายุครบ ๓๐ ปี ยกเว้น มณฑารพเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกตรวจพบสารกัมมันตภาพรังสี แต่กลับมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตลงเช่นเดียวกัน เพราะมีสารกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนอยู่ในเลือด

 

         “มณฑารพ ในอนาคตข้างหน้าอีก ๒,๔๔๐ ปี โลกจะเกิดภัยพิบัติร้ายแรงหลายอย่าง มนุษย์จะทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเอง คนเลวทรามจะมีหน้ามีตาอยู่ในสังคมเต็มทั่วทั้งแผ่นดิน ส่วนคนดีจะไร้ที่ยืน เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๓ เหล่าประเทศมหาอำนาจจะยิงระเบิดนิวเคลียร์ทำลายล้างประเทศของตนเองและประเทศรอบข้างจนย่อยยับ ทำให้บางประเทศจะหายสาบสูญไปจากแผนที่โลก ส่วนบางประเทศจะต้องล่มจมลงไปในทะเลกับมหาสมุทร” 

         มัจจุรีได้บอกคำทำนายให้มณฑารพรู้ 

         “แล้วหลังจากนั้นล่ะ” 

         “โลกาจะวินาศทันทีเมื่อไฟ น้ำ และลมบรรลัยกัลป์เข้ามาทำลายล้างโลกให้พินาศสิ้น พวกคนเลวทรามจะตายทั้งหมดในวันสุดท้ายของโลก” 

         ปานภพบอกคำทำนายต่อจากนั้นจนจบ 

         เมื่อฟังคำทำนายจากปานภพกับมัจจุรีจนจบ มณฑารพยิ้มสะใจเฝ้ารอคอยวันเวลาที่วันสิ้นโลกมาถึงและได้มาเห็นเหตุการณ์สำคัญในวันโลกาวินาศด้วยตาตนเองพร้อมกับอนันตภพ ทั้งสองคนมองเห็นคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุกำลังทยอยเสียชีวิตลงด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับสายพันธุ์ที่เคยคร่าชีวิตของมินตรา เพื่อนสนิทคนแรกของมณฑารพไปเมื่อ ๒,๔๔๐ ปีก่อน แม้กระทั่งนีน่า พี่สาวฝาแฝดของมินตราก็เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เช่นเดียวกัน เนื่องจากนีน่ากับมินตราเป็นมนุษย์ต่างดาวที่มาจากดินแดนใต้พิภพและไม่ได้ฉีดยาวัคซีนภูมิคุ้มกันล่วงหน้ามาตั้งแต่แรกเกิด บางส่วนก็ทยอยเสียชีวิตลงด้วยโรคประหลาดทางพันธุกรรมเช่นเดียวกับเก่งกาจ น้องชายบุญธรรมของปานภพที่มีชาติกำเนิดเป็นลูกครึ่งผสมระหว่างมนุษย์ต่างดาวเพศชายจากนอกโลกกับหญิงสาวธรรมดาในโลกมนุษย์

         อนันตภพกับมณฑารพจึงตัดสินใจที่จะออกเดินทางไกลเพื่อแสวงหาความเป็นอมตะและหายารักษาให้ตนเองรอดพ้นจากความตายไปด้วยโดยได้ดื่มเลือดของมินตรา มนุษย์ต่างดาวจากดินแดนใต้พิภพกับเลือดของเก่งกาจ ลูกครึ่งผสมมนุษย์ต่างดาวกับมนุษย์ที่กำลังจะเสียชีวิตลง ทำให้ทั้งสองคนกลายเป็นอมตะและมีชีวิตยืนยาวอยู่จนถึงอายุ ๒,๔๖๗ ปี

         “ช่วยด้วย”

         ประชากรบนโลกมนุษย์ที่กำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคระบาดต่าง ๆ ต่างพากันร้องขอความช่วยเหลือจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง แต่กลับกลายเป็นว่าโรคระบาดเหล่านี้ได้แพร่เชื้อไวรัสร้ายกระจายไปทั่วทั้งโลกไม่เว้นแม้แต่ตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่ทางรัฐบาลที่ถูกโรคระบาดเหล่านี้ทำร้ายจนเสียชีวิตทั้งหมด คนที่เหลือรอดจะต้องฆ่ากันเองเพื่อกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดเป็นคนสุดท้าย แต่สุดท้ายพวกเขาก็เสียชีวิตลงเพราะติดเชื้อจากผู้ที่เสียชีวิต

         ส่วนคนที่ไม่ได้ติดเชื้อโรคนั้นได้พากันอพยพไปอาศัยอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยและพากันตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัยให้อยู่ห่างไกลจากแหล่งรวมของเชื้อโรคร้าย ผู้เหลือรอดทั้งหมดได้เตรียมเสบียงอาหารเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วก่อนที่จะมีการแจ้งเตือนภัยเสียอีกและได้จัดการทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้รวมทั้งอาหาร ผัก และผลไม้ทุกครั้งทั้งก่อนและหลังอยู่เสมอ ทำให้คนดีเหล่านี้อยู่รอดปลอดภัยและปราศจากจากโรคร้ายหมดทุกคน

         ทุกคนกำลังรอคอยการมาถึงของ ‘บุรุษขี่ม้าขาวจากดินแดนอันไกลโพ้น’ ที่จะเดินทางมาเพื่อปราบปรามพวกอธรรมทั้งหลายและปกป้องเหล่าคนดีมีศีลธรรมที่โชคร้ายเกิดอยู่ในยุค ‘มิคสัญญี’ ตามความเชื่อโบราณของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าสืบทอดกันต่อ ๆ มา

         ชาวคริสต์กำลังเฝ้ารอคอยการพิพากษาครั้งสุดท้ายของพระเจ้า คนที่ตายไปแล้วจะฟื้นคืนชีพกลับมา และการมาครั้งที่สองของพระเยซู

         ทางด้านของชาวฮินดูที่กำลังรอคอยการมาถึงของกัลกิยาวตาร บุรุษขี่ม้าขาว อวตารปางสุดท้ายของพระวิษณุที่จะมาปราบกลียุค

         ส่วนชาวพุทธกำลังรอคอยการมาถึงของยุคพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ของภัทรกัปจึงรีบหมั่นทำความดีและรักษาศีล ๕ อยู่เสมอเพื่อที่จะไปเกิดในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย เพราะมนุษย์ที่เกิดอยู่ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรยล้วนแต่เป็นคนดีมีศีลธรรม มีหิริโอตัปปะ ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาไม่ขาด ความเป็นอยู่ก็สะดวกสบายทุกอย่างไม่ต้องหาเครื่องมือใช้สอยเอง ถ้าอยากจะได้อะไรก็จะไปขอจากต้นกัลปพฤกษ์

 

         มิติแห่งกาลเวลา

         ดร.จิคิคาตะกับอนันตกาล ลูกน้องคนสนิทผู้เป็นภรรยานั่งรับฟังผลการรายงานจากอนันตภพกับมณฑารพอย่างใจเย็นและยิ้มพอใจกับการรายงานของทั้งสองคนเป็นอย่างมาก เพราะวันนี้ถือว่าเป็นวันสิ้นโลกและเป็นวาระสุดท้ายของมวลมนุษยชาติ

         “ในที่สุด วันนี้ก็มาถึงจนได้สินะคะ การพิพากษาครั้งสุดท้ายของพระเจ้า คนที่พวกเราเคยรู้จักที่ตายไปแล้วก็คงจะพากันไปเกิดอยู่ในยุคใหม่”

         อนันตกาลดูเหมือนไม่มีความทุกข์ร้อนใด ๆ กับวันสิ้นโลก

         “ก็คงแค่บางคนแหละ คนที่ตายบางคนคงไม่มีโอกาสแลวาสนาได้ไปเกิดในยุคใหม่ เพราะว่าตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ทำกรรมชั่วเอาไว้เยอะจนกู่ไม่กลับแล้ว พวกนั้นคงไม่มีวาสนาได้เกิดอยู่ในยุคที่มีแต่คนดีศีลธรรมเต็มไปหมด”

         ดร.จิคิคาตะพูดไปในขณะที่มือกำลังกดปุ่มจอมอนิเตอร์เพื่อสำรวจแผนที่โลกที่ตอนนี้บางประเทศที่เคยปรากฏอยู่บนแผนที่โลกได้หายสาบสูญไปหมดแล้วและบางประเทศได้จมหายไปในทะเลกับมหาสมุทร การทำสงครามประหัตประหารกันเองระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองและการหยิ่งผยองลำพองใจของมนุษย์ที่อยากจะมีอำนาจเหนือกว่าธรรมชาติได้ส่งผลให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ออกจากกันและทำให้หลายประเทศที่แยกกันได้ถูกยุบรวมกันเป็นหนึ่งประเทศ

         “สุดท้ายแล้ว โลกของเราและมนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลกก็ไม่แตกต่างจากผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ในนครเหล่านี้เลย นครแอตแลนติส นครลีเมอเรีย ทวีปมู นครทวารกา สุวรรณโคมคำ โยนกนาคนคร เมืองเอกธีตา เมืองหนองหานหลวง เมืองหนองหานน้อย เมืองโซดอม และเมืองโกโมราห์เลย เมืองเหล่านี้ถูกลงโทษและทำลายให้จมหายไปในประวัติศาสตร์”

         “พวกเราสี่คนอยู่บนโลกนี้มานานเต็มทีแล้วค่ะ เป็นอมตะมาพอแล้ว ทั้งฉัน คุณ อนันตภพ และมณฑารพ ถ้าหากพวกเรายังดื้อดึงที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป พวกเราคงจะมีอายุเกือบ ๒,๕๐๐ ปีแล้ว ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่พวกเราเคยรู้จักและเคยพบเจอคงเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้ตั้งกี่ภพชาติแล้ว”

         “ตลอดระยะเวลาประมาณสองพันสี่ร้อยสี่สิบปีที่ผ่านมา ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าการที่คน ๆ หนึ่งจะมีอายุยืนยาวหลายร้อยปีหลายพันปีเหมือนองค์ชายเทียนหลันเซ่อ คุณอาคุมะ คุณทวดมาสึตะ คุณทวดยามิ และคุณตะวันรวมทั้งคุณทวดอาชูร่ากับคุณทวดโทคิโตะมีทั้งความสุขและความทุกข์”

         ทางด้านของอนันตภพกับมณฑารพกำลังพูดคุยกันถึงยุคของพระศรีอริยเมตไตรยที่กำลังจะเยือนมาถึงอีกไม่นานแล้ว เพาะตอนนี้โลกสงบสุขลงแล้ว และความชั่วร้ายหายไปหมดสิ้นแล้ว เหล่าคนดีมีศีลธรรมทั้งหมดที่เหลือรอดจากวันโลกาวินาศก็กำลังค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับยุคใหม่ที่กำลังจะมาหาพวกเขาแล้ว บางพื้นที่เข้าสู่ยุคใหม่แล้วกำลังเริ่มต้นสร้างอารยธรรมใหม่มาแทนที่อารยธรรมเก่าที่หายสาบสูญไปในวันสิ้นโลก

         ‘บุรุษขี่ม้าขาวจากดินแดนอันไกลโพ้น’ ได้ขึ้นมาปกครองโลกใบนี้อย่างสงบสุข ไร้ความชั่วร้าย ไร้ความเสื่อมทราม และไร้สิ่งสกปรกมึนเมา 

         ส่วนชาวพุทธตัดสินใจเริ่มต้นการหมั่นสร้างความดีและรักษาศีลต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงเวลาที่พระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้

         “มณฑารพ ทำไมคนที่ชอบสวดมนต์และชอบเข้าวัดทำบุญชอบอธิษฐานขอให้ตัวเองจะไปเกิดอยู่ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรยกัน เพราะว่าคนยุคนั้นมีอายุยืนยาวถึง ๘๐,๐๐๐ ปีเหรอ พวกเขาคงจะมีความสุขสบายมากกว่าพวกเรา”

         “มนุษย์ทุกคนอยากได้ความสบายทั้งนั้น ใครล่ะที่จะไม่อธิษฐานของให้ตัวเองไปเกิดอยู่ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรยกัน”

         “แล้วมณฑารพไม่อยากสบายบ้างเหรอ”

         “ฉันอยู่ที่มิติแห่งกาลเวลามีความสุขอยู่แล้ว มิติแห่งกาลเวลาเป็นบ้านที่แท้จริงของฉัน ในเมื่อฉันกับนายเกิดอยู่ที่นี่ก็จะต้องตายอยู่ที่นี่ ต่อให้สถานการณ์ของโลกข้างนอกผ่านไปเป็นเวลานานสักแค่ไหนก็ตาม สักกี่สิบปี สักกี่ร้อยปี สักกี่พันปี สักกี่หมื่นปี มิติแห่งกาลเวลาก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

 

         อาณาจักรซัมบาลา

         ดินแดนลึกลับในอุดมคติของใครหลายคนที่ตั้งซ่อนเร้นอยู่บนเทือกเขาหิมาลัยที่เต็มไปด้วยความเจริญทางด้านพระพุทธศาสนาและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ ของอาณาจักรแห่งนี้ แต่ความทันสมัยอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดของโลกภายนอกก็ไม่สามารถเข้ามาทำลายและเข้ามาแทรกแซงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของอาณาจักรแห่งนี้ลงได้เลย

         ในช่วงเวลาที่โลกภยนอกกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ของวันสิ้นโลกและยุคมิคสัญญี มีแต่ความวุ่นวายอลหม่านไปทั่วโลก แต่สำหรับอาณาจักรซัมบาลากลับเจริญรุ่งเรืองทางด้านศีลธรรมจรรยามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีความชั่วร้ายจากโลกภายนอกสามารถเข้ามาแทรกแซงได้เลย ชาวเมืองซัมบาลารับรู้สถานการณ์ทุกอย่างของโลกภายนอกผ่านทางกระจกวิเศษขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ภายในบ้านเรือนของพวกตนโดยที่ไม่ต้องไปเยือนสถานที่นั้น ๆ ผู้ปกครองแห่งอาณาจักรซัมบาลาก็คอยเฝ้ามองเหตุการณ์ความเป็นไปของโลกผ่านทางกระจกวิเศษขนาดใหญ่เช่นเดียวกันและได้ทำการส่งคนไปสืบเสาะหาคนดีมีศีลธรรมที่มีความรู้ทางด้านวิทยาการต่าง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกเช่นเดียวกับที่ทางมิติแห่งกาลเวลาได้ส่งอนันตภพกับมณฑารพไปสืบเสาะหา

         คนดีมีศีลธรรมที่เกือบจะถูกลูกหลงจากการถูกคนเลวทรามทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตได้เดินทางมาที่อาณาจักรซัมบาลาเพื่อแสวงหาความสุขที่แท้จริงในชีวิตและเมื่อรับรู้ว่าโลกภายนอกสงบสุขลงแล้วก็นำความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับมาจากชาวเมืองซัมบาลาออกไปเผยแพร่ให้กับคนที่เหลือรอดได้เรียนรู้พร้อมกับช่วยกันก่อสร้างอารายธรรมใหม่ขึ้นมาและริเริ่มคิดค้นวิทยาการใหม่ ๆ สืบทอดต่อกันมา แต่ในบางครั้งอาจจะมีชาวเมืองซัมบาลาบางกลุ่มเป็นคนเดินทางนำความรู้ของพวกตนมาเผยแพร่ให้กับผู้คนจากโลกภายนอกและอาศัยอยู่ที่โลกภายนอกจนกว่าจะถึงเวลาสมควรแล้วจึงจะเดินทางกลับอาณาจักรซัมบาลาตามเดิม แต่ชาวเมืองซัมบาลาบางคนอาจจะลงหลักปักฐานอยู่ที่โลกภายนอกต่อไปเพื่อสานสัมพันธ์กับคนจากโลกภายนอกเพื่อสร้างครอบครัวในอนาคต

         องค์ชายเทียนหลันเซ่อกำลังยืนเฝ้ามองสถานการณ์ความเป็นไปของโลกภายนอกผ่านทางกระจกวิเศษขนาดใหญ่อยู่ในท้องพระโรงขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ภายในพระราชวังขนาดใหญ่โดยมีกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรซัมบาลาองค์ที่ ๒๕ ผู้เป็นบุรุษขี่ม้าขาวจากดินแดนอันไกลโพ้นอยู่เคียงข้างองค์ชายเทียนหลันเซ่อ พระองค์ถือกำเนิดอยู่ในอาณาจักรซัมบาลาแห่งนี้ พระองค์ทรงนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่สูงใหญ่เหนือพื้นของท้องพระโรง บรรดาเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ยืนเรียงแถวหน้ากระดานก้มลงกราบถวายบังคมกษัตริย์ผู้ปกครองซัมบาลาองค์ปัจจุบันกับองค์ชายเทียนหลันเซ่อ

         “ตอนนี้โลกภายนอกสงบสุขแล้ว นับแต่จากนี้ไป จะไม่มีเหตุการณ์ร้าย ๆ เกิดขึ้นบนโลกอีกต่อไปแล้ว ถ้าหากวันใดที่ศีลธรรมของพวกมนุษย์เสื่อมทรามลง วันนั้นโลกจะวนกลับมายังสถานการณ์เดิม ๆ ที่เลวร้ายและวันสิ้นโลกจะะกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้งหนึ่ง”

         กษัตริย์ผู้ปกครองซัมบาลาองค์ที่ ๒๕ กล่าวจบก็มีเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญดังไปทั่วท้องพระโรงด้วยความยินดี องค์ชายเทียนหลันเซ่อกล่าวต่อจากพระองค์

         “ข้าอยู่บนโลกนี้มานานมากแล้ว ข้าอยู่มานานหลายพันปีจนเกือบจะครบหมื่นปีแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะพักผ่อนอย่างสงบสุข และตลอดไป”     

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น